เรื่องเล่าการแสวงหาแห่งพายุเพลิง บทที่ 1 : รากเหง้าแห่งแดนตะ

    ตอนที่ 2 : นิทานก่อนนอนแห่งป่าโอลไทม์

    ณ ระเบียงใหญ่ตำหนักที่ประทับกษัตริย์ระหว่างที่กษัตริย์เฒ่าทั้งสอง เดินคุยกันหลากหลายเรื่องถึงสาระทุกข์นานาของประชาชนของตนนั้น จนเลยไปถึงตำหนักที่ประทับของกษัตริย์แห่งคาลิมอร์ ก็มีติดมาขัดอยู่เรื่องนึง
    “องค์ท่านลูเทียร์…ท่านได้ทราบเรื่องการรุกรานของฝูงโกลิธจากทางตะวันตกหรือไม่”“เมื่อ 2-3วันก่อน ทางข้าได้รับแจ้งข่าวเรื่องนี้มาจากเมืองอูตอร์แทบตะวันตกของอาณาจักรคาลิมอร์ พวกนั้นเข้ามาทำลายพืชผลพืชไร่ของหมู่บ้านและปล้นข้าวของมากมายที่หมู่บ้าน”“ข้าเลยสอบถามองค์ท่าน...หากท่านยังไม่ทราบเรื่อง….จะได้เตรียมตัวจัดการกับปัญหาเหล่านี้”วิลเลมถาม ก่อนอธิบายเรื่องราวต่างๆให้ฟัง“ได้ทราบแล้วหล่ะ...ก่อนมาที่เมืองวาลเลออน”“พวกฝูงโกลิทบุกมาทำลายป่าส่วนนึง และเข้ามาทำร้ายสัตว์ในป่าแทบนั้น”“ข้าเลยได้สั่งการให้เหล่าทหารลาดตระเวน...เข้าไปสังเกตการณ์ดู คอยสอดส่องดูแลฝั่งตะวันตกเป็นพิเศษ”ลูเทียร์ตอบ“ข้าก็เช่นกันองค์ลูเทียร์…ก็เลยว่าภารกิจแรกจะให้ทางรัชทายาทองค์ใหม่ ไปประจำการที่เมืองอูตอร์...เพื่อสืบหาข้อมูลและป้องกันภัยไว้ก่อนเรื่องอะไรไม่ดีจะเกิดขึ้น”“เป็นเช่นนี้เอง...ท่านถึงได้ชวนข้าเดินมาไกลจากงานเฉลิมฉลอง”ลูเทียร์ตอบด้วยท่าทียิ้มแย้ม“ใช่แล้วองค์ท่าน...”“จริงๆแล้วมันไม่น่าแปลกหรอก ที่เข้ามารุกรานขโมยพืชไร่พืชสวน…แต่แปลกที่ว่าทางสายแจ้งเพิ่มเติมว่ามีเข้ามาขโมยเครื่องไม้เครื่องมือ และอาวุธบางส่วนของพวกชาวบ้านไปด้วยนี้สิ”“และอีกอย่าง...พวกฝูงโกลิทปกติและจะไม่ออกมาไกลจากป่าและถ้ำในเขตป่าโอลไทม์โบราณในถิ่นที่อยู่ของมัน...ที่นั้นพวกมันขุดถ้ำเจาะทะลุทะลวงซะพลุนไปหมด”“ข้าเลยอยากปรึกษาองค์ท่านถึงเรื่องแปลกๆเหล่านี้…ข้าคิดว่าต้องเกิดเรื่องอะไรที่ป่าโอล์ไทม์แน่ๆ”วิลเลมอธิบายให้ลูเทียร์ฟัง
    กษัตริย์เฒ่าลูเทียร์ ทำสีหน้าเคร่งขรึม อย่างกับว่าจะพูดอะไรบางอย่างที่สำคัญให้แก่กษัตริย์มนุษย์ผู้ยังเยาว์
    “จนมาถึงตอนนี้อายุของข้ากำลังจะเข้าใกล้ 740 ปี….ช่วงเวลาชีวิตของชาวเออร์ถึงจะยาวนานกว่าเผ่าพันธุ์ใด ก็ใช่ว่าจะอยู่ยั่งยืนยงเป็นอมตะ”“เช่นนี้เอง...ทำให้ข้าก็พอจะได้เห็นและได้ยินได้ฟังเรื่องราวต่างๆในดินแดนแมร์โรเอ็นมามากมาย”“แต่มีอยู่เรื่องนึง….ไม่แน่ใจว่าท่านเคยได้ยินได้ฟังนิทานเรื่องนึงเกี่ยวกับ ป่าโอลไทม์หรือไม่”ลูเทียร์ถามทางวิลเลม“องค์ท่านอาจจะหมายถึง เรื่อง...การผจญภัยของเจ้าชายโลดอร์...ใช่ไหม”“เรื่องที่มีเจ้าชายคนหนึ่ง จากอาณาจักรโลดอร์โบราณ เดินทางไปป่าทางตะวันตก จนไปเจอถ้ำแล้วพนันกับจอมปีศาจจอมันด์ เพื่อที่ออกจากถ้ำ สุดท้ายแล้วเจ้าชายชนะพนัน แต่ว่าปีศาจไม่ยอมจึงสาปให้อยู่ในถ้ำ แต่ก็สามารถสังหารปีศาจด้วยเขี้ยวของจอมปีศาจเอง แล้วกลับออกมาได้...ข้าเคยได้ฟังมันเป็นนิทานก่อนนอนที่ดีเลยทีเดียว”วิลเลมตอบลูเทียร์ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“อืม...ฟังแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องสั้นๆนะ...แต่ท่านจะเชื่อไหม”“จริงๆแล้ว...นั้นเป็นแค่บางส่วนของนิทานเรื่องนั้นเท่านั้น...ยังมีต่ออีก”“ท่านอยากจะฟังเรื่องราวทั้งหมดนั้นไหมล่ะ...คิดซะว่าข้ามาเล่าเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดหายไปแล้วกัน”ลูเทียร์เตรียมพร้อมจะเล่าเรื่อง“โอ้...ยินดีอย่างยิ่ง...องค์ท่านลูเทียร์ข้าก็คิดว่านิทานผจญภัยน่าจะยาวกว่ามากนะ”“ดีเลย...ทีนี้ข้าจะได้ฟังเรื่องราวนิทานนี้...ที่สมบูรณ์ซะที”“ข้าสัญญาเลยว่า...จะนำไปแก้ไข้ปรับปรุงเป็นเรื่องราวที่ได้ฟังมาใหม่เป็นหนังสือ...เอาไปไว้ในชั้นวางในหอหนังสือแห่งเมืองวาลเลออน”วิลเลมตื่นเต้นที่จะได้ฟังเรื่องดังกล่าว“ไม่แน่ใจว่าจะสนุกอย่างที่ท่านคิดไว้ไหมนะ...เรื่องมีอยู่ว่า”ลูเทียร์พูดแล้วเริ่มเล่า
    “กาลครั้งหนึ่ง มีอาณาจักรมนุษย์ทางตะวันตกแห่งหนึ่ง อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่แพ้อาณาจักรใดในดินแดนแมร์โรเอ็น มีชนชั้นกษัตริย์ปกครองดูแลราษฎรในอาณาจักรเป็นปึกแผ่นเป็นอย่างดี ทำให้ประชาชนที่ดำรงอยู่ในอาณาจักรนั้น อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข อีกทั้งยังมีความเจริญทางด้านวัฒนธรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง ไปมาติดต่อค้าขายดินแดนอื่นเป็นไปได้ด้วยดี อาณาจักรนั้นมีนามว่า “โลดอร์”ณ เวลานั้นราชาที่ปกครองดินแดนแห่งนี้ มีนามว่า “ลิวเทอร์ เลอจาดีน” ราชาได้ตกหลุมรักหญิงสาวชาวเออร์ตนหนึ่งจึงได้อภิเศก จนเมือครั้นหนึ่งได้มีประสูติกาลเจ้าชายนามว่า “อเลจาห์” เป็นที่ดีใจและประหลาดใจในครั้งเดียวกัน เพราะด้วยหน้าตาของเจ้าชายน้อยที่แปลกประหลาดต่างจากมนุษย์และชาวเออร์ทั่วไป เป็นลูกครึ่ง ซึ่งทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับของเหล่าขุนนางและประชาชนบางส่วนในอาณาจักรเท่าไรนัก เป็นเพราะติดเรื่องสายเลือดทางมารดาของเจ้าชายน้อยเจ้าชายเติบโตขึ้นทรงพลังและเฉลียวฉลาดผิดแปลกจากมนุษย์และชาวเออร์ทั่วไป พละกำลังที่มหาศาลสามารถจับเขาวัวชนได้ด้วยมือเปล่า และความเฉลียวฉลาดในการแก้ปริศนาต่างๆ ทำให้เหล่าประชาชนและขุนนางต่างหวาดกลัวความสามารถเจ้าชายและสายเลือดที่ผิดแปลกไปจากสิ่งมีชีวิตสามัญตามธรรมดา อาจจะก่อให้เกิดภัยนำมาซึ่ง กลียุคครั้นเจ้าชายเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มรูปงาม วันหนึ่งเจ้าชายถูกเรียกตัวให้ไปทำภารกิจที่ไกลออกไปทางป่าตอนเหนือของอาณาจักรเพื่อจำกัดพวกโกลิธ ที่เข้ามารุกรานปล้นชิงข้าวของในเมือง เจ้าชายพร้อมกองทัพและคนสนิทได้ไปทำภารกิจ ระหว่างภารกิจนั้นได้เจอสิ่งมีชีวิตสุดมหัศจรรย์ต่างๆ และคอยไล่ต้อนและต่อสู้กับราชาโกลิธ จนไปถึงสุดดินแดนทะเลตะวันตกตะวันตก ดินแดนแห่งทะเลสายหมอก ที่นั้นมีถ้าที่ถูกเรียกว่า “ดีปเคฟ” เจ้าชายและกองกำลังที่เหนื่อยล้าจากการกำราบพวกฝูงโกลิธ จนได้พบกับเหล่ากองทัพของทั้งมนุษย์และเออร์แดร์ที่ดักซุ่มที่บนหุบเขานั้น พร้อมทั้งปิดเส้นทางหนี ซึ่งกองทัพนั้นนำโดนเหล่าขุนนางและผู้ทรงภูมิชาวเออร์ที่เกลียดชังเจ้าชาย ผู้ที่ถูกเรียกว่าพวกลูกครึ่งที่จะนำมาซึ่งกลียุคณ เวลานั้นกองทัพที่อิดโรยของเจ้าชายถูกโจมตีด้วยกองทัพทั้งสองพร้อมกันโดยไม่ทันตั้งตัว จนสุดท้ายเหลือเพียงเจ้าชายและคนสนิท เจ้าชายออกคำสั่งให้ถอยร่นเข้าไปในถ้ำ แต่สุดท้ายทหารของชาวมนุษย์และเออร์แดร์ ก็ไม่ได้ปราณีต่อเจ้าชายและผู้ที่เหลือรอด กองทัพของเจ้าชายถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมก่อนจะสิ้นลมด้วยลมหายใจอย่างอิดโรย คุ้นคิดวนถึงตนเองที่ไว้ใจคนง่ายและคิดโกรธอาฆาตแค้นขึ้นมา ในชั่วครู่นึงมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัว เป็นเหมือนเสียงกระซิบที่แผ่วเบา พร้อมกับเสียงขดกล้ามเนื้อ มันว่า
    “ฟี่...กร๊อดด”“รู้สึกอย่างไร...ที่โดนทรยศ” เสียงกระชิบในหัว“ข้าช่างโง่นัก...โง่จริงๆ” เจ้าชายตอบด้วยเสียงหายใจที่หอบ“โกรธไหมล่ะ...อยากแก้แค้นไหมล่ะ...ข้าจะให้โอกาสเจ้าแก้แค้น”“แต่ต้องแลกกับผืนดินทั้งหมดนะ...ผืนดินทั้งหมดในแมร์โรเอ็นจงมอบให้ข้า...เจ้าว่าอย่างไร” เสียงนั้นเสนอข้อตกลง“ได้…ได้...ข้าตกลง” ด้วยความแค้นและเกลียด จึงตบปากรับคำโดยไม่ทันได้ยั่งคิดเจ้าชายตอบ
    จากนั้นเสียงขดกล้ามเนื้อพร้อมทั้งผนังถ้ำสั่นสะเทือนราวกับถ้ำจะถล่ม ปรากฎเป็นดวงตาสีแดงขนาดมหึมาคู่หนึ่งแดงลุกโชนมาจากในถ้ำ จากนั้นบางสิ่งค่อยๆเคลื่อนตัวขึ้นมาจากทางน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ภายในถ้ำที่ดำมืด มันคืองูที่เลื้อยออกมา ขนาดมหึมาลำตัวเกือบเท่าขนาดถ้ำ ออกมาชูตัวขึ้นสูงจนสุดเพดานถ้ำ ต่อหน้าเจ้าชายที่นอนใกล้สิ้นลมอยู่เจ้าชายตื่นตระหนกตาค้าง แต่ด้วยสิ้นเรี่ยวแรง ทำให้ไม่มีแรงขยับตัวจะหนีได้ แล้วจึงตระหนักได้ว่า เสียงนั้นที่อยู่ในหัวไม่ใช่เสียงของตัวเอง แต่เป็นเสียงของจอมพญาปีศาจยอร์อาส
    “เป็นอันว่าตกลง...ข้าจะมอบสิ่งหนึ่งให้กับเจ้า...เจ้าชาย เพื่อเป็นของกำนัลและสัญญาระหว่างเรา” จอมปีศาจพูดขึ้น
    จากนั้นจอมปีศาจในร่างงูใหญ่ได้ยื่นหน้าที่เหนือตัวเจ้าชาย แล้วหยดพิษลงบนตัวของเจ้าชาย ทำให้เจ้าชายดิ้นทุรนทุรายและส่งเสียงที่แหบซ่าน พิษกระเด็นไปเข้าที่หน้าทางด้านขวาทำให้ปวดแสบปวดร้อนทรมาน หลังจากนั้นจอมปีศาจได้หักฟันเขี้ยวข้างหนึ่งของตนให้กับเจ้าชาย
    “ด้วยพิษนี้เจ้าจะทรมานอย่างที่สุด...จดจำไว้ว่าพิษนี้ก็เหมือนความแค้นที่มีต่อพวกนั้น...จงใช้มัน”“ฟันของข้าที่มอบให้...อยู่บนตัวเจ้ามันจะช่วยกักเก็บพิษไว้ไม่ให้ลุกลามไปทั่วร่างกาย…”“และของขวัญจากข้าอีกอย่าง...จากนี้ไปเจ้าจะมีกองทัพคนตายที่ไม่ตาย...คอยรับใช้”“เจ้าจงอย่าลืม….ดินแดนบนผืนดินของข้าหล่ะจงเตรียมไว้ให้พร้อม” จอมปีศาจพูดจบ ก่อนที่จะเลื้อยหายลงทะเลที่อยู่ในถ้าไป
    เจ้าชายสลบไปอยู่นานไม่รู้วันรู้คืน จากนั้นฟื้นคืนขึ้นมาพร้อมกับเขี้ยวนั้นที่กำไว้ในมืออย่างแน่น เจ้าชายนำมาทำเป็นอาวุธดาบที่มีนามว่า “ดาบเขี้ยวแห่งยอร์อาส” เจ้าชายเริ่มชุบชีวิตกองทหารและคนสนิท แล้วจากนั้นก็เริ่มรุกรานดินแดนต่างๆเริ่มจากทางเหนือ ทุกที่ที่กองทัพนี้เคลื่อนพลไปจะมีแต่ความตาย แต่สิ่งที่ตายไปนั้นไม่ได้ตายอย่างสนิท กลับฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เจ้าชายเริ่มตั้งอาณาจักรแห่งความตาย มีชื่อว่า “อะเลจามันดอร์” แล้วค่อยๆรุกรานจากทางเหนือลงมาเรื่อยๆ เหมือนโรคระบาดแล้วก็มาถึงอาณาจักรโลดอร์ มนุษย์ไม่แม้แต่จะมันตั้งตัว อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ล้มสลายภายในเวลาไม่ถึงปี เจ้าชายสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งความตาย มีนามว่า “กษัตริย์เลอจาดีน” และรวมอาณาจักร ลอดอร์และอะเลจอมันดอร์เป็นหนึ่งเดียว มีนามว่า “อะเลอดอร์ เดอะ เดทแลนด์”เรื่องดังกล่าว เดินทางไกลไปทั่วอาณาจักรต่างๆ เกิดความหวาดกลัวไปทั่วอาณาจักร จนกระทั้งเหล่าคณะทาวเวอร์ออฟเมจ เริ่มร่วมมือกันเพื่อที่จะหาทางขจัดและหยุดหยั่งเรื่องดังกล่าวซึ่งในขณะนั้น คณะจอมเวทย์ได้แสวงหาวิธีหยุดหยั่งและได้พบคำตอบ คือ “ผนึกออฟแห่งทะเลทั้ง 7” ที่สามารถดูดซับพลังและสะกดพลังนั้นเอาไว้ในผนึก คณะจอมเวทย์จึงออกแยกย้ายกันไปตามหาแต่ก็ไม่พ้นหูพ้นตาของจอมปีศาจ เมื่อได้ทราบข่าวถึงพวกที่กำลังคิดจะต่อต้านตนนั้น จอมปีศาจจึงสั่งให้เลอจาดีน เร่งสร้างกองทัพคนตายเพิ่มขึ้น กองทัพปลุกมาเพื่อทำลายล้างทุกสิ่งใหเป็นจุณ และมันเริ่มที่ทาวเวอร์ออฟเมจก่อน ที่นี้คือที่มั่นสุดท้ายก่อนจะเข้าถึงดินแดนมนุษย์และเออร์แดร์ทางตะวันออกไม่นานนั้นกองทัพคนตายได้เดินทางมาถึง และได้ต่อสู้กันกับกองทัพพันธมิตรของมนุษย์และเออแดร์ ซึ่งนำโดนราชาเออร์แดร์และราชามนุษย์ การต่อสู้ดำเนินไปยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งสูญเสีย กองทัพของพันธมิตรเริ่มล้มตายเป็นจำนวนมาก เลอจาดีนโดยมีจอมปีศาจคอยช่วยเหลือไม่ได้มีท่าทีที่หมดแรงลงเลย กลับยิ่งเต็มไปด้วยความเครียดแค้นและพละกำลังที่มากขึ้น บุกเข้าไปอย่างต่อเนื่องและท้ายที่สุดก็ทำลายทาวเวอร์ออฟเมจลงได้ แต่ถึงครั้นนั้นเหล่าพันธมิตรหาได้ยอมไม่ ช่วงอึดใจสุดท้ายเหล่ากองทัพพันธมิตรเริ่มสิ้นหวัง ทันใดนั้นการเดินทางแห่งความหวังของเหล่าคณะจอมเวทย์ก็มาถึง เหล่าจอมเวทย์ได้ใช้ผลึกดังกล่าวนั้น เพื่อที่ดูดซับและผนึกพลังของจอมปีศาจไว้ แต่จังหวะที่กำลังจะผนึกได้นั้น เลอจาดีนคว้าดาบในมือฟันเข้าที่กลางผนึกพอดี ทำให้ผนึกแตกสลายไปพร้อมกับจอมปีศาจ แรงระเบิดนั้นพาผนึกออฟแห่งทะเลทั้ง 7 แตกสลายกระเด็นออกไป เหมือนดาวหางพุ่งไปคนละทิศละทางจากนั้นกองทัพคนตายก็ดับสูญลง เหลือแต่เพียงซากศพและกระดูก บางส่วนเป็นธุรีดับสลายไปตามสายลม ส่วนเลอจาดีนเมื่อสิ้นพลังและสูญสลายไปดินแดนต่างๆได้กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง”
    กษัตริย์วิลเลมฟังอย่างตั้งใจ...พร้อมทั้งปลาบปลื้มปิติที่ได้ยินเรื่องฉบับแท้จริงของนิทานเรื่องนั้น
    “ยอดไปเลยองค์ท่าน...การผจญภัยของนิทานเรื่องนี้มันเป็นอย่างนี้นี่เองที...ดีจริงๆ”วิลเลมพูดชื่นชม“ดีจริงๆ...จริงหรอ”“วิลเลม...แล้วถ้ามันไม่ใช่นิทานล่ะ”ลูเทียร์ถาม“มันคงจะเป็นไปไม่ได้หรอกองค์ท่าน...ถ้ายังงั้นอาณาจักรนั้นก็ตั้งอยู่แถวป่าโอลไทม์ ไม่ก็อูตอร์”“แต่เดี๋ยวนะ...” วิลเลมตอบกลับอย่างสงสัย“ใช่...เมื่อ500ปีก่อน ข้าอยู่ที่สนามรบนั้นด้วย ข้าคือคนที่นำผลึกแห่งทะเลทั้ง 7 มาผนึกจอมปีศาจ”“ส่วนเรื่องที่โกลิธรุกล้ำออกมา...ข้าก็คิดว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”ลูเทียร์กล่าว“แล้วทาวเวอร์ออฟเมจล่ะ….พื้นที่ที่จะเข้าสู่ดินแดนต่อมานั้นคือ...” วิลเลมตระหนก พร้อมถามต่อ“ใช่แล้ว….เมืองอูตอร์คือดินแดนสุดท้ายที่เรายืนหยัดสู้” ลูเทียร์ตอบ“หากเรื่องเจ้าชายนั้นเป็นอย่างที่ท่านว่าจริง….สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นซ้ำเดิมหรือเปล่าองค์ท่าน” วิลเลมถาม และแสดงความกังวล“ไม่หรอก...ตอนนี้เรายังคงเชื่อว่าเลอจาดีนและจอมปีศาจได้สูญสลายไปแล้ว คงอาจจะเป็นแค่เรื่องอาหารที่โกลิธจับได้น้อยลง พวกมันเลยออกมาหาไกลขึ้น ก็เป็นได้”“แต่ถึงกระนั้น...ก็คงวางใจไม่ได้หรอก...สูญหายอาจจะไม่ได้หมายความว่าสูญสลายไปแล้ว” ลูเทียร์ตอบให้วิลเลมสบายใจ“องค์ท่านหมายความว่า...เรายังคงต้องระมัดระวังและสังเกตการณ์เรื่องนี้ด้วยหรอ...” วิลเลมสอบถาม“ใช่...ถึงแม้มันจะมีโอกาสน้อยที่จะเกิดขึ้นซ้ำก็ตาม”“แล้วยิ่งไปกว่านั้น...มนุษย์ในอาณาจักรคาลิมอร์ยังเชื่อว่าเป็นแค่นิทานก่อนนอนของเด็กๆอยู่เลย”ลูเทียร์พูดขึ้นด้วยความลำบากใจ“แต่ถึงเป็นอย่างนั้นก็เป็นเรื่องที่ดี...เรื่องดังกล่าวยังคงเป็นความลับในหมู่เรา...จะได้ไม่ทำให้ใครต่อใครในดินแดนแมร์โรเอ็นแตกตื่น”“แต่ไม่แน่หรอก...อาจจะเป็นแค่ความวิตกกังวลและความฟั่นเฟือนของข้าที่กังวลไปเอง“ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะ...” ลูเทียร์พูดแนะให้วิลเลมสบายใจมากขึ้น“พรุ่งนี้...เราจะขออยู่ที่วาลเลออนอีกวัน เพื่อจะขอคุยเป็นกาลลับกับท่าน...ไม่ทราบว่าท่านสะดวกหรือไม่” ลูเทียร์ถาม“ยินดีอย่างยิ่ง...ที่ได้ท่านมาช่วยให้ข้อมูลและความรู้ต่างๆ...เพื่อจัดการปัญหาทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้น”วิลเลมตอบ“งั้นนิทานเรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้...หวังว่าท่านคงจะเพลิดเพลินกับนิทานเรื่องนี้”ลูเทียร์พูด“เป็นนิทานที่ดี แต่กลับทำให้ข้ายิ่งกังวลเพิ่มขึ้น...องค์ลูเทียร์”วิลเลมพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่ รู้สึกกังวลใจยิ่งนัก
    ขณะเดียวกันนั้นเอลเลน่า ที่กำลังตามหาลูเทียร์อยู่ หลังจากที่หัวเสียจากการพูดคุยตอบโต้กันกับเจ้าชายรัชทายาทแห่งเมืองมนุษย์และเดินหาคอยถามคนโน้นคนนี้ตามที่ต่างๆอยู่นาน จนได้เดินมาพบกัน
    “ท่านพ่อๆ...ข้าจะขอทูลกลับที่พักก่อน...ข้าเบื่อมาก...” เอลเลน่าพูดขอลูเทียร์“พ่อกำลังจะกลับพอดี...เราเดินไปด้วยกัน”ลูเทียร์พูดกลับ“เชิญทั้งสองเถิด...ขอให้ท่านสำเริญสำราญใจในเมืองนี้...องค์ลูเทียร์”วิลเลมแสดงกล่าวคำลา
    ขณะองค์ลูเทียร์และเอลเลน่ากำลังจะเดินกลับที่พักรับรองแขกเมืองอยู่นั้น ลูเทียร์จึงได้กล่าวว่า
    “เอลเลน่า...พรุ่งนี้เจ้ากลับเมืองไปก่อนน่ะ...ข้าจะตามไปที่หลัง”“ข้ามีเรื่องจะปรึกษากับทางกษัตริย์วิลเลม...ถึงเรื่องราษฎรก่อน”ลูเทียร์อธิบายให้ฟัง“เมืองนี้...มีอะไรให้ท่านต้องสนใจอีกล่ะ..ท่านพ่อ...น่าจะรีบกลับได้แล้ว”เอลเลน่าพูดขึ้นมา ด้วยสีน่าไม่สบอารมณ์“หือ...แล้วนี่เจ้าเป็นอะไรอีกละสีหน้าดูไม่ได้เรื่อง...” ลูเทียร์ถาม“ก็ไอ้เจ้าชายนั้น...เจ้าชายนั้นมันแกล้งข้า มันว่าข้าคิ้วเยอะ ข้าอยากจะ ๆ...อ้ากก”เอลเลน่าตอบ พร้อมทำท่าทางขู่จะทำร้าย“ฮาๆๆ...แต่ดูไปดูมา...ลูกข้าก็คิ้วเยอะจริงๆ นะ”“อีกทั้งยัง...ขี้งอนอีก”ลูเทียร์พูดแล้วหัวเราะไปด้วย“ท่านพ่อ...ท่านพ่ออะ ไม่ช่วยลูกเลย” เอลเลน่าพูดกลับ พร้อมงอน“ดี...ดี...ดี...” ลูเทียร์พูดพร้อมยิ้มอ่อนๆ“ดีอะไร...ท่านพ่อ...ข้างอลอยู่...ท่านไม่เข้าใจข้าเลย”เอลเลน่าพูด ด้วยอาการที่งอนจากการที่ลูเทียร์ เห็นดีเห็นงามกับเจ้าชายหนุ่ม
    มาอีกทางด้านหนึ่งของเมืองหลวงวาลเลออน ณ หอหนังสือแห่งเมืองที่เงียบสนิทไร้ผู้คน เนื่องจากผู้คนในเมืองส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันที่พระราชวังเพื่อร่วมเฉลิมฉลองงานใหญ่ของเมืองแต่ทว่าทางด้านดาเมียนและบาร์ค ที่กำลังพูดคุยกันถึงตราสัญลักษณ์ได้ไม่นาน ก็แอบหนีออกมาจากงาน เพื่อมุ่งหน้าสู่หอหนังสือแห่งวาลเลออนแห่งนี้ เพื่อที่จะได้สืบค้นข้อมูลลึกลับดังกล่าว
    “แล้วทำไม...เราไม่มาตอนเช้าล่ะเนี่ย”“อีกอย่างท่านเป็นรัชทายาท…ทำไมไม่เข้าประตูหน้า...สรุปท่านเป็นราชวงค์ หรือราชขโมยเนี่ย”บาร์คถามดาเมียนด้วยความกังวลใจ“ดาเมียนนี้มันผิดกฎนะ หากพวกยามมาเจอเราเสร็จแน่...”“โถ...เพิ่งรับตำแหน่งวันเดียวแท้ๆ…จะถูกถอดซะแล้วหรอเนี่ย...”“ข้าคงจะต้องถูกแขวนตะแลงแกง...ข้อหาขโมยของหลวงแน่...ตายแน่ๆๆ”บาร์คพูดพร่ำเพ้อ กลัวว่าจะถูกทหารยามจับได้“ใจเย็นๆ...ใจเย็น”“เจ้าก็พูดเยอะ...เยอะไป...ขโมยหนังสือมันไม่ต้องไปแขวนตะแลงแกงหรอก อีกอย่างข้าจะมาเอาหนังสือกลับไปด้วย”ดาเมียนฉุนเฉียว พร้อมจับไหล่บาร์คทั้งสองข้างเขย่า แล้วพูดเตือนสติบาร์ค“จะบ้าตาย…” บาร์คสบถ
    หลังจากนั้น ทั้งสองได้ลักลอบเข้ามาในหอหนังสือผ่านทางหน้าต่าง และก็ได้แอบย่องเดินเพื่อหลบพวกผู้คุมที่เฝ้าอยู่ตามบริเวณต่างๆภายในเมืองและหอหนังสือ มายังที่มุมหมวดหนังสือต้องห้าม นั้นคือ “แถวจดหมายเหตุลับแห่งดินแดนแมร์โรเอน” แล้วได้แยกย้ายกันเดินหาจนเดินมาเจอหนังสือเล่มนึง ที่มีชื่อว่า “บันทึกแห่งอาณาจักรโลดอร์” ดาเมียนพลิกหน้าหนังสือเล่มนั้นไปเรื่อยๆ จนได้ไปเจอหน้านึง ซึ่งปรากฎตราสัญลักษณ์ลึกลับนั้น
    “นี่ไงบาร์ค...เหมือนกันเลยเจ้าดูซิ…นี้คือตราสัญลักษณ์แห่งอาณาจักรโลดอร์” ดาเมียนพูดเรียกเบาๆให้บาร์คมาดู“ชะชะใช่...แสดงว่า มันคือเรื่องจริง” บาร์คพูดอย่างตกใจ แต่ก็ต้องกระซิบเพราะกลัวถูกจับได้“มีคนมา...” บาร์คจับดาเมียนย่อตัวลง เพื่อหลบยามหอหนังสือที่เดินมาตรวจตรา“เรื่องนี้...ข้าต้องปรึกษาท่านพ่อ...ท่านพ่อต้องรับรู้” ดาเมียนพูดขึ้น“แล้วเราจะทำยังไงกับหนังสือเล่มนี้ล่ะ...ผู้คุมต้องรู้แน่ๆ...ถ้าพรุ่งนี้เดินมาเจอที่ช่องว่าง ของหนังสือเล่มนึงหายไปจากชั้นหนังสือ” บาร์คกังวลใจมากขึ้น“แคว่กกก….” เสียงกระดาษขาด“ดาเมียนเจ้าทำอะไรลงไป…เจ้าราชขโมย...เจ้าบ้าไปแล้ว...ตายๆๆๆ” บาร์คตกใจแล้วต่อว่าดาเมียน“บาร์ค...เจ้าคุมสติก่อน” ดาเมียนเตือนสติอีกที“ตอนนี้เจ้ากลับไปเตรียมคนให้พร้อมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า...ก่อนที่ข้าจะเดินทางไปทำภารกิจ...เจ้ารีบไป” ดาเมียนสั่งก่อนให้แยกทางกันที่หอหนังสือ“รับทราบ...ข้าจะเตรียมให้เจ้า...ถ้าหากข้าไม่ถูกจับได้ซะก่อนอะนะ” บาร์คพูดกลับ“ไปได้แล้ว…” ดาเมียนสั่งครั้งสุดท้าย
    หลังจากนั้นทั้งสองได้หลบหนีออกจากหอหนังสือของเมืองมาได้สำเร็จ บาร์คแยกจากดาเมียนเพื่อไปทำหน้าที่ที่ดาเมียนสั่ง ส่วนตัวดาเมียนนั้นเมื่อหลบหนีมาอยู่ที่เงียบๆ ณ มุมหน้าของเมืองหลวงได้นั้น ก็สอดส่องสายตาไปทั่วๆในบริเวณนั้นให้แน่ใจว่าไม่มีคนผ่านมา ก่อนจะนำหน้าบางส่วนของหนังสือที่ตนเองได้ฉีกเอาไว้มาอ่าน
    “เรื่องเป็นอย่างนี้นี่เอง...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฝูงโกลิธที่ออกมาเพ่นพ่าน...ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่ๆ”“อีกไม่กี่วันก่อนที่เราจะต้องออกเดินทางกัน…เราต้องหาคำตอบของนิทานเรื่องนี้ให้ได้”“อาณาจักรโลดอร์...” ดาเมียนพูดขึ้นมาอย่างมั่นใจ ที่จะต้องหาคำตอบของความลึกลับของตราสัญลักษณ์ และอาณาจักรที่สาบสูญ

    .................ตอนต่อไป....ภารกิจแรกทางตะวันตก.................