กรงรักพยัคฆ์ร้อน (2)
หญิงสาวเล่าให้ผู้เป็พี่ชายฟังถึงเื่ที่นางได้เบาะแสสายลับเป่ยิมา และยังรู้ด้วยว่าเป็องค์ชายใหญ่เซียงเฟยเหยาที่ลอบเข้ามาด้วยตัวเอง พวกเขาได้วางกำลังส่วนหนึ่งไว้ทั่วหลินหลาง และกำลังจะลอบกลับแคว้นเป่ยิ โดยใช้ด่านเมืองเฟิ่งเซียงเป็ทางผ่าน หากนางปล่อยให้องค์ชายใหญ่ผ่านไปได้ ผู้ที่จะถูกลงโทษสถานหนักคงไม่พ้นแม่ทัพใหญ่เช่นลั่วจินหลง
"เ้าเลยส่งองค์ชายเซียงเฟยเหยาให้ท่านอ๋องเก้ารึ ประมาทไปรึไม่" ลั่วจินหลงน้ำเสียงเข้มขึ้นคล้ายกำลังดุนาง
น้องสาวของเขาทำการอุกอาจไล่ล่าตัวองค์ชายต่างแคว้นก็ถือเป็เื่มิสมควร เพราะนางมิมีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพ หรือสังกัดองครักษ์หน่วยไหนทั้งสิ้น ตอนนี้นางยังส่งคนให้ชินอ๋อง ที่รับหน้าที่มาตามจับสายลับต่างแคว้น ป่านนี้ท่านอ๋องมิสั่งคนพลิกแผ่นดินหาตัวนางแล้วรึ
"เื่นั้นมันกระทันหันเกินไป น้องมิคิดว่าท่านอ๋องอะไรนั่นจะตามมาเร็วถึงเพียงนี้ น้องเพียงจะจับตัวสายลับมาส่งท่านพี่เท่านั้น" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด เพราะเกรงว่าพี่ชายจะตกที่นั่งลำบาก จึงนำคนมายับยั้งองค์ชายใหญ่ไว้ ใครจะรู้เล่าว่าชินอ๋องจะตามมาเร็วถึงเพียงนั้น คนไม่เกี่ยวข้องเช่นนาง ไม่สามารถอยู่พบท่านอ๋องได้ จึงทำได้เพียงส่งคนให้เขาเท่านั้น
"เอาเถิดอย่าเพิ่งกังวลไป เ้ารีบกลับเข้าเมืองไปก่อน คอยฟังข่าวจากพี่ บางทีท่านอ๋องอาจจะปล่อยผ่านเื่นี้ไปก็ได้" ลั่วจินหลงว่า ยกมือขึ้นขยี้เส้นผมนุ่มสลวยของนางอย่างเอ็นดู
"อื้อ! ท่านพี่ดูแลตัวเองนะ ขาดเหลือสิ่งใดส่งคนไปบอกน้อง สักวันฝ่าาต้องเรียกตัวท่านพี่กลับไปแน่" นางบอกย้ำ
แม่ทัพลั่วจินหลงเป็พี่ชายแท้ๆของนาง เขาถูกส่งตัวมาประจำการยังเมืองเฟิ่งเซียง หลังจากชินอ๋องซึ่งเป็พระอนุชาแท้ๆขององค์ฮ่องเต้รบชนะและทำการยึดเมืองไว้ได้ครั้งนั้น
เื่การโยกย้ายหน้าที่เกิดขึ้นหลังจากฮ่องเต้แห่งแคว้นหลินหลางพระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ลง 'จ้าวเซียงหลง' ซึ่งเป็องค์รัชทายาทอันดับหนึ่งก็สถาปนาตนเองขึ้นครองราชย์เป็ฮ่องเต้ต่อจากพระบิดา
ขณะนั้นบ้านเมืองหาได้สงบสุขเช่นนี้ เพราะต่างแคว้นจ้องโจมตี่เปลี่ยนฮ่องเต้พระองค์ใหม่ พวกเขา้าแย่งชิงดินแดน ซ้ำภายในแคว้นยังมีขุนนางชั่วอย่าง 'ลี่จวิ้นหยาง' ก่อการฏ ชินอ๋อง 'จ้าวเว่ยหลง' ในฐานะพระอนุชาจึงเข้าปกป้องพระเชษฐาด้วยการออกทำศึก ต้านทั้งศึกในและศึกนอก บุรุษหนุ่มได้นำทัพพา 'องครักษ์พยัคฆ์จันทรา' ซึ่งเป็กองกำลังที่เขาฝึกฝนด้วยตนเองร่วมต้านไปพร้อมทัพหลวง และได้รับการสนับสนุนจาก 'กองกำลังปักษาอัคคี' ของตระกูลลั่ว และ 'กองกำลังสยบวารี' ของตระกูลเจียง ทำให้สามารถพาแคว้นหลินหลางรอดพ้นจากฏและต่างแคว้นที่เข้ามารุกรานได้ในที่สุด
ความดีความชอบจากเหตุการณ์ใหญ่ครั้งนั้น องค์ชายจ้าวเว่ยหลงได้ถูกแต่งตั้งเป็ชินอ๋องผู้สืบทอดราชบัลลังก์ 'เจียงจื่อหยา' ได้รับแต่งตั้งให้เป็เสนาบดีฝ่ายซ้าย และ 'ลั่วเหลียงเว่ย' ได้รับแต่งตั้งให้เป็เสนาบดีฝ่ายขวา เพื่อช่วยเหลือราชกิจองค์ฮ่องเต้
ระยะเวลาเพียงมิถึงครึ่งปีชินอ๋องจ้าวเว่ยหลงยังได้นำทัพหลินหลางเข้าตีเมืองปกครองตนเองโดยรอบแคว้น เพื่อให้เมืองเ่าั้กลายเป็เมืองขึ้นของหลินหลาง และเป็ปราการด่านแรกสำหรับต้านทัพศึก มิว่าศึกใหญ่น้อยจ้าวเว่ยหลงล้วนมิเคยทำให้ฮ่องเต้ผิดหวัง เขาสังหารฏและข้าศึกนับหมื่นนับแสน เพียงได้ยินชื่อ 'พยัคฆ์เก้าแห่งหลินหลาง' นำทัพมา ก็ทำให้ศัตรูหายใจลำบากเสียแล้ว
ผ่านไปหลายวันหลังจากเหตุการณ์ส่งสายลับเป่ยิให้กับคนของวังหลวง หญิงสาวและหมาป่าของนางก็ได้เร่งเดินทางกลับเข้าเมือง เพื่อมิให้ตกเป็ที่น่าสงสัยของสายสืบวังหลวงที่แฝงตัวอยู่ทั่วสารทิศ
"ผู้เฒ่า! นี่เฒ่าประหลาด ได้ยินเสียงข้าแล้วยังทำเฉยรึ”
เ้าของร่างบอบบางที่เดินเข้ามาในกระท่อมอย่างถือวิสาสะ ทำให้ชายชราผมสีดอกเลาที่กำลังก้มๆเงยๆต้มยาสมุนไพรอยู่หน้าเตาส่ายหน้าอย่างระอา
'ลั่วจินหลิง' คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของเสนาบดีฝ่ายขวาลั่วเหลียงเว่ย และเป็น้องสาวสุดที่รักของแม่ทัพลั่วจินหลง นางเจอกับ 'ผู้เฒ่าจี้กวง' ชายชราวัยใกล้ร้อยปี ตอนที่นางอายุครบสามขวบ ผู้เฒ่าจี้กวงผู้เชี่ยวชาญเื่ยาสมุนไพรหายากได้ไปพบนางที่จวนตระกูลลั่ว
เขาได้นำยาสมุนไพรไปให้ท่านเสนาบดีลั่ว และเอ่ยบางถ้อยคำที่มีแค่นางเท่านั้นที่เข้าใจ พอลั่วจินหลิงอายุครบเจ็ดปี นางจึงให้เจี้ยนหาวผู้ติดตามที่อายุมากกว่านางสองปี แอบพามายังเขาชิงซานซึ่งเป็ที่อยู่ของผู้เฒ่าจี้กวง นางให้ความเลื่อมใส และมีสิ่งที่ต้องซักถามให้กระจ่างใจมิน้อย
แน่นอนว่าการที่คุณหนูลั่วจินหลิงได้พบกับผู้เฒ่าจี้กวงอาจจะมิใช่เื่บังเอิญ โลกกลม หรือพรหมลิขิต เพราะั้แ่ลืมตาดูโลกมาหญิงสาวรู้ตัวเองดีว่านางจดจำอดีตชาติของตนเองได้ แม้กระทั่งเกิดใหม่นางก็มิได้ทิ้งความสามารถของตนในอดีตไป เพียงแต่ว่าการเกิดใหม่ครั้งนี้ นางมิได้เกิดในแผ่นดิน่ศตวรรษที่ 21 แต่นางย้อนอดีตมาเกิดในแผ่นดินที่ห่างจากที่นางเคยอยู่หลายพันปี
"ลมอะไรหอบเ้ามาล่ะนังหนู" ผู้เฒ่าจี้กวงเดินมาหานาง เขาวางชุดถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนจะรินชาอุ่นให้ตนเองดื่ม
"ข้าเบื่อ...ในสามแคว้นจะมีผู้ใดคุยกับข้าได้นอกจากท่าน" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายเต็มประดา ทำปากยู่มองนั่นมองนี่ไปเรื่อย
"หากจะบ่นถึงไวไฟกับโทรศัพท์อะไรของเ้าน่ะมิต้อง ในแผ่นดินที่ใช้สิ่งต่างๆจากธรรมชาติเช่นนี้ ให้ข้าตายก็หาให้มิได้หรอก" ผู้เฒ่าดักคอ เพราะเบื่อจะฟังนางเอ่ยถึงสิ่งที่ตนมิรู้จัก
“ข้ามิพูดถึงก็ได้ นี่ผู้เฒ่านอกจากท่านจะนิมิตเห็นอดีตของข้าแล้ว ท่านเห็นอนาคตด้วยรึไม่" นางยกมือเท้าคางถาม ดวงตากลมจับจ้องไปยังชายชราอย่างตั้งใจ
"เื่ของ์อนาคตข้ามิอาจรู้ได้ ก่อนเ้ามาที่นี่ข้าเพียงนิมิตเห็นเ้าที่แตกต่างจากตอนนี้ ในแผ่นดินที่ต่างจากที่นี่ มีหลายสิ่งที่ข้ามิรู้จัก" ผู้เฒ่าบอกตามความสัตย์จริง
ด้วยการเพียรภาวนามานาน ทำให้เมื่อนั่งสมาธิจู่ๆในหัวก็เกิดภาพประหลาดให้เห็น ในตอนนั้นเขาหาเข้าใจถึงสิ่งที่เห็นไม่ ทว่าตอนพบนางครั้งแรกเขาจึงได้รู้ว่า ทุกสิ่งในโลกมีเหตุและผลของมัน
"เช่นนั้นที่ท่านสอนการฝึกพลังปราณ และให้ข้าศึกษาวรยุทธ์ เพราะว่าหน่วยก้านในอดีตของข้าเหมาะที่จะฝึกรึ" นางเอ่ยถาม หยิบเอาผลส้มในจานมาปลอกกินไปพลาง
"มันอาจจะมีประโยชน์ในภายหน้า เ้ามิใช่คุณหนูที่ถนัดงานบ้าน ทั้งตอนนี้และในอดีตเ้าทำเื่เ่าั้มิได้ หากมิหาสิ่งอื่นให้เ้าทำ เ้ามิกลายเป็คุณหนูผู้ไร้ประโยชน์รึ" ผู้เฒ่ากล่าวเหน็บแนมได้ถูกต้อง
ในอดีตลั่วจินหลิงเป็เด็กกำพร้าในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง ต่อมานางถูกชายผู้มีฐานะมั่งคั่งนำไปชุบเลี้ยงเป็บุตรบุญธรรม ด้วยเขาเห็นว่าไอคิวของนางสูงกว่าเด็กทั่วไป นางจึงสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
เขาสอนนางในสิ่งที่เด็กทั่วไปมิจำเป็ต้องเรียนรู้ เช่นการอ่านแผนที่ อ่านเข็มทิศ ศึกษากลไกอาวุธ กลยุทธการทางทหาร และให้นางเรียนศิลปะป้องกันตัวหลายแขนง ฝึกใช้อาวุธจากการประกอบเอง สุดท้ายเมื่อนางอายุครบสิบเจ็ดปี เขาได้ส่งนางเข้าไปเป็หน่วยสืบราชการลับขององค์กรใหญ่ระดับประเทศ นางมิอาจปฏิเสธการเลี้ยงดูที่มิขาดตกบกพร่องของบิดาบุญธรรม จึงเข้าไปทำงานให้เขาในที่สุด
'ป๊ะป๋า! หนูต้องทำงานนานแค่ไหนคะ หนูอยากมาอยู่กับป๊ะป๋าเหมือนเดิม ให้หนูเรียนรู้อะไรก็ได้ หนูเรียนได้หมด แค่อย่าส่งหนูไปอยู่ที่อื่น…'
ในอดีตนางเคยมีคำถาม บิดาบุญธรรมเหตุใดจึงตัดใจส่งนางไปทำงานเสี่ยงอันตราย เพราะนางยังเรียนรู้มิพอ หรือนางทำให้เขาผิดใจตรงไหน เขาถึงทำแบบนั้นกับนาง
คำว่า 'ไร้ประโยชน์' มิต่างจากเข็มนับหมื่นเล่มที่หมุนเวียนผลัดกันทิ่มแทงลงบนหัวใจของนาง ในที่สุดนางก็รู้ว่า เด็กกำพร้ามิสามารถอยู่อย่างไร้ประโยชน์ได้ เขาเลี้ยงนางอย่างดี ก็เพื่อให้นางทำงานตอบแทนให้ดีเช่นกัน นางจึงตระหนักได้ว่า 'ความรักกับเด็กกำพร้า' ช่างน่าขันนัก
"ข้าทำดีกว่าเมื่อก่อนหรือไม่ ท่านพ่อจะยินดีรึไม่ ท่านพี่จะชอบข้าไหม...ข้าอยู่เหมือนมิมีจุดหมาย ทำไปเพื่อมิให้ถูกทอดทิ้ง ช่างน่าสมเพชนัก" หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความรวดร้าว ในใจของนางยังคงเ็ปเหลือเกิน
มือเหี่ยวย่นของผู้เฒ่าจี้กวงลูบลงบนเส้นผมอ่อนนุ่มของหญิงสาวอย่างปลอบโยน เขาเห็นอดีตที่น่าสงสารของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ทำทุกอย่างตามคำสั่งเพื่อแลกกับความรัก ทว่าสุดท้ายทั้งหมดเป็เพียงการหลอกลวง เขาทุ่มเทให้นางเพียงเพราะความสามารถที่นางมีเท่านั้น เมื่อไร้ประโยชน์ก็มิคิดเหลียวแลอีก
'นังโง่! ถูกมันหลอกเอาข้อมูลไปจนได้'
ลั่วจินหลิงจำน้ำเสียงตวาดนั้นได้ นางสะดุ้งเบิกตาโตมองหน้าบิดาบุญธรรมอย่างมิเชื่อหูตัวเอง
'ป๊ะป๋า! มันเกี่ยวพันกับชีวิตป๊ะป๋า หนูกลัวป๊ะป๋ามีอันตราย เลยพลาดโดนมันหลอก มันอ้างถึงป๊ะป๊า...หนูขอโทษนะคะ'
'ไร้ประโยชน์...ฉันเลี้ยงคนไร้ประโยชน์ไว้เพื่ออะไร ไสหัวไปซะ ไม่มีสิ่งที่เด็กโง่ๆจะทำแล้ว'
การถูกถีบหัวส่งเป็เช่นไรนางรู้ดี เหมือนหมาที่ถูกเ้าของทอดทิ้งให้ตายอยู่ข้างถนนมิมีผิด
"บัดนี้เ้ามีชีวิตใหม่แล้ว อย่าได้ยึดติดกับคนในอดีตแล้วเอามาเปรียบกับคนรอบกายเ้าสิ นังหนูเ้าทำได้ดีแล้ว" ผู้เฒ่าปลอบประโลม
"จิตใจคน...ยากแท้หยั่งถึง" นางเอ่ยเสียงเบา เงยดวงหน้างามหยดย้อยมองผู้เฒ่า
"เ้าต้องแยกแยะให้ได้ ต่อไปหากข้ามิอยู่แล้ว ผู้ใดจะฟังคำร้องทุกข์ของเ้ากัน"
หญิงสาวได้ฟังก็ถอนใจออกมา นางฝืนยิ้มน้อยให้ผู้เฒ่า ก่อนจะหยัดกายยืนขึ้น
"อย่าเป็ไรไปล่ะ ข้าคุยกับท่านได้เท่านั้น อย่าทรยศข้า อย่าหนีจากข้าไปก่อน ข้าหมายถึง...ถ้าท่านเห็นใจข้าอะนะ" นางกล่าว จับมือเหี่ยวย่นแกว่งไปมาอย่างอ้อนวอนในแบบของนาง
"ได้! ข้าจะอยู่ยงคงกระพัน รอเ้ามีหลานตัวน้อยให้ข้าสักสามสี่คนก่อนดีหรือไม่นังหนู" ผู้เฒ่าเอ่ยเจือขบขัน นางจึงค่อยยิ้มได้
"ดีเลย! ข้าสบายใจแล้ว เอ้านี่! หญ้าสมานใจ ข้าเก็บได้เมื่อหลายวันก่อน ท่านเก็บไว้เถิดไว้ข้าค่อยไปหาใหม่" นางยื่นห่อยาสมุนไพรให้ผู้เฒ่า ทำเอาชายชราตาเป็ประกาย
บนเขาชิงซานแห่งนี้ มีหญ้าสมานใจสำหรับผสมในตัวยาขจัดพิษทุกชนิด และหญ้าสลายใจที่เป็ตัวยาเร่งพิษ หญ้าสองชนิดนี้ราวของล้ำค่าหาได้ยากยิ่งนัก ทุกครั้งลั่วจินหลิงจะเก็บเอาไปเสียหมด ทำให้เขายังมิมีหญ้าเหล่านี้ในชั้นยา
"ฮ่าๆมิเสียแรงที่ปลอบใจเ้า ครั้งหน้าถ้ามาก็ติดหญ้าสลายใจมาให้ข้าด้วยล่ะ" ผู้เฒ่าหัวเราะชอบใจ เอ็นดูนางยิ่งนัก
ยามตะวันคล้อยบ่าย ลั่วจินหลิงจูงเสี่ยวไป๋ลงจากเขาอย่างมิเร่งร้อนอันใดนัก นางเดินไปเรื่อยด้วยคุ้นชินเส้นทางสายตาคู่งามมองเสาะหายาสมุนไพรไปพลาง
อีกด้านหนึ่ง...จ้าวเว่ยหลงหลังจากเหตุการณ์ที่ชายแดนเมืองเฟิ่งเซียงครั้งนั้น เขาก็ให้คนตามสืบเื่ของกลุ่มคนที่ไล่ล่าสายลับเป่ยิทว่ากลับไร้วี่แวว รู้เพียงแค่ผู้นำเป็สตรีเท่านั้น แม้กระทั่งอาวุธลับที่ใช้สังหาร หมอฝีมือดีทั่วทั้งเมืองก็ตรวจสอบมิได้ว่าเป็พิษชนิดไหนที่เคลือบอยู่บนเข็ม
เมื่อคนของเขาได้ข่าวว่ามีหมอเทวดาที่อาศัยอยู่บนเขาชิงซาน มีความรอบรู้เื่ยาสมุนไพรหลายชนิด บุรุษหนุ่มจึงเดินทางมาขอคำชี้แนะด้วยตนเอง
"ท่านอ๋องจะไปพบท่านหมอเทวดาจริงๆหรือพะย่ะค่ะ แต่ท่านหมอมิเคยให้ผู้ใดพบง่ายๆ จะมิเป็การเสียเที่ยวหรือพะย่ะค่ะ" เหวินห้าวเอ่ยขณะจูงม้าให้ท่านอ๋อง บัดนี้พวกเขาเดินทางมาถึงกลางทางแล้ว จะให้หันกลับหรืออย่างไร
"เปิ่นหวางต้องพบหมอเทวดาให้ได้ ยาพิษที่ยังไร้ยาแก้นี้ หากครั้งหน้าพบคนกลุ่มนั้นเข้า จะหลีกเลี่ยงการโดนเล่นงานได้อย่างไร" จ้าวเว่ยหลงใคร่รู้ยิ่งนัก ทั้งยาพิษและสตรีผู้ใช้พิษปลิดชีพผู้อื่นนางนั้น
"เสี่ยวไป๋รอข้าตรงนี้ก่อน" น้ำเสียงหวานกังวานลอยมาให้ได้ยิน ด้วยวรยุทธ์ขั้นสูงของจ้าวเว่ยหลง ทำให้จับทิศทางของเสียงได้อย่างแม่นยำ บุรุษหนุ่มะโลงจากหลังม้า ก่อนจะเดินตามเสียงนั้นไปทันที
"ท่านอ๋องจะไปที่ใดพะย่ะค่ะ" เหวินห้าวรีบบังอาจทักท้วง
"มีคนอยู่แถวนี้ เ้าระวังหลังให้เปิ่นหวาง แล้วตามมาเงียบๆ" จ้าวเว่ยหลงส่งเสียงสั่ง แล้วเดินตามเสียงไปเรื่อยๆ ด้วยระยะทางของการรับเสียงที่มีมากกว่าคนทั่วไป เท่ากับว่าเขาได้ยินเสียงนั้นจากที่ไกลๆ การเดินตามเสียงจึงใช้เวลาเกือบครึ่งก้านธูป
"โชคดีจริง! เ้าดูสิเสี่ยวไป๋ ข้าเจอของดีเข้าแล้ว" หญิงสาวภายใต้อาภรณ์ขาวสะอาดตา ตัดกับเส้นผมดำขลับยาวถึงบั้นเอวคอดกิ่ว กำลังเขย่งปลายเท้าบนกิ่งไม้สูง มือบางเอื้อมไปที่ต้นหญ้าเล็กๆที่ขึ้นแทรกตรงรอยแตกของตาไม้
จ้าวเว่ยหลงหยุดฝีเท้ามองนาง แล้วส่งสัญญาณมือให้เหวินห้าวถอยออกไปคุมเชิง
"สตรีที่ไหนกัน เหตุใดมาอยู่ในป่าลำพังเช่นนี้" บุรุษหนุ่มพึมพำกับตนเอง ขณะสายตาเห็นว่ากิ่งไม้ที่นางเหยียบอยู่ทำท่าจะหัก
"เฮ้! ไม่นะ…" หญิงสาวร้องออกมาเมื่อกิ่งไม้ที่เหยียบอยู่เริ่มมิมั่นคง