ซือซือฮองเฮาพันโฉมเล่ม3(เล่มจบ-จบแล้วมีEbook)

    บทที่ 207 งานเลี้ยงเหล่าจิ้งจอก

                พระนางทรงรับปากเมื่อเห็นว่าอย่างน้อยฮ่องเต้โจวเฟิงก็ยังเห็นแก่อ๋องโจวชุ่นยอมให้ทางลงแก่ตน

                “ได้!ขอเพียงข้าล้วงแผนเขาได้ก็พอใช่หรือไม่?”

                “ถูกต้อง พะยะค่ะ”ฮ่องเต้ทรงค้อมศีรษะเล็กน้อย“หม่อมฉันเพียงอย่างแน่ใจว่าจัดการคนผู้นี้ได้ไม่ผิดพลาดยามนี้เสด็จแม่คงจะทรงทราบแล้วว่าใต้เท้าฝูได้ผลักดันให้ทหารซึ่งเป็นคนของเขาขึ้นเป็นแม่ทัพแดนเหนือและแม่ทัพแดนใต้ส่วนตนเองขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดี ก้าวต่อไปย่อมต้องการกำจัดหม่อมฉันแน่นอนว่าในเมื่อต้องการบัลลังก์ชีวิตของเสด็จแม่และโจวอ๋องก็ย่อมต้องสูญสิ้นอย่างไม่ต้องสงสัย หากพระองค์ไม่ทำครั้งนี้ให้เต็มที่เกรงว่าสิ่งที่วางเดิมพันจะมิได้มีเพียงชีวิตของหม่อมฉันเท่านั้น”

                ฮองไทเฮาชะงักมือที่ถือพัดกลมเล็กน้อย“เดิมทีเขาบอกเพียงคิดจะช่วยข้าชิงบัลลังก์ส่วนเขาหวังเพียงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีนั่น”

                โจวเฟิงปรายพระเนตรมองพระมารดาเลี้ยง“หากเขาหวังเพียงเท่านั้นคงไม่ต้องดิ้นรนหานักฆ่าสำนักมืออสูรดอกพะยะค่ะในเมื่อลอบสังหารหม่อมฉันได้ง่ายดายแล้วชีวิตพระองค์กับโจวอ๋องก็คงจะไม่แตกต่างกันแค่หลอกใช้พระองค์กำจัดหม่อมฉันก่อนจะยิ่งทำให้งานง่ายขึ้นมิใช่หรือ?”

                ฮองไทเฮาทรงใคร่ครวญแล้วก็นึกตกพระทัยย้อนหลังตนเองร่วมมือบอกหนทางและช่องทางให้นักฆ่าบุกเข้ามาวังหลวงอย่างสะดวกและง่ายดายต่อไปหาก  ใต้เท้าฝูคิดจะลอบปลงพระชนม์ผู้ใดก็ล้วนทำได้ทั้งสิ้น

                ‘นี่ข้ากลายเป็นคนชักศึกเข้าบ้านโดยแท้!’

              สีพระพักตร์ที่เผือดลงทำให้ฮ่องเต้มิอยากจะเหยียบย่ำซ้ำลงไปมากนักเพราะต้องให้พระนางเหลือความอหังการไว้ใช้กับจิ้งจอกเฒ่า

                “หม่อมฉันหวังพึ่งเสด็จแม่ให้ช่วยปกป้องชีวิตหม่อมฉันและโจวอ๋อง”ฮ่องเต้ทรงทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ถึงอย่างไรพระนางก็รักพระโอรสดุจชีวิตย่อมต้องช่วยเหลือการนี้อย่างดีแน่ราชครูหมิงสังเกตการต่อรองของทั้งคู่อยู่ด้านหลังเงียบๆ ฮองไทเฮาแคว้นผิงนับว่าร้ายกาจน้อยกว่าพระมารดาเลี้ยงของฮ่องเต้หมิงนักพระนางไม่น่าจะคิดตุกติกอีกต่อไป

                เมื่อราชครูหมิงตามหลังฮ่องเต้โจวเฟิงออกจากตำหนักฮองไทเฮาจึงทรงเสนอให้ฮ่องเต้บอกกับโจวอ๋องให้คอยตามประกบพระมารดา

                “กระหม่อมไม่แน่ใจว่าจิ้งจอกเฒ่าผู้นั้นจะทำเช่นใดหากรู้ว่าฮองไทเฮาทรง   หักหลังพระองค์เตือนโจวอ๋องให้คอยตามดูแลพระมารดาในงานอย่างใกล้ชิดด้วยเถิดพะยะค่ะ”

                ฮ่องเต้โจวเฟิงทรงพยักพระพักตร์“จริงสิ! ข้ามิได้บอกพระนางตามตรงว่า    ฝูจินหรงคิดจะปลงพระชนม์ข้าในงานนี้”

                “ไม่ทูลดีแล้วพะยะค่ะเพียงแต่ต้องให้โจวอ๋องทรงทราบเพื่อเตรียมการป้องกันได้ทันท่วงทีแม้ภายนอกเราจะเตรียมคนไว้ปราบเหล่านักฆ่าแต่อย่าลืมว่าฝูจินหรงยังมีกองปราบเมืองหลวงอยู่ในกำมือ”

                “ท่านเตรียมกับแม่ทัพถงหรือยัง?” ฮ่องเต้โจวเฟิงทรงสอบถามถึงแม่ทัพภาคกลางคนใหม่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง

                “ท่านโจวฝู่กั๋วกงได้เกลี้ยกล่อมแม่ทัพภาคใต้ได้เรียบร้อยแล้วพะยะค่ะกองทัพภาคใต้จะไม่เข้ามายุ่งเรื่องนี้ ส่วนทัพภาคกลางของแม่ทัพถงจะเข้ามาล้อมวังหลวงเพื่อป้องกันกองปราบบุกเข้ามาส่วนทัพภาคเหนือของกุ้ยเพียนโจวพร้อมจะยกมาช่วยหากกองทัพภาคกลางไม่สามารถจัดการได้”

                โจวฝู่กั๋วกงซึ่งเป็นญาติห่างๆที่บรรดาศักดิ์อยู่อันดับหกตำแหน่งฝู่กั๋วกงผู้นี้มีชื่อว่าโจวจิงหลายครั้งที่ฮ่องเต้โจวเฟิงได้รับความช่วยเหลือจากฝู่กั๋วกงชราผู้นี้เนื่องจากท่านโจวฝู่กั๋วกงส่งบุตรสาวไปเป็นพระสนมให้อดีตฮ่องเต้แคว้นหมิงและมีพระโอรสคือท่านอ๋องเก้า ทำให้ท่านโจวฝู่กั๋วกงสามารถเดินทางไปนำเอาตรากระเรียนทองคำที่หายไปจากแคว้นผิงกลับคืนมาจากการซุกซ่อนของฮองเฮาแคว้นหมิงได้คราหนึ่งด้วยบารมีของท่านฝู่กั๋วกงทำให้แม่ทัพภาคเหนือและแม่ทัพภาคกลางคนใหม่      ทั้งสองที่ใต้เท้าฝูคิดว่าตนเองสามารถดึงเข้ามาเป็นพวกได้ไม่ยอมร่วมมือในการก่อกบฏครั้งนี้แม่ทัพถงที่ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคกลางอาสาจะช่วยปราบทหารกบฏในครั้งนี้

                “ท่านกั๋วกงผู้นี้ช่วยข้ามามากมายเหลือเกิน”

                “หากมิได้ท่านกั๋วกงเห็นทีเราจะคุมทัพใต้และทัพภาคกลางไม่อยู่นะพะยะค่ะดีที่ท่านกั๋วกงเคยช่วยเหลือครอบครัวคนทั้งสองมาก่อน”ราชครูหมิงหรือฮ่องเต้หมิงเฟยหลงเคยพบโจวฝู่กั๋วกงไม่กี่ครั้งและรู้อยู่ว่าคนผู้นี้คือท่านตาของอ๋องเก้าน้องชายร่วมสายโลหิตที่ตนรักใคร่มากผู้หนึ่งแต่เมื่อมาถึงแคว้นผิงจึงได้รู้ว่าราชบัลลังก์ของโจวเฟิงส่วนหนึ่งประคับประคองมาได้ด้วยความสามารถของโจวฝู่กั๋วกงชราผู้นี้

                ฮ่องเต้โจวเฟิงพยักหน้า“อย่างไรเลือดก็ยังข้นกว่าน้ำ ข้าจะจดจำพระคุณของท่านกั๋วกงให้ขึ้นใจ”

                “หลังงานนี้ฝ่าบาทคงไม่ลืมว่าข้างหน้ายังมีงานอีกมากควรจะเชิญท่านกั๋วกงมาเป็นที่ปรึกษานะพะยะค่ะ”

            “ก็จริงของท่านยามนี้เรากำจัดเสี้ยนหนามไปได้มากแล้ว เหลือเพียงฝูจินหรงที่มีรากฐานในราชสำนักมายาวนานหากกำจัดคน   ผู้นี้ได้แล้วข้ายังต้องแสดงฝีมือการบริหารงานให้เป็นที่ยอมรับและเปลี่ยนเอาเหล่าขุนนางที่รู้ว่าเข้าข้างฝูจินหรงออกไปทีละนิดอีกนับเป็นงานใหญ่และระยะยาว ข้าคงต้องพึ่งพาความรอบคอบรัดกุมของท่านกั๋วกง ครั้งนี้ถ้าฝูจินหรงรู้ว่าข้าคิดทำสิ่งใดคงต้องโต้กลับโดยฉับพลันไม่แน่ว่าชีวิตของพวกเราล้วนตกอยู่ในอันตราย”

                ราชครูหมิงยิ้มอย่างพอใจที่ลูกศิษย์ของตนเริ่มกลายเป็นฮ่องเต้ที่ชาญฉลาดและรอบคอบมากขึ้น“ฝ่าบาท ทรงกล่าวได้ถูกต้องพะยะค่ะ”

                “ทุกอย่างล้วนเป็นท่านที่ให้คำแนะนำดีๆแก่ข้า ท่านราชครูหมิง ท่านนับว่ามีคุณต่อข้ายิ่งนัก”

                “โปรดจดจำไว้เถิดว่าหม่อมฉันต้องการเพียงให้ทั้งสองแคว้นอยู่กันอย่างสันติ”

                “ข้าจะจำไว้และให้สัญญาจะไม่ก่อสงครามระหว่างเราโดยเด็ดขาด”

                หมิงเฟยหลงยิ้มพร้อมพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

                งานเลี้ยงพระราชทานที่จัดขึ้นในวังหลวงเพื่อฉลองตำแหน่งและชัยชนะในการปราบกบฏให้แก่อัครมหาเสนาบดีฝูนับเป็นงานที่ใหญ่โตที่สุดหากจะว่าไปใหญ่พอๆ กับงานบูชาเทพเจ้าประจำปีเลยเลยทีเดียวเพียงแต่จัดเลี้ยงเฉพาะในวังหลวงสำหรับเหล่าขุนนางระดับสูงเท่านั้น

                ในขณะที่งานเลี้ยงภายในกำลังจะเริ่มต้นขึ้นกุนซือหง จินวั่งซู่ ท่านอาเจียง หงอี้เทียนและหัวหน้าสวีเหยียนเล่อ กำลังตระเตรียมกองกำลังอย่างคร่ำเคร่งส่วนองครักษ์จังจิ้นเล่อและจงหลวนชุนทำหน้าที่อารักขาฮ่องเต้โจวเฟิงราชครูหมิงหรือฮ่องเต้หมิงเฟยหลงทรงให้สัญญาณเหล่าแมวดำของพระองค์คอยอารักขาตนเองอย่างใกล้ชิดเพราะยังไม่รู้แน่ชัดว่าฝูจินหรงวางแผนไว้เช่นใดกันแน่?

                “แม่ทัพถงมาถึงหรือยัง?”

                “มาแล้วซุ่มรออยู่นอกเมือง รอให้คนของใต้เท้าฝูปรากฏตัวเมื่อใดจะออกมาช่วยทันที”

            หงซือซือที่วางแผนกับพี่ชายและท่านอาเจียงในการกำจัดนักฆ่าสำนักมืออสูรมิให้บุกเข้าไปถึงวังหลวงซึ่งยังไม่รู้ว่ามีนักฆ่าแอบแฝงเข้าวังไปได้กี่มากน้อยแต่หงซือซือได้ส่งแมวดำไปเฝ้าจับตามองการกลับมาของพวกเขาที่หลังจวนใต้เท้าฝูอย่างใกล้ชิด

            “พี่อี้เทียนข้ากังวลว่านักฆ่าพวกนั้นอาจจะแอบแฝงเข้าไปอยู่ในวังหลวงแล้วพี่สามบอกว่าพวกเขาเคยแปลงโฉมเป็นขุนนางชั้นสามนั่งอยู่รอบนอกถึงเวลาก็จะออกมาทำการสังหาร”

            หมิงเฟยหลงเคยเผชิญหน้ากับนักฆ่าสำนักมืออสูรมาหลายหนในคราวที่พวกเขาบุกวังหลวงครั้งหนึ่งพระองค์เห็นว่าพวกเขาแปลงโฉมได้เช่นกันแม้จะไม่แนบเนียนนักคราวนี้จึงทรงกังวลจึงกำชับให้หงอี้เทียนรีบเก็บนักฆ่าภายนอกแล้วเข้าไปในวังหลวงโดยฮ่องเต้โจวเฟิงทรงพระราชทานตราประจำพระองค์ให้เป็นกรณีพิเศษ

            “จัดการเก็บคนข้างนอกให้เรียบร้อยก่อนก็แล้วกันโดยเฉพาะในจวนตระกูลฝู”

            หงอี้เทียนหันมาตบบ่าน้องสาว “ซือซือเจ้าหลบอยู่ข้างหลังข้าไว้ ยามนี้ร่างกายของเจ้าไม่พร้อมจะสมบุกสมบันดูแลตัวเองให้มากหากราชครูรู้ว่าข้ายอมให้เจ้าไปบุกน้ำลุยไฟเช่นนี้อาจจะแค้นจนคิดตัดหัวข้าก็ได้!”

             

    ************************


             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องซือซือฮองเฮาพันโฉมเล่ม3(เล่มจบ-จบแล้วมีEbook) ที่คุณอ่าน