' รอยปราณใต้ฝาหยก '
ความเดิมตอนที่แล้ว
หลังแรงสะท้อนจากโอสถของหลัวจิ้งหยวนปลุกไอปราณไร้ชื่อในกาย หลิวหยางเริ่มรับรู้สิ่งผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในสมุนไพร ค่ายกล และยันต์ได้ชัดกว่าเดิม แม้ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เขาก็ใช้ทุกสิ่งรอบตัวเป็ตำราเงียบ ๆ ทั้งแผนที่ค่ายกล เศษกระดาษเหลือง และเส้นทางหลังโรงครัว
ระหว่างคัดสมุนไพรเร่งส่งขึ้นหลิงเหยา มีศิษย์ฝ่ายนอกผู้หนึ่งนำตลับยามาให้ โดยอ้างว่าเยี่ยชิงหลันฝากมาเพราะเป็ห่วงแผลบนมือเขา ทว่ากลิ่นยาที่ลอดออกมาก่อนเปิดตลับกลับผิดปกติ หลิวหยางจึงไม่แตะต้อง ไม่เปิดใช้ และเก็บไว้จนเยี่ยชิงหลันมาถึง
เมื่อเขาคืนตลับยานั้นต่อหน้านาง เยี่ยชิงหลันเพียงมองครู่เดียว สีหน้าก็เปลี่ยนไป
สวนสมุนไพรใต้ชายคาเงียบลงราวถูกผนึกไว้ด้วยมือที่มองไม่เห็น
เมื่อครู่ยังมีเสียงมีดหยกตัดราก เสียงพู่กันจดบัญชี และเสียงศิษย์ฝ่ายนอกขยับตะกร้าไม้ไผ่เบา ๆ ทว่าบัดนี้ ทุกสายตากลับหยุดอยู่บนตลับหยกใบเล็กในมือหลิวหยาง
ตลับนั้นดูประณีตเกินกว่าจะเป็ของต่ำช้า
ตลับหยกใบนั้นมิได้ดูหยาบกระด้างในสายตาศิษย์ฝ่ายนอกทั่วไป ผิวหยกยังมีประกายอ่อน ฝาถูกกดไว้ด้วยรอยตราบาง ๆ คล้ายเลียนแบบของจากตำหนักโอสถฝ่ายใน ทว่ารอยตรานั้นไม่แนบสนิท กลิ่นยาสมานแผลถูกกลบไว้ชั้นนอก แต่ยังมีไอฝาดผิดธรรมชาติเล็ดลอดออกมาตามรอยฝา
หากเป็เด็กฝ่ายนอกที่ไม่รู้จักรอยปราณ ย่อมอาจเชื่อว่ามันเป็ยาดีจริง แต่สำหรับเยี่ยชิงหลัน เพียงเห็นรอยตราที่ผิดจังหวะ นางก็รู้แล้วว่า ของชิ้นนี้มิได้มาจากหลิงเหยา
เยี่ยชิงหลันไม่ได้ยื่นมือไปรับทันที
นางเพียงลดสายตาลง มองฝาตลับ มองรอยตราปิดกลิ่นตรงขอบหยก แล้วมองเด็กชายผู้ยืนก้มศีรษะอยู่เบื้องหน้า
หลิวหยางยังคงถือมันด้วยสองมือ สีหน้าไม่หวั่นไหว ไม่รีบร้อนอธิบาย และไม่กล่าวหาผู้ใด
ความสงบเช่นนั้น ยิ่งทำให้บรรยากาศในสวนสมุนไพรหนักขึ้นทีละน้อย
ลมหนาวพัดผ่านชายคา หยดน้ำจากปลายใบหญ้าน้ำค้างหิมะร่วงลงบนพื้นหินดังแ่เบา
เยี่ยชิงหลันจึงเอ่ยขึ้นในที่สุด
“ข้าไม่เคยส่งยาตลับนี้ให้เ้า”
คำพูดสั้น ๆ นั้นทำให้ศิษย์เวรหน้าประตูหน้าซีดทันที
เยี่ยชิงหลันยื่นมือออกไป ศิษย์ฝ่ายในข้างกายนางรีบส่งผ้าขาวผืนเล็กให้ นางใช้ผ้ารองตลับยาไว้ ไม่แตะต้องโดยตรง
เยี่ยชิงหลันกดปลายนิ้วลงใกล้ตราปิดกลิ่น เส้นปราณสีเขียวอ่อนวาบขึ้นเพียงครู่เดียว
รอยผนึกบนฝาตลับสั่นไหวไม่สม่ำเสมอ กลิ่นฝาดแหลมลอดออกมาจาง ๆ กลิ่นยารั่วออกมาเล็กน้อย
เยี่ยชิงหลันขมวดคิ้ว
“ผงรากเผาชีพจร”
ผู้บันทึกบัญชีสมุนไพรชะงัก ก่อนรีบก้าวเข้ามา
“ผสมของเช่นนี้ในยาสมานแผล… ผู้ส่ง้าทำลายมือเขาหรือขอรับ”
เยี่ยชิงหลันมองตลับหยกในผ้าขาว น้ำเสียงสงบ ทว่าแววตาเย็นลงหลายส่วน
“หากทาลงบนแผลเปิด มือทั้งข้างจะปวดแสบ เส้นชีพจรปลายนิ้วปั่นป่วน อย่างน้อยหลายวันย่อมจับมีดคัดสมุนไพรไม่ได้”
น้ำเสียงของเยี่ยชิงหลันสงบนัก แต่ความสงบนั้นกลับกดให้บรรยากาศในสวนหนักลงกว่าเดิม
นางหันไปมองศิษย์เวรหน้าประตู
“ผู้ใดนำมา”
ศิษย์โอสถที่เฝ้าเวรหน้าประตูรีบประสานมือ
“เรียนศิษย์พี่ ข้าไม่ทราบชื่อ เขาเป็ศิษย์ฝ่ายนอกจากตำหนักอื่น”
เยี่ยชิงหลันวางสายตาลงบนตลับหยกในผ้าขาวอีกครั้ง นางไม่ได้รีบกล่าวโทษผู้ใด เพียงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“เขากล่าวว่าอย่างไร”
“เขาบอกว่าศิษย์พี่หญิงเป็ห่วงแผลบนมือของหลิวหยาง จึงฝากยาที่ดีกว่าตลับเดิมมาให้ ข้าเห็นว่าเมื่อวานท่านเคยให้ยาจริง จึงเรียกหลิวหยางออกมารับที่ประตู มิได้ปล่อยให้เขาเข้าเขตสวนสมุนไพร”
เยี่ยชิงหลันฟังจนจบ แววตานิ่งลงกว่าเดิม
คำกล่าวนั้นไม่เพียงแอบอ้างชื่อนาง แต่ยังอาศัยความเมตตาที่นางเคยมีต่อเด็กฝ่ายนอกผู้หนึ่งเป็ทางผ่าน หากหลิวหยางเปิดใช้ยานั้นโดยไม่ระวัง ผู้เฝ้าประตูก็ย่อมกลายเป็ผู้ปล่อยของต้องห้ามเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
นางปรายตามองศิษย์เวร
“เขาไปทางใด”
ศิษย์เวรกลืนน้ำลายครั้งหนึ่ง ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง
“หลังส่งตลับยาแล้ว เขารีบจากไป ข้าเห็นเพียงว่าเขาเดินย้อนกลับไปตามทางเดินปูแผ่นศิลานอกประตู ก่อนหายไปหลังแนวกำแพงเรือนโอสถ”
“เ้าจำรูปร่างได้หรือไม่”
“จำได้ขอรับ รูปร่างผอมสูง สวมเสื้อคลุมสีเทาหม่น ชายแขนข้างซ้ายมีรอยขาดเล็ก ๆ ข้างเอวห้อยป้ายไม้ฝ่ายนอกธรรมดา”
เยี่ยชิงหลันพยักหน้าเพียงเล็กน้อย ก่อนหันไปสั่งศิษย์ฝ่ายในข้างกาย
“บันทึกไว้ ตลับยา ตราปิดกลิ่น คำกล่าวอ้างชื่อข้า และคำให้การของศิษย์เวรหน้าประตู ส่งไปหอคุมกฎทั้งหมด”
ศิษย์ฝ่ายในรับคำทันที
ศิษย์โอสถที่เฝ้าเวรหน้าประตูยังคงก้มหน้า ไม่กล้าเงยขึ้นมองนางอีก เขาเฝ้าประตูอยู่ทุกวัน ย่อมรู้ดีว่ากฎของเรือนโอสถเข้มงวดเพียงใด
วันนี้เขามิได้ปล่อยคนนอกล่วงเข้าเขตสวนสมุนไพร ทว่าเพียงรับคำโกหกประโยคเดียว ก็เกือบทำให้พิษเข้าสู่มือของศิษย์ผู้หนึ่งแล้ว
หลิวหยางยืนอยู่ด้านข้างอย่างสงบ ตลอดเวลาที่ทุกคนถามตอบ เขาไม่ได้เอ่ยแทรกแม้ครึ่งคำ เพียงลดสายตาลงมองปลายแขนเสื้อของตน คล้ายตลับหยกเมื่อครู่ไม่เคยอยู่ในมือเขามาก่อน
เยี่ยชิงหลันหันกลับมามองเขา
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่ายานี้ไม่ควรใช้”
หลิวหยางประสานมือ ตอบช้า ๆ
“ข้าไม่รู้ว่ายานั้นใช้ไม่ได้ เพียงรู้สึกว่ากลิ่นไม่เหมือนยาตลับเดิมที่ศิษย์พี่หญิงเคยให้”
“เพียงเท่านั้น?”
“ยาของศิษย์พี่หญิงปิดไว้สนิท หากไม่เปิดฝา ย่อมแทบไม่มีกลิ่นใดลอดออกมา แต่ตลับนี้ยังไม่ทันเปิด กลิ่นกลับรั่วออกมาก่อน ข้าจึงไม่กล้าใช้โดยพลการ”
เยี่ยชิงหลันมองเขานิ่งไปครู่หนึ่ง
เด็กฝ่ายนอกทั่วไป หากมีผู้บอกว่านางส่งยามาให้ ย่อมดีใจจนรีบเปิดใช้ แต่หลิวหยางกลับไม่เปิด ไม่ลอง และไม่กล่าวหาใคร เพียงเก็บไว้ แล้วคืนต่อหน้านางอย่างสุภาพ
“เ้ารอบคอบนัก” นางกล่าวเสียงเรียบ
หลิวหยางก้มศีรษะลง
“ข้าเพียงไม่แน่ใจ อีกทั้งยาตลับเดิมที่ศิษย์พี่หญิงให้ไว้ยังใช้ไม่หมด จึงไม่กล้าเปิดตลับนี้โดยพลการ”
เยี่ยชิงหลันมองเขานานขึ้นเล็กน้อย
เด็กวัยสิบสองตรงหน้ายังผอมซีด มือแตกลายจากความหนาวและงานหนัก ใบหน้าสงบจนแทบไร้คลื่นอารมณ์ ทว่าเขาไม่เปิดตลับ ไม่ทายา ไม่โวยวาย และไม่กล่าวหาผู้ใด เพียงรอให้นางมาถึง แล้วคืนของที่ถูกแอบอ้างชื่ออย่างสุภาพที่สุด
ความรอบคอบเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่เด็กฝ่ายนอกทั่วไปควรมี
“ยาตลับเดิมอยู่กับเ้าหรือไม่” นางถาม
หลิวหยางหยิบขวดโอสถเล็กอีกใบออกจากแขนเสื้อ ส่งให้อย่างนอบน้อม
“อยู่กับข้า”
เยี่ยชิงหลันรับไปดู เพียงปรายตามองรอยสีเขียวจางตรงขอบฝา สีหน้าของนางก็ผ่อนลงเล็กน้อย
“นี่จึงเป็ของข้า”
นางวางขวดโอสถลงบนผ้าขาว ข้างกันนั้นคือตลับยาปลอมที่ถูกแยกไว้ต่างหาก ฝายังปิดอยู่ แต่กลิ่นยาผิดปกติกลับเล็ดลอดออกมาก่อนเปิดตลับ
เยี่ยชิงหลันใช้นิ้วแตะขอบฝาขวดของตนเบา ๆ
“ยาของหลิงเหยาที่มอบให้ศิษย์ใช้เอง มักมีรอยสัญลักษณ์ปราณประจำยาอยู่ตรงขอบฝา รอยนี้ใช้ยืนยันว่าเป็ยาจากตำหนักโอสถฝ่ายในแห่งเขาหลิงเหยาจริง ทั้งยังช่วยกักกลิ่นยาและรักษาตัวยาไม่ให้เสื่อมง่าย”
หลิวหยางมองตามนิ้วของนาง
ขอบฝาหยกเรียบเนียน ไม่มีรอยแตก ไม่มีสีผิดปกติ และไม่มีสิ่งใดต่างจากขวดยาธรรมดาในสายตาเขา
เยี่ยชิงหลันถามเสียงเรียบ
“เ้าเห็นหรือไม่”
หลิวหยางตอบตามตรง
“ข้าเห็นเพียงขอบฝา ไม่เห็นรอยสัญลักษณ์ปราณที่ศิษย์พี่หญิงกล่าวถึง”
เยี่ยชิงหลันชะงักไปเล็กน้อย
“เ้าไม่เห็นเลยหรือ”
“ไม่เห็นขอรับ”
คำตอบนั้นทำให้นางเงียบลงครู่หนึ่ง
“ไม่มีผู้ใดเคยสอนเ้าให้รับรู้เื่ปราณพื้นฐานหรือ”
หลิวหยางก้มศีรษะลง
“ข้าเพียงดูแลสมุนไพร ตากยา คัดราก และทำงานที่อาจารย์สั่ง”
ศิษย์โอสถที่เฝ้าเวรหน้าประตูมีสีหน้าอึดอัดทันที เขารีบประสานมือ กล่าวเสียงต่ำอย่างระมัดระวัง
“ศิษย์พี่…การสอนหลิวหยางเื่ปราณ เกรงว่าอาจไม่เหมาะนัก”
เยี่ยชิงหลันเหลือบมองเขา
“เพราะเหตุใด”
ศิษย์เวรอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างระวังถ้อยคำ
“ท่านอาจารย์หลัวเคยกล่าวว่า หลิวหยางร่างกายไม่แข็งแรง เส้นชีพจรอ่อนกว่าศิษย์ทั่วไป หากฝืนแตะต้องปราณ เกรงว่าจะเป็อันตรายต่อตัวเขาเอง”
ถ้อยคำนั้นสุภาพนัก
ทว่าพอเอ่ยออกมา บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบลงเล็กน้อย
หลิวหยางยืนอยู่ด้านข้าง ไม่แก้ตัว ไม่แสดงสีหน้า ราวถ้อยคำเช่นนี้มิใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา
เยี่ยชิงหลันมองเด็กชายตรงหน้าอีกครั้ง
หลิวหยางผอมกว่าศิษย์วัยเดียวกันก็จริง สีหน้ายังซีดจางจากความหนาวและงานหนัก ทว่าร่างกายของเขาไม่ได้ดูบอบบางถึงขั้นแตะต้องปราณพื้นฐานไม่ได้เลยสักนิด ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ยามยืนก็มั่นคง ไม่เซ ไม่สั่น ไม่เหมือนคนที่เส้นชีพจรอ่อนแอจนต้องกันออกจากการเรียนรู้ทุกอย่าง
ที่สำคัญ รอยแตกบนมือซึ่งเมื่อวานยังปริเป็ริ้วแดง วันนี้กลับสมานไปมากแล้ว เหลือเพียงรอยแห้งบาง ๆ ตามข้อและปลายนิ้ว หากเป็ศิษย์ฝ่ายนอกทั่วไป ต่อให้ใช้ยาดีเพียงใด แผลจากความหนาวเช่นนั้นก็ไม่ควรดีขึ้นเร็วถึงเพียงนี้
ทว่าเขายังคงยืนเงียบ ก้มหน้า ไม่แสดงสิ่งใดออกมา
ถาดสมุนไพรที่เขาคัดเรียบร้อยเกินกว่าจะเรียกว่าไร้แวว ทุกต้นถูกแยกอย่างมีเหตุผล มิใช่เพียงทำตามคำสั่งอย่างทื่อ ๆ เขารู้จักระวังของผิดปกติโดยไม่เปิดตลับยา ไม่โวยวาย ไม่กล่าวหาใคร และยังคืนของต้องสงสัยต่อหน้าผู้ถูกแอบอ้างชื่ออย่างเหมาะสม
เด็กเช่นนี้มิใช่ไร้ปัญญา
ตรงกันข้าม หากได้รับการชี้แนะอย่างถูกทาง วันหน้าอาจกลายเป็ผู้ช่วยโอสถที่ละเอียดรอบคอบยิ่งกว่าศิษย์หลายคนในตำหนักเสียด้วยซ้ำ
เยี่ยชิงหลันหลุบตาลงเล็กน้อย
หากบอกว่าหลิวหยางร่างกายอ่อนแอ นางยังพอเชื่อได้บ้าง แต่หากอ้างว่าด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรเรียนรู้แม้กระทั่งวิธีป้องกันตนเองจากรอยปราณพื้นฐาน ย่อมฟังไม่เข้าที
หลัวจิ้งหยวนเลี้ยงเด็กผู้นี้ไว้ข้างเตาหลอมมาหลายปี ให้เขาคัดสมุนไพร ตากยา แยกรากเสีย และรับใช้ในเรือนโอสถทุกวัน ทว่ากลับไม่เคยให้เรียนสิ่งที่ศิษย์โอสถพื้นฐานควรรู้
เป็เพราะห่วงร่างกายของเขาจริงหรือ
หรือเป็เพราะไม่้าให้เขารู้มากเกินไปกันแน่
ความคิดนั้นผ่านเข้ามาเพียงชั่วพริบตา เยี่ยชิงหลันมิได้แสดงออกทางสีหน้า เพียงเก็บความสงสัยไว้ใต้แววตาสงบนิ่งดังเดิม
เยี่ยชิงหลันไม่ได้ซักต่อหน้าผู้อื่น นางเพียงเก็บความสงสัยไว้ใต้สีหน้าเรียบสงบ แล้วกล่าวขึ้น
“ข้าไม่ได้สอนเขาเดินปราณ และไม่ได้สอนวิชาของหลิงเหยา เพียงบอกให้รู้ว่าของใดควรระวัง ของใดไม่ควรแตะ ท่านอาจารย์หลัวคงไม่ถือสาเื่เล็กน้อยเช่นนี้”
ศิษย์เวรหน้าประตูไม่กล้ากล่าวต่ออีก ได้แต่ก้มหน้าลง
เยี่ยชิงหลันจึงหันกลับมาหาหลิวหยาง นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนลดเสียงลงเล็กน้อย
“หากเ้าอยากรู้ว่าของชิ้นหนึ่งมีรอยปราณอยู่หรือไม่ อย่ามองด้วยตาเปล่า”
หลิวหยางเงยหน้าขึ้นเพียงน้อย
นางวางปลายนิ้วลงบนขอบฝาขวดโอสถของตน
“ก่อนอื่น กำหนดลมหายใจเข้าออกให้เบาและสม่ำเสมอ อย่าให้ใจไล่ตามความคิด จากนั้นจึงวางปลายนิ้วลงบนจุดที่สงสัย แตะเพียงเบา ๆ อย่าส่งแรง อย่าฝืน และอย่ากลั้นลมหายใจ”
นางหยุดเล็กน้อย คล้ายตั้งใจให้เขาจำทีละคำ
“เ้าต้องแยกสิ่งที่เกิดจากกายตนเอง ออกจากสิ่งที่อยู่บนวัตถุ กลิ่นยา น้ำหนักขวด ความอุ่นจากปลายนิ้ว และจังหวะลมหายใจของเ้า ล้วนต้องแยกออกให้ชัด”
หลิวหยางฟังเงียบ ๆ ดวงตายังคงสงบนิ่ง
เยี่ยชิงหลันกล่าวต่อ
“ปราณมิได้ปรากฏให้เห็นเหมือนรอยหมึก และมิได้กดลงบนปลายนิ้วเหมือนน้ำหนักของหยก หากเป็ความไหวบางเบาที่ซ่อนอยู่ใต้ความนิ่ง คล้ายธารน้ำใต้ผืนน้ำแข็ง ตาไม่เห็น มือจับไว้ไม่ได้ แต่ใจที่สงบพอย่อมรู้ว่ามีบางสิ่งเคลื่อนผ่านอยู่ตรงนั้น”
นางมองขวดโอสถในมือ ก่อนส่งคืนให้เขา
“จำไว้เพียงเท่านี้ก่อน รอยปราณมิใช่ลายบนฝาขวด หากเป็ปราณที่ผู้หลอมโอสถประทับไว้ ผู้ที่ยังไม่เคยฝึกรับรู้ปราณ ย่อมมองไม่เห็น เ้ารู้เพียงวิธีระวังตนก็พอ อย่าเพิ่งฝืนมากกว่านี้”
ถ้อยคำนั้นสั้นนัก
ไม่ใช่เคล็ดวิชา
ไม่ใช่คำสอนเป็ทางการ
แต่หลิวหยางกลับจำทุกคำไว้ในใจ
หลิวหยางก้มศีรษะลง
“ข้าจะจำไว้ ขอบคุณศิษย์พี่หญิงที่ชี้แนะ”
เยี่ยชิงหลันส่งขวดโอสถเดิมคืนให้เขา
นางเหลือบมองตลับยาปลอมที่ถูกแยกไว้บนผ้าขาว แววตาเรียบนิ่งลงเล็กน้อย
“ส่วนตลับยาที่มีผู้แอบอ้างชื่อข้า ข้าจะส่งให้หอคุมกฎตรวจสอบ”
หลิวหยางรับขวดโอสถกลับมาด้วยสองมือ
“ข้าทราบแล้ว”
เยี่ยชิงหลันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตาสงบนิ่ง ทว่าความคิดบางอย่างคล้ายค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
นางหันไปสั่งศิษย์ฝ่ายในข้างกาย
“หลังส่งสมุนไพรชุดนี้ขึ้นหลิงเหยาแล้ว ให้ตรวจเชคให้ดี หากพบจุดที่น่าสงสัย หลิวหยางต้องเป็ผู้รับผิดชอบ”
ศิษย์ฝ่ายในรับคำทันที
หลิวหยางก้มศีรษะลง
“ข้าทราบแล้ว”
เขาไม่ได้ถามว่าเหตุใดถาดสมุนไพรของตนจึงต้องถูกตรวจซ้ำ
เยี่ยชิงหลันก็ไม่ได้อธิบาย
ท่ามกลางสายตาของศิษย์โอสถรอบข้าง คำสั่งนั้นดูเหมือนเป็เพียงความเข้มงวดของหลิงเหยา หลังเกิดเื่ตลับยาพิษที่มีผู้แอบอ้างชื่อนาง
แต่ในใจของเยี่ยชิงหลัน สิ่งที่นาง้าตรวจ มิใช่เพียงสมุนไพรในถาดไม้
หากเป็เด็กฝ่ายนอกผู้หนึ่งที่ถูกปล่อยให้อยู่ข้างเตาหลอมมาหลายปี โดยไม่มีผู้ใดสอนให้เขารู้แม้กระทั่งวิธีป้องกันตนเองจากปราณอ่อนจางบนขวดยาใบหนึ่ง.
──────────────────────────
ยามเซิน* หลิวหยางถูกเรียกเข้าหอหลอมโอสถอีกครั้ง
คราวนี้หลัวจิ้งหยวนไม่ได้ให้เขานั่งกลางค่ายกลทันที แต่สั่งให้ยืนข้างโต๊ะหิน ้ามีโอสถเม็ดหนึ่งวางอยู่บนถาดหยก
โอสถเม็ดนั้นเล็กเท่าปลายนิ้ว สีม่วงดำเช่นคืนก่อน แต่ผิวไม่เรียบ มีรอยปริบาง ๆ อยู่รอบเม็ด ราวพลังภายในยังจับตัวไม่สมบูรณ์
หลัวจิ้งหยวนยืนอยู่ด้านข้าง แววตาจับอยู่บนโอสถเม็ดนั้นด้วยความพึงพอใจปนระวัง
“วันนี้ไม่ต้องนั่งค่ายกลนาน”
หลิวหยางประสานมือ
“ศิษย์ทราบ”
“กลืนลงไป”
ศิษย์รับใช้สองคนที่ยืนใกล้ประตูรีบก้มหน้าต่ำ
หลิวหยางมองโอสถเม็ดนั้น
กลิ่นขมหวานแตะปลายจมูกก่อน ความขมมาจากรากกระดูกขาว ความหวานจางมาจากดอกเมฆาเจ็ดกลีบ ส่วนไอฝาดที่ซ่อนอยู่ชั้นในคล้ายเถาเงาจันทร์ซึ่งอบนานเกินไป
เขารู้จักสมุนไพรเหล่านี้
เคยตาก
เคยคัด
เคยอบ
เคยเก็บเศษที่ใช้ไม่ได้ออกจากเตาหลอม
แต่ก่อนเขาเพียงจำกลิ่นได้ วันนี้เมื่อกลิ่นโอสถลอยเข้ามาในอก หลิวหยางกลับแยกไอแต่ละสายออกจากกันได้ชัดเจนขึ้น ผ่านไอปราณไร้ชื่อในกาย ราวน้ำหลายสีถูกเทลงในถ้วยเดียว แล้วค่อย ๆ แบ่งชั้นให้เห็นตรงหน้า
รากกระดูกขาวเป็แกน
ดอกเมฆาเจ็ดกลีบใช้ประสาน
หญ้าน้ำค้างหิมะลดความร้อนของปราณโอสถ
เถาเงาจันทร์ควรใส่หลังไฟอ่อนลง
แต่เม็ดนี้ใส่เร็วเกินไป
ไอของเถาเงาจันทร์จึงตีกลับกับรากกระดูกขาว ทำให้กระแสโอสถแปรปรวนอยู่ด้านใน
สิ่งที่หลัวจิ้งหยวนเรียกว่าโอสถยังไม่สงบ แท้จริงมิใช่เพราะยาไม่ยอมรวมตัว
แต่เพราะผู้หลอมใส่สมุนไพรผิดจังหวะ
หลิวหยางเก็บความเข้าใจนั้นไว้ใต้สีหน้าเรียบเฉย
เขาหยิบโอสถขึ้นมา กลืนลงไปตามคำสั่ง
ทันทีที่เม็ดยาละลาย ไอร้อนก็พุ่งเข้าสู่เส้นชีพจร กระแสโอสถแปรปรวนบิดตัวราวงูพิษพยายามหาทางออก ความเจ็บแล่นจากลำคอสู่ทรวงอก ก่อนแยกไปตามแขนขา
หลิวหยางยืนนิ่ง
เหงื่อซึมตามไรผม
มือทั้งสองซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ
หลัวจิ้งหยวนจ้องเขาไม่กะพริบตา
“รู้สึกอย่างไร”
คำถามนั้นดูเหมือนถามด้วยความเป็ห่วง แต่ในน้ำเสียงกลับมีความคาดหวังของผู้รอผลจากเตาหลอม
หลิวหยางหลุบตาลง
“ร้อนที่อก ปวดที่ชีพจรซ้าย และมีไอฝาดย้อนขึ้นลำคอ”
หลัวจิ้งหยวนชะงักเล็กน้อย
“ไอฝาด?”
“ศิษย์เพียงรู้สึกเช่นนั้น อาจกล่าวผิด”
หลัวจิ้งหยวนมองเขาอีกครู่หนึ่ง ก่อนหยิบพู่กันจดลงบนแผ่นไม้ไผ่
“ไม่ผิด เถาเงาจันทร์มีไอฝาด”
หลิวหยางก้มหน้า
“ศิษย์ไม่ทราบ”
หลัวจิ้งหยวนหัวเราะเบา ๆ
“อยู่ในตำหนักหลอมโอสถมาั้แ่เล็ก หากแยกกลิ่นสมุนไพรไม่ได้ ข้าคงเลี้ยงเ้าเสียเปล่า”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ ยกนิ้วแตะชีพจรของหลิวหยาง
กระแสปราณจากปลายนิ้วหลัวจิ้งหยวนไหลเข้ามาในร่าง ตรวจดูทางเดินของโอสถ
หลิวหยางปล่อยให้ตรวจอย่างสงบ
ไอปราณไร้ชื่อในกายหดกลับทันที
เงียบงันเหมือนไม่เคยมีอยู่
หลัวจิ้งหยวนตรวจอยู่ครู่หนึ่ง ไม่พบสิ่งผิดปกติ จึงถอนมือออก
“ดี ร่างของเ้ารับแรงสะท้อนได้ดีขึ้นกว่าเดิม”
หลิวหยางประสานมือ
“เป็เพราะอาจารย์เมตตาเลี้ยงดูศิษย์มาหลายปี”
คำตอบนั้นนอบน้อมนัก
หลัวจิ้งหยวนพึงพอใจ
“จำไว้ ยิ่งเ้ามีประโยชน์มากเท่าใด ชีวิตเ้าก็ยิ่งยาวขึ้นเท่านั้น”
หลิวหยางก้มศีรษะ
“ศิษย์จะจำไว้”
หลัวจิ้งหยวนหันกลับไปยังโต๊ะหิน หยิบโอสถอีกเม็ดขึ้นมาดู แล้วจดบางอย่างลงบนแผ่นไม้ไผ่
หลิวหยางยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง
ในอกยังปวดร้าว
แต่ใต้ความปวดนั้น ไอปราณไร้ชื่อสายบางกำลังกลืนไอฝาดของเถาเงาจันทร์อย่างเงียบงัน
กลืน
แยก
จำ
ครั้งนี้ เขาเข้าใจมากกว่าเมื่อคืนหนึ่งส่วน
โอสถไม่ได้เป็เพียงเม็ดยา หากเป็สมุนไพรหลายชนิดที่ถูกบังคับให้เดินทางเดียวกัน หากเส้นทางถูกต้อง ยาจะสมบูรณ์ หากเส้นทางผิด พลังยาจะย้อนทำร้ายผู้รับ
ค่ายกลก็เช่นกัน
ยันต์ก็เช่นกัน
คนก็เช่นกัน
คืนนั้น หลังกลับถึงเรือนพักเล็ก หลิวหยางปิดประตูลงกลอนอย่างเงียบงัน
เขาไม่ได้จุดตะเกียง เพียงเปิดหน้าต่างแคบให้แสงจันทร์ส่องเข้ามาในห้อง แสงสีเงินจางทอดผ่านพื้นไม้เก่า คลุมโต๊ะเตี้ย เตียงแคบ และเงาร่างผอมบางของเด็กวัยสิบสองไว้ใต้ความสงัด
บนโต๊ะมีของสามอย่างวางอยู่
เศษกระดาษเหลืองจากหีบสมุนไพรหนึ่งชิ้น
ขวดโอสถของเยี่ยชิงหลันหนึ่งขวด
และกระดาษบัญชีที่เขาวาดแผนที่ค่ายกลเมื่อคืนไว้หนึ่งแผ่น
สามสิ่งนี้ไม่มีค่าในสายตาผู้อื่น
สำหรับหลิวหยาง กลับเป็ตำราเล่มแรกที่ไม่มีผู้ใดตั้งใจมอบให้
เขานั่งลงหน้าโต๊ะ กางกระดาษบัญชีออกใต้แสงจันทร์
แผนที่หยาบ ๆ ของค่ายกลยังอยู่ตรงนั้น เส้นเข้า เส้นออก จุดเล็กตรงขอบวง และตำแหน่งแท่นหินที่เขาเคยนั่งรับแรงสะท้อนจากเม็ดยา
เขายังไม่รู้วิธีส่งปราณเข้าไปในรอยหมึก
ต่อให้้า เขาก็ยังไม่รู้ว่าควรนำปราณออกจากร่างผ่านเส้นชีพจรใด
หรือทำให้รอยหมึกตอบรับได้อย่างไร
เขาจึงไม่ได้คาดหวังให้เกิดแสง
ไม่ได้คิดว่ารอยหมึกเ่าั้จะกลายเป็ค่ายกล
เขาเพียงใช้สายตาไล่ไปตามเส้นทีละส่วน แล้วเทียบกับความเจ็บที่ยังค้างอยู่ในร่าง
ไม่ได้หวังให้เกิดแสง
ไม่ได้คิดว่ารอยหมึกเ่าั้จะกลายเป็ค่ายกล
เขาเพียงใช้สายตาไล่ไปตามเส้นทีละส่วน แล้วเทียบกับความเจ็บที่ยังค้างอยู่ในร่าง
ตรงเส้นที่เชื่อมกับเตาหลอม เขาจำได้ว่าแรงสะท้อนพุ่งเข้าสู่ทรวงอกก่อน
ตรงเส้นที่ลากผ่านแท่นหิน เขาจำได้ว่าไอพิษแยกไปยังแขนซ้าย
ตรงเส้นที่วนกลับสู่ถาดหยก เขาจำได้ว่าความปวดบางส่วนถูกดึงออกจากร่างเขา แล้วหายกลับไปทางหลัวจิ้งหยวน
ส่วนจุดเล็กตรงขอบวง…
จุดนั้นสั่นไหวตอนที่ไอปราณไร้ชื่อในกายเขาตื่นขึ้น
หลิวหยางมองจุดดำนั้นอยู่นาน
จากนั้นจึงหยิบพู่กันขึ้นมา เขียนคำเล็ก ๆ ไว้ข้างจุดนั้น
รั่ว
อักษรเพียงตัวเดียว
เขาจ้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับกระดาษเก็บไว้ใต้แผ่นไม้ข้างเตียง
นอกหน้าต่าง ประตูหลังโรงครัวเปิดออกชั่วครู่ อาเหิงแบกมัดฟืนเดินผ่านไปทางลานส่งฟืนด้านหลังเรือนหลอมยา ป้ายไม้ข้างเอวกระทบเชือกมัดฟืนเบา ๆ ก่อนเงาของเด็กโรงครัวจะหายไปหลังมุมกำแพง
หลิวหยางมองเงานั้นจนประตูปิดลง
จากเรือนพักเล็กของเขาไปถึงประตูหลังโรงครัว มีรอยเท้าสิบเจ็ด่
จากประตูหลังโรงครัวไปถึงลานส่งฟืน ใช้เวลาครึ่งก้านธูป*
จากลานส่งฟืนไปถึงหอหลอมโอสถ มีทางเดินปูแผ่นศิลาแคบ ๆ ที่ไม่ผ่านลานของตำหนักสายนอกอื่น
และในวันที่หอหลอมโอสถใช้ฟืนมาก ประตูหลังโรงครัวจะเปิดนานกว่าเดิม
เขาไม่ได้คิดหนีในคืนนี้
ยังเร็วเกินไป
หลิวหยางยังไม่รู้ว่าหลัวจิ้งหยวนยืนอยู่บนขั้นใดของเส้นทางบำเพ็ญเพียร
เขารู้เพียงว่า อาจารย์โอสถผู้นั้นสูงเกินกว่าเด็กฝ่ายนอกผู้หนึ่งจะต้านด้วยกำลัง
เรือนหลอมโอสถฝ่ายนอกมีค่ายกลหลายชั้น ทางออกสำนักมีเวรยามและตราคำสั่งกำกับ แม้แต่ประตูหลังโรงครัวที่เปิดปิดตามเวลา ก็ยังมิใช่ทางหนี หากเป็เพียงรอยต่อเล็ก ๆ ของกรง
ในยามที่เขายังไม่รู้แม้แต่วิธีเดินปราณ การคิดหนีออกไปตรง ๆ จึงมิใช่ความกล้า
หากเป็การส่งตนเองกลับขึ้นแท่นหลอมอีกครั้ง
แต่การเดินหมากตัวแรก ไม่จำเป็ต้องเดินไปถึงปลายกระดาน
เพียงรู้ว่าช่องต่อไปอยู่ตรงไหน ก็พอแล้ว
หลิวหยางเก็บเศษกระดาษเหลืองไว้ใต้แผ่นไม้คนละช่องกับแผนที่ค่ายกล พู่กันปลายแตกถูกล้างจนสะอาด แล้ววางกลับที่เดิมบนโต๊ะเตี้ย
สุดท้าย สายตาของเขาจึงตกลงบนขวดโอสถของเยี่ยชิงหลัน
ขวดหยกใบเล็กวางนิ่งอยู่กลางแสงจันทร์ ขอบฝาเรียบสนิท ไม่มีรอยใดปรากฏให้เห็นในสายตาเขา
ไม่มีลายประทับ
ไม่มีสีแปลกปลอม
ไม่มีสิ่งใดต่างจากขวดยาธรรมดา
แต่ถ้อยคำของเยี่ยชิงหลันยังคงชัดอยู่ในความทรงจำ
กำหนดลมหายใจเข้าออกให้เบาและสม่ำเสมอ
อย่าให้ใจไล่ตามความคิด
วางปลายนิ้วลงบนจุดที่สงสัย
อย่าส่งแรง
อย่าฝืนลมหายใจ
หลิวหยางยื่นมือออกไป วางปลายนิ้วลงบนขอบฝาขวดอย่างแ่เบา
ครั้งแรก เขารู้สึกเพียงผิวหยกเรียบลื่น และอาการตึงบาง ๆ จากรอยแผลที่เกือบสมานดีแล้ว
เขาไม่ถอนมือ
ลมหายใจค่อย ๆ เบาลง
เสียงหิมะนอกหน้าต่างไกลออกไปทีละน้อย กลิ่นไม้เก่าในห้องคล้ายจางลง เหลือเพียงจังหวะหายใจของตนเองที่ช้าขึ้น ลึกขึ้น และนิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
กลิ่นยาเป็ของยา
ผิวหยกเป็ของหยก
ความตึงที่ปลายนิ้วเป็ของาแ
ลมหายใจเป็ของเขา
สิ่งเหล่านี้ต้องแยกออกจากกันก่อน
หลิวหยางหลับตาลง
ความเงียบทอดยาว
ครู่หนึ่งผ่านไป ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เขาจึงปล่อยใจให้จมลงอีกนิด มิใช่การฝืน มิใช่การเร่ง เพียงนิ่งพอจะไม่ให้ความคิดตนเองรบกวนสิ่งที่ละเอียดกว่าเสียง
แล้วในความนิ่งนั้น เขารับรู้ถึงรอยไหวบางเบาตรงขอบฝาขวด
ไม่ใช่กลิ่น
ไม่ใช่น้ำหนัก
ไม่ใช่ความตึงจากปลายนิ้ว
หากแต่เป็เส้นปราณอ่อนจางที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหยก ราวธารน้ำเล็ก ๆ ไหลอยู่ใต้ผืนน้ำแข็ง ตาไม่เห็น มือจับไว้ไม่ได้ แต่ใจกลับรู้ว่าตรงนั้นมิได้ว่างเปล่า
หลิวหยางไม่ตามเข้าไป
ไม่ดึงออกมา
ไม่ฝืนให้รอยปราณนั้นตอบรับ
เขาเพียงจำความรู้สึกนั้นไว้
ในชั่วขณะเดียวกัน ใต้สะดือของเขาพลันมีไอปราณสายหนึ่งขยับขึ้นมาอย่างเงียบงัน
บางเบายิ่งกว่าลมหายใจ
อ่อนจางยิ่งกว่าเงาจันทร์บนพื้นไม้
แต่มันอยู่ในร่างเขา
ชัดเจน
มีอยู่จริง
หลิวหยางลืมตาขึ้นช้า ๆ
ริมฝีปากซีดขยับเพียงเล็กน้อย เสียงที่หลุดออกมาเบายิ่งกว่าเสียงหิมะตกนอกหน้าต่าง
“นี่น่ะหรือ…ปราณ”
ขวดโอสถยังวางนิ่งอยู่ตรงหน้า รอยปราณบนขอบฝายังคงมองไม่เห็นด้วยตา
ทว่าครั้งนี้ เขารู้แล้วว่าตรงนั้นมิได้ว่างเปล่า และในร่างของเขาเอง ก็มีบางสิ่งตื่นขึ้นแล้ว
หลิวหยางลืมตาขึ้นช้า ๆ
เด็กฝ่ายนอกจำนวนไม่น้อยต้องใช้เวลาหลายวัน หลายเดือน หรือยาวนานกว่านั้น กว่าจะรับรู้ปราณแรกในกายได้อย่างแท้จริง
แต่สำหรับเขา เพียงคำชี้แนะไม่กี่ประโยคจากเยี่ยชิงหลัน ก็เพียงพอให้ประตูบานแรกเปิดออก
ขวดโอสถยังวางนิ่งอยู่ตรงหน้า
รอยปราณบนขอบฝายังคงมองไม่เห็นด้วยตา
ทว่าหลิวหยางรู้แล้วว่าตรงนั้นมีปราณ
และรู้แล้วว่าในร่างของตนเองก็มีปราณเช่นกัน
เขาค่อย ๆ ถอนปลายนิ้วออก
ไม่ลองซ้ำ
ไม่เปิดฝาขวด
ไม่แสดงสีหน้าใดออกมา
เพียงเก็บขวดโอสถกลับเข้าแขนเสื้อ แล้วนั่งนิ่งอยู่ใต้แสงจันทร์เนิ่นนาน
คืนนี้ เขาไม่ได้เพียงอดทนต่อโอสถของหลัวจิ้งหยวนอีกต่อไป
เขากำลังอ่านโอสถ
อ่านค่ายกล
อ่านยันต์
อ่านเส้นทาง
และอ่านปราณในร่างตนเองเป็ครั้งแรก
ทุกเม็ดยาที่หลัวจิ้งหยวนป้อนให้เขานับจากนี้ จะไม่ใช่เพียงความเ็ป
แต่จะกลายเป็ตำราเล่มหนึ่ง
ตำราที่เขากลืนลงท้อง
แยกด้วยร่างกาย
และจดจำไว้โดยไม่ให้ผู้ใดรู้
นอกเรือนพัก หิมะโปรยลงเงียบงัน กลบทุกเสียงให้จมหายไปในราตรี
ส่วนภายในห้องเล็ก เด็กวัยสิบสองผู้หนึ่งเพิ่งก้าวผ่านธรณีแรกของผู้ฝึกตน
โดยที่ทั้งสำนักชิงเสวียนยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้.
อธิบายศัพท์ท้ายตอน
ยามเฉิน — ่เวลาประมาณ 07.00–09.00 น.
ยามอู่ — ่เวลาประมาณ 11.00–13.00 น.
ยามเซิน — ่เวลาประมาณ 15.00–17.00 น.
ยามโหย่ว — ่เวลาประมาณ 17.00–19.00 น.
ยามซวี — ่เวลาประมาณ 19.00–21.00 น.
ครึ่งก้านธูป — ระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 15 นาทีโดยคร่าว ๆ