ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 39 จับกุม

            สามีไม่อยู่บ้าน อากุ้ยไปส่งฉี่เยว่ ในบ้านจึงเหลือเพียงฟางซื่อ ชุนเหมย และอวิ๋นฉี่ซานที่อายุสิบเอ็ดปี แต่ในเวลานี้กลับมีเจ้าหน้าที่ทางการนำเชือกจับกุมคนมุ่งหน้ามาหาพวกนางที่บ้าน ฟางซื่อรีบดึงอวิ๋นเจียวมาหลบด้านหลังโดยสัญชาตญาณ ส่วนชุนเหมยก็ยืนอยู่ข้างๆ อวิ๋นเจียว จ้องมองผู้มาเยือนด้วยท่าทางระแวดระวัง

            ชาวบ้านที่มามุงดู อวิ๋นเจียวไม่รู้จักสักคน เพราะพวกเขาย้ายมาที่หมู่บ้านไหวซู่ได้ไม่กี่วัน นอกจากคนตระกูลอวิ๋น ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูล ผู้เฒ่าเฉียว และบุตรชายคนที่สามของผู้ใหญ่บ้านแล้ว อวิ๋นเจียวและคนอื่นๆ ไม่ได้ติดต่อกับใครในหมู่บ้านเลย

            ทุกคนต่างพากันซุบซิบนินทา ชี้ไม้ชี้มือมาที่พวกนาง แม้ในใจจะเกิดคลื่นลมปั่นป่วน แต่ฟางซื่อก็ยังคงเดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ทางการด้วยท่าทางสงบนิ่ง “ขอถามท่านเจ้าหน้าที่ทั้งสอง ไม่ทราบว่ามาที่นี่มีเรื่องอันใดหรือ?”

            เจ้าหน้าที่ทางการสองคน คนหนึ่งอายุประมาณสามสิบกว่าปี อีกคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปี คนหนึ่งอ้วนคนหนึ่งผอม เพียงแค่ดูใบหน้าก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี เจ้าหน้าที่ทางการร่างอ้วนมองลงมาด้วยแววตาดูถูก “หึ! มีเรื่องอันใดหรือ มีคนแจ้งความว่าพวกเจ้าเป็นทาสหลบหนี พวกข้าจึงมาจับกุมพวกเจ้าไงล่ะ!”

            ‘ตูม...’ คำพูดของเจ้าหน้าที่ร่างอ้วนราวกับระเบิดที่ตกลงในน้ำ เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวและคลื่นน้ำที่ซัดกระจายออกไปทุกทิศทาง สีหน้าของฟางซื่อเปลี่ยนไปอย่างมาก ส่วนอวิ๋นเจียวกับอวิ๋นฉี่ซานก็โกรธจนตัวสั่น ฟางซื่อพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านเจ้าหน้าที่ทั้งสอง การจับกุมคนต้องมีหลักฐานมิใช่หรือ? เวลากลางวันแสกๆ เช่นนี้ ท่านเจ้าหน้าที่เพียงแค่ฟังคำพูดลอยๆ ก็มาจับกุมคนถึงบ้าน ท่านนายอำเภอรู้เรื่องหรือไม่?”

            เจ้าหน้าที่ทางการร่างผอมพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก “เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มิจำเป็นต้องรบกวนท่านนายอำเภอหรอก พาพวกเจ้ากลับไปตรวจสอบทะเบียนทาส หลังตัดสินความผิดแล้ว จากนั้นท่านปลัดอำเภอจะเป็นผู้เขียนคำพิพากษาเอง”

            “ที่แท้พวกเขาเป็นทาสหลบหนีหรือ? แล้วยังขโมยเงินของเจ้านาย กลับบ้านเกิดมาซื้อที่ดินอีก?”

            “ได้ยินมาว่าครอบครัวพวกเขากลับมาจากเมืองหลวง ที่นั่นน่ะดีกว่าหุบเขาทุรกันดารเช่นนี้ตั้งเยอะ มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะกลับมาที่หมู่บ้านไหวซู่!”

            “งั้นก็ต้องมีเหตุผลสิ เจ้าไม่ได้ยินที่ท่านเจ้าหน้าที่พูดหรือ? พวกเขาเป็นทาสหลบหนี ในเมื่อเป็นทาสหลบหนีก็ต้องหนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้”

            “ว่ากันว่าอวิ๋นโส่วจงออกจากหมู่บ้านไหวซู่ตอนอายุสิบสาม ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เกิดภัยอดอยาก ตอนที่อวิ๋นโส่วจงจากไป ไม่รู้ว่าไปหาข้าวปลาอาหารมาจากที่ใด ตอนนี้พอมาคิดดูแล้ว คงได้มาจากการขายตัวเองเป็นทาส”

            “หน้าไม่อายจริงๆ อยากจะหนีไปที่ไหนก็ไปสิจะมาที่หมู่บ้านของพวกเราด้วยทำไม ระวังจะทำให้ฮวงจุ้ยของหมู่บ้านเสียหายนะ!”

            “ใช่ๆ ท่านเจ้าหน้าที่รีบจับพวกเขาไปเถอะ!” ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพากันพูดคุยอย่างออกรส ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับกำลังดูละครลิง

            อวิ๋นเจียวมองดูด้วยความเฉยชา คนที่พูดจาเสียดสีเหล่านั้น ล้วนเป็นพวกคนเกเร

            ผู้เฒ่าเฉียวกับลูกศิษย์ของเขาก็อยู่ในฝูงชนเช่นกัน เมื่อเห็นดังนั้นจึงตะโกนขึ้นว่า “พวกเจ้าเงียบปากกันได้แล้ว พูดจาเหลวไหลอันใด? มีทาสหลบหนีที่ไหนพาลูกพาเมียกลับมาซื้อที่ดินที่บ้านเกิดแล้วลงหลักปักฐานสร้างบ้านกัน?”

            จากนั้นก็ประสานมือคำนับเจ้าหน้าที่ทางการด้วยท่าทางนอบน้อม “ท่านเจ้าหน้าที่ทั้งสองคงเข้าใจผิดแล้วกระมัง?”

            อวิ๋นโส่วจู่กับภรรยาของเขาแอบดูอยู่หลังเนินดินข้างๆ ลานบ้าน พอเห็นผู้เฒ่าเฉียวออกมาช่วยพูดแก้ต่างให้ครอบครัวอวิ๋นโส่วจง ทั้งสองคนก็ด่าทอผู้เฒ่าเฉียวในใจว่า ‘ยุ่งไม่เข้าเรื่อง’

            อวิ๋นโส่วจู่ยุยงเถาซื่อสำเร็จ ตั้งแต่เช้าตรู่ก็ไล่อวิ๋นโส่วกวงกับภรรยา รวมถึงอวิ๋นโส่วเย่ากับภรรยา ไปช่วยทำงานที่บ้านแม่ของเถาซื่อ ส่วนผู้เฒ่าอวิ๋นก็ถูกเถาซื่อหลอกให้ไปบ้านอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ที่ในตำบลด้วยกัน

            บังเอิญเหลือเกิน ไม่ว่าจะผู้ใหญ่บ้านหรือหัวหน้าตระกูลต่างก็ไม่อยู่ในหมู่บ้าน ที่บังเอิญยิ่งกว่านั้นก็คือ เขาจะไปแจ้งความที่ศาลาว่าการอำเภอ พอเดินออกจากหมู่บ้านไหวซู่ได้ไม่ไกล ก็บังเอิญเจอกับเจ้าหน้าที่ทางการสองคนนั้นพอดี เจ้าหน้าที่สองคนนั้นกำลังตามหาคนอยู่ และได้ไต่ถามข้อมูลบางอย่างจากเขา เขาตอบทุกคำถาม แม้จะไม่ใช่คำตอบที่เจ้าหน้าที่ทางการสองคนนั้นต้องการ แต่อวิ๋นโส่วจู่ก็ถือโอกาสแจ้งความว่าอวิ๋นโส่วจงเป็นทาสหลบหนี

            อวิ๋นโส่วจู่คิดว่าวันนี้ฟ้าดินกำลังช่วยเขา! เดิมทีเจ้าหน้าที่ทางการสองคนนั้นรู้สึกผิดหวังที่หาเบาะแสเจิ้นหย่วนโหวซื่อจื่อไม่พบ พอมีคนมาแจ้งความ พวกเขาก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที

            แม้ทิศตะวันออกไม่รุ่งโรจน์ แต่ทิศตะวันตกอาจสว่างไสว [1] หากพวกเขาจับทาสหลบหนีกลับไป ก็ถือว่าเป็นผลงานไม่น้อย แน่นอนพวกเขาไม่ใช่คนโง่ รู้ดีว่าไม่สามารถฟังความข้างเดียวได้ พวกเขาจึงสอบถามชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ก็ยิ่งสงสัยว่าครอบครัวอวิ๋นโส่วจงเป็นทาสหลบหนี

            หากไม่ใช่ทาสหลบหนี ในเมื่อขายตัวเองไปแล้ว ทำไมยี่สิบปีให้หลังถึงได้กลับมาจากเมืองหลวง? เมืองหลวงคือสถานที่เช่นไร? นั่นคือใต้ฝ่าพระบาทของโอรสสวรรค์ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็หาเงินได้ หลายคนอยากจะย้ายไปอยู่ที่นั่นยังไปไม่ได้เลย คนที่ขายตัวเองไปแล้ว ต่อให้เจ้านายเมตตาปล่อยตัวเป็นอิสระและคืนสถานะให้ ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่อยู่ที่เมืองหลวงต่อ แต่กลับพาลูกพาเมียเดินทางหลายพันลี้ ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการกลับบ้านเกิดมิใช่หรือ?

            ยิ่งไปกว่านั้นอวิ๋นโส่วจงผู้นี้ก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับครอบครัว พวกเขาไปสอบถามชาวบ้านหลายคน ทุกคนต่างก็บอกว่าตั้งแต่อวิ๋นโส่วจงกลับมาตระกูลอวิ๋นก็ทะเลาะกันหลายครั้งแล้ว ในเมื่อมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับคนในบ้านเกิดก็ยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะกลับบ้านเกิด

            ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ทางการสองคนจึงเชื่อคำพูดของอวิ๋นโส่วจู่ราวเจ็ดถึงแปดส่วน พวกเขาจึงกล้ามาจับกุมคนถึงบ้านเช่นนี้เพราะรู้ดีว่าชาวบ้านในชนบทล้วนเป็นคนที่ไม่มีอำนาจ ต่อให้จับผิดคนแล้วจะอย่างไรเล่า? ก็แค่ปล่อยตัวไปก็พอแล้ว คนที่ต้องลำบากก็ไม่ใช่พวกเขาอยู่แล้ว!

            เจ้าหน้าที่ทางการร่างอ้วนจ้องมองผู้เฒ่าเฉียวด้วยความไม่พอใจเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร “ตาแก่หลบไป อย่ามาขัดขวางการทำงานของพวกข้า มิฉะนั้นจะจับเจ้าไปรับโทษที่ศาลาว่าการอำเภอ!”

            เมื่อเห็นผู้เฒ่าเฉียวถูกเจ้าหน้าที่ทางการขู่ตวาด ฟางซื่อจึงรีบเอ่ยขึ้น “ขอรบกวนท่านลุงเฉียวไปตามผู้ใหญ่บ้านให้พวกข้าหน่อยเจ้าค่ะ”

            ผู้เฒ่าเฉียวรีบตอบรับ “ได้ ข้าจะรีบไปตามผู้ใหญ่บ้านเดี๋ยวนี้” กล่าวจบผู้เฒ่าเฉียวกับลูกศิษย์ก็รีบเดินฝ่าฝูงชนออกไป คนหนึ่งรีบไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน อีกคนหนึ่งรีบไปที่บ้านหัวหน้าตระกูลอวิ๋น

            หลังจากผู้เฒ่าเฉียวจากไป ฟางซื่อจึงเอ่ยขึ้นว่า “พวกเราแจ้งชื่อเข้าทะเบียนบ้านที่ศาลาว่าการอำเภอแล้ว มีทะเบียนบ้านเป็นหลักฐาน”

            ก่อนที่เจ้าหน้าที่ทางการจะเอ่ยปาก ก็มีคนตะโกนขึ้นมา “ทะเบียนบ้านก็ปลอมแปลงได้!”

            “หากไม่ได้เตรียมการมาอย่างดี จะกล้ากลับมาที่หมู่บ้านได้ยังไง?”

            “ข้าว่าหากพวกเจ้าบริสุทธิ์ใจ ก็ไปที่ศาลาว่าการอำเภอเสียสิ เป็นทาสหลบหนีหรือไม่ ตรวจสอบดูก็รู้แล้วมิใช่หรือ?”

            “พวกนางไม่กล้าไป ต้องมีพิรุธอะไรสักอย่างแน่ๆ!”

            อวิ๋นเจียวฟังคำพูดของคนพวกนั้นด้วยใบหน้าเย็นชา จดจำใบหน้าของพวกเขาเอาไว้ในใจ! พวกเขาจงใจ!

            “พวกเราบริสุทธิ์ หาใช่ทาสหลบหนี! คนบริสุทธิ์ย่อมไม่ต้องสวมโซ่ตรวน ไม่ทราบว่าพวกท่านมีอำนาจอันใดถึงกล้าตัดสินความผิดพวกเราทั้งครอบครัว? ความยุติธรรมของอำเภอจิ่วจิ้นอยู่ที่พวกท่าน หรือท่านนายอำเภอกันแน่?”

            คนที่แจ้งความช่างโหดร้ายนัก หากสตรีนางหนึ่งถูกมัดแล้วพาเข้าในอำเภอ ภายใต้สายตาของผู้คน นั่นจะเป็นการดูถูกเหยียดหยามเพียงใด? ต่อให้สุดท้ายได้รับการปล่อยตัวโดยไร้ความผิด แต่ชื่อเสียงของสตรีคนหนึ่งก็ถูกทำลายไปตลอดชีวิตแล้ว!

            ในแคว้นต้าเยี่ย มีสตรีจำนวนไม่น้อยที่ถูกใส่ร้ายพอได้รับการปล่อยตัวก็เลือกที่จะฆ่าตัวตาย ตัวนางถูกเหยียดหยามก็ไม่เป็นไร แต่เจียวเอ๋อร์ของพวกนาง ต่อให้นางต้องแลกด้วยชีวิต ก็จะไม่ยอมให้เจียวเอ๋อร์ต้องทนรับการโดนดูถูกเหยียดหยามแม้เพียงนิด!

            เจ้าหน้าที่ทางการทั้งสองถูกฟางซื่อตอกกลับเช่นนี้ พลันไม่พอใจขึ้นมา เจ้าหน้าที่ร่างผอมพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “พวกเจ้าเป็นคนดีหรือไม่ ไปที่ศาลาว่าการอำเภอกับพวกข้าเดี๋ยวก็รู้เอง!”

            “พวกเรามีทะเบียนบ้าน แจ้งชื่อเข้าทะเบียนบ้านที่ศาลาว่าการอำเภอแล้ว พวกท่านเพียงแค่กลับไปตรวจสอบที่ศาลาว่าการอำเภอ ก็รู้ว่าจริงหรือเท็จ เหตุใดต้องให้พวกเราไปที่ศาลาว่าการอำเภอด้วย?”

            “นั่นก็เพราะกลัวพวกเจ้าหนีไงล่ะ?” ยังคงเป็นคนกลุ่มเดิมที่ตะโกนโวยวาย

            ขณะที่ฟางซื่อกำลังโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ทางการทั้งสอง อวิ๋นเจียวก็เห็นหัวสองหัวโผล่ออกมาจากเนินดินนอกบ้าน ดวงตาเย็นเยียบของนางหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะซื้อของอย่างหนึ่งจากเถาเป่าอย่างรวดเร็ว

            จากนั้นอาศัยจังหวะที่ฟางซื่อกำลังโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ทางการ ก็ให้ชุนเหมยกับอวิ๋นฉี่ซานคอยบังร่างของนางไว้ ร่างเล็กๆ ของนางไม่ดึงดูดสายตาใคร จึงลัดเลาะปะปนเข้าไปในฝูงชน มุ่งหน้าตรงไปที่เนินดินนั้น

            เชิงอรรถ

            [1] แม้ทิศตะวันออกไม่รุ่งโรจน์ แต่ทิศตะวันตกอาจสว่างไสว (东边不亮西边亮) หมายถึง หากเรื่องหนึ่งไม่สำเร็จ ก็ยังมีเรื่องอื่นให้ทำสำเร็จได้ คล้ายกับสำนวนไทยที่ว่า ปิดประตูบานนี้ ยังมีประตูบานอื่นเปิดอยู่

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508