เื่นี้ก็กระจ่างชัดแล้วยังต้องให้พูดสิ่งใด คนที่ช็อกที่สุดเห็นทีจะเป็หลินหลานหรู นางมั่นใจมาตลอดและไม่คาดคิดว่าตนเองจะมีน้องสาวต่างแม่ ทั้งน้องสาวผู้นี้ยังเกิดจากอนุมิหนำซ้ำยังได้หมั้นหมายกับเชื้อพระวงศ์ นางตรองดูแล้ว ไม่ว่าด้านใดอย่างไรเสียหลินหลานหย่าผู้นี้ก็ไม่มีทางสู้นางได้ แล้วเหตุใด...
เหตุใดนางถึงได้รู้สึกพ่ายแพ้ให้กับน้องสาวผู้ไม่เคยพบหน้าแม้สักครั้งแค่หลินหลานหย่าผู้นี้เกิดมาก็สั่นคลอนสถานะของนางได้ถึงเพียงนี้แล้วอนาคตข้างหน้าของนางเล่า ที่นางกลัวที่สุดคือถูกผู้อื่นควบคุมนางกลายเป็แค่บุตรบุญธรรมของสกุลหลิน เทียบลูกอนุคนเดียวยังไม่ได้
"เหตุใดข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าข้ามีน้องสาว"นางเอ่ยอย่างเนิบช้าแต่น้ำตารื้อไหลเป็ทาง หากนับกันดีๆ เป็นางเสียมากกว่าที่อาจกลายเป็น้องสาวถ้าไม่คลอดก่อนกำหนดในใจนางจึงยิ่งรู้สึกชิงชังบิดาเหตุใดนิสัยมักมากเช่นนี้ทั้งชาติก่อนว่าน่ารังเกียจแล้ว ชาตินี้ก็ไม่เว้น!
เหตุใดต้องทำให้ข้าชิงชังพวกท่านถึงเพียงนี้!
"หลานหลัน เ้าโกรธพ่อหรือ"หลินหานฉีเห็นน้ำตาบุตรสาว ั้แ่นางเกิดเขาแทบไม่เคยเห็นนางร้องไห้ใจจึงรู้สึกเ็ปราวมีดนับพันทิ่มแทงอยากดึงนางเข้ามากอดแล้วปลอบประโลมให้หายเศร้าแต่กลับถูกผลักให้ห่างเช่นคนแปลกหน้า จิตใจคนเป็บิดายิ่งรวดร้าวเอ่ยเสียงแหบพร่ามิต่างกัน "หลานหลัน เ้าเสียใจที่ไม่เป็เ้าหรือ พ่อขอโทษพ่อรักเ้าเยี่ยงชีวิตของพ่อ ความสุขของเ้าพ่อย่อมคิดเผื่อไว้ล่วงหน้าเื่นี้ไม่อาจให้เป็เ้าได้"
รักหรือ? ขอโทษหรือ? ท่ามกลางม่านน้ำตาที่หนาเป็ชั้นหลินหลานหรูมองเห็นความเ็ปในอดีตชาติ
เหตุใดท่านไม่พูดเช่นนี้ั้แ่ชาติที่แล้วมาพูดเอาตอนนี้ข้าจะเชื่อท่านหรือ ข้าจะให้อภัยท่านหรือ ไม่ว่าจะชาติไหนท่านไม่เคยเห็นข้ามีตัวตนอยู่เลยสักครั้ง
"หลานหลัน เ้าหยุดร้องไห้เถอะนะมาหาพ่อ" หลินหานฉีกำราชโองการในมือแน่น พยายามพูดเกลี้ยกล่อมเกรงว่าท้ายที่สุดหลินหลานหรูจะทำอะไรสิ้นคิดกว่าเขาจะเลี้ยงนางจนเติบใหญ่ถึงเพียงนี้ เจ็ดปีต้องคอยระมัดระวังแค่นางคลอดก่อนกำหนด ทั้งยังไม่เปิดปากร้องไห้ เขาก็ะเืใจมากแล้วหลายปีมานี้ไม่ว่านาง้าสิ่งใดเขาหาให้นางทุกอย่างขอแค่นางเอ่ยปากเขารักนางถึงเพียงนี้เหตุใดแววตาบุตรสาวที่เขารักนักหนาถึงได้เหมือนรังเกียจบิดาเข้ากระดูก
"ท่านอย่าเข้ามาใกล้ข้า!"หลินหลานหรูตะคอกใส่หน้าหลินหานฉี ไม่เว้นแม้กระทั่งจิวซื่อทุกคนล้วนแต่น่ารังเกียจในใจนาง!
จิวซื่อทำอะไรไม่ถูกจากที่เสียใจเื่สามี ใจนางยิ่งรู้สึกทรมานเมื่อเห็นบุตรสาวเป็เช่นนี้"หรูเอ๋อร์เ้าเสียใจมากใช่หรือไม่ มาหาแม่มา ให้แม่กอดปลอบเ้า"
สำหรับจิวซื่อและหลินหานฉีแล้วพวกเขาต่างคิดว่าหลินหลานหรูเสียใจที่ชื่อในราชโองการนั้นไม่ใช่นางหลินหลานหรูหยิ่งยโสมาั้แ่เกิด เป็บุตรที่เกิดจากภรรยาเอกย่อมไม่น้อยหน้าผู้ใด ทว่าเวลานี้นางกลับแพ้ให้กับลูกอนุผู้หนึ่งอีกทั้งยังอยู่ในฐานะบุตรบุญธรรมของสกุลหลิน ย่อมเสียใจมากเป็ธรรมดา
...แท้จริงแล้วไม่เป็เช่นนั้นกับเื่ราวในอดีตชาติ นอกจากหลินหลานหรูแล้วผู้ใดจะเข้าใจนาง
หลินหานฉีเห็นบุตรสาวหุนหันวิ่งออกจากเรือนไปก็ใตะลีตะลาน ตวาดสั่งให้คนติดตามไป ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วางใจจึงวิ่งตามหลินหลานหรูไปจนถึงลานเรือนชั้นกลาง เห็นเฉิงอิ้นยืนอุ้มนางซบไหล่ใจที่ร้อนรุ่มเมื่อครู่จึงสงบลง
หลินหลานหรูกอดคอซบไหล่เฉิงอิ้นร้องไห้สะอึกสะอื้นมิต่างจากเด็กน้อยเจ็ดขวบทั่วไป มองแล้วนางช่างอ่อนแอน่าสงสารยิ่ง
เป็ผู้ใดกล้าทำนางร้องไห้!
คุณหนูผู้เย่อหยิ่งไร้น้ำตามาตลอดร้องไห้น้ำตาเปื้อนไหล่ผู้อื่นเช่นนี้ มีหรือเฉิงอิ้นจะไม่เอ่ยปลอบทั้งยังยกมือลูบหลังนางเบาๆ กระทั่งผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามเสียงสะอื้นจึงได้เงียบลง เหลือไว้เพียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอนางคงร้องไห้จนเหนื่อยและหลับไปจริงๆ
ตลอดหนึ่งชั่วยามหลินหานฉียืนมองบุตรสาวอยู่ตลอดไม่ได้ห่างไปไหนพอเห็นนางสงบลงแล้ว จึงสั่งให้เฉิงอิ้นอุ้มหลินหลานหรูกลับไปพักที่เรือนทั้งยังให้คนไปเชิญท่านหมอมาตรวจอาการหลังจากนางตื่น
เื่นี้ทำหลินหานฉีกังวลจนนอนไม่หลับหลินหลานหรูเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนมาสามวันเต็มๆจากที่เคยร่าเริงสดใสพลันดูเซื่องซึมหมองเศร้าแม้แต่สาวใช้ในเรือนยังไม่กลั่นแกล้งเหมือนเมื่อก่อน
ดูจากเสี่ยวจิงหยิบชุดมาผิดคุณหนูของนางยังเงียบไม่เอ่ยปากใดๆ เพียงมองนางด้วยสายตาว่างเปล่าจากนั้นก็ละสายตาไปไม่สนใจอีก ด้วยเหตุนี้เรือนทิศตะวันออกจึงดูเงียบเหงาไร้ชีวิตชีวาเหมือนอย่างเคยบรรยากาศยังอึมครึมจะสว่างก็ไม่สว่าง มืดสลัวชวนให้คนหงุดหงิด
ที่ผ่านมาหลินหลานหรูลงมือโเี้แต่เวลานี้นางคล้ายหุ่นกระบอกเดินได้บรรดาบ่าวรับใช้ในเรือนเองก็ไม่สบายใจเท่าไรนัก ์!นี่พวกเขาถูกหลินหลานหรูทรมานจนสติเลอะเลือนไปแล้วรึถึงได้เป็ห่วงเป็ใยนางเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม พอได้ถอนหายใจหนักๆคราหนึ่ง ต่างก็รู้อยู่แก่ใจว่าหลินหลานหรูก็แค่เด็กเจ็ดขวบผู้หนึ่งผู้ใดจะโกรธนางลง
...วันที่สามผ่าน สี่ผ่านกระทั่งถึงวันที่ห้า หลินหานฉีรู้สึกร้อนใจ เดินวนเวียนอยู่ในเรือนหลายรอบสุดท้ายจึงได้มาหาหลินหลานหรูที่เรือนของนาง
เขาเดินผ่านประตูเรือนเข้ามาเห็นบุตรสาวนั่งคัดอักษรอยู่ในห้อง นางเงยหน้าขึ้นมองหลินหานฉีแวบหนึ่งคล้ายให้รู้ว่าเป็ผู้ใดมา จากนั้นก็ไม่พูดสิ่งใดก้มหน้าลงมือคัดอักษรต่อไปเรื่อยๆ ที่จริงแล้วนางไม่ได้กำลังคัดอักษรแต่กำลังวางแผนรูปแบบการค้าในมณฑลเจียงซูทั้งหมดอยู่
ปกติเวลาเห็นบิดาหลินหลานหรูจะลุกขึ้นยืน เดินมาคารวะแล้วเอ่ยเรียกท่านพ่อสีหน้ายิ้มแย้มแต่ตอนนี้แม้ไม่เหลือร่องรอยความหมองหม่นใดๆ ทว่าแววตานางกลับเฉยชาอย่างมาก
หลินหานฉีเห็นบุตรสาวที่ตนรักเป็อย่างนี้ได้แต่หันหลังเดินกลับเรือน ไม่พูดสิ่งใดสักประโยคกับนางเพียงส่งบ่าวรับใช้มาแจ้งว่า พรุ่งนี้วันที่ยี่สิบหน้าเดือนหนึ่งเป็วันพระใหญ่จะถือโอกาสพาทุกคนในครอบครัวขึ้นเขาจุดธูปไหว้พระที่วัดต้าิแน่นอนว่าหลินหานฉีอยากให้หลินหลานหรูได้ออกไปข้างนอก เผื่อจะช่วยคลายความทุกข์ในใจนางลงได้บ้างและมองบิดาอย่างเขาด้วยแววตาที่น่ารักสดใสเช่นเดิม
หลินหลานหรูรับรู้แล้วบอกให้บ่าวคนนั้นกลับไปแจ้งเรือนใหญ่ว่านางทราบแล้ว
ดังนั้นเช้าวันที่ยี่สิบห้าเดือนหนึ่งหน้าจวนสกุลหลินจึงเต็มไปด้วยรถม้า ไม่เว้นกระทั่งบนท้องถนน ผู้คนยังดูคึกคักผิดแปลกจากทุกวัน
เสี่ยวจิงติดตามหลินหลานหรูไปด้วยเดินตามหลังคุณหนูมาหยุดหน้าประตูจวน เห็นรถม้าจอดอยู่ห้าถึงหกคันพร้อมสรรพ
"วันนี้วันอะไร"หลินหลานหรูเองก็เห็น เดิมทีนางคิดว่าแค่ไปจุดธูปไหว้พระธรรมดาไม่ได้มีอะไรใหญ่โตถึงขั้นต้องให้นางวางแผน แต่พอเห็นทั้งคนทั้งรถม้ามากมายบนท้องถนนจึงอดสงสัยไม่ได้
ส่วนเสี่ยวจิงหลายวันมานี้น้อยนักจะเห็นคุณหนูเอ่ยถาม นางจึงรู้สึกกระตือรือร้นยิ้มเอ่ยตอบคุณหนูอย่างรวดเร็ว "วันนี้วันที่ยี่สิบห้าเ้าค่ะหลายวันก่อนมีข่าวว่าท่านเ้าอาวาส และเหล่าศิษย์วัดต้าิเพิ่งกลับจากเดินทางไกลดังนั้นวันนี้ผู้คนจึงได้หลั่งไหลไปจุดธูปขอพรที่วัดต้าิเ้าค่ะ"
"วันนี้วันที่ยี่สิบห้าหรือ"หลินหลานหรูทวนคำเพราะเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าได้เอ่ยให้อาจวูไปพบชายตกปลาที่นอกเมือง"เช่นนั้น เช้านี้เ้าเห็นเฉิงอิ้นหรือไม่"
เสี่ยวจิงเพิ่งนึกขึ้นได้เช่นกัน"จริงเ้าค่ะคุณหนู เมื่อเช้ามืดเฉิงอิ้นให้บ่าวเรียนคุณหนูว่าจะออกไปตกปลามาให้คนครัวทำน้ำแกงบำรุงร่างกายคุณหนูเ้าค่ะแต่บ่าวไม่เข้าใจอยู่บ้าง เหตุใดไม่ไปแจ้งกับแม่ครัวจางเสียเลยเ้าคะจะออกไปเองให้เหนื่อยทำไม"
หลินหลานหรูปรายตาดุดันมองเสี่ยวจิงบอกนางเป็นัยว่า เหตุใดเ้าต้องอยากรู้มาก
เสี่ยวจิงก้มหน้างุดกลืนคำถามที่อยากรู้อีกมากลงท้อง ไม่กล้าเอ่ยปากสิ่งใดให้ถูกจับฉีกเป็ชิ้นๆ
จากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงสนทนาของคนหลายผู้ดังมาจากด้านหลังเป็หลินหานฉีกับมู่หวังจง
มู่หวังจงในเช้าวันนี้แต่งกายหรูหราจนดูแพงไปทั้งตัวราวกับเพิ่งตกบ่อเงินบ่อทองมา แค่เพียงยืนเฉยๆ ร่างอ้วนๆของเขาก็ข่มบารมีผู้อื่นจนมิด แต่กับหลินหลานหรูหาเรียกว่าบารมีไม่เป็กลิ่นมูลสุกรโชยอ่อนๆ ให้รู้สึกคลื่นไส้ชอบกล …คิดๆ ดูแล้วบิดาของนางเองก็คงไม่ต่างกัน เพราะเหตุนี้ถึงได้พูดจากันถูกคอนัก
"หลานหลัน"หลินหานฉีเห็นบุตรสาวย่อกายคารวะตนเหมือนอย่างที่ผ่านมาแม้นไม่ได้เอ่ยเรียกท่านพ่อ แค่เห็นใบหน้าเล็กๆ ของนางสดใสขึ้นกว่าเมื่อวานเท่านี้หลินหานฉีก็รู้สึกปีติ เผยยิ้มเต็มใบหน้า
บางทีเขาอาจจะกังวลมากเกินไปบุตรสาวของเขาจิตใจเข้มแข็งย่อมไม่ถือสากับเื่นี้ถึงจะมีสถานะเป็บุตรบุญธรรมแล้วอย่างไรสุดท้ายแล้วบุตรที่เขารักที่สุดก็คือหลินหลานหรูดังนั้นเขาต้องชดใช้ให้นางมากหน่อย ให้สมกับความเห็นแก่ตัวของเขา
"เชิญใต้เท้ามู่ขึ้นรถม้า"หลินหานฉีละสายตาจากบุตรสาว หันมาให้ความสำคัญกับมู่หวังจงต่อ
วันนี้มู่หวังจงมาเยือนถึงจวนสกุลหลินแต่เช้าตรู่พอทราบว่าหลินหานฉีและครอบครัวกำลังจะเดินทางไปที่วัดต้าิจึงถือโอกาสนี้ตามไปไหว้พระขอพรที่วัดต้าิด้วยเลย กล่าวง่ายๆคืออาศัยผู้อื่นประหยัดข้าวไปหนึ่งมื้อ แต่หากดูจากรูปร่างของมู่หวังจงแล้วใช้คำว่าประหยัดคงเกรงใจเกินไป
ก่อนขึ้นรถม้ามู่หวังจงปรายตามองหลินหลานหรูอย่างพึงใจใครจะรู้ว่ามู่หวังจงเป็โรคชนิดหนึ่งที่โลกยุคปัจจุบันเรียกมันว่าพีโดฟิเลียหรือโรครักเด็ก
นิสัยมักมากของเขานับวันยิ่งเข้าขั้นวิปริตชื่นชอบความงามของเด็กสาวแรกแย้ม เสียดายก็แต่คุณหนูหลินเด็กเกินไปไม่เช่นนั้นต้องสู่ขอไปเป็อนุคนที่... ที่เท่าไรก็จำไม่ได้แล้วอย่างแน่นอน
จิวซื่อเดินตามหลังสามีออกมาเห็นหลินหลานหรูย่อกายคารวะ ความรู้สึกหนักอกหลายวันมานี้จึงคลายลงได้เสียทีเอ่ยให้สาวใช้รีบพาคุณหนูขึ้นรถม้า เกรงว่าหลินหลานหรูหากตากลมข้างนอกนานๆจะป่วยไข้เอาได้
"พวกเ้าดูแลคุณหนูให้ดีหากทำสิ่งใดให้นางไม่พอใจ ข้าจะสั่งโบยพวกเ้าห้าสิบไม้!"
อืม... น่ากลัวทั้งแม่ทั้งลูกเลยเกิดเป็บ่าวช่างลำบากแท้
เสี่ยวจิงเลิกม่านหน้าประตูรถม้าให้หลินหลานหรูหลังคุณหนูเข้าไปแล้ว นางจึงยื่นมือไปรับกล่องของว่างจากเสี่ยวจูแล้วตามคุณหนูเข้าไปนั่งในรถม้าด้วยกัน
เสียงพ่อบ้านสั่งเคลื่อนรถดังลั่นจากนั้นรถม้าแต่ละคันก็ค่อยๆ ขยับห่างจากจวนสกุลหลินเคลื่อนออกนอกเมืองในเวลาต่อมา ตลอดเส้นทางมีรถม้าจากสกุลใหญ่อีกทั้งยังมีชาวเมือง บ้างเดิน บ้างขี่ม้า ล้วนมุ่งหน้าสู่วัดต้าิบนเขาทั้งสิ้น
กล่าวว่าท่านเ้าอาวาสท่านนี้ครั้งหนึ่งเคยช่วยชี้ทางสว่างให้หลินหลานหรูแรกเกิดตอนที่นางเป็เด็กทารกน้อยในจวนสกุลหลิน คลอดก่อนกำหนดก็ว่าหนักแล้วยามนั้นนางที่มีความทรงจำในชาติก่อนอยู่ครบเกิดะเืใจอย่างหนัก ไม่ยอมร้องไห้ดวงตาเหม่อลอย ไม่สนใจสิ่งรอบข้างผ่านไปหลายเดือนได้ท่านเ้าอาวาสพูดเพียงไม่กี่ประโยค ในที่สุดนางก็ร้องไห้ออกมา
กระนั้นเสียงร้องไห้นี้ก็เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเพราะหลังจากนั้นนางก็หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่พูด ไม่มอง นอนเป็ผักจับนั่งก็นั่ง ยืนก็ยืน เป็เช่นนี้ไปถึงอายุสามขวบ เหมือนตุ๊กตามีเนื้อหนังไม่แปลกที่บ่าวรับใช้จะคิดว่านางพิกลการ หูหนวก เป็ใบ้ ดวงตามืดบอดและร่างกายไร้จิติญญาสิงสถิต
กระทั่งอายุย่างเข้าสี่ขวบหลินหลานหรูในตอนนั้นจึงลุกขึ้นสู้ เริ่มเรียนรู้ทุกอย่างบนโลกใบนี้นางหวังเพียงอย่างเดียวว่ามาเกิดใหม่แล้วจะไม่ยอมให้ผู้ใดกดหัวสั่งหรือบีบบังคับให้ทำในสิ่งที่นางไม่้าเหมือนอย่างอดีตชาติจนกลายเป็เครื่องมือสนองความปรารถนาให้ผู้อื่น ดังนั้นในโลกนี้ 'อำนาจ' เท่านั้นที่มอบอิสระทุกอย่างให้นางได้...
เสี่ยวจิงนั่งถือกล่องของว่างฝั่งตรงข้ามของหลินหลานหรูนางไม่ได้เห็นคุณหนูยิ้มอย่างมีความสุขเช่นนี้มาหลายวัน พลันอยากเอ่ยปากชวนคุย"คุณหนู ใกล้เข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วให้พ่อบ้านซื้อเมล็ดพันธุ์ดอกโบตั๋นมาปลูกไว้หน้าเรือนดีหรือไม่เ้าคะ อ้อจริงสิเ้าคะ เมื่อต้นเดือนก่อนคุณหนูบอกว่าอยากเลี้ยงปลาให้บ่าวเรียกช่างมาขุดบ่อเล็กๆ ไว้ท้ายเรือนดีไหมเ้าคะ..."
หลินหลานหรูละสายตาจากทิวทัศน์ด้านนอกหันมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของเสี่ยวจิง "ข้าเงียบไปหลายวันเพื่อให้เ้าพูดมากเช่นนี้หรือ?"
เสี่ยวจิงหุบยิ้มฉับส่ายหน้าไปมาแรงๆ
เห็นอาการเช่นนี้ของเสี่ยวจิงนางจึงเลิกให้ความสนใจแล้วหันกลับมาชื่นชมป่าไม้ แม่น้ำลำธารข้างถนนต่อผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยปากถามขึ้นมาลอยๆ "เ้าอยากติดตามข้ากลับเมืองหลวงหรือไม่"
เสี่ยวจิงนับว่าเป็สาวใช้ที่ไม่เลววันหน้ายังมีประโยชน์ต่อนาง อีกทั้งเสี่ยวจิงยังเป็สาวใช้ที่อยู่ข้างกายนางได้นานฉลาดและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็ว คนเช่นนี้ไม่ว่าอย่างไรอนาคตต้องเก่งกาจและช่วยนางทำงานใหญ่ได้อย่างแน่นอน
ทว่ามีอยู่อีกหนึ่งเหตุผลที่หลินหลานหรูกำลังปฏิเสธในใจั้แ่เกิดมาในชาตินี้มีเพียงเฉิงอิ้นเท่านั้นที่นางไว้ใจอย่างที่สุดส่วนผู้อื่นล้วนปิดกั้นไว้วงนอกถึงอย่างนั้นหลินหลานหรูก็ยังไม่รู้ตัวว่านางเองได้เก็บเอาคนเ่าั้เข้ามาไว้ในใจอย่างเงียบๆแล้ว ที่แสดงออกอย่างเ็าก็เพราะไม่อยากยอมรับความจริง
ผ่านไปนานกว่าหนึ่งเค่อภายในรถม้าเงียบสนิท หากไม่นับเสียงโคลงเคลงจากรถที่กำลังเคลื่อนหลินหลานหรูหันกลับมามองภายในรถม้าครานี้ที่นางเห็นคือใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเสี่ยวจิง
หัวคิ้วทั้งสองของเด็กหญิงถึงกับชนกันขบวนใหญ่เหตุใดสาวใช้ข้างกายนางผู้นี้ถึงได้ร้องไห้เล่า แต่นางไม่เคยปลอมผู้ใดผลที่ออกมาจึงกลายเป็ว่า "เ้าถูกพิษหรือ? ผู้ใดกล้ารังแกเ้านอกจากข้ากัน"
เสี่ยวจิงยิ่งร้องไห้หนักหน่วงน้ำเสียงคุณหนูไม่ได้อ่อนโยนเลยสักนิด นางเอ่ยตอบเจือเสียงสะอื้น"ไม่มีเ้าค่ะ บะ...บ่าวไม่ได้ ถูกพิษเ้าค่ะแล้วก็ไม่ได้มีผู้ใดแกล้งบ่าว"
"แล้วเหตุใดเ้าต้องร้องไห้เล่า!"หลินหลานหรูยิ่งพูดยิ่งขึ้นเสียงหนักกว่าเดิม คิ้วเล็กๆ ก็ยิ่งขมวดราวกับปัญหาร้อยพันอย่างนางล้วนแก้ได้แต่กับสาวใช้ร้องไห้นางจนปัญญานัก"เช่นนั้นเ้าลงจากรถม้า ข้าจะบอกให้คนหยุดรถเดียวนี้"
สิ่งเดียวที่หลินหลานหรูจะมั่นใจได้ว่านางปลอมผู้อื่นสำเร็จแล้วคือการไม่ได้ยินเสียงไม่ได้เห็นหน้าอีกฝ่ายร้องไห้แต่หากยังดื้อดึงอยู่อีกนางก็จะใช้ไม้แข็ง...ฆ่าทิ้งเลยดีหรือไม่
เสี่ยวจิงรู้จักนิสัยของคุณหนูดีจึงเอ่ยห้ามบอกคุณหนูว่านางไม่ลง แล้วก็จะไม่ร้องแล้ว กระทั่งภายในรถม้าไม่มีเสียงใดมีเพียงสีหน้าคุณหนูที่ยังขมวดคิ้วมุ่น
"กลับถึงจวนเมื่อไรข้าจะลงโทษเ้า"เื่นี้สร้างความยุ่งยากใจให้หลินหลานหรูไม่น้อย
แต่คำขู่นี้กลับเรียกรอยยิ้มของเสี่ยวจิงแทนเสียอย่างนั้นเสี่ยวจิงเห็นหลินหลานหรูเงียบขรึมมาหลายวัน วันนี้คุณหนูบอกจะลงโทษนางไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกโล่งอกขึ้นมาก่อนหน้านั้นที่ได้ยินคุณหนูเอ่ยถามนางว่าอยากติดตามกลับเมืองหลวงด้วยหรือไม่นางยินดีอย่างมากจนข่มกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
ใช่ว่าหลินหลานหรูไม่รู้ประวัติของสาวใช้ทุกคนสำหรับเสี่ยวจิงนั้นพ่อแม่ตายจากด้วยโรคระบาด หลายปีมานี้จึงไร้ที่พึ่งกระทั่งถูกจวนสกุลหลินซื้อตัวเข้ามา ชีวิตความเป็อยู่จึงดีขึ้นบ้างยิ่งกว่านั้นจวนสกุลหลินในเจียงซูกำลังจะย้ายกลับเมืองหลวงไม่ว่าสาวใช้คนใดย่อมกังวล เกรงว่าจะถูกขายแล้วชีวิตลำบากกว่าเดิม ดังนั้นทุกคนจึงล้วนแต่อยากเอาใจเ้านายเพื่อที่ตนจะได้ติดตามกลับเมืองหลวงด้วย
ยังดีที่เ้ารู้จักเอาใจข้า หลินหลานหรูคิดยิ่งได้ยินประโยคถัดมาของเสี่ยวจิง นางถึงกับเบือนหน้าหลบไปนอกหน้าต่างมุมปากโค้งยิ้มขึ้นเล็กน้อย
"บ่าวจะติดตามคุณหนูกลับเมืองหลวงเ้าค่ะ"
กว่ารถม้าจะหยุดลงตรงเชิงเขาก็เป็เวลายามเฉิน[1]พอดีต่อจากนี้คือการเดินเท้าขึ้นไปยังวัดต้าิ้า
เสี่ยวจิงช่วยพยุงหลินหลานหรูลงจากรถม้าแล้วสวมเสื้อคลุมกันลมสีฟ้าให้นางพลางเอ่ยว่า "คุณหนู เช้าๆ เช่นนี้คนค่อนข้างเยอะท่านให้บ่าวจับมือเดินนะเ้าคะ"
เป็อย่างที่ว่าบริเวณลานกว้างตรงเชิงเขาเป็ที่สำหรับพักรถม้า ไม่ว่าผู้ใดล้วนเลือกมากันเวลานี้ด้านหน้าเป็ทางเดิน หลินหลานหรูแทบมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากผู้คนมากหน้าหลายตาจึงส่งมือให้เสี่ยวจิง
"คุณหนู ให้บ่าวเดินนำกันคนด้านหน้าให้นะเ้าคะ" ว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น มีหลายครั้งที่เดินๆไปแล้วเสี่ยวจิงเกือบทำคุณหนูหลุดมือ หลินหลานหรูตัวเล็กมากจริงๆเล็กกว่าเสี่ยวจิงตั้งหลายเท่า
หลินหลานหรูเห็นคนเยอะยิ่งกว่ามดในใจจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทุกขณะกอปรกับพื้นใต้เท้าเป็หินูเาหยาบๆ ที่นำมาเรียงต่อกันหลายก้อน ยามเดินจึงสะดุดอย่างเลี่ยงไม่ได้
เส้นทางที่คับแคบผนวกกับเป็พื้นราบสลับ่ขั้นบันไดแต่ไร้ราวกั้นทำให้หลินหลานหรูจับมือเสี่ยวจิงแน่นขึ้นคอยเอียงตัวหลบพวกผู้ใหญ่ตัวโตที่อัดแน่นเบียดเสียดกันเข้ามา
"หากข้าถูกเหยียบ... เ้าตาย"เด็กหญิงกดเสียงต่ำ ไม่ดังแต่หนักจนสาวใช้คนเดียวลอบเหงื่อตกกระชับมือเล็กนุ่มนิ่มของคุณหนูแล้วเดินแทรกไปตามช่องว่างระหว่างคนอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางมีเสียมวลชนดังเอะอะจอแจเพียงไม่นานซุ้มประตูวัดต้าิก็ปรากฏให้เห็นในระยะสายตาขณะที่เดินอีกเพียงไม่กี่สิบก้าวก็พ้นทางเดินเล็กแคบนี้แล้ว หลินหลานหรูจึงไม่จำเป็ต้องจับมือสาวใช้อีก
ทว่าผลกระทบจากการกระทำนี้กลับไม่ได้อยู่ในความคาดหมายของนาง
เสี่ยวจิงใจหายวาบนางตื่นตระหนกที่หลินหลานหรูปล่อยมือกะทันหันจึงคิดไปว่าได้เกิดเหตุร้ายใดขึ้นแล้วเมื่อสาวใช้หวีดร้องขึ้นมาท่ามกลางผู้คนแออัด พริบตาเดียวก็เกิดความโกลาหลขนาดย่อม
หลินหลานหรูที่เพิ่งปล่อยมือนางเองก็ใเสียงร้องของเสี่ยวจิงเช่นกันและยิ่งใใหญ่เมื่อรอบข้างเกิดคลื่นของผู้คนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วตัวนางที่เล็กสูงเพียงเอวผู้ใหญ่ ถูกผลักด้วยแรงคนวิ่งมาจากด้านหลัง
เสียงเอะอะที่เกิดจากความแตกตื่นทำให้หลินหลานหรูไม่ได้ยินเสียงเรียกจากเสี่ยวจิงทั้งยังมองไม่เห็นสาวใช้ จึงอาศัยมือเล็กๆ ของตนเองคว้าจับกางเกง กระโปรงและเสื้อผ้าคนรอบข้าง พยายามถึงที่สุดไม่ให้ตัวเองล้มกระทั่งคว้าตัวคนได้ก็กอดไว้แน่น
เหตุการณ์นี้ช่างน่ากลัวนักหลินหลานหรูสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ด้วยว่าเมื่อครู่นางสะดุดขั้นบันไดจนเกือบหกล้มและไม่รู้ว่าได้กอดคนผู้ใดไว้ หากแต่กอดแล้วใจที่สั่นกลัวเมื่อครู่จึงสงบลง
คนผู้นี้ผลักหลินหลานหรูออกใน่แรกแต่นางกอดไว้แน่นเขาจึงเปลี่ยนมากอดนางแล้วอุ้มจนเท้าลอยห่างจากพื้นจากนั้นก็ขยับแทรกหลบผู้คนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว นางที่ใบหน้าแนบลำตัวผู้ช่วยชีวิตหันหน้าด้านข้างก้มมองเท้าคนจำนวนมากบนพื้นทั้งยังเห็นว่ามีคนหกล้มแล้วถูกเหยียบอีกด้วย
คนผู้นี้พาตัวนางก้าวะโขึ้นมาจนพ้นทางเดินเล็กแคบที่เป็ขั้นบันไดเมื่อเสี่ยวจิงมองเห็นจึงดึงตัวหลินหลานหรูมากอดสุดแรงเกิด ก่อนพาวิ่งหลบออกจากพื้นที่อันตรายนั้น
ทว่าท้ายที่สุดหลินหลานหรูก็ไม่รู้ว่าคนที่ช่วยนางไว้เป็ผู้ใดไม่ว่าอย่างไรก็ถือเป็บุญคุณช่วยชีวิตใช่หรือไม่
หากรู้มาก่อนหน้าว่าคนจะเยอะเช่นนี้เขาคงไม่มาจุดธูปขอพรที่วัดต้าิอย่างแน่นอน มีอย่างที่ไหน สาวใช้นางนั้นถึงะโเรียกหาคุณหนูเสียงดังลั่นแหกปากร้องดังขนาดนั้นจะไม่ให้คนแตกตื่นจนเกิดความชุลมุนได้อย่างไร
เสวี่ยเฟิ่งเดินตามหลังฉางิบ่าวรับใช้คนสนิทโดยให้อีกฝ่ายเดินนำหน้าคอยกันคนออกห่างจากตัวเขาเหลืออีกเพียงไม่กี่สิบก้าวก็จะพ้นผู้คนน่ารังเกียจเหล่านี้ได้แล้วชั่วเวลานั้นเป็สาวใช้ชั้นต่ำผู้หนึ่งหวีดร้องะโขึ้นมาพริบตาเดียวผู้คนจากค่อยๆ เดินก็กลายเป็วิ่งกันอึกทึก
การเคลื่อนไหวนี้ทำให้เกิดแรงปะทะส่งมาจากด้านหลังเสวี่ยเฟิ่งจึงหันกลับไปตั้งรับ ไม่คิดว่าตัวเขาจะหลบเด็กหญิงผู้หนึ่งไม่พ้นถูกนางคว้ากอดรอบเอวไว้แ่า นางทำเช่นนี้มีแต่จะทำให้เขาเดินลำบากเดิมทีก็หันหลังเดินอยู่แล้วจึงอุ้มนางขึ้นกอดจากนั้นก็พานางวิ่งก้าวะโขึ้นไป้าพร้อมกันเสียเลย
เขานึกชมเด็กหญิงผู้นี้อยู่ในใจเงียบๆนางไม่ร้องไห้ออกมาหรือส่งเสียงดังจนน่ารำคาญ มีเพียงร่างกายที่สั่นเทาน้อยๆพอให้รู้ว่านางเองก็ตื่นกลัว
หลังขึ้นมายืนบนพื้นลานด้านหน้าประตูวัดได้แล้วเป็สาวใช้น่าตายนางเดิมที่ร้องะโจนเกิดเื่ดึงเด็กหญิงในอ้อมกอดของเขาไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความวุ่นวายดังนั้นั้แ่ต้นจนจบเขาจึงเห็นเพียงเรือนผมสีดำเงางามของนางและปิ่นผีเสื้อสีเงินประดับมุกบนผมเท่านั้น
ในเวลาเดียวกันฉางิก็เข้ามาดึงแขนของเขาแล้วพาตัวออกจากบริเวณนั้นทันที
หลินหานฉีรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุตรสาวจึงบันดาลโทสะใหญ่โตขึ้นมาออกปากสั่งลงโทษสาวใช้ข้างกายนาง ทว่าหลินหลานหรูกลับไม่พอใจ เื่เมื่อห้าวันก่อนนางยังแค้นเคืองบิดาไม่หายจึงปฏิเสธไปว่าจะลงโทษคนด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้หลินหานฉีจึงยอมล่าถอย
แต่ปัญหามันกลับไม่จบลงที่ตรงนั้นมู่หวังจงผู้นี้นางอยากวางยาพิษเขาสักสองสามชนิดเอาให้ดิ้นทุรนทุรายก่อนตายได้ยิ่งดี มีอย่างที่ไหน ห่วงนางยิ่งกว่าบิดาคิดจะจับมือจูงนางเดินให้ได้
ถึงหลายวันมานี้หลินหลานหรูไม่ได้ออกจากเรือนแต่ใช่ไม่รู้ว่ามู่หวังจงเข้าออกจวนสกุลหลินเป็ว่าเล่นและการที่หลินหานฉีไม่ออกปากห้ามแม้สักครึ่งคำก็เห็นได้ชัดแล้วว่าบิดานางกริ่งเกรงคนผู้นี้อย่างมาก
ดังนั้นจึงต้องเปลืองน้ำลายหลินหลานหรูกล่าวประจบเอาใจจนเว่อร์วังอลังการถึงได้หลุดพ้นมาจากเงื้อมมืออวบอ้วนเปล่งปลั่งนั้นได้ ให้มารดาเป็คนจูงมือนางแทนก่อนเดินตามหลังหลินหานฉีพร้อมมู่หวังจงที่มีสีหน้าแสนเสียดายมายังที่พักท่านเ้าอาวาส
"ลำบากประสกแล้ววันนี้ท่านเ้าอาวาสเก็บตัวฝึกจิต ไม่สะดวกให้เข้าพบ เชิญประสกทั้งหลายจุดธูปขอพรยังโถงด้านนั้นเถิด"ใต้ซือท่านหนึ่งกล่าว
ใบหน้าหลินหานฉีเจือความผิดหวังอย่างมากเขาเป็คนผู้หนึ่งที่เชื่อเื่ภูตผีปีศาจ ครั้งนั้นหลินหลานหรูเกิดได้สามเดือนร่างกายผอมแห้ง ไม่เคลื่อนไหว ไม่เปล่งเสียงใด หลังท่านเ้าอาวาสมาเยือนถึงจวนไม่รู้ท่านเอ่ยสิ่งใดกับนาง เวลานั้นนางถึงได้ร้องไห้จ้าเสียงดังขึ้นมาทั้งยังร้อนไม่หยุดอยู่หลายชั่วยาม
แม้หลังจากนั้นหลินหลานหรูจะมีสภาพเหมือนเด็กไร้ิญญาที่นิ่งเหมือนผักไปถึงสามปีก็ตามแต่นางเป็ปกติได้จนวันนี้ล้วนเป็เพราะท่านเ้าอาวาสมาเยือนถึงจวนครั้งนั้นทั้งสิ้นช่วยขับไล่ภูตผีและสิ่งอัปมงคลในจวน
ดังนั้นแล้วหลินหานฉีได้กล่าวออกปากเป็มั่นเหมาะว่าจะบริจาคเงินทองสร้างโถงสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปยังวัดต้าิด้วยเหตุนี้นอกจากโถงใหญ่ห้าโถงหลัก ยังมีโถงเล็กอีกหลายสิบโถงและในจำนวนโถงเล็กเ่าั้ ส่วนหนึ่งได้กำลังทรัพย์จากหลินหานฉีบริจาคสร้างขึ้น
"ในเมื่อวันนี้ไม่สามารถพบท่านเ้าอาวาสได้เช่นนั้นก็เปลี่ยนไปจุดธูปไหว้พระยังโถงใหญ่ด้านนั้นเถิด" หลินหานฉีเดินนำ
โถงหลักทั้งห้าเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากทุกชนชั้นเพิ่งจุดธูปไปได้สามโถง หลินหลงอู่พลันสีหน้าย่ำแย่เด็กหนุ่มโขกศีรษะจนมึนกระเทือนถึงตับ จากกลิ่นธูปหอมดอกบัวอ่อนๆ เวลานี้มิต่างอะไรกับกลิ่นสาบชวนคลื่นไส้
ดังนั้นเขาจึงเริ่มมองหาตัวช่วยซึ่งด้านขวาเป็น้องรองที่มีสีหน้าจริงจังตั้งใจโขกศีรษะด้วยจังหวะนุ่มนวลและเชื่องช้า ส่วนอีกด้านเป็น้องเล็กสีหน้านางแม้ดูไม่ดีแต่ก็ไม่แย่เสียทีเดียว
หลินหลานหรูชำเลืองมองพี่ใหญ่เป็พักๆั้แ่อยู่ในโถงที่สอง นางกำลังรอว่าเมื่อไรความอดทนของเขาจะหมดลงเสียที
"น้องเล็กหลายวันมานี้เ้าเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในเรือน จิตใจห่อเหี่ยวมาหลายวันเอาเช่นนี้ดีหรือไม่ พี่ใหญ่พาเ้าออกไปเดินเล่น"
หึๆนับว่าหลินหลงอู่ทนมาจนถึงโถงที่สามได้นั้น เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง"ได้เ้าค่ะ" เด็กหญิงคลี่ยิ้มสดใส ดวงหน้ามีร่องรอยความหมองเศร้าจางๆ
หลินหลงอู่ยิ้มแฉ่งจนถึงตาแอบเดินจูงแขนน้องสาวออกจากโถงที่สาม ส่วนหลินหลงอวี้นั้นไม่ได้ต่างจากบิดาบิดาทำสิ่งใด ชอบสิ่งใด งมงายสิ่งใด ล้วนตามบิดาทั้งสิ้น เวลานี้พี่ใหญ่กับน้องเล็กหายไปแล้วยังไม่รู้สึกตัว
______________________________________
[1] ยามเฉิน คือ ่เวลา 7.00 น. ถึง 9.00 น.