Magic X Knight REVERSE

    ตอนที่ 12 คำเชื้อเชิญ

      “พี่ชายคนรองหรอ”เชสปั้นหน้าฉงนพยายามมองโครงหน้านิโคล จู่ๆภาพใครบางคนพลันลอยมา“ลืมแนะนำตัวไป ผมชื่อนิโคลครับ นิโคล คริสตอฟ...มิคาเอล คริสตอฟเป็นพี่ชายของผมเอง”เขาอ้าปากค้างช้าๆในสมองทำการเปรียบเทียบร่างลักษณ์อันสุภาพของนิโคลและความกวนและเป็นกันเองของมิคาเอล‘แน่ใจนะว่าไม่ใช่คนไหนสักคนโดนเก็บมาเลี้ยงน่ะ’แน่นอนเขาไม่เสียมารยาทพอจะพูด“พี่ผมเล่าว่าถึงคุณจะเป็นแค่ปี1แต่สามารถสูงพอๆกับจอมเวทขั้นกลางระดับบนๆเลย เหตุการณ์ที่คฤหาสน์ดยุคถ้าไม่มีคุณพี่ผมคง...”“เดี๋ยวๆๆ เบรคก่อน”ไม่ยอมให้พูดจบเชสแทบุ่งเข้าไปอุดปากหนุ่มผมทองเข้ม“ไม่ใช่ว่าปิดข่าวหรอ”เขาพลันหันไปสังเกตประธานสาวผมดำที่กลับไปนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารต่อ หนุ่มผมทองตัวเล็กพอๆกับเชสยิ้มร่ารู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร“ไม่เป็นไรหรอกครับ ปิดข่าวแค่กับประชาชนแต่พวกขุนนางรู้กันหมดแล้วและอีกอย่างถ้าประธานนักเรียนอยากรู้อะไรก็ไม่จำเป็นต้องรู้จากเราหรอกครับ”เชสพยักหน้าช้าๆเป็นเชิงรับทราบ“พี่นายเล่าให้ฟังหมดเลยหรอ”เชสนึกหน้ามิคาเอลพลางคิดว่าอีกฝ่านเป็นคนที่ปากโป้งเกินคาด เหมือนรู้ว่าเขาคิดอะไร นิโคลจึงรีบอธิบายเสริมแก้ความเข้าใจผิด“จริงๆแล้วหลังจากพี่กลับบ้านเมื่อวานในสภาพแผลเต็มตัวก็โดนแม่ของผมที่รู้ข่าวคาดคั้นเอาน่ะครับ ตอนนั้นผมเองก็อยู่ด้วย แล้วพี่มิคาก็เล่าเรื่องคุณให้ฟังด้วยว่าเป็นเสือซ่อนเล็บ อัจฉริยะในเงามืด”เชสปั้นหน้าแหยงๆกับสิ่งที่ได้ยิน“พี่ยังบอกอีกว่าโอเกอร์เมื่อวันก่อนเป็นคุณที่จัดการไม่ใช่คุณลิเรเรีย”“เรียกว่าร่วมมือกันดีกว่า...ก็เป็นจอมเวทกับอัศวินนี่นะ”“งี้เอง...แล้วไม่ทราบว่าพาร์ทเนอร์ที่ลงแข่งด้วยเป็นใครหรอครับ”นิโคลชี้ไปยังช่องที่ยังว่างอยู่เพียงช่องเดียวบนกระดาษ“ไม่มีหรอก”“เอ๋ ไม่มี งั้นตั้งใจจะลงแข่งแค่คนเดียวหรอครับ...ถึงเป็นคุณก็เถอะ”“ตามนั้นแหละ ฝากด้วยนะ”เชสไม่ฟังคำทัดทานใดๆพลางโบกมือลาและออกจากห้องมาอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่รู้เลยว่าเริ่มครู่การสนทนานั้นดังจนผู้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกได้ยินอย่างชัดเจน“มันคิดจะลงประลองงั้นหรอ”แม็กซ์และมาร์คยืนใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในบริเวณสวนของโรงเรียน โดยที่มีใครอีกคนกำลังกล่าวรายงานเรื่องที่ไปได้ยินมา เมื่อฟังจบแม็กซ์พลันหัวเราะชั่วร้าย“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า คิดจะลงประลองโดยไม่มีอัศวินงั้นหรอ นึกว่าจะฉลาดกว่านี้ซะอีกสุดท้ายก็เป็นแค่ไอ้โง่คนหนึ่งเท่านั้น มาร์ค...”แม็กซ์เอ่ยดูถูกก่อนจะหันไปหาน้องชายแท้ๆของตน“นี่คือโอกาสทอง หากนายอยากแก้แค้นบนลานประลองเป็นที่ที่ดีที่สุด”“ต แต่ผมจะทำได้หรอก”มาร์คหน้าซีดเซียวพลันนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ในหอพัก“ไม่ต้องห่วง ต่อให้มันเก่งแค่ไหนมันก็ต้วคนเดียวแต่นายยังมีพาร์ทเนอร์อัศวินที่อยู่ห้อง7ด้วย งานนี้สบายๆ เหอะ ถ้างานนี้อนุญาตให้ปี2ลงด้วยฉันอยากจะลงไปหักขามันเองด้วยซ้ำ”แม็กซ์บ่นด้วยความเสียดาย ตอนนั้นเองคนตรงหน้าพลันทัก“เดี๋ยวสิแม็กซ์ การจับคู่เป็นแบบสุ่มนะ ถ้ามันโดนคัดตกรอบไปก่อนจะทำยังไง”“ฉลาดหน่อยคูซ แค่ติดสินบนสักคนในสภานักเรียนก็เรียบร้อยแล้ว”           “ได้ข่าวว่าลงประลองด้วยหรอ”ยามค่ำคืน ณ ป่าข้างหอพักที่เดิม ชายและหญิงคู่เดิมสนทนากันอยู่ที่เดิมภายใต้พระจันทร์ดวงเดิมและบรรยากาศเดิมๆ (อย่าตีผม ผมแค่อยากลองกวนตีน)“ข่าวไวเหมือนเดิมนะ”เชสเหลือบตามองขณะกำลังยกดัมเบลหนัก3กิโล“นิโคลบอกน่ะ ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะอรินายก็สมัครมาด้วย”“อริ...อ๋อ มาร์คหรอ”“มาทั้งเจ้าตัวและพาร์ทเนอร์เลย”ใช้เวลานึกไม่นานเขาก็จำได้เพราะตั้งแต่กลับมามีแค่คนเดียวที่เขามีปัญหาแตกหักยากจะแก้ไขด้วย แววตายังคงไม่ใส่ใจเช่นเดิมราวกับว่าเป็นปัญหาเล็กน้อย“ปล่อยไปเถอะไม่เห็นเป็นไรเลย ดีซะอีกจะได้จัดการให้จบๆไปจนลานประลอง”“ยังมีอีกคนที่สมัครไปด้วยนะ”“ใคร”“ฉันเอง”เชสชะงักนิ่งพลันหันขวับไปยังคนข้างกายที่ทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว ตอนแรกคิดว่าคงไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์อะไรแล้วเสียอีกทว่ากลับนึกไม่ถึง“แหม ไม่นึกว่าเธอก็อยากไปเที่ยวในวันด้วยนะเนี่ย ไม่ใช่ตระกูลเนอร์วาสได้รับอภิสิทธิ์ให้เข้าวังได้ทุกเมื่อหรอ”“ไม่เกี่ยวกับการเข้าวังหรอก มันเป็นหน้าที่ของตระกูลที่ต้องชนะ”เชสขมวดคิ้วสีหน้าไม่เข้าใจแสดงชัดเจน“วันที่ 6 มกราคม”คำพูดนั้นสะกิดควาทรงจำหนึ่งขึ้นมาทำให้เขาเข้าใจทุกอย่างในทันทีโดยไม่ต้องอธิบายต่อ 6 มกราคม วันก่อตั้งสถาบันออโรเรีย และยังเป็นวันคล้ายวันเกิดของวีรสตรีมิเนเรีย เนอร์วาส ต้นตระกูลเนอร์วาสของลิเรเรียอีกด้วย เชสพยักหน้าลงโดยไม่รู้ตัวในหัวเริ่มจินตนาการที่จะเกิดขึ้นในการประลองระหว่างพวกเขา“ถึงจะแข่งจนหาคนที่ได้ตั๋วครบก็จะแข่งต่อเพื่อหาผู้ชนะเลิศ และนั่นคือเกียรติยศของตระกูลฉัน”“เข้าใจล่ะ จะไม่ออมมือให้สินะ”เชสฉีกยิ้มใบจนถึงใบหูพลางลุกขึ้นปัดเศษหญ้าและใบไม้ตามตัว“ช่วงนี้อากาศหนาวขึ้นนะ ดูแลตัวเองด้วย”เด็กหนุ่มผมดำส่งยิ้มให้เธอเป็นครั้งสุดท้ายของปีก่อนจะหายลับไปในเงามืด การที่เรเรียกล่าวเช่นนั้นไม่เพียงแสดงความแน่วแน่เท่านั้นทว่ายังเป็นการประกาศศึกกับเชสโดยตรงด้วย‘ถ้าอยากสู้กับฉันขนาดนั้นล่ะก็...จัดให้เลย’           ทางไปหอพักมืดสนิทเพราะเป็นเวลากลางคืน คริสตัลที่ใช้ทำหลอดไฟถูกบังคับปิดตั้งแต่4ทุ่ม แต่แสงจันทร์คอยอำนวยความสะดวกให้เขาเดินกลับหอโดยสวัสดิภาพทว่าร่างหนึ่งกลับปรากฏต่อหน้าเขาร่างบางให้ชุดเครื่องแบบนักเรียนสายอัศวิน ท่อนล่างเป็นกระโปรงสั้นและถุงน่องสีดำ หน้ากากขาวสวมปิดใบหน้าทำให้ไม่รู้ว่าเป็นใคร“มีธุระอะไรรึเปล่า”เชสลองเอ่ยหยั่งเชิงเพื่อดูปฏิกิริยาอีกฝ่าย ขณะเดียวกันในหัวพลันแล่นวิเคราะห์ตัวจริงของแขกไม่ได้รับเชิญคนนี้‘คนของพวกมาร์คงั้นหรอ’นั่นคือข้อที่มีเปอร์เซนต์มากที่สุดตอนนี้แต่วินาทีถัดมาเขาพลันรู้ได้เลยว่าไม่ใช่ เรเปียร์พุ่งเฉียดหน้าเขาไปเพียงนิดเดียว ร่างของเด็กหนุ่มงอตัวไปด้านหลังเพื่อหลบการโจมตี ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวเขาร่ายเวทสั่นๆในพริบตาและสบัดมือ ก้อนแสงเล็กๆพลันพองขึ้นกลายเป็นระเบิดแสงขนาดย่อม พอให้อีกฝ่ายสับสนและเขาถึงทิ้งระยะออกมาเขาปลดปล่อยเวทอีกบทสร้างพื้นที่น้ำขังรอบกายรอให้อีกฝ่ายเหยียดเข้ามา ทันทีที่รองเท้านักเรียนแตะพื้นกระแสไฟฟ้าของเวทระดับต่ำพลันแล่นเข้าสู่ร่างกายของบุคคลปริศนาความรู้สึกชาไปทั้งร่างจนเธอส่งเสียงร้องออกมาให้ได้ยินทำให้รู้ว่าศัตรูเป็นผู้หญิง แถมเสียงยังราวกับว่าเขาเคยได้ยินมาก่อน ไม่ทันได้คิดต่อเรเปียร์ในมือพลันเรืองแสง เวทระดับต่ำเหมือนไร้ผลกับร่างกายนั้น ออร่าดาบนับร้อยพุ่งเข้ามาทำเขาหน้าซีด“เอาจริงดิ  โหดกว่าเรเรียอีกนะเนี่ย”เชสย้ายตัวเองลงมาในแอ่งน้ำ เวทสายฟ้าก่อนหน้าที่ใช้ใส่แอ่งน้ำจะไม่โจมตีผู้ใช้แต่เมื่อเขาลงพื้นกลับรู้สึกถึงสายฟ้าแล่นเข้ามาทันที“นี่มัน...”เวทเดียวกับที่เขาใช้...อารมณ์หงุดหงิดแล่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่แข็งแกร่งมากแต่จอมเวทมากประสบการณ์กำลังถูกลูบคมโดยเวทที่อัศวินใช้ เชสตัดสินใจหยิบคทาออกมาและเริ่มร่ายเวทในสภาวะจิตว่างเปล่า แม้จะยังไม่สมบูรณ์แต่ไม่มีทางเลือกเวทเสริมความเร็วและเสริมพลังระดับกลางครอบร่างของเขา มานาจำนวนมากถูกดึงออกไป กระนั้นเขากลับไม่มีท่าทีเหนื่อยมากเหมือนเมื่อก่อนนั่นเพราะแกนมานาได้ขยายใหญ่ขึ้นอีกระดับทั้งสงอเข้าปะทะกันอีกครั้ง สายตาเขามองตามเรเปียร์ได้ชัดขึ้นพร้อมกับใช้ปลายคทาแทงสวนและเบี่ยงการโจมตีขณะที่ปากร่ายคาถา“มนตราต้นแบบ : เวทอาณาเขต : สุสานอัสนี”“อะไรกัน”ก้อนพลังงานที่มีสายฟ้าสีม่วงแล่นไปทั่วนับสิบก้อนลอยเคว้งกลางอกาศรอบพวกเขาทั้งสองคน ครอบทุกอย่างอีกทีคือโดมสีม่วงอ่อนโปร่งแสงจนเห็นภายนอก ศัตรูตั้งท่าพุ่งเข้ามาพลันต้องชะงักเท้าเพราะก้อนพลังงานลอยเข้ามาขวางหน้าเธอไว้ราวกับเพื่อปกป้องเด็กหนุ่ม“เข้ามาสิ รึว่ากลัวโดนเจ้าตัวน้อยพวกนี้ย่างสดเอา บอกไว้ก่อนเลยนะว่าแค่ก้อนเดียวก็สามารถให้พลังงานหมู่บ้านขนาดใหญ่ได้สบายๆไปทั้งวัน”คำขู่เพื่อถ่วงเวลาดูเหมือนจะได้ผล ผู้ถือเรเปียร์นิ่งลังเลไปสักพัก ด้านผู้ร่ายเวทนี้พยายามเก็บซ่อนสีหน้าเหนื่อยอ่อนเอาไว้เต็มที่เพราะเวทนี้กินพลังงานไปไม่ใช่น้อย‘เวทนี้เปลืองพลังงานไม่ใช่น้อยก็จริงแต่อย่างน้อยน่าจะใช้ถ่วงเวลารอยามหรืออาจารย์เดินเวรได้ไม่มากก็น้อย’ตอนนั้นเองผู้โจมตีพลันเก็บอาวุธเข้าฝักก่อนจะปรบมือให้เขา“ยอดเยี่ยมมาก”เสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาอีกครั้ง คุ้นแต่นึกไม่ออกจนหงุดหงิดเหมือนกับเคยได้ยินเพียงแค่ไม่กี่คำด้วยเสียงนี้“ไม่กี่คำ...หรอ ห๊ะ”จู่ๆเขาก็นึกออก“ประธานนักเรียน”ทันทีที่เอ่ยจบหน้ากากขาวถูกยกออกเผยให้เห็นโฉมหน้าของสาวผมดำสนิทตัดสิ้นและนัยน์ตาสีแดงฉานภายใต้แว่นตาสีช็อคกิ้งพิงค์“เป็นเสือซ่อนเล็บอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ เชส เซอเซส”“ไม่ตลกนะครับ ประธานนักเรียนเล่นอะไรแบบนี้”เขามองรุ่นพี่สาวที่ร่างกายเล็กกว่าคนวัยเดียวกัน แถมยังไม่ค่อยมีหน้าอกให้เห็น“เพราะฉันอยากรู้น่ะสิว่าเธอจะเก่งแบบที่เขาลือกันรึเปล่า”“แล้วเป็นไงล่ะครับ”เชสดัดสีหน้าอารมณ์เสียให้กลายเป็นสีหน้ายิ้มอย่างมั่นใจ“ทำเอานึกว่ากำลังสู้กับจอมเวทแก่ๆสักคนอยู่เลย ฝีมือระดับนี้ทำไมต้องลดตัวเองไปอยู่ห้อง10ด้วยล่ะ”‘ก...แก่หรอ’ความรู้สึกโดนจี้ใจดำจนแทบอยากทรุดลงไปขุดเข่านี่มันอะไรกัน เขาคิดในใจ อยากจะร้องแต่ก็ร้องไม่ได้ ‘ฉันเพิ่งจะ45เองนะว้อย’“ล แล้วประธานจะทดสอบฝีมือผมไปทำไมล่ะครับ”เชสกัดฟันอัดอั้นอารมณ์และถาม อีกฝ่ายก้าวเข้ามาใกล้เขาในระยะดาบพลางยื่นหน้ามาใกล้“ฉันชื่อมิเนอร์วา แห่งตระกูลอารากอน ฉันต้องการให้เธอมาเป็นจอมเวทของฉัน” “น่าสนใจจริงๆ”ร่างๆหนึ่งบนเก้าอี้ภายใต้เงาอันมืดมิดให้ห้องหรู มีเพียงเทียนเท่านั้นที่ให้แสงว่าง เอกสารแผ่นหนึ่งถืออยู่ในมือด้านข้างชายในชุดชนชั้นสูงเต็มยศยืนค้อมตัวให้ หากเชสอยู่ที่นี่ต้องจำได้แน่ว่าเขาคนนี้คือ วิสเคานต์ ฮิวจ์“กระหม่อมยอมรับว่าเขามีฝีมือแต่เรื่องทัศนคตินั้น...”“ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ ไม่ใช่ว่าเจ้าหาเรื่องเขาก่อนรึไง”“กระหม่อมไม่ได้...”ร่างนั้นโบกมือไปมาอย่างอารมณ์ดีพลางมองข้อมูลในกระดาษแผ่นนั้น“หากมีฝีมือจริงเราก็อยากได้เขามาข้างกาย”“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะยื่นข้อเสนอให้เขา กระหม่อมสืบมาแล้วเขาเป็นเพียงแค่สามัญชน ทั้งครอบครัวมีแค่เขากับพี่สาว บรรดาศักดิ์บารอนกับเมืองเล็กๆสักเมืองน่าจะพอให้เขาย้ายมาอยู่ฝั่งเรา”ได้ฟังเช่นนั้นชายปริศนาพลันส่ายหน้าไม่เห็นด้วยพลางถอนหายใจ แม้จะจงรักภักดีแต่ยังขาดซึ่งปัญญาและความคิดที่รอบคอบ ประกอบกับไร้ซึ่งศิลปะการจูงใจคน“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำอะไร เราส่งคนไปทดสอบเขาแล้ว หากเขามีฝีมือจริงเราจำเป็นต้องมีเขามาเสริมกำลัง ยิ่งขณะที่ท่านพ่อประชวรอยู่เช่นนี้”“พระองค์ส่งใครไปรึพะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”“น้องสาวร่วมอุทรสุดที่รักของเรา มิเนอร์วา”