ในตอนนี้ร่างกายของลี่หงเปียกชุ่มไปด้วยเืและของเสียที่ถูกขับออกมาจนอาบย้อมไปทั่วทั้งตัวไม่เว้นแม่แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่และเส้นผม รวมไปถึงทวารทั้งเจ็ดที่ต่างก็มีเืสีแดงชาดหลั่งไหลออกมามากมายไม่ขาดสาย
ทำให้ตัวลี่หงในตอนนี้ ราวกับเป็แหล่งกำเนิดเืเหมือนกับตาน้ำที่มีน้ำผุดออกมาตลอดเวลาหากเป็คนทั่วไปย่อมตกตายจากการเสียเืเป็จำนวนมากแต่ไม่ใช่กับลี่หงที่กำลังอยู่ในขั้นตอนผลัดเปลี่ยนเืในร่างกาย
ตอนนี้เืของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพกำลังแทรกซึมเข้าไปทุกอณูรูขุมขนแทรกซึมเข้าไปในทุกส่วนของร่างกายราวกับมีชีวิต เมื่อผ่านไปส่วนไหนเืของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพก็จะกลืนกินขับเืพิษและของเสียออกมาจากร่างกายลี่หง
แม้ร่างกายจะขับเืและของเสียออกมาจนหมดแล้วแต่กระบวนการผลัดเปลี่ยนก็ยังไม่เสร็จสิ้น เพราะตอนนี้ร่างกายของลี่หงกำลังเข้าสู่กระบวนการสร้างกล้ามเนื้อและชั้นิั
เมื่อเห็นดังนั้นท่านมหาเทพถึงกับอ้าปากกว้างมองดูตัวประหลาดตรงหน้าด้วยความใ
“นี่มัน!เป็ไปไม่ได้ ร่างกายของยัยหนูนี่มันอะไรกัน กระบวนการหลอมรวมทุกอย่างไม่ว่าเทพหรืออสูรที่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่เดือนแต่ยัยหนูนี่กลับใช้เวลาไม่ถึงสิบวัน นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย!”
“นี่มันเหมือน! ไม่สิ! ร่างกายของยัยหนูนี่มันวิเศษยิ่งกว่าพวกเผ่าเทพหลายเท่านัก ิัที่สร้างขึ้นมาใหม่ดูแล้วเหมือนเกล็ดของัยิ่งนักแต่มันกลับมีขนาดเล็กจนมองไม่ออกว่าเป็เกล็ดแม้แต่น้อยแถมยังดูเรียบเนียนยิ่งกว่าิัของมนุษย์ทั่วไปเสียอีก ฮ่า ฮ่า ฮ่า นี่ข้ากำลังมองดูสัตว์ประหลาดอยู่สินะ!” แม้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตนล้วนประจักษ์กับตาตนเอง
ตลอดสิบวันที่ผ่านมา ท่านมหาเทพต้องใกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของลี่หงนับครั้งไม่ถ้วนั้แ่ตนถือกำเนิดขึ้นมามีอายุยืนยาวจนไม่อาจนับได้
ผ่านโลกมาก็ตั้งมากมาย แต่ตนไม่เคยพบเห็นใครที่มีร่างกายแปลกประหลาดเท่านี้มาก่อนหากบอกว่าสิ่งที่เกิดตรงหน้าเป็เพราะการหลอมรวมเข้ากับชิ้นส่วนต่างๆ ของสัตว์เลี้ยงของตนตนก็ขอคัดค้านจนถึงที่สุด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้ล้วนเป็ผลมาจากร่างกายที่แปลกประหลาดของมนุษย์น้อยตรงหน้าตนต่างหาก
หากเป็คนอื่นเมื่อผ่านพ้นกระบวนการหล่อหลอมเข้ากับชิ้นส่วนของสัตว์อสูรย่อมแข็งแกร่งและมีพละกำลังเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ไม่มีทางที่ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายแบบนี้แน่นอน
ตอนนี้กระบวนการทั้งหมดก็ล่วงเลยผ่านมากว่าสิบวันแล้ว
สิบวันที่ลี่หงเข้าสู้ห้วงสมาธิสิบวันที่ลี่หงต้องเ็ปทนทรมานแสนสาหัส สิบวันเหมือนอยู่ในนรกทั้งเป็ แต่เมื่อกระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้นท่านมหาเทพจึงส่งลมปราณไปยังแท่นหิน เพื่อหยุดยั้งการทำงานของอักขระนับหมื่นนับแสนตัว
ทันทีที่อักขระสีทองนับหมื่นนับแสนหยุดทำงานแสงสีทองที่สาดส่องออกมาก็หม่นหมองและจางหายไป เผยให้เห็นก้อนเืแห้งกรังขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นหิน
ก้อนเืที่เกิดจากเืและของเสียที่ถูกขับออกมาจากร่างกายแล้วจับตัวกันเป็ก้อนเืแห้งกรังขนาดใหญ่ ที่ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งตัวของลี่หงทำให้ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าหรือเสื้อผ้ามีเพียงช่องทางที่ใช้หายใจเท่านั้นที่สามารถมองเห็นิัขาวผ่องด้านในได้
ไม่นานก้อนเืแห้งกรังที่ปกคลุมอยู่รอบกายของลี่หงก็ปริแตกรอยแตกเริ่มจากช่องทางหายใจก่อนจะลุกลามออกไปเรื่อยๆ จนปกคลุมไปทั่วทั้งก้อน
แกร๊ก! แกร๊ก! แกร๊ก! แกร๊ก!
จากนั้นก้อนเืที่แห้งกรังก็แตกละเอียดเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยพร้อมกับร่างระหงที่นั่งนิ่งมาตลอดสิบวันค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น
ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาบรรยากาศรอบตัวลี่หงก็หนักอึ้งแรงกดดันมหาศาลและกลิ่นอายที่น่าเกรงขามต่างก็ถูกปลดปล่อยออกมาราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกรากส่วนก้อนเืและของเสียที่ปริแตกออกมาก่อนหน้าก็ถูกแรงกดดันบดละเอียดจนกลายเป็ผุยผง
เมื่อหลุดพ้นจากก้อนเืและสิ่งสกปรกร่างกายของลี่หงก็ส่องประกายออกมาราวกับอัญมณีที่ล้ำค่า ดวงตาที่เปิดกว้างก็สาดส่องประกายแสงสีทองออกมาชั่วขณะไม่นานบรรยากาศที่หนักอึ้งและกลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาก็จางหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ตอนนี้บนแท่นหินปรากฏเพียงดรุณีน้อยที่งดงามด้วยความงดงามที่เฉิดฉายออกมาสามารถทำให้ดอกไม้ที่ชูช่อเบ่งบานเหี่ยวเฉาได้ทันที เพราะไม่กล้าอวดโฉมประชันกับความงดงามของร่างระหงบนแท่นหินได้
เมื่อประกอบกับดวงตาหงส์ที่เรียวงามแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่สามารถสะกดข่มทุกสรรพชีวิตได้เมื่อสบตาคิ้วงามที่โก่งดั่งคันศรกับจมูกที่เชิดรั้นขึ้นเล็กน้อยและริมฝีปากที่บางได้รูป ทำให้ร่างระหงที่นั่งอยู่บนแท่นหินงดงามยิ่งกว่าสตรีใดในโลกหล้า
แม้ร่างกายจะปกคลุมไปด้วยเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นผมเผ้าที่พะรุงพะรังปกปิดใบหน้าไปหลายส่วนแต่ก็ไม่สามารถกลบรัศมีความงดงามที่เฉิดฉายออกมาได้ยิ่งผิวพรรณที่ขาวผุดผ่องเปล่งประกายราวกับอัญมณีล้ำค่า ทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อความงดงามของร่างบางได้แม้แต่น้อย
เมื่อเห็นลี่หงออกมาจากก้อนเืที่แห้งกรังท่านมหาเทพก็ชะงักงันในความงดงามของลี่หงชั่วครู่ ‘ยัยหนูนี่งดงามยิ่งนักแอ้ม!’เมื่อรู้สึกตัวว่าตนเผลอคิดอะไรแปลกๆ ท่านมหาเทพก็ส่ายหัวสลัดความคิดออกไปโดยเร็ว
จากนั้นจึงทำการตรวจสอบร่างกายของลี่หงไม่นานท่านมหาเทพก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ เนื่องจากร่างกายของลี่หงตอนนี้แข็งแกร่งเป็อย่างมากไม่ว่าจะเป็สัตว์อสูรหรืุ์ที่มีพลังต่ำกว่าปราณปฐี ย่อมไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้กับลี่หงได้
“ไปอาบน้ำล้างตัวแล้วพักผ่อนซะพรุ่งนี้เช้าข้าจะกลับมาแล้วจะเริ่มฝึกฝนทันที” เมื่อเห็นว่าท่านมหาเทพกำลังจะจากไปลี่หงก็รีบพูดขึ้นด้วยความรวดเร็ว
“ท่านมหาเทพเ้าคะ ท่านจะให้ข้านอนที่ไหนเ้าคะ”ได้ยินดังนั้นท่านมหาเทพก็ชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดมือไปด้านข้างลี่หง ไม่นานก็ปรากฏกระท่อมขนาดเล็กหลังหนึ่ง
จากนั้นร่างกายของท่านมหาเทพก็จางหายไปด้วยความรวดเร็วเมื่อท่านมหาเทพจากไปแล้วลี่หงก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เฮ้อ! ดีนะที่ยังไม่ตายไม่คิดว่ามันจะทรมานขนาดนี้” พูดจบลี่หงก็ล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนแท่นหิน พลางนึกถึง่เวลาสิบวันที่ผ่านมาทำให้เ้าตัวต้องยกมือเรียวบางขึ้นมาลูบไล้แขนทั้งสองข้าง
แต่เมื่อััได้ว่าแขนของตนเนียนนุ่มยิ่งกว่าก่อนหน้าทั้งยังสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณได้อย่างชัดเจนทำให้ลี่หงแปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงของตนเองไม่น้อย
“หืม! ดูเหมือนผิวจะขาวเนียนกว่าก่อนหน้านี้นะ”พูดจบลี่หงก็ลุกขึ้นแล้วมุ่งหน้าไปยังน้ำตก
“ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ก่อนหน้านี้ร่างนี้ก็งดงามมากอยู่แล้ว แต่ก็ยังเทียบตอนนี้ไม่ติดเลย”ลี่หงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม เมื่อได้เห็นใบหน้าของตนที่สะท้อนในผิวน้ำเบื้องหน้า
หลังจากชื่นชมเงาสะท้อนของตัวเองจนพอใจลี่หงก็ตัดสินใจะโลงน้ำทั้งชุดที่สวมใส่ หลังจากอาบน้ำและซักทำความสะอาดเสื้อผ้าอยู่นานเ้าตัวก็มุ่งตรงไปยังกระท่อมที่ท่านมหาเทพสร้างขึ้น
เมื่อก้าวเข้ามาในกระท่อม ลี่หงก็มองสำรวจโดยรอบแล้วพูดขึ้นด้วยความผิดหวังนิดๆ
“ก็สมกับเป็กระท่อมล่ะนะ”พูดจบเ้าตัวก็เดินไปยังโต๊ะเพื่อวางสัมภาระที่เตรียมมา ข้างในกระท่อมมีลักษณะเป็ห้องสี่เหลี่ยมโล่งกว้างราวห้าตารางเมตรมีเพียงเตียงนอนหนึ่งหลังกับโต๊ะและเก้าอี้อย่างละตัวตั้งอยู่กลางห้องเท่านั้น
เมื่อไม่เห็นสิ่งใดนอกเหนือจากโต๊ะกับเตียงลี่หงก็ถอนหายใจออกมาแล้วทำการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชื้น
เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเ้าตัวก็ตัดสินใจออกสำรวจพื้นที่โดยรอบ แม้พึ่งผ่านความทรมานที่เลวร้ายมา แต่ด้วยร่างกายใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมากทำให้ลี่หงไม่รู้สึกเหนื่อยล้าหรืออยากพักผ่อนแม้แต่น้อย
เมื่อออกมาจากกระท่อม ลี่หงก็มุ่งหน้าไปสำรวจผืนป่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเพราะผืนป่าที่เห็นนั้นเป็ผืนป่าแห่งเดียวในพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ ส่วนพื้นที่นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงทุ่งหญ้ากับูเาสูงใหญ่ที่มีแต่หินผาและน้ำตกกับลำธารที่เชื่อมต่อไปยังทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางพื้นที่แห่งนี้เท่านั้น
เมื่อตั้งใจแล้วลี่หงก็ไม่รอช้ารีบวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็วระยะทางจากกระท่อมถึงชายป่าจากที่เ้าตัวคาดเดานั้นมีระยะทางราวยี่สิบลี้ได้
เมื่อวิ่งมาถึงครึ่งทาง ลี่หงก็หยุดพักริมทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางทุ่งหญ้าทั้งยังกินพื้นที่นับร้อยไร่
“เราวิ่งมาไกลขนาดนี้เลยหรอเนี่ย”เมื่อหันกลับไปมองกระท่อมที่อยู่ไกลลิบ ลี่หงก็พูดขึ้นด้วยความใ ก่อนหน้านี้เ้าตัวยังคิดว่าทะเลสาบแห่งนี้คงอยู่ห่างจากกระท่อมไม่ไกล
แต่พอเริ่มวิ่งก็รู้สึกว่าทะเลสาบยิ่งอยู่ไกลออกไปเรื่อยๆทว่าเ้าตัวก็วิ่งโดยไม่หยุดพักจนมาถึงทะเลสาบได้ในที่สุด แต่ก็ใช้เวลาในการวิ่งมากกว่าครึ่งชั่วยาม
เมื่อนั่งพักจนพอใจ ลี่หงก็ลุกขึ้นแล้วกวาดสายตามองไปรอบตัวอีกครั้งมุมมองที่พบเห็นได้จากจุดนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ลี่หงไม่น้อย เพราะรอบตัวเต็มไปด้วยทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลที่รายล้อมด้วยขุนเขานับร้อยนับพันที่สลับซับซ้อนเกิดเป็ภาพที่สวยงามไม่น้อย
จุดลี่หงอยู่ในตอนนี้มีลักษณะเป็เหมือนแอ่งกระทะขนาดใหญ่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลนับหมื่นไร่ ทำให้ลี่หงใช้เวลามองดูพื้นที่โดยรอบนานกว่าสองเค่อก่อนที่เ้าตัวจะมุ่งหน้าตรงไปยังป่าไม้ขนาดใหญ่ ที่มองจากตรงนี้ก็สามารถคาดเดาได้ว่าต้นไม้แต่ละต้นนั้นสูงใหญ่หลายสิบเมตรแน่นอน
ไม่นานลี่หงก็มาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าต้นไม้ที่มีลักษณะเหมือนต้นสนขนาดใหญ่ั์พร้อมกับปากบางที่อ้ากว้าง
“บะ บ้าน่าต้นไม้อะไรมันจะใหญ่โตได้ขนาดนี้” หลังจากได้สติคืนมา ลี่หงก็พูดขึ้นด้วยความตกตะลึงพร้อมกับจ้องมองไปยังต้นไม้ขนาดั์ตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง
จากที่เ้าตัวคาดเดาต้นไม้ตรงหน้าต้องสูงกว่าห้าสิบเมตรแน่นอนไม่แน่อาจสูงได้ถึงร้อยเมตรด้วยซ้ำไป ขนาดลำต้นก็ใหญ่กว่ากระท่อมที่ท่านมหาเทพสร้างให้ทั้งยังคิดว่าต้องใช้คนมากกว่าสามสิบคนถึงจะโอบต้นไม้ั์ตรงหน้าได้ครบรอบ
หลังจากจ้องมองจนพอใจ ลี่หงก็ก้าวเดินเข้าไปภายในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ั์มากมายหลายขนาดหลายพันหลายหมื่นต้นเดินเข้ามาได้ไม่นาน ลี่หงก็ััได้ถึงความผิดปกติของป่าไม้ั์แห่งนี้
“ทำไมไม่มีเสียงสัตว์หรือแมลงเลยล่ะจริงสิ! แอ่งน้ำใต้น้ำตกกับทะเลสาบก็ไม่เห็นปลาสักตัว ระ หรือว่าที่แห่งนี้จะไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นเลยนอกจากเรา”ลี่หงพูดขึ้นด้วยความใเพราะป่าแห่งนี้มันเงียบจนผิดปกติ แถมทะเลสาบและน้ำตกก็ไม่มีปลาหรือสัตว์น้ำใดๆให้เห็นแม้แต่ตัวเดียว
“ละ แล้วแบบนี้เราจะกินอะไรล่ะเนี่ยในป่านี่ก็เหมือนจะมีแต่ต้นไม้ที่เหมือนต้นสนั์นี่อย่างเดียวด้วย”พูดจบลี่หงก็มองหาต้นไม้ชนิดอื่นที่สามารถกินได้ แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนเ้าตัวก็ต้องผิดหวังเพราะรอบตัวไม่มีต้นไม้ชนิดอื่นขึ้นแทรกแม้แต่ชนิดเดียว
แต่ลี่หงก็ยังไม่ยอมแพ้ พลางสอดส่ายสายตามองหาต้นไม้ชนิดอื่นพร้อมกับก้าวเดินเข้าไปในป่าลึกเรื่อยๆ
ทางด้านจวนตระกูลหลิว
หลังจากลี่หงออกไปฝึกฝนพึ่งจะผ่านไปเพียงหนึ่งวันเท่านั้นสาเหตุที่เป็แบบนี้เพราะ่เวลาของโลกภายนอกกับสถานที่ที่ท่านมหาเทพพาลี่หงไปฝึกฝนนั้นแตกต่างกันมาก
โดยเฉพาะเื่การหมุนเวียนของห้วงเวลาเพราะสถานที่ที่ลี่หงอยู่ในตอนนี้คือมิติพิเศษที่ท่านมหาเทพสร้างขึ้น เพื่อใช้ฝึกฝนลี่หงโดยเฉพาะทำให้กาลเวลาในมิติหมุนเวียนรวดเร็วกว่าโลกภายนอกหลายเท่า หรืออีกนัยหนึ่งคือเวลาในมิติพิเศษหนึ่งวันเท่ากับเวลาของโลกภายนอกเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น
หลังจากที่รับสำรับเช้าเสร็จ หลิวหลี่เฉินจ้าวลี่ฮวาและหลิวลี่หยางก็นั่งปรึกษาหารือกันแต่ในขณะที่ทั้งสามหารือกันถึงวิธียกเลิกการหมั้นหมายระหว่างองค์ชายรองและลี่หงอยู่นั้นพ่อบ้านหลี่ก็วิ่งตรงมายังศาลาริมน้ำที่ทั้งสามนั่งคุยกันด้วยสีหน้าท่าทางตื่นตระหนก
“นะ นายท่านขอรับ” ทันทีที่ทั้งสามเห็นสีหน้าของพ่อบ้านหลี่หลิวหลี่เฉินก็พูดขึ้นด้วยความแปลกใจ
“มีอะไรรึพ่อบ้านหลี่เหตุใดทำหน้าเหมือนมีใครตายอย่างนั้น”
“เอ่อ! ระ เรียนนายท่าน อะ องค์ชายรองเสด็จมาขอรับ” ได้ยินดังนั้นหลิวหลี่เฉินก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจราวกับรู้ได้ทันทีว่าองค์ชายรองมาเยือนตระกูลของตนด้วยเหตุผลกลใด ‘ให้มันได้อย่างนี้สิสหาย’
หลิวหลี่เฉินพึงพอใจเป็อย่างมากที่สหายสูงศักดิ์ยอมทำตามคำขอของตนหากเป็คนอื่นที่พูดหรือกระทำตัวไร้มารยาทต่อจักรพรรดิแห่งอาณาจักรัทะยานเช่นหลิวหลี่เฉินหรือไป๋อี้เหอคงไม่พ้นหัวหลุดจากบ่าแน่นอน
แต่ทั้งสองไม่เคยต้องโทษิ่เบื้องสูงแม้แต่ครั้งเดียวด้วยทั้งสามเป็สหายสนิทกันั้แ่เด็ก ร่วมเป็ร่วมตายกันมานับครั้งไม่ถ้วน หากอยู่ต่อหน้าคนอื่นทั้งสามก็จะเป็นายเหนือหัวและลูกน้องที่เคารพขนบธรรมเนียมแต่เมื่ออยู่กันสามคนขนบธรรมเนียมใดๆ ก็ไม่สามารถนำมาใช้กับทั้งสามได้
“ยิ้มอะไรกันท่านพี่”จ้าวลี่ฮวาพูดขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นรอยยิ้มของสามี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังพูดคุยด้วยสีหน้าจริงจังแต่ทันทีที่ได้ยินว่าองค์ชายรองเสด็จมากลับแย้มยิ้มออกมา
“ไม่มีอะไรพ่อบ้านหลี่เชิญองค์ชายรองไปที่ห้องโถงเลย” พูดจบหลิวหลี่เฉินก็ลุกขึ้นเพื่อที่จะไปรับรององค์ชายรองแต่ไม่ทันที่หลิวหลี่เฉินและคนอื่นๆ จะก้าวออกจากศาลา พ่อบ้านหลี่ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“อะ เอ่อ! นายท่านขอรับอะ องค์ชายรองทรงมีรับสั่งว่าจะรออยู่ที่หน้าจวนขอรับ” ได้ยินดังนั้นดวงตาของหลิวหลี่เฉินก็มีประกายอำมหิตพาดผ่าน
“ฮึ่ม!”หลิวหลี่เฉินพ่นลมหายใจออกมาด้วยความฉุนเฉียว
ด้านหน้าจวนตระกูลหลิว ในตอนนี้มีบุรุษรูปงามสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีสีดำขลิบทองทั้งยังมีลวดลายัสีแดงเพลิงกำลังสยายปีกกว้างยืนอยู่ด้วยท่วงท่าที่องอาจ ด้านหลังยังเต็มไปด้วยเหล่าขันทีนับสิบรวมไปถึงองครักษ์ที่สวมใส่ชุดเกราะน่าเกรงขามอีกหลายสิบนาย
ด้วยขบวนขันทีและองครักษ์จากวังหลวงที่ใหญ่โตเกินกว่าที่จะเป็ขบวนอัญเชิญราชโองการทำให้เหล่าชาวบ้านและจอมยุทธที่สัญจรผ่านไปมาต่างก็ให้ความสนใจไม่น้อย
ไม่นานหลิวหลี่เฉินกันคนในตระกูลหลิวก็เดินออกมาจากจวนเมื่อเห็นขบวนขันทีและองครักษ์หลายสิบนายทั้งยังมีองค์ชายรองยืนอยู่ด้วยท่วงท่าที่องอาจและเย่อหยิ่งเห็นดังนั้นหลิวหลี่เฉินก็แค่นเสียงออกมา ‘หึ! ดีดีมาก ข้าต้องขอบใจเ้าจริงๆ ที่ทำให้บุตรสาวข้าหลุดพ้นจากตัวบัดซบเช่นเ้า นี่คิดจะทำให้อับอายขายหน้าสินะถึงได้ยกพวกมามากขนาดนี้ หึ! รอหงเอ๋อร์กลับมาก่อนเถอะ แล้วข้าจะรอดูว่าใครกันแน่ที่จะอับอายฮ่า ฮ่า ฮ่า’
ทางด้านองค์ชายรองแม้จะยืนทำหน้านิ่งแต่ในใจมันกลับลิงโลดไม่น้อย วันนี้มันได้พาขันทีส่วนตัวและองครักษ์มาด้วยมากมายหมายจะสร้างความสนใจให้แก่ชาวบ้านและเหล่าจอมยุทธเพื่อที่จะให้ตระกูลหลิวอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าผู้คน ‘หึ! ในที่สุดข้าจะได้หลุดพ้นจากพวกไร้ประโยชน์พวกนี้สักที สตรีไร้ค่าโง่งมกับตระกูลแม่ทัพตกอับนี่น่ะรึจะคู่ควรกับข้าหากแต่ก่อนเ้าแก่นี่ไม่ใช่แม่ทัพใหญ่ก็อย่าหวัง ว่าข้าคนนี้จะลดตัวไปข้องเกี่ยวกับพวกเ้าฮึ! ดี ดียิ่ง มามุงดูให้มาก ข้าจะให้พวกเ้าอับอายจนไม่กล้าออกจากจวนไปไหลเลยคอยดูฮ่า ฮ่า ฮ่า’
ตอนนี้ทั้งหลิวหลี่เฉินและองค์ชายรองต่างคนก็ต่างความคิดแต่ที่แน่นอนก็คือทั้งสองมีเป้าหมายเดียวกัน
“ถวายบังคมพะยะค่ะ องค์ชายรอง” หลิวหลี่เฉินและลี่หยางพูดขึ้นพร้อมกับประสานมือก้มหัวคารวะองค์ชายรอง ส่วนจ้าวลี่ฮวาก็ก้มหน้าพร้อมกับย่อตัวคารวะตามขนบธรรมเนียมที่พึงปฏิบัติ
“ถวายบังคมเพคะ องค์ชายรอง”
“ไม่ต้องมากพิธี วันนี้เปิ่นหวางเพียงแค่อัญเชิญราชโองการจากเสด็จพ่อมาเท่านั้น”องค์ชายรองพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง พูดจบก็หันหน้าไปหาขันทีที่ถือราชโองการพลางพยักหน้าคราหนึ่งเพื่อเป็สัญญาณ
“ท่านแม่ทัพใหญ่บุตรสาวคนรองของท่านไม่ออกมารับราชโองการรึ!”ขันทีตำหนักใหญ่ที่ถือราชโองการพูดขึ้น เมื่อไม่เห็นบุตรสาวคนรองของตระกูลหลิวออกมารับราชโองการ
“ต้องขออภัยกงกงด้วยหงเอ๋อร์อาการทรุดหนักไม่สามารถออกมารับราชโองการได้ด้วยตนเอง ต้องเสียมารยาทแล้ว”หลิวหลี่เฉินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือทำทีว่าบุตรสาวตนอาการหนักหนาสาหัสยิ่งนักทางด้านกงกงได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไรจึงกางราชโองการแล้วประกาศทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็ไรหลิวหลี่เฉินรับราชโองการ” เมื่อขันทีพูดจบทุกคนในตระกูลหลิวต่างก็คุกเข่าทันที
“คุณหนูรองหลิวลี่หงแห่งจวนตระกูลหลิวมีสภาพร่างกายที่อ่อนแอไม่สามารถตบแต่งเป็พระชายาในองค์ชายรองหวงชิงหลงได้ จึงประกาศราชโองการยกเลิกการหมั้นหมายระหว่างองค์ชายรองหวงชิงหลงและบุตรีอดีตแม่ทัพใหญ่หลิวลี่หงส่วนค่าสินไหมจากการหมั้นหมายทั้งหมดยกให้ตระกูลหลิวเพื่อเป็ค่าชดเชย จบราชโองการ”
“ขอบพระทัยฝ่าา ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่น หมื่นปี” เมื่อได้ยินเนื้อหาจากราชโองการ หางคิ้วคมเข้มของหลิวหลี่เฉินก็กระตุกถี่รัว‘เ้าบ้านั่นหาเหตุผลได้แค่นี้งั้นรึ!’ แม้จะพึงพอใจกับราชโองการในครั้งนี้เป็อย่างมากแต่ก็อดไม่ได้ที่จะต่อว่าสหายสูงศักดิ์ที่ออกราชโองการได้กระชับยิ่ง
เมื่อประกาศราชโองการเสร็จสิ้น องค์ชายรองก็ไม่รอช้ารีบเดินจากไปด้วยรอยยิ้มทันทีไม่แม้แต่จะรอการกล่าวลาจากผู้คนในตระกูลหลิว
เมื่อเห็นท่าทางขององค์ชายรอง หลิวหลี่เฉินกับหลิวลี่หยางก็ได้แต่ส่งสายตาสมเพชไปให้หากไม่ติดว่าพวกตนกำลังอยู่หน้าจวนและมีชาวบ้านมากมายมุงดูอยู่ ทั้งสองคงะโโลดเต้นไปแล้ว
ทางด้านชาวบ้านและเหล่าจอมยุทธที่มาดูชมต่างก็ส่งเสียงพูดคุยกันทันทีที่ขันทีอ่านราชโองการจบ
“ข้าล่ะสงสารคุณหนูรองยิ่งนักเกิดมาร่างกายก็อ่อนแอแถมยังฝึกยุทธ์ไม่ได้อีก เฮ้อ! น่าสงสารจริงๆ”หนึ่งในชาวบ้านที่เคารพนับถืออดีตแม่ทัพใหญ่พูดขึ้น
“ใช่ น่าสงสารจริงๆ”ชาวบ้านหลายคนต่างก็พูดขึ้นในทำนองเดียวกันเมื่อมีคนรักย่อมมีคนเกลียดหนึ่งในนั้นก็คือหญิงสาวคนหนึ่ง
“ฮึ!สงสารทำไม สมน้ำหน้าล่ะสิไม่ว่า เป็แค่สวะไร้พลังยุทธ์ไม่รู้จักเจียมตัว ริอาจมาหมั้นหมายกับองค์ชายรองของข้า”หนึ่งในหญิงสาวที่หลงใหลได้ปลื้มองค์ชายรองกล่าวขึ้น พลางทำหน้าเคลิบเคลิ้มดีใจที่องค์ชายรองที่ตนเฝ้าฝันถึงไม่มีพันธะหมั้นหมายกับผู้ใดแต่ก็ต้องตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงของหญิงสาวอีกคนหนึ่ง
“ฮึ! พูดออกมาได้ไม่ดูสารรูปตัวเองใบหน้าอย่างกับตูดม้า พลังยุทธ์ก็แค่ปราณมนุษย์ ทั้งที่แก่จวนจะลงหลุมอยู่แล้ว พูดมาได้ไม่อายปากสตรีปากตลาดอย่างเ้าคิดว่าตัวเองสูงส่งนักรึไง เ้ามันก็แค่พวกดีแต่ปากที่ทำได้แต่เห่าหอนไปวันๆเท่านั้นแหละ” เด็กสาวคนหนึ่งพูดขึ้น พร้อมกับจ้องมองมายังหญิงสาวที่ดูถูกลี่หงพร้อมกับสายตาสมเพชเหล่าชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้น ต่างก็จ้องมองหญิงสาวที่ต่อว่าลี่หงด้วยสายตาตำหนิเช่นกัน
“ฮึ! อย่างน้อยข้าก็ใช้ลมปราณได้”เมื่อไม่รู้จะเถียงยังไง หญิงสาวคนดังกล่าวก็พูดขึ้นแล้วเดินจากไปด้วยความอับอาย
ทางด้านหลิวหลี่เฉิน หลังจากกวาดสายตามองไปโดยรอบแล้วก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจก่อนจะแสร้งทำหน้าบึ้งตึงแล้วะโขึ้นมา
“ปิดจวน” พูดจบหลิวหลี่เฉินก็หันกลับเข้าไปในจวนด้วยท่าทางขึงขังแต่ใบหน้ากลับยิ้มร่าขึ้นมาด้วยความดีใจ ทำให้เหล่าข้ารับใช้ในจวนต่างก็งุนงงกับท่าทางของนายพวกตนไม่น้อย
ไม่นานข่าวคราวที่เกิดขึ้น ด้านหน้าจวนตระกูลหลิวก็กระพือไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่ง