ราชันเพลิงผลาญพิภพ

    ชั้นที่ 4

    หวู่เถียนอี้นั้นเป็นสมุนไพรเซียนที่สร้างกายหยาบขึ้นมาจากต้นหวู่ถงและนางยังฝึกฝนจนกลายเป็นเซียนระดับสูงสุดมานานแล้ว และความปรารถนาของนางคือการทะลวงผ่านไประดับราชาเซียนดังนั้นนางจึงต้องออกไปจากเส้นทางวิญญาณแห่งนี้เท่านั้น“เจ้าหายไปใหนมา” หวู่เถียนอี้กล่าว“ข้าถูกส่งไปยังสถานที่อื่นหนะ แล้วเจ้าละทำไมถึงมาอยู่ที่นี่” ฟางเฉินกล่าว“แน่นอนว่าต้องตามหาเจ้าเพราะเจ้าและข้ามีพันธสัญญากันอยู่” หวู่เถียนอี้กล่าวตอนนี้ระดับพลังของหวู่เถียนอี้เองก็ลดลงไปอยู่ระดับเซียนขั้นต้นเช่นกัน“นางเป็นใครงั้นเหรอ” เย่เซียนกล่าวถาม“นางคือต้นหวู่ถงในตำนานที่เติบโตในเส้นทางวิญญาณแห่งนี้และนางต้องการที่จะออกไปยังเส้นทางวิญญาณดังนั้นนางและข้าจึงร่วมมือกันชั่วคราว” ฟางเฉินกล่าว“แบบนี้นี่เอง” เย่เซียนพยักหน้าเข้าใจ“แบบนั้นมันไม่เท่ากับรนหาที่ตายงั้นเหรอ ต้นหวู่ถงนั้นถือเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างมากแม้แต่ครึ่งเทพก็ยังต้องใจสั่นเมื่อรับรู้ได้ถึงการคงอยู่ของต้นหวู่ถงเพลิง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าถ้านำนางออกไปพวกราชาเซียนและมหาเซียนได้บ้าคลั่งและเกิดสงครามแย่งชิงนางขึ้นมาแน่นอน” เสวี่ยหนิงกล่าว“เรื่องนั้นข้าคิดเอาไว้แล้วเพราะที่นิกายพฤกษาครามมีตัวตนหนึ่งที่จะช่วยนางได้และในนิกายเองก็ไม่มีใครกล้าต่อต้านนางแน่” ฟางเฉินกล่าวด้วยสีหน้ามั้นใจตัวตนของพฤกษาครามมีเพียงฟางเฉินที่มองออก คนในนิกายคิดเพียงว่าต้นพฤกษาครามเป็นเพียงต้นไม้โบราณและสัญลักษณ์ของนิกายเพียงเท่านั้น แต่ฟางเฉินรู้ว่าพลังของต้นพฤกษาครามตอนนี้ไปถึงระดับครึ่งเทพแล้ว พลังของนางไม่ใช่สิ่งที่คนในนิกายจะทำความเข้าใจได้“อย่างที่ฟางเฉินพูด แต่ว่าปัญหาคือเจ้าจะติดต่อกับพฤกษาครามยังไง” ความโลภกล่าว“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นข้าได้เตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว” หวู่เถียนอี้กล่าว“ถ้างั้นก็ดี แต่ตอนนี้พวกข้าต้องการที่จะได้รับของล้ำค่าในชั้นที่ 4 เจ้าพอจะรู้ใหมว่าชั้นที่ 4 มีของล้ำค่าหรือไม่” ฟางเฉินกล่าว“ไม่มี ชั้นที่ 4 เป็นการวัดคุณสมบัติในการเข้าชั้นที่ 5 เท่านั้น ตอนนี้มีเพียงแค่ 4 คนเท่านั้นที่เข้าไปในชั้นที่ 5 ได้นอกนั้นไม่มีใครเอาชนะผู้พิทักษ์ได้เลย” หวู่เถียนอี้กล่าว“แล้วเจ้าละ” ฟางเฉินกล่าว“ข้ากำลังรอเจ้าอยู่เลยยังไม่ได้ท้าทายผู้พิทักษ์แล้วอีกอย่างมรดกในชั้นที่ 5 ก็ไม่มีประโยชน์กับข้า ยกเว้นชั้นที่ 6 ซึ่งน่าจะเก็บน้ำตาเทพเอาไว้ วึ่งนั้นต่างหากที่จะมีประโยชน์แก่ข้าและพฤกษาคราม” หวู่เถียนอี้กล่าว“แบบนี้นี่เองนั่นคือเป้าหมายของเจ้าสินะ” ฟางเฉินกล่าว“ใช่ ถ้ามีน้ำตาเทพละก็ต้นพฤกษาครามจะต้องให้ความคุ้มครองข้าอย่างแน่นอน” หวู่เถียนอี้กล่าว“ถ้างั้นเจ้าก็ต้องรีบช่วยข้าหามุกโลหิตแล้วละ” ฟางเฉินกล่าวจากนั้นฟางเฉินก็เริ่มออกล่าอสูรในชั้นที่ 4 ทันที อสูรในชั้นที่ 4 นั้นมีตั้งแต่ระดับเซียนขึ้นไป ดังนั้นการล่าจึงค่อนข้างไม่ง่ายเลย พวกฟางเฉินร่วมมือกันออกล่าอสูรอย่างต่อเนื่อง จนกระเวลาผ่านไป 5 วันพวกฟางเฉินก็ได้รับมุกโลหิตมา 20 เม็ด จากนั้นฟางเฉินก็ใช้เวลาอีก 15 วันในการหามุกโลหิตอีก 60 เม็ดทำให้ทั้ง 4 คนมีมุกโลหิตครบพอจะท้าทายผู้พิทักษ์ได้เมื่อพวกฟางเฉินไปยังทางออกสู้ชั้นที่ 5 พวฟางเฉินก็พบกับผู้คนจำนวนมากทั้งนิกายเทพธิดา ตระกูลเสวี่ยและลัทธิเทพอสูรกำลังนั่งพักฟื้นบาดแผล“ทำไมพวกนั้นไม่ต่อสู้กันละ” ฟางเฉินกล่าว“นั่นสิตามหลักแล้วพวกนั้นต้องต่อสู้กับพวกลัทธิเทพอสูรแล้ว” เย่เซียนกล่าว“นั่นมันคุณชายฟางเฉินไม่ใช่เหรอ” หนึ่งในหญิงสาวจากนิกายเทพธิดากล่าวและเดินมาทางพวกฟางเฉิน“แม่นาง ข้าอยากรู้ว่าทำไมคนของลัทธิเทพอสูรไม่โจมตีพวกเรา” ฟางเฉินกล่าว“อ้อ นั่นเป็นเพราะข้อตกลงของท่านธิดาศักดิ์สิทธิ์ เสวี่ยซินและธิดาอสูร ว่าจะหยุดต่อสู้กันสักพักและจนกว่าทั้งสามจะกลับออกมาจากชั้นที่ 5 ห้าทั้งสามฝ่ายต่อสู้กันเด็ดขาด” หญิงสาวนิกายเทพธิดากล่าว“แบบนี้นี่เองแสดงว่าข้อตกลงนั้นมีแค่สามฝ่ายเท่านั้นไม่เกี่ยวกับอะไรกับพวกข้าสินะ” ฟางเฉินกล่าว“เอ๋ ก็จริงแบบนี้แย่แล้วพวกท่านรีบหนีไปเร็วก่อนที่พวกมันจะรู้ตัว” หญิงสาวจากนิกายเทพธิดารีบกล่าวด้วยสีหน้าแตกตื่น“หนี!!! ไม่จำเป็นเพราะข้าในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัวพวกมันเลย” ฟางเฉินกล่าว“แบบนั้นมัน....” หญิงสาวจากนิกายเทพธิดารู้สึกลังเลแต่ในตอนนั้นเองหญิงหน้ากากนกยูงและชายหน้ากากแมงมุมก็เดินตรงมาทางฟางเฉินพร้อมกับจิตสังหารปะทุขึ้น พวกตระกูลเสวี่ยแสดงสีหน้าเย้ยหยันออกและไม่คิดจะเข้ามาช่วย“พวกท่านไม่จำเป็นต้องมาช่วยพวกข้า เดี๋ยวพวกข้าจะจัดการเอง พวกเจ้าสองคนจัดการหญิงหน้ากากนกยูงนั่น ส่วนเจ้าแมงมุมนั่นข้าเอง” ฟางเฉินก้าวออกไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายทันที“เสวี่ยหนิงเจ้าคิดจะทำอะไรทำไมเจ้าถึงไปอยู่กับเจ้านั่น” ชายหนุ่มตระกูลเสวี่ยคนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา“ข้าแค่เลือกอยู่กับนายท่านเท่านั้น” เสวี่ยหนิงกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา“เจ้าหมายความว่ายังไงเจ้าคิดจะทรยศตระกูลเสวี่ยงั้นเหรอ” ชายหนุ่มตระกูลเสวี่ยกล่าวด้วยความโกรธชายหนุ่มคนนี้ตามจีบเสวี่ยหนิงมานานและแต่เสวี่ยหนิงมีสถานะค่อนข้างสูงในตระกูลและยังเป็นคนที่มีพรสวรรค์เป็นรองเพียงแค่เสวี่ยซินอีกด้วยดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่คิดที่จะใช้กำลังบังคับและต้องการให้เสวี่ยหนิงยอมรับตัวเองจากใจจริง“คุณชายฟางเองก็มีสายเลือดของตระกูลเสวี่ยใหลอยู่ในตัวดังนั้นการที่ข้าคิดตามนายท่านมันไม่เห็นจะเป็นการทรยศตรงใหน” เสวี่ยซินกล่าว“มีรบางอย่างแปลกๆนางเรียกอีกฝ่ายว่านายท่านซึ่งนั่นหมายความว่านางในตอนนี้ถูกำให้กลายเป็นทาสของชายคนนั้นแล้ว” หญิงสาวจากระกูลเสวี่ยกล่าว“บัดซบเจ้านั่นมันจะอวดดีเกินไปแล้วถึงได้แย่งเหยื่อของข้า” หยูฮ่าวคำรามออกมาและมองมาที่ฟางเฉินด้วยความเกลียดชัง“โอ้ ดูเหมือนว่าน้องชายเจ้ากำลังทำเรื่องสนุกอยู่เลยไม่ใช่เหรอ” ในตอนนั้นเองพวกถังเจี่ยก็มาถึงเช่นกันการปรากฏตัวของพวกฟางเฉินทำให้ข้อตกลงที่ทั้งสามฝ่ายทำไว้กลายเป็นวุ่นวาย แต่พวกฟางเฉินกลับไม่แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมาเลยแม้น้อยเมื่อถูกเพ่งเล็งจากพวกหยูฮ่าว ตระกูลเสวี่ย และลัทธิเทพอสูร กลับกันรอยยิ้มบนใบหน้าของฟางเฉินกลับปรากฎจนเด่นชัดและจิตสังหารที่เก็บซ่อนเอาไว้ก็เริ่มแผ่ออกมาจากตัวของฟางเฉินทีละนิดทันที 

    คล้ายกับเรื่องราชันเพลิงผลาญพิภพ ที่คุณอ่าน