บทที่ 27 เดินทางไปพบลุงคนเลว
เวลาสองทุ่ม หลังจากอันโหรวปลอบหน่วนหน่วนให้นอนหลับไปแล้ว เธอจึงมีเวลาคุยกับหลินจือเสี่ยว
หลินจือเสี่ยวรออยู่ในห้องนั่งเล่นมาตลอด เธอเปลี่ยนช่องโทรทัศน์บ่อยครั้งอย่างใจลอย นั่ง ๆ นอน ๆ ด้วยความไม่สบายใจ
วันแล้ววันเล่าที่ต้องหลบซ่อนแบบนี้ เมื่อไรจะสิ้นสุดลงสักที
ทันทีที่อันโหรวออกมา เธอก็เห็นสีหน้ากังวลใจของหลินจือเสี่ยวอย่างชัดเจน
เธอถอนหายใจเบา ๆ แล้วนั่งลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแสดงความขอโทษ “จือเสี่ยว ่นี้ต้องขอบคุณที่เธอช่วยเหลือ ทุกครั้งที่คุณจิ่งมา เธอต้องแสดงละครกับฉันด้วยความหวาดผวา”
“โหรวโหรว เธอพูดแบบนี้ได้ยังไง ยังมาพูดจาสุภาพกับฉันอีก เราสองคนสนิทกันขนาดนี้ จำเป็ต้องพูดแบบนี้ด้วยเหรอ” หลินจือเสี่ยวไม่ได้โกรธ แต่กลับจับมือเธอไว้ “วันนี้คุณจิ่งไปหาเธอที่สวนสนุก เขาทำอะไรให้เธอลำบากใจหรือเปล่า”
ความกังวลในดวงตาปรากฏให้เห็นชัด
อันโหรวนึกถึงเื่ใบผ่าตัดก็รู้สึกใจหวิว แต่พูดให้หลินจือเสี่ยวฟังไม่ได้
“ไม่มีอะไร เขาแค่มาถามว่าคนที่อยู่ในโรงแรมข่ายหัววันนั้นเป็ฉันหรือเปล่า”
หลินจือเสี่ยวถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่วินาทีต่อมากลับเขย่าแขนเธอแรงขึ้น “ฉันเดาว่าเป็เื่นี้แหละ ถ้าคุณจิ่งรู้ว่าคนที่ไปกับเขาที่โรงแรมข่ายหัววันนั้นเป็เธอ โหรวโหรว เธอต้องจบเห่แน่ ๆ”
“ใช่ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรฉันก็จะไม่ยอมรับ อีกอย่างวันนั้นเขาก็เมา ตราบใดที่ฉันไม่ยอมรับ เขาก็ทำอะไรไม่ได้” อันโหรวกลัวว่าจะเผลอพูดอะไรมากไปกว่านี้ จึงรีบเตือนเบา ๆ “จือเสี่ยว เธอนอนเร็ว ๆ นะ อย่านอนดึก ไม่งั้นจะไม่มีแรงสู้บอส”
หลินจือเสี่ยวชะงัก ก่อนจะเข้าใจว่าบอสที่เธอพูดถึงคือ ‘จิ่งเป่ยเฉิน’ จึงรีบวิ่งเข้าห้องนอนอย่างรวดเร็ว
อันโหรวหัวเราะเบา ๆ ในโลกนี้ยังมีสิ่งที่ทำให้คนสยบได้จริง ๆ
เธอไม่รู้ว่าอันหยางยังไม่ได้นอน และไม่รู้ด้วยว่าเขากำลังวางแผนทำบางอย่างที่น่าใอยู่
แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องที่มืดสนิท เด็กน้อยลงจากเตียง ควานหากระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ ของเขาในความมืด ค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบแว่นตากันแดดสีดำขนาดใหญ่ออกมาจากกระเป๋า
อันหยางลองใส่ดู พลางมองตัวเองในกระจกที่ถูกบดบังไปครึ่งหน้าด้วยความพอใจ แล้วล้วงหมวกลายจุดสีดำที่เรียบง่ายที่สุดออกมาจากกล่อง เมื่อรวมกันทั้งสองอย่าง ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ดูเท่ก็ถูกปิดบังไปหมด
“พรุ่งนี้ ฉันจะต้องไปพบลุงคนเลวให้ได้” อันหยางพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยแสงแห่งความมุ่งมั่น เขาคิดจะทำมันมานานแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น อันโหรวและหลินจือเสี่ยวต่างก็ไปทำงานแล้ว อันหยางและอันหน่วนออกมาจากอพาร์ตเมนต์ พกกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก ๆ ติดตัว สวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงหลวม ๆ หมวกลายจุดสีดำ และแว่นกันแดดขนาดใหญ่ ดูผ่าน ๆ เหมือนเด็กสมัยนิยม
“หน่วนหน่วน เธอร้อนไหม” อันหยางจูงมืออันหน่วนไว้ทางซ้าย เขาจะออกไป แต่อันหน่วนไม่อยากอยู่บ้าน ร้องไห้งอแงจะออกไปด้วยกัน
“ร้อนค่ะ พี่ชาย เราจะไปไหนกันคะ” อันหน่วนร้อนจนเหงื่อออกที่หน้าผาก เธอไม่ได้ใส่แว่นตาดำ แค่ใส่หมวก แต่ก็ยังดูน่ารักเหมือนตุ๊กตาในตู้กระจก
อันหยางก้มลงกางร่มเล็ก ๆ บังแดดให้น้องสาว แล้วมองแผนที่ในมือ พอดูเส้นทางเสร็จแล้วจึงพับเก็บ
“พี่ชาย ถ้าแม่โทรมาที่บ้านแล้วไม่มีใครรับ แม่จะเป็ห่วงนะ” อันหน่วนกังวลเื่นี้มาตลอด
“ไม่เป็ไร แม่จะโทรมาตอนเที่ยง ตอนนั้นเราก็กลับบ้านแล้ว”
อันหน่วนเอียงหัว ใบหน้าขาวนวลถูกแดดเผาจนแดงระเรื่อ อันหยางมองน้องสาวด้วยความสงสาร ก่อนจะเดินไปที่ข้างถนนเพื่อโบกแท็กซี่
เด็กน้อยน่ารักสองคนยืนโบกรถที่ข้างถนน ในไม่ช้าก็ดึงดูดผู้คนมากมาย คนขับแท็กซี่บางคนคิดว่าเป็ดาราเด็ก จึงแย่งกันจะรับพวกเขา
“เด็ก ๆ ขึ้นรถเร็วเข้า ลุงจะไปส่ง” คนขับผู้ชายที่มีใบหน้าอ้วนคนหนึ่งลดกระจกลง โบกมือเรียกอันหยางและอันหน่วน
ข้างถนนมีคนมากขึ้นเรื่อย ๆ อันหยางไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้ เขามองแท็กซี่ตรงหน้า ยื่นมือเล็ก ๆ เปิดประตูรถ และพาอันหน่วนเข้าไปนั่งด้วยกัน
คนขับรถเห็นว่าทำสำเร็จ จึงรีบขับรถทิ้งคู่แข่งคนอื่น ๆ ไปอย่างอารมณ์ดี “เด็ก ๆ พวกเธอจะไปไหน ไปแสดงรายการหรือเปล่า”
“แสดงรายการเหรอ” อันหน่วนกะพริบตา เอาตัวเล็ก ๆ พิงอันหยาง และพูดด้วยเสียงนุ่มนิ่ม “พี่ชาย พาหนูไปแสดงรายการอะไร”
อันหยางยื่นมือจิ้มจมูกเล็ก ๆ ของเธอด้วยความเหนื่อยใจ “ไม่ได้ไปแสดงรายการอะไรสักหน่อย พี่จะพาเธอไปบริษัทของแม่ ไปเจอแม่กับป้าจือเสี่ยว”
“จริงเหรอ” อันหน่วนดีใจจนตาเป็ประกาย พลางหัวเราะคิกคัก “ถ้าแม่กับป้าจือเสี่ยวเจอพวกเราต้องดีใจมากแน่ ๆ”
อันหยางไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่บอกที่อยู่กับคนขับรถ “ลุง พวกเราไปบริษัทจิ่ง”
คนขับรถคิดแผนการในใจ แววร้ายกาจแวบผ่านดวงตาสีเหลืองของเขา เขายิ้มกว้างและพูดว่า “บริษัทจิ่งเหรอ ทางไกลมาก ค่ารถอย่างน้อยต้องร้อยหนึ่ง เด็ก ๆ มีไหม”
“มีสิ!” อันหน่วนยืดอกเล็ก ๆ อย่างอวดเบ่ง แล้วหันไปมองกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก ๆ ของอันหยาง พลางถามอย่างไร้เดียงสา “พี่ชาย กระเป๋าสตางค์เล็ก ๆ ของพี่ใส่เงินเยอะใช่ไหม”
อันหยางเงียบไปครู่หนึ่ง เปิดกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก ๆ นับเงิน แล้วขมวดคิ้วส่ายหัว “แค่แปดสิบ ไม่ถึงร้อย”
“ฮะ งั้นทำยังไงดี” รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่ของอันหน่วนหายไปหมด เธอยู่ปากเล็กน้อยดูน่าสงสาร
อันหยางเม้มปาก ลังเลครู่หนึ่ง ได้แต่ต่อรองกับคนขับรถ “ลุง ผมมีแค่แปดสิบ ลุงลดราคาหน่อยได้ไหม พาพวกเราไปบริษัทจิ่ง”
คนขับรถดีใจ แล้วเปิดปากพูดด้วยความโลภ “เด็กน้อย ไม่มีเงินก็นั่งรถไม่ได้ แปดสิบลุงพาไปได้แค่นี้ จ่ายเงินมา รีบลงรถไป”
พอพูดจบ เขาก็จอดรถ ไล่อันหยางกับอันหน่วนลงรถอย่างโเี้
อันหน่วนไม่ยอมลงจากรถ จึงถูกดึงข้อมือจนแดงเป็วง เจ็บจนน้ำตาไหล
“ลุงไม่ดี ลุงไม่ดี…” อันหน่วนถูกโยนลงบนพื้น มือป้อม ๆ เช็ดน้ำตาไม่หยุด ดูน่าสงสารมาก
“เหอะ ไม่มีเงินยังกล้านั่งรถ!” คนขับรถพึมพำเสียงเย็น มือกำกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก ๆ ของอันหยาง แล้วขับรถแท็กซี่ออกไปอย่างรวดเร็ว
อันหยางเห็นมือน้องสาวแดงก่ำ จึงรีบวิ่งเข้าไปหา เขาทั้งโกรธทั้งเป็ห่วง “เจ็บมากไหม ทั้งหมดเป็ความผิดของพี่ชายที่ไม่ดูแลน้องให้ดี”
อันหน่วนสูดน้ำมูก “ไม่ ไม่เจ็บ”
ฉากที่อันหยางและอันหน่วนถูกโยนลงจากรถ อยู่ในสายตาของถังซั่วที่ขับรถมาถึงบริษัทพอดี เขาหรี่ตามองเด็กทั้งสองที่อยู่ไม่ไกล แล้วปลดเข็มขัดนิรภัยเพื่อลงจากรถ
“ประธานถัง บริษัทอยู่ทางนี้” ผู้จัดการเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รอประธานของเขามาถึงบริษัทอยู่นานสองนาน แต่กลับเห็นประธานเดินไปอีกทาง
ถังซั่วโยนกุญแจให้เขา แล้วสั่งอย่างเกียจคร้าน “ขับรถไปที่ลานจอดรถ ฉันจะเข้าบริษัททีหลัง”
ผู้จัดการเฉินเกือบทำกุญแจรถหล่นถึงสองครั้งก่อนจะรับไว้ได้ เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มตัว
เมื่อถังซั่วเดินมาถึงที่อันหยางและอันหน่วน อันหยางกำลังตั้งใจนวดมือให้น้องสาว จนกระทั่งรอยแดงจางหายไป เขาจึงสังเกตเห็นว่ามีคนมองเขาอยู่
“ใส่ใจมากเลย นายเป็พี่ชายเหรอ” ถังซั่วยิ้มมุมปากอย่างเ้าเล่ห์ ดวงตารูปดอกท้อเป็ประกายด้วยรอยยิ้ม
อันหยางมองชายหนุ่มปีศาจตรงหน้า แล้วรู้สึกระแวงในใจ จึงยกมือป้องกันอันหน่วนไว้ข้างหลัง พลางถามเสียงเย็น “คุณ้าอะไร”
น้ำเสียงเ็าจนแช่แข็งคนได้ถึงสามฟุตนี้ ทำไมถึงเหมือนจิ่งเป่ยเฉินขนาดนั้น แต่พอมาอยู่บนใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กน้อย เขาก็อดหัวเราะไม่ได้
“ระแวดระวังตัวสูง แถมยังรู้จักปกป้องน้องสาว ไม่เลว!” ถังซั่วไม่สนใจใบหน้าเ็าเล็ก ๆ นี้ จู่ ๆ ก็เกิดความคิดจะแกล้ง “เมื่อกี้ทำไมพวกเธอถึงถูกคนขับรถโยนลงมา ไม่มีเงินเหรอ”
อันหยางเม้มปากไม่พูดอะไร เขากำลังสำรวจถังซั่ว และตัดสินในใจว่าควรเชื่อคนตรงหน้าหรือไม่
แต่อันหน่วนไม่เหมือนกัน พอเธอได้ยินคนพูดถึงเื่เมื่อกี้ ริมฝีปากน้อย ๆ ก็บิดเบี้ยว ฟ้องอย่างน่าสงสาร “กระเป๋าสตางค์เล็ก ๆ ของพี่ชายถูกแย่งไปหมดแล้ว ลุงคนเลวบอกว่าเงินไม่พอ ไล่หนูกับพี่ชายลงจากรถ”