ความเดิมตอนที่แล้ว
ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาในดินแดนลึกลับที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกเดซี่ หลังจากหมดสติระหว่างซ้อมเต้น เขาคิดว่าที่นี่เป็เพียงความฝัน จนกระทั่งได้พบหญิงสาวคนหนึ่งที่เข้ามาบังแดดให้เขา และเอ่ยชมเขาเหมือนกำลังพบเทวดา
“คุณคะ...”
เสียงหวาน ๆ ตรงหน้าดึงผมออกจากภวังค์ ผมกะพริบตาเบา ๆ ก่อนจะมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ไม่ไกล เธอยังทำหน้าเหมือนคนถูกจับได้ว่าแอบทำอะไรผิด แก้มขาวนวลขึ้นสีแดงเรื่อ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันนิด ๆ ราวกับกำลังลังเลว่าควรพูดต่อดีไหม
“ไม่สิ...” เธอรีบแก้คำพูด แล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย “ท่านค่ะ ท่านเทวดา”
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง
“คะ...ครับ?”
“ฉันทำให้ท่านตื่นใช่ไหมคะ ขอโทษด้วยนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนผมเกือบหลุดยิ้มออกมาอีกครั้ง สีหน้าของเธอดูกังวลจริง ๆ เหมือนกลัวว่าผมจะโมโหที่ถูกปลุก ทั้งที่ความจริงแล้วผมตื่นอยู่ก่อนหน้านั้นนานแล้ว และเป็ฝ่ายแกล้งหลับต่อเองต่างหาก
“ไม่หรอกครับ” ผมตอบพลางยกยิ้มนิด ๆ “จริง ๆ ผมตื่นอยู่แล้ว แค่แกล้งหลับน่ะ”
ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างทันที
“หะ...แกล้งหลับ?”
ผมพยักหน้า “ครับ”
“เทวดานอนกลางวันก็น่าใพอแล้วนะคะ แต่นี่ยังแกล้งหลับหลอกคนอีก ใช้ได้ที่ไหนกันคะเนี่ย”
น้ำเสียงของเธอเหมือนกำลังตำหนิ แต่สีหน้ากลับน่ารักเกินกว่าจะทำให้ผมรู้สึกผิดได้จริง ๆ เธอบ่นได้ไม่กี่คำก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วพลันแดงขึ้นกว่าเดิม
“เดี๋ยวนะ...” เธอค่อย ๆ เงยหน้ามองผม “ถ้าท่านตื่นอยู่แล้ว งั้นก็แปลว่า...ท่านได้ยินที่ฉันพูดหมดเลยเหรอคะ”
ผมกลั้นยิ้มไม่อยู่
“ครับ ได้ยินหมดเลย”
เธอนิ่งค้างไปเหมือนิญญาหลุดออกจากร่าง
“ั้แ่ตอนไหนคะ”
“ก็ั้แ่คุณบอกว่าผมหล่อเหมือนเทวดา”
“งือ...” เธอยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองทันที “ไม่นะ ได้ยินั้แ่ตอนนั้นเลยเหรอเนี่ย”
ท่าทางเขินอายของเธอทำให้ผมอดมองไม่ได้ ยิ่งเธอพยายามซ่อนหน้า ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าคนตรงหน้าช่างเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างประหลาด ทั้งที่เราสองคนอยู่ในสถานที่ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็ความฝันหรือความจริง
// ผู้หญิงคนนี้...แปลกดีแฮะ //
ผมโน้มตัวเข้าไปใกล้เธอนิดหนึ่ง แค่พอให้เธอรู้สึกตัว
“แล้ว...ผมหล่อขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
เธอลดมือลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตช้อนมองผมเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนี แก้มแดงจัดจนแทบกลืนไปกับสีผมแดงเชอร์รี่ของเธอ
“กะ...ก็เป็เทวดา หน้าตาดีก็ไม่แปลกนี่คะ”
“เทวดา?”
คราวนี้ผมหัวเราะออกมาจริง ๆ
“คุณเข้าใจผิดแล้วครับ ผมไม่ใช่เทวดา”
เธอหันกลับมามองทันที “ไม่ใช่เหรอคะ”
“ไม่ใช่ครับ ผมก็แค่คนธรรมดา”
สีหน้าของเธอยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ เธอมองผมั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า เหมือนกำลังพยายามหาข้อพิสูจน์ว่าคนธรรมดาที่ไหนจะมาอยู่กลางทุ่งดอกไม้กว้างใหญ่แบบนี้ได้
“ถ้าไม่ใช่เทวดา แล้วคุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”
ผมนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะมองไปรอบตัว ทุ่งดอกเดซี่สีขาวยังไหวเอนอยู่ใต้แสงแดดอ่อน สายลมเย็นสบายพัดผ่านเราสองคนอย่างเงียบงัน ทุกอย่างสวยงามเกินจริงจนผมยังเชื่อว่านี่เป็เพียงภาพฝัน
“ก็ที่นี่เป็ความฝันของผม” ผมตอบตามที่คิด “คุณเองก็คงอยู่ในความฝันของผมเหมือนกัน”
หญิงสาวตรงหน้าขมวดคิ้วทันที
“ไม่น่าใช่นะคะ”
“ทำไมล่ะครับ”
เธอก้มลงมองมือตัวเอง สีหน้าที่เคยเขินอายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็หม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
“เพราะฉันคิดว่าที่นี่ไม่ใช่ความฝันค่ะ” เสียงของเธอเบาลง “ฉันคิดว่า...ที่นี่คือดินแดนหลังความตาย”
รอยยิ้มบนใบหน้าผมค่อย ๆ จางหาย
“หลังความตาย?”
เธอพยักหน้าเบา ๆ
“ค่ะ ฉันตื่นขึ้นมาที่นี่หลังจากโดนรถชน”
คำพูดนั้นทำให้ผมนิ่งไปทั้งตัว เสียงลมรอบข้างเหมือนเงียบลงชั่วขณะ ผมมองหน้าเธอ พยายามจับร่องรอยของการล้อเล่น แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงความจริงจังและแววตาสั่นไหวเล็ก ๆ เหมือนเ้าตัวเองก็ยังไม่อยากยอมรับมันเหมือนกัน
“โดนรถชน?” ผมทวนเสียงเบา “คุณหมายความว่ายังไงครับ”
“ฉันจำได้ว่าตัวเองวิ่งไปช่วยแมวตัวหนึ่งกลางถนน แล้วหลังจากนั้น...” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง “ก็มีรถพุ่งเข้ามา พอลืมตาอีกที ฉันก็มาอยู่ที่นี่แล้ว”
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความคิดที่เคยมั่นใจว่าทุกอย่างเป็แค่ความฝันเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง
“ไม่...” ผมพึมพำกับตัวเอง “ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าผมไม่ได้ฝันอยู่เหรอ”
ภาพในห้องซ้อมย้อนกลับเข้ามาในหัว เสียงเพลงดังซ้ำไปซ้ำมา พื้นไม้ที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อ ลมหายใจของผมที่ขาดเป็ห้วง และวินาทีที่ทุกอย่างดับวูบลง ผมจำได้ว่าผมกำลังซ้อมเต้นกับเพื่อน ๆ แล้วจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีกเลย
“ก่อนที่คุณจะตื่นขึ้นมา” เธอถามอย่างระมัดระวัง “คุณจำได้ไหมคะว่ากำลังทำอะไรอยู่”
ผมเงียบไปนานกว่าจะตอบออกมาได้
“ผมกำลังซ้อมเต้นกับเพื่อน ๆ ครับ แล้วภาพก็ดับไป พอตื่นขึ้นมา...ก็อยู่ที่นี่เหมือนคุณ”
เธอนิ่งไป สีหน้าของเธอค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้น
“งั้นคุณเองก็อาจจะ...”
“ไม่ครับ”
ผมรีบปฏิเสธทันที ทั้งที่เสียงของตัวเองสั่นกว่าที่คิด
“ผมแค่หลับไป ผมคงเหนื่อยเกินไป ร่างกายคงหมดแรงเฉย ๆ ที่นี่ต้องเป็ความฝัน ผมไม่ได้ตาย”
ผมยกมือขึ้นตบแก้มตัวเองอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่เจ็บ ไม่ว่าจะตบอีกกี่ครั้ง ความรู้สึกก็ว่างเปล่าเหมือนเดิม ทุ่งดอกเดซี่ยังคงอยู่ตรงหน้า หญิงสาวตรงหน้าก็ยังอยู่ตรงนั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย
“ตื่นสิ...” ผมกัดฟัน “ตื่นสิ ควอนจียง”
แต่ผมไม่ตื่น
ความกลัวค่อย ๆ ไหลเข้ามาแทนที่ความมั่นใจทั้งหมด มือของผมสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ความฝัน เวที เพลง เพื่อน ๆ ทุกอย่างที่ผมพยายามมาตลอดเหมือนถูกดึงออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าผมตายแล้วจริง ๆ ทุกอย่างที่ผมอดทนมา ความเ็ปทั้งหมด ความหวังทั้งหมด มันจะจบลงแค่นี้อย่างนั้นเหรอ
เข่าของผมทรุดลงกับพื้นโดยไม่รู้ตัว
“ไม่จริง...”
เสียงของผมแ่ลงจนแทบไม่ใช่เสียงตัวเอง
“ผมยังตายไม่ได้ ผมยังไม่ได้ขึ้นเวทีเลย ผมยังไม่ได้เดบิวต์ ผมฝึกมาตั้งหลายปี อดนอน ซ้อมจนแทบยืนไม่ไหว เพื่อรอวันนั้น...ผมยังตายตอนนี้ไม่ได้”
คำพูดขาดหายไปในลำคอ ผมก้มหน้าลง ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับในอกจนหายใจไม่ออก แม้ร่างกายจะไม่เจ็บ ไม่หิว ไม่เหนื่อย แต่หัวใจกลับปวดร้าวเหมือนกำลังถูกบีบแน่น
หญิงสาวตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้อย่างเงียบ ๆ เธอนั่งลงข้างผม ไม่ได้รีบพูดปลอบ ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะไม่เป็ไรเหมือนคำพูดสวย ๆ ที่ฟังแล้วว่างเปล่า เธอเพียงแค่อยู่ตรงนั้น ปล่อยให้ผมมีเวลาเสียใจกับสิ่งที่เพิ่งรู้ตัว
ผมเห็นเธอกำมือของตัวเองแน่น ดวงตาที่เคยสดใสยังแดงจาง ๆ เหมือนคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาไม่ต่างกัน จริง ๆ แล้วเธอเองก็คงยังไม่เข้มแข็งนัก แต่เมื่อเห็นผมทรุดลงตรงหน้า เธอกลับเลือกเก็บความกลัวของตัวเองไว้ แล้วนั่งอยู่ข้างผมแทน
“ฉันเข้าใจค่ะ” เธอพูดในที่สุด น้ำเสียงอ่อนลงมาก “ตอนแรกฉันก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ฉันร้องเรียกใครก็ไม่มีใครตอบ พยายามตื่นก็ทำไม่ได้ เดินไปทางไหนก็มีแต่ทุ่งดอกไม้ ไม่มีคนอื่น ไม่มีทางออก”
ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอ
ดวงตาของเธอแดงนิด ๆ แต่เธอยังพยายามยิ้มให้ผม
“ฉันเองก็ยังไม่อยากตายค่ะ ฉันยังเด็ก ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากทำ ยังไม่เคยมีแฟนด้วยซ้ำ”
ประโยคสุดท้ายทำให้ผมชะงัก ทั้งที่กำลังเสียใจอยู่ แต่ก็เผลอมองเธอด้วยความไม่คาดคิด เธอทำหน้าจริงจังมาก เหมือนเื่ยังไม่มีแฟนเป็ปัญหาสำคัญระดับโลก
“แต่พอร้องไห้จนเหนื่อย ฉันก็คิดได้ว่า ต่อให้เสียใจแค่ไหน ตอนนี้เราก็ยังอยู่ที่นี่อยู่ดี” เธอสูดลมหายใจเบา ๆ “สิ่งที่เราทำได้คงมีแค่ค่อย ๆ รับมือกับมันไปทีละนิด”
ผมมองเธอนิ่ง ความอบอุ่นบางอย่างจากคนแปลกหน้าคนนี้ค่อย ๆ แตะลงบนความกลัวในใจผม เธอไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แต่ทำให้สถานที่แห่งนี้ไม่น่ากลัวเท่าเดิม
“ขอบคุณนะครับ” ผมพูดเสียงเบา “ถ้าผมอยู่ที่นี่คนเดียว ผมคงเสียใจมากกว่านี้ แต่เพราะมีคุณ...ที่นี่เลยไม่ดูเงียบเหงาเกินไป”
เธอยิ้มให้ผม รอยยิ้มของเธอไม่สดใสเท่าตอนแรก แต่กลับอ่อนโยนกว่ามาก
“ไม่เป็ไรค่ะ เรามารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยกันดีกว่า อย่างน้อยคุณก็ยังมีฉันเป็เพื่อนผีทั้งคนนะ”
ผมนิ่งไปหนึ่งวินาที
“เพื่อนผี?”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ก็ถ้าเราตายแล้ว เราก็ต้องเป็ผีสิคะ”
ความจริงจังของเธอทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความหนักในอกไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่มันเบาลงอย่างประหลาด เพียงเพราะคำว่าเพื่อนผีที่เธอพูดออกมาด้วยสีหน้าเหมือนกำลังให้กำลังใจเต็มที่
“ฮ่า ๆ คุณคิดได้ยังไงครับ เพื่อนผี”
เธอทำหน้างอนทันที
“เอ้า ก็ไม่จริงตรงไหนล่ะคะ ฉันอุตส่าห์ปลอบเพราะเห็นว่าคุณกำลังเศร้านะ ยังจะมาหัวเราะอีก รู้ไหม ตอนแรกที่ฉันรู้ว่าตัวเองอาจตายแล้ว ฉันเศร้าแค่ไหน ไม่มีใครคอยปลอบเหมือนคุณด้วย”
เธอพูดจบก็เมินหน้าไปอีกทาง แก้มพองนิด ๆ เหมือนเด็กที่ถูกขัดใจ ทั้งที่พยายามทำตัวจริงจังมาก แต่กลับยิ่งดูน่าเอ็นดูจนผมต้องกลั้นยิ้ม
// ถ้าโลกความจริงมีคนแบบเธออยู่ ก็คงดีไม่น้อย //
ความคิดนั้นโผล่ขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นเล็กน้อยอย่างยอมแพ้
“โอเคครับ ผมขอโทษ” ผมยิ้มให้เธอ “แล้วก็ขอบคุณนะครับ เพราะคุณ ผมเลยไม่รู้สึกเศร้าเท่าเมื่อกี้แล้ว”
เธอหันกลับมามองผม แววตาที่งอนอยู่เมื่อครู่ค่อย ๆ อ่อนลง ก่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ จะกลับมาบนใบหน้าอีกครั้ง
“เห็นไหมล่ะคะ ฉันบอกแล้วว่าการมีเพื่อนผีมันดีแค่ไหน”
ผมหัวเราะเบา ๆ
“ครับ ผมเชื่อแล้ว”
ลมอ่อนพัดผ่านระหว่างเราอีกครั้ง กลีบดอกเดซี่ปลิวขึ้นจากพื้นแล้วหมุนวนอยู่กลางอากาศ ผมมองหญิงสาวตรงหน้า แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเราคุยกันมาตั้งนาน แต่ยังไม่รู้จักชื่อกันจริง ๆ เลยด้วยซ้ำ
“ว่าแต่...” ผมพูดขึ้น “คุยกันมาตั้งนาน ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”
เธอเบิกตานิด ๆ เหมือนเพิ่งนึกได้
“จริงด้วย เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนี่นา” เธอยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “ฉันชื่อเดซี่ค่ะ แล้วคุณล่ะคะ”
“เดซี่?” ผมทวนชื่อเธอ พลางมองไปรอบตัว “ที่หมายถึงดอกเดซี่น่ะเหรอครับ”
“อื้อ ใช่ค่ะ” เธอผายมือไปยังทุ่งดอกไม้สีขาวที่บานสะพรั่งไกลสุดสายตา “ดอกเดซี่พวกนี้แหละ คือชื่อของฉัน”
ผมมองดอกไม้พวกนั้น แล้วหันกลับมามองเธออีกครั้ง ชื่อนั้นเหมาะกับเธอมากจริง ๆ เหมาะเสียจนผมไม่รู้ว่าดอกไม้พวกนี้ทำให้เธอดูสดใส หรือเป็เพราะเธอต่างหากที่ทำให้ทุ่งดอกไม้แห่งนี้ดูมีชีวิตขึ้นมา
“ชื่อนี้เหมาะกับคุณมากครับ” ผมบอกตามตรง “ผมชื่อจียง ควอนจียง ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ เดซี่”
เธอเอียงคอมองผมนิดหนึ่ง
“ชื่อคุณเหมือนคนเกาหลีเลย”
“ก็ผมเป็คนเกาหลีครับ”
“จริงเหรอคะ” เธอทำหน้าประหลาดใจ “แล้วทำไมฉันฟังคุณรู้เื่ล่ะ”
ผมหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“อาจจะเพราะที่นี่เป็ดินแดนหลังความตายอย่างที่คุณบอกก็ได้มั้งครับ เลยทำให้เราเข้าใจภาษาของกันและกัน”
“อาจจะเพราะที่นี่เป็ดินแดนหลังความตายอย่างที่คุณบอกก็ได้มั้งครับ เลยทำให้เราเข้าใจภาษาของกันและกัน”
เธอพยักหน้าเหมือนพยายามคิดตาม ก่อนจะก้มมองมือตัวเองด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ก็อาจจะใช่ค่ะ...เพราะปกติฉันฟังภาษาเกาหลีไม่ออกเลยนะคะ แถมพูดได้แค่คำง่าย ๆ จากซีรีส์ด้วย”
ผมเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
“เช่นอะไรครับ”
เธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแหย ๆ
“อันยองฮาเซโย...ซารางเฮ...แล้วก็โอปป้า”
ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างช่วยไม่ได้
“แค่นั้นเองเหรอครับ”
“ก็ฉันไม่ได้ตั้งใจเรียนสักหน่อยนี่คะ” เธอทำหน้างอนนิด ๆ “แล้วอีกอย่าง ใครจะไปรู้ล่ะคะว่าวันหนึ่งจะต้องมาตายแล้วเจอคนเกาหลีจริง ๆ แบบนี้”
คำพูดของเธอทำให้ผมหัวเราะอีกครั้ง ทั้งที่สถานการณ์ของเราควรจะน่ากลัวกว่านี้มาก แต่ไม่รู้ทำไม พอเป็เธอ ทุกอย่างถึงดูเบาลงได้เสมอ
เราสองคนมองหน้ากัน ท่ามกลางทุ่งดอกเดซี่กว้างใหญ่ที่ยังคงเงียบสงบเหมือนเดิม สถานที่แห่งนี้ยังไร้คำตอบ ยังไม่มีใครมารับเราไปไหน และเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความจริงแล้วตัวเองตายแล้วหรือแค่ติดอยู่ในความฝันประหลาด แต่ในความไม่รู้ทั้งหมดนั้น อย่างน้อยผมก็ไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป
ผมยื่นมือออกไปหาเธอ
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ เดซี่”
เธอมองมือผมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือของตัวเองมาจับไว้ มือของเธอเล็กและอุ่นอย่างน่าแปลก ทั้งที่เราสองคนยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ จียง”
และนั่นคือครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า ต่อให้ที่นี่เป็ดินแดนหลังความตายจริง ๆ
มันก็อาจไม่ได้น่ากลัวเท่าที่คิด