เพลิงพรหม (จบ)

    บทที่ 6

    งานเลี้ยงน้ำชากำหนดไว้เป็นเวลาบ่ายโมงตรง โดยจัดขึ้นในห้องโถงชั้นล่างของตัวโบสถ์ เนื่องจากสมาคมแม่บ้านเป็นเจ้าภาพในการนี้ อลิซ สก็อตต์ จึงจําเป็นต้องไปที่งานก่อนคนอื่น เพื่อช่วยตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนว่างานจะเริ่มขึ้น แอ๊บบี้กับพ่อก็ต้องตามไปด้วย เพื่อช่วยจัดโต๊ะเก้าอี้เตรียมไว้แอ๊บบี้กำลังสาละวนอยู่กับการจัดแซนด์วิชที่หันเป็นคำเล็กๆ ใส่ลงในจานเปล ตอนที่บาทหลวงออกุสติสกับภรรยาเดินทางมาถึง พร้อมด้วยแขกที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับครอบครัว เนื่องจากมือยังไม่ว่าง แอ๊บบี้จึงไม่มีโอกาสทักทาย เพียงแต่ปรายตามองดูเท่านั้น และหลังจากนั้นแล้วแขกคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยกันเข้ามา ซึ่งทำให้แอ๊บบี้ต้องเร่งมือขึ้นกว่าเดิม เพราะยังมีเครื่องดื่มที่จะต้องใช้ในการเลี้ยงรับรองนี้อีกเธอถือช้อนไว้ในมือตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นทางข้างหลัง เนื่องจากยังไม่อาจทำอะไรให้เร็วกว่านั้นได้ เธอจึงวางช้อนเรียงลงทีละอันๆ หวังแต่เพียงว่าแขกจะมีความอดทนรอคอยนานกว่านี้อีกสักเล็กน้อย“สวัสดีครับ คุณสก็อตต์” เสียงผู้ชายคนหนึ่งทักทายขึ้น แอ๊บบี้จำเสียงที่คุ้นหูนั่นได้ทันทีแต่แล้วเธอก็ต้องแปลกใจอย่างยิ่งเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเสียงที่รู้สึกว่าคุ้นหูนั้นเป็นเสียงของเซธ ทัลบอท ที่หยุดรถลงให้ความช่วยเหลือเมื่อวันวาน เธอหันขวับไปมองบนหน้าเขา“เฮลโล คุณทัลบอท” ในตอนแรกสายตาของเธอมิได้มองเลยไกลไปจากดวงตาสีฟ้าเข้มที่ราวกับมีกระแสไฟฟ้าพุ่งออกมาจากตรงนั้น ความเข้มของดวงตาตัดสีผิวของใบหน้าที่ราวกับหล่อออกมาจากทองสำริดไม่มีผิดแต่เมื่อสายตาเลือนลงมองเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่มาร่วมงานเลี้ยงน้ำชาในบ่ายวันนี้ แอ๊บบี้ก็ถึงกับตะลึงงันไป แถบสีขาวที่อยู่รอบคอานั้นมันบอกให้รู้ว่า เขามีตำแหน่งอยู่ในศาสนจักรด้วย...“ได้หม้อน้ำใหม่ให้มาเบลแล้วใช่ไหมครับ” เขาเอยถามขึ้นที่จริงแอ๊บบี้ก็ได้ยินเสียงพูดของเขาอยู่ แต่ในยามนี้ดูเหมือนกล่องเสียงจะกลายเป็นอัมพาตไปแล้ว ที่ทำได้ก็เพียงแค่พยักหน้ารับ แต่คำถามประโยคนั้นก็ยังประสบความสำเร็จที่จะทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้งและครั้งนี้ไม่มีอะไรที่จะต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว เขาเป็นใครคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในศาสนจักรจริง ใบหน้านั้นไม่น่าจะเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเลย เพราะมันบ่งบอกถึงความเป็นชายชาตรี บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ปุถุชนมากเกินไป“มีอะไรหรือครับ” แววแห่งความสงสัยฉายชัดขึ้นทั้งในสีหน้าและแววตาของเขา“ค่ะ...เอ้อ...มิได้...คือว่า...” แอ๊บบี้อึกอัก รู้ดีว่ามันออกจะเป็นการหยาบคายไปหน่อย ที่เธอแสดงอาการตกตะลึงใส่เขาอย่างนี้ แต่ในที่สุดเธอก็ตอบออกไปอย่างซื่อสัตย์ต่อตนเอง “คือ...ฉันคิดไม่ถึงว่าคุณจะเป็นนักบวช...คือท่าทางคุณไม่ให้เลยค่ะ”“อ้อ...ผมเข้าใจแล้ว” มุมปากกดลึกเป็นรอยยิ้มอย่างขบขัน รอยยับย่นตรงหางตาเพิ่มเสน่ห์ให้กับใบหน้านั้นอีกมาก“คือ...หมายถึงว่าเมื่อวานนี้...ตอนที่เราพบกันกลางถนนคุณไม่ได้มีท่าว่าจะเป็นนักบวชเลยนี่คะ” แอ๊บบี้รู้สึกรำคาญตัวเองอย่างที่สุด ที่ไม่อาจสรรหาคำพูดที่เหมาะสมมาอธิบายให้เขาเข้าใจได้ “แต่พอเห็นคุณแต่งตัวแบบนี้ในวันนี้...เอ้อ...ฉันต้องขอโทษอย่างมาก...”“ขอโทษเรื่องอะไร” เขากลับย้อนถาม “การแสดงออกของคุณมันก็เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติ ผมเองก็ไม่รู้ว่าคุณอยู่ที่ยูเรก้า สปริงส์ นี่ ไม่อย่างนั้นก็คงเล่าให้ฟังแล้วว่าผมย้ายมาประจําอยู่ที่นี่”“แต่...” แอ๊บบี้ตั้งท่าจะค้านแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อวานเธอเองก็ไม่ได้บอกให้เขารู้เหมือนกันว่า เธอเป็นชาวเมืองนี้ “นั่นสิคะ ฉันไม่ได้บอกคุณจริงๆ เสียด้วย” เธอพูดเสียงเบา“ผมดีใจที่คุณเป็นสมาชิกของโบสถ์คนหนึ่ง” รอยยิ้มอาบเสน่ห์ดูจะฉาบอยู่บนริมฝีปากของเขาตลอดเวลา “เมื่อมาถึงเวลานี้ ผมเกือบจะเชื่อแล้วด้วยซ้ำว่าสมาชิกของโบสถ์จะต้องมีอายุเกินสี่สิบปีขึ้นไปแล้วทั้งนั้น”ดูเหมือนเขาจะครองความเป็นคนเจ้าเสน่ห์มากเหลือเกิน แอ๊บบี้ต้องคอยเหลือบตามองคอลล่าร์ตลอดเวลา เพื่อเตือนตัวเองว่าเขาเป็นพระ ไม่ใช่ผู้ชายธรรมดาที่เธอจะให้ความใกล้ชิดสนิทสนมได้ด้วย และถ้าจะให้ดีเธอควรลืมเขาเสียเลย“ตอนนี้เป็นหน้าร้อนมีกิจกรรมให้ทำมากมาย เพราะฉะนั้นพวกคนหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกับฉันเขาก็มีเรื่องอื่นสนุกกว่าให้ทำเยอะแยะไปค่ะ” เธอให้เหตุผลไปอีกทางหนึ่งเพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่ากำลังถูกตำหนิที่คนซึ่งมีอาชีพและหน้าที่อย่างเขาไม่สามารถจะดึงดูดความสนใจให้ผู้คนมาโบสถ์กันมากขึ้นได้“บางทีคุณอาจจะช่วยผมได้อีกแรงหนึ่ง อย่างน้อยก็ช่วยชักชวนให้พวกเขามาโบสถ์ในตอนเช้าวันอาทิตย์ได้ก็ยังดี” บาทหลวงเซธ ทัลบอทให้ข้อเสนอแนะแอ๊บบี้อยากจะช่วยอย่างที่เขาเสนอแนะออกมาก็จริง แต่ก็ยังอดถามตัวเองไม่ได้ ว่าเจตนาในการช่วยเหลือ ครั้งนี้มันเป็นอย่างไร เธออยากจะช่วยงานของทางโบสถ์จริง หรือทำเพราะเสน่ห์ทางเรือนกายของเขาดึงดูดจิตใจเธอได้อย่างมาก การสนองตอบของเธอในครั้งนี้มันแสงออกถึงความเป็นผู้หญิงอย่างเต็มที่“เอ้อ...ที่จริงแล้วฉันก็ไม่ใคร่แน่ใจว่าตัวเองจะเป็นคนที่เคร่งครัดในกิจของทางศาสนาเท่าไรนักหรอกค่ะหลวงพ่อ” คำหลังนั้นเธอเอ่ยออกไปอย่างไม่เต็มใจเลยรู้สึกแปลกๆ อย่างไรบอกไม่ถูกถ้าเขาจะสังเกตเห็นความลังเลที่เกิดขึ้นยามที่เธอเอ่ยเรียกเขาด้วยสรรพนามนั้นออกมา เซธ ทัลบอท ก็แสรังทำเป็นไม่สนใจเสีย“ถ้ายังงั้นผมก็เห็นจะต้องใช้คุณเป็นลูกแกะตัวแรกที่จะล่อให้ทั้งฝูงเดินเข้ามาเสียแล้วละครับ” รอยยิ้มดูจะกดลึกลงกว่าเดิมแอ๊บบี้จำต้องหลบตาลง ไม่อยากให้เขาเห็นความรู้สึกภายในที่ฉายชัดออกมาทางแววตาของเธอในยามนี้ พยายามบอกตัวเองอยู่ว่ารูปลักษณ์ทางเรือนกายของเขาย่อมสามารถดึงดูดจิตใจของทุกคนได้อยู่แล้วไม่ใช่แต่เธอเพียงคนเดียว“แอ๊บบี้ เสร็จหรือยังล่ะ” เสียงแม่ถามมา ซึ่งทำให้การสนทนาขาดตอนลงเธอหันไปมองทางมารดาด้วยสีหน้าที่บอกความละอาย ราวกับตัวเองเป็นเด็กเล็กๆ ที่ถูกจับได้ว่า แอบกระทำความผิดคาหนังคาเขาเพราะความซุกซน มันเป็นอาการที่มารดารู้จักดี แววในดวงตาของนางจึงเครียดเขม็งขึ้น“เกือบเสร็จแล้วละค่ะแม่” เธอหันไปบอกทั้งที่ยังถือช้อนไว้ในมือแต่ขณะนี้ความสนใจของ อลิซ สก็อตต์ กำลังมุ่งไปที่บุรุษผู้ยืนอยู่เคียงข้างแอ๊บบี้ ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นเขาอยู่ในเสื้อคลุมสีดำ มีคอลลาร์สีขาวติดอยู่ ตรงลำคอ“ผมคิดว่าเรายังไม่เคยรู้จักกันนะครับ” เซธเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “ผมคือบาทหลวงทัลบอทที่จะมาประจำที่โบสถ์นี้ไงครับ”“โอ ขอโทษค่ะ” แอ๊บบี้เพิ่งนึกถึงมรรยาทของตนขึ้นมาได้ “ขอแนะนำให้รู้จักแม่ค่ะ อลิซ สก็อตต์”“ผมสังเกตเห็นอยู่แล้วละครับว่า หน้าตาคล้ายกันมาก” เขาส่งยิ้มอบอุ่นให้กับมารดาของเธอ “แค่มองหน้าก็รู้แล้วละครับคุณนายสก็อตต์ ว่าลูกสาวคุณนายรับมรดกความงามจากคุณมาอย่างเต็มที่เลย”ถ้าจะว่าไปแล้วมันก็เป็นเพียงคำพูดที่แสดงออกถึงมรรยาทอันสุภาพ แทบจะไม่ได้มีความหมายอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่วิธีการใช้คำพูดและน้ำเสียงทำให้สัมผัสความจริงใจที่แฝงอยู่ได้ และทำให้คำพูดประโยคนั้นมีค่าขึ้น แอ๊บบี้รู้สึกดีใจที่เห็นใบหน้าของแม่แดงเรื่อขึ้นด้วยความชื่นชมกับคำอภินันทนาการที่ได้รับ แต่แล้วก็หงุดหงิดใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้“พ่อคงจะอยู่แถวๆ นี้ละค่ะ” แอ๊บบี้บอกเซธพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบห้อง “แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน” คำพูดนั้นซ่อนนัยราวจะเตือนมารดาให้รู้ตัวว่าเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว“สามีฉันน่ะอยากพบท่านเหมือนกันนะ คุณพ่อทัลบอท” อลิซเอยขึ้นและถามต่อว่า “แล้วนี่ครอบครัวของท่านอยู่ไหนล่ะคะ มาด้วยหรือเปล่า”