ตอนที่ 14
หินลับมีด
ยามเช้าที่อาณาจักรฟ้าเหมันต์ หาได้พบเห็นแสงตะวันส่องต้องผืนปฐีไม่ หากมีเพียงสายลมอันเย็นเยือก และปุยหิมะลอยล่องเต็มนภา
ณ ที่ราบสูงกว้างใหญ่ไกลสุดทางตอนเหนือของอาณาจักร ที่รอบด้านต่างปกคลุมไปด้วยหิมะกว้างไกลสุดสายตา ยามกลางวันมืดมิด พายุหิมะพัดกระโชกตลอดชั่วนาตาปี นามของสถานที่แห่งนี้เรียกว่า ที่ราบสูงเหมันตกาล ที่ราบสูงแห่งนี้ห่างไกลจากความเจริญ ดูคล้ายว่าจะไม่มีผู้ใดรั้งอาศัยอยู่ หากทว่า สถานที่แห่งนี้กลับตั้งสถิตไว้ด้วยบางสิ่ง เป็บางสิ่งที่คล้ายดั่งตำนานเล่าขานของชนชาวโลก เป็ตำนานอันน่าเลื่อมใสบูชา เป็ตำนานอันน่าครั่นคร้ามยำเกรง เป็ตำนานที่ยังคงมีชีวิต เป็แดนผู้พิทักษ์
เป็ตำหนักนางเซียน
ที่ใจกลางของที่ราบสูงเหมันตกาลอันหนาวเหน็บ จึงเป็สถานที่ตั้งสถิตของตำหนักนางเซียน ตำหนัก นับร้อยหลัง หากปลูกสร้างขึ้นจากผลึกน้ำแข็งสีฟ้าเย็นเหยียบ ทว่าน่าแปลก ที่แม้ท้องฟ้าจะมืดมิด หากตำหนักเหล่านี้กลับเรืองแสงสีฟ้าจนสว่างไสวเรืองรอง โดดเด่นท่ามกลางพายุหิมะหนาหนักและรุนแรง ดูไปจึงมิต่างจากภาพฝันมายาที่ยากจะพบเห็น
ณ ใจกลางหมู่เรือนตำหนัก เป็ตำหนักอันใหญ่โตโอ่อ่า ด้านในคือโถงกว้าง เสาน้ำแข็งคำยันลำต้นใหญ่โต ช่องหน้าต่างทุกบานเปิดอ้า มองเห็นกระแสพายุหิมะที่ปลิวว่อน หากแปลก ที่ทั้งกระแสลมและปุยหิมะไม่อาจพัดผ่านเข้ามา
ริมหน้าต่างด้านในสุดยืนไว้ด้วยสตรีผู้หนึ่ง สตรีในชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์ จนแลคล้ายดุจนางเซียนบนสรวง์ ใบหน้างดงามเป็เอก แววตานุ่มลึกจับจ้องมองไปยังท้องฟ้าที่มืดมน ชั่วขณะต่อมาก็บังเกิดมีเสียงเรียกขานทำลายความสงบลง
“ ท่านพี่”
เป็แว่วเสียงของสตรีอันสดใสที่ดังขึ้น ส่งผลให้หญิงสาวถอนสายตาออกจากผืนฟ้าดำมืด ก่อนจะผินกายหันกลับไปมองทางประตูตำหนัก
“ เ้ามาแล้ว?” นางกล่าวอย่างสงบ กระทั่งสายตาที่จับจ้องหญิงสาวผู้มาใหม่ ยังสงบนิ่งไร้อารมณ์
หญิงสาวผู้มาใหม่ นางเองก็อยู่ในชุดยาวสีขาวดุจเดียวกัน หากเค้าหน้าแลคล้ายว่าจะอ่อนเยาว์กว่า กระทั่งสีหน้ายังมิได้เรียบเฉยไร้อารมณ์
“ ข้าพึ่งกลับมาถึง หากได้ยินว่าท่านธิดาัตอบสารกลับมาแล้ว” หญิงสาวผู้มาใหม่กล่าวขึ้น ส่งสายตาอยากรู้อยากเห็น มองใบหน้าของสตรีที่ตนเรียกหาว่า ท่านพี่
“ ข้าจึงบอกเ้ากี่ครั้งกี่หนแล้ว ให้เรียกหานางว่าท่านเทพธิดา นางมิชอบคำ ธิดาั นั่น”
“ ทราบแล้วเ้าค่ะท่านพี่ ว่าแต่นางตอบกลับสารของเรามาแล้วใช่หรือไม่?” นางยังคงถามย้ำ
เห็นท่านพี่ของนางพยักหน้า นางจึงกล่าวถามขึ้นต่อ “ แล้วเป็เช่นไร? นางใช่มีโทสะเพราะเื่นี้หรือไม่?”
พอเห็นว่าครานี้ท่านพี่ของนางส่ายหน้า ก็พลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ นับว่าโชคดียิ่ง ที่นางไม่บันดาลโทสะกับพวกเรา”
“ มิแปลก ถ้าหากว่านางจะบันดาลโทสะลงมา นางใช้ให้เราหาคน หากเนิ่นนานกว่าเราจึงค่อยพบ แต่ยังนับว่ายังโชคดี ที่เฉินเสวี่ยเอ๋อร์ผู้นี้มิได้ถูกบุรุษผู้ใดข่มเหงรังแกมา มิเช่นนั้น นางคงได้บันดาลโทสะลงมาจริงๆ” ผู้เป็พี่กล่าวอย่างสงบ
“ ไหนเลยจึงเป็ความผิดของพวกเรา ล้วนเป็ท่านธิดามัง... ท่านเทพธิดาให้ข้อมูลมาเองทั้งสิ้น ว่าผู้พิชิตนางนี้มีนามเรียกว่าเฉินเสวี่ยเอ๋อร์ อาศัยอยู่ในเมืองเมฆาคล้อย ทางตะวันออกของอาณาจักรเมฆคราม แต่ที่ไหนได้ เรากลับพบเจอนางใช้นามมู่เสวี่ยหลัน กลายเป็ศิษย์รับใช้อยู่ในตำหนักสี่ฤดู สำนักสาขาของเราที่นครหลวงเมฆคราม”
“ เ้าก็ตรวจสอบด้วยตัวเองดูแล้ว ย่อมทราบชัดว่า นางเป็เฉินเสวี่ยเอ๋อร์จริง ทั้งก่อนหน้ายังอาศัยอยู่ในเมืองเมฆาคล้อยจริง แล้วยังจะกล้าสงสัยในคำกล่าวของท่านเทพธิดาอีกหรือ?”
“ ไหนเลยจะกล้ามีความคิดสงสัย ท่านธิดามัง... ท่านเทพธิดาเป็ตัวตนใช่ไร คำทำนายของนางเคยหรือที่ไม่เป็จริง”
ผู้เป็พี่พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย “ แล้วเื่ราวเป็เช่นไร เล่ามาให้กระจ่าง ไฉนจึงไปพบนางที่ตำหนักสี่ฤดู”
“ เริ่มจากที่ข้าไปรับนางถึงตระกูลเฉินในเมืองเมฆาคล้อย หากกลับพบว่านางถูกพาตัวไปยังตระกูลเฉินในนครหลวง เพื่อเตรียมเข้าพิธีสมรส”
“ สมรส?”
“ ต้องท้าวความเดิมก่อนว่า ท่านผู้พิชิตนั้นนางมีพันธหมั้นหมายอยู่ก่อนแล้ว หากเป็กับนายน้องตระกูลหลี่ที่อาศัยอยู่ในเมืองเมฆาคล้อยแห่งนั้น ทว่า บิดาของนางเลือกหักหน้าตระกูลหลี่ มอบนางให้กับศิษย์ผู้หนึ่งของตระกูลเฉินที่มาจากนครหลวง ให้กลับไปตบแต่งเป็ภรรยา ซึ่งนางก็ได้จากมาพร้อมกับศิษย์ตระกูลเฉินผู้นั้น ทั้งยังจากมาได้เกือบจะหนึ่งเดือนแล้ว ยามนั้นข้าจึงเป็กังวลยิ่ง หวั่นเกรงว่าเื่ราวอาจไม่ทันการ จึงรีบตรงไปทวงคนจากตระกูลเฉินในมหานคร หากคำตอบที่ได้รับ กลับเป็ ยังไม่มีผู้ใดเดินทางกลับมา”
“ เมืองเมฆาคล้อยกับนครหลวงเมฆครามห่างไกลกันถึงเพียงนั้น?”
ผู้เป็น้องส่ายหน้า “ ถึงให้เดินทางด้วยรถม้า แต่จะอย่างไรก็ไม่เกินสามสัปดาห์”
“ เช่นนั้นเกิดเื่ราวใดขึ้น?”
“ หลังจากพบว่าไม่มีผู้ใดกลับมา ข้ากับตระกูลเฉินจึงร่วมกันออกตามหา หากกลับพบว่าไม่ไกลห่างจากมหานคร มีรถเทียมม้าสองคันของตระกูลเฉินจอดอยู่ในป่า ม้าก็ยังอยู่ หากไร้วี่แววของผู้คน เมื่อเข้าตรวจสอบภายในรถ กลับพบว่ารถคันหนึ่งมีศพ เป็ศพของศิษย์ตระกูลเฉินผู้นั้น”
“ ตายเช่นไร?” ผู้เป็พี่เลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ
“ ถูกมีดแทงตัดขั้วหัวใจ แต่ที่น่าแปลก คือโดยรอบไม่มีร่องรอยการต่อสู้ขัดขืน”
“ เช่นนั้นใยมิใช่ผู้สังหารมีฝีมือสูงล้ำกว่า”
“ หรือไม่ก็ถูกจู่โจมสังหารโดยมิได้ทันได้ระวังป้องกัน” ผู้เป็น้องกล่าวเสริม
“ เ้าคิดว่าเป็ฝีมือของเฉินเสวี่ยเอ๋อร์?”
“ ข้าเองก็ไม่มั่นใจนัก ระดับพลังของนาง เพียงขอบเขตบาดาลขั้นที่หนึ่ง ซึ่งยังต่ำกว่าศิษย์ตระกูลเฉินผู้นั้นอยู่หนึ่งขอบเขต ทั้งนางก็ยังเป็แค่เด็กน้อยวัยสิบหกปีผู้หนึ่ง จะมีฝีมือที่อำมหิตเืเย็นได้ถึงขั้นนั้นเชียวหรือ?”
“ แล้วเ้าได้สอบถามนางมาบ้างหรือไม่?”
“ เคยแล้ว นางเพียงบอกว่าถูกศิษย์ตระกูลเฉินผู้นั้นทิ้งไว้กลางทาง นางจึงเดินเท้าต่อมา จนกระทั่งพบเข้ากับตำหนักสี่ฤดู”
“ ย่อมเป็นางโกหกแล้ว”
“ ข้าย่อมดูออกว่านางโกหก แต่ในเมื่อนางไม่ยินดีจะบอกกล่าว หรือท่านคิดแง้มปากให้นางพูด จะอย่างไรตอนนี้นางก็มีสถานะเป็ผู้พิชิต ตำแหน่งนี้หากบอกกล่าวออกไป ยังนับว่าสูงส่งกว่าตำแหน่งผู้นำแห่งแดนผู้พิทักษ์ทั้งสี่ของเราเสียอีก”
“ สถานะผู้พิชิตของนางยามนี้ สมควรมีเพียงเราสองที่ทราบ หากไม่มีคำสั่งจากท่านเทพธิดาก็อย่างได้พลั้งปากกล่าวคำออกไป”
ผู้เป็น้องพยักหน้ารับ “ ยามนี้ข้าแต่งตั้งให้นางขึ้นเป็ เทพธิดาเหมันต์ สถานะตำแหน่งยังสูงล้ำกว่าจ้าวตำหนักสี่ฤดูอีก”
ผู้เป็พี่พยักหน้าเห็นด้วย “ แล้วไฉนเ้าจึงไม่พานางกลับมาพร้อมกันกับเ้าเสียเลย”
“ นางบอกมีเื่ราวที่้ากระทำ ยังคงขอรั้งอยู่ในอาณาจักรเมฆครามสักระยะหนึ่ง”
“ เช่นนั้นก็ตามแต่นางเถอะ เพียงเ้าจัดวางคนที่ไว้ใจ มอบหมายให้ดูแลนาง อย่าให้ได้ขาดตกบกพร่อง อ่อ...แล้วก็เื่อาการป่วยของนาง หากเกินกำลังความสามารถของเรา ก็ให้ตามคนจากหุบเขาหมอกมายามาช่วยดูอาการ ให้อ้างว่าเป็คำสั่งของท่านเทพธิดาไป”
“ ท่านว่านางป่วย? นางป่วยเป็อันใด?” ผู้เป็น้องกล่าวถามขึ้นอย่างสงสัย
“ เ้ามิทราบ?”
“ ข้าตรวจสอบนางแล้ว ก็เพียงเห็นว่านางก็ปกติดี มิได้ป่วยเป็อันใด”
“................”
การสนทนาของนางเซียนสองพี่น้อง ย่อมไม่อาจได้ยินมาถึงหูของหานเฟิง ที่อยู่ไกลห่างออกไปคนละอาณาจักร ซึ่งชายหนุ่มย่อมต้องไม่ทราบแน่ ว่าเฉินเสวี่ยเอ๋อร์ที่ตนเคยเฝ้าครวญคิดถึง ได้กลับกลายเป็ตัวตนที่มันเอื้อมไม่ถึงไปเสียแล้ว แต่นั่นก็เพียงแค่ในตอนนี้ วันหน้า หากมันได้พบเจอกัน ก็มิรู้ว่ามันจะแสดงออกเช่นไร ยังคงรักนางอย่างสุดหัวใจอยู่หรือไม่ หรือตัดใจไปแล้วตั่งแต่วันที่มันได้มองส่งนาง
หานเฟิงยามนี้เพียงยืนรวมอยู่กับกลุ่มศิษย์ที่บริเวณลานกว้าง ซึ่งเป็ไปตามเวลานัดหมาย คือหลังอาทิตย์ขึ้นครึ่งชั่วยาม ทั้งหมดยืนรออยู่ไม่นาน ก็เห็นเป็ชายหญิงคู่หนึ่งเดินมา ทั้งสองสวมใส่อยู่ในชุดของอาจารย์ หญิงสาวรูปร่างหน้าตาหมดจดงดงาม ดูอายุวัยคล้ายประมาณยี่สิบ ส่วนบุรุษเป็วัยกลางคน รูปร่างสูงใหญ่กำยำ
ศิษย์ทั้งร้อยคนยกมือขึ้นป้องคารวะ พร้อมกล่าวทักทาย เมื่อผู้เป็อาจารย์ทั้งสอง เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้า
“ สวัดดีเหล่าเด็กใหม่ ข้าเรียก ซูหยวนป้า ส่วนนาง” ผายมือไปทางอาจารย์หญิง “ เรียกซูเยว่”
ซูหยวนป้ากวาดสายตามองเหล่าศิษย์อีกรอบ ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อ “ พวกข้าสองพี่น้องได้รับคำสั่ง ให้เป็อาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเ้า ซึ่งไม่ว่าจะนอกหรือในเวลาเรียน หากมีปัญหาใด หรือ้าคำปรึกษา เมื่อพบเจอพวกข้าคนใดคนหนึ่ง ก็สามารถสอบถามได้ตลอดเวลา”
ทุกคนพยักหน้ารับ
“ ส่วนเื่แรกที่จะต้องชี้แจง…” ครานี้ผู้กล่าวเป็ซูเยว่ เสียงของนางก็ไพเราะเชกเช่นหน้าตา “ พวกเ้าทราบกันหรือไม่ ว่าวาระการเป็ศิษย์ของวังยุทธ์คือกี่ปี”
“ หกสิบปี” ทุกคนกล่าวอย่างพร้อมเพรียง
ซูเยว่พยักหน้ารับ “ ภายในสองปีแรกพวกเ้าต่างไม่ได้รับอนุญาติให้ลงจากเขา ฝ่าฝืนจะถูกขับออกจากการเป็ศิษย์ ส่วนเื่ทางบ้านของพวกเ้า ทางคณะอาจารย์ได้ทำหนังสือแจ้งไปั้แ่รุ่งเช้าแล้ว ไม่ต้องเป็ห่วง ซึ่งหากทางบ้านของพวกเ้ามีเื่เร่งด่วน ทางฝ่ายนั้นจะเป็คนติดต่อเข้ามาเอง”
เหล่าศิษย์ล้วนพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเห็นซูเยว่เปิดปากกล่าวขึ้นต่อ
“ ส่วนเื่การเรียน จะมีคาบเรียนบังคับที่พวกเ้าเหล่าศิษย์ใหม่ทุกคนต้องเข้าเรียน สัปดาห์ละหนึ่งวัน เริ่มที่วันนี้ เราสองคนจะเป็อาจารย์ผู้สอน ซึ่งห้องเรียนของเราก็คือ ตำหนักยุทธ์ โดยที่เราจะแบ่งออกเป็สองห้อง ห้องละห้าสิบคน ชายหญิงคละกันไปห้องละเท่าๆกัน ส่วนวันอื่นๆที่ไม่มีการเรียน ก็อนุญาติให้พวกเ้ากระทำการได้อย่างอิสระ จะบ่มเพาะระดับพลัง ประลองยุทธ์ หรือจะทำภารกิจ ก็ล้วนตามแต่ที่พวกเ้า้า หรือหากใครยัง้าเรียนเสริม แผนกต่างๆ ล้วนมีอาจารย์ผู้สอนในทุกๆวัน พวกเ้าสามารถเลือกเรียนได้อย่างอิสระ”
มองดูบรรดาศิษย์พยักหน้ารับอีกครา ก่อนที่ซูหยวนป้าจะรับ่กล่าวต่อ
“ ส่วนข้อเรียกร้องที่ทางสำนักมีต่อพวกเ้า ในยามนี้ยังคงไม่มีใด แต่หลังจากนี้ อีกสองปี จะมีข้อเรียกร้องให้พวกเ้าสำเร็จภารกิจระดับสี่ อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งนั่นก็คือข้อเรียกร้องทั้งหมดตลอดหกสิบปีของวารการเป็ศิษย์”
“ ภารกิจระดับสี่คืออะไร?” มีคนยกมือถาม
“ ภารกิจแบ่งออกเป็สี่ระดับตามความยากง่าย ดังนั้นภารกิจระดับสี่จึงนับว่ายากที่สุด ซึ่งก็มีด้วยกันหลากหลายประเภท เมื่อถึงเวลาพวกเ้าจะทราบเอง แต่พวกเ้ายามนี้ สามารถรับภารกิจได้สูงสุดเพียงแค่ระดับหนึ่ง และสองเท่านั้น”
เมื่อเห็นว่าบรรดาศิษย์ต่างนิ่งเงียบ ซูหยวนป้าจึงกล่าวขึ้นต่อ “ ยังมีผู้ใด้าจะสอบถามเพิ่มเติมอีกหรือไม่?”
“ หากอยู่ครบหกสิบปีแล้ว จะอยู่ต่อได้หรือไม่?” มีคนยกมือถาม
“ อยู่ได้ แต่ต้องสอบให้ผ่านเพื่อเป็อาจารย์ เหมือนดั่งเช่นพวกข้าและอาจารย์อีกหลายๆท่าน” ซูหยวนป้าตอบ
“ ยังมีใครสงสัยอะไรอีกหรือไม่?”
……………………….
“ เช่นนั้นเรามาแบ่งห้องเรียนกันเถอะ”
จากนั้นจึงเป็เื่ราวการแบ่งห้องเรียน มิรู้ว่าใช้หลักเกณฑ์อันใดในการแบ่ง หากหานเฟิงได้อยู่ห้องหนึ่ง ร่วมกับ หวังเจิ้งหู่ ทั้งยังมีสุ่ยหลิงเยว่ที่สหายผู้นี้พึงใจ ส่วนคนรู้จักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็หวังซูเหยา เฉินฟ่าน หรือลู่เฉิน ต่างก็ไปอยู่ในสองที่มีซูเยว่เป็ผู้สอน
เมื่อแบ่งห้องกันแล้วเสร็จ อาจารย์ประจำห้องก็นำนักเรียนของตนไปยังตำหนักยุทธ์ หานเฟิงได้ซูหยวนป้าเป็ผู้สอน ครึ่งเช้าร่ำเรียนเื่ราวพื้นฐานทั่วๆไป กลางวันพักทานอาหาร ครึ่งวันบ่ายสอนต่ออีกเพียงแค่หนึ่งชั่วยามก็ปล่อยออกมา
“ ตะวันยังไม่ลับ วันนี้เ้าจะไปที่ใดต่อ?” ผู้กล่าวเป็หวังเจิ้งหู่ ซึ่งกล่าวต่อหานเฟิง ทั้งด้านข้างของหวังเจิ้งหู่ยังยืนไว้ด้วยแม่นางสุ่ยหลิงเยว่ผู้นั้น ต้องกล่าวว่า เพียงหนึ่งวัน หวังเจิ้งหู่ก็สามารถตีสนิทกับแม่นางสุ่ยหลิงเยว่ผู้นี้ได้อย่างแยบคาย ซึ่งนางเองก็มิได้ถือสา กลับยังคล้ายว่าจะยินดียิ่ง ที่ได้มีสหายให้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน ทั้งหานเฟิงเองก็ได้สนทนากับนางอยู่หลายประโยค จึงได้ทราบว่า แท้จริงแล้วนางเป็บุตรสาวคนเล็กของผู้นำตระกูลสุ่ยคนปัจจุบัน ซึ่งบิดาของนางก็คือพี่ชายคนโตของมารดา ดังนั้นมันกับนางจึงนับว่ามีความเกี่ยวดองกัน
“ ข้าตั้งใจจะไปเรือนเม็ดยา” หานเฟิงกล่าวตอบ
“ เช่นนั้นก็เป็ทางเดียวกัน ข้ากับแม่นางสุ่ยจะไปที่ตำหนักกลั่นสกัด”
“ เ้าจะกลั่นโอสถ?” หานเฟิงถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“ ข้าจะลองเปลี่ยนมาฝึกสายการผลิตดู ข้าเห็นว่าการต่อสู้ไม่ค่อยเหมาะกับตัวข้า จึงให้พี่ชายพี่หญิงทั้งสองของข้ารับไปแทนเถอะ”
หานเฟิงพยักหน้ารับ ในใจก็เห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง นิสัยของสหายผู้นี้ หากไม่เอาดีทางด้านสายการผลิต ก็ควรเป็ศิลปะดนตรี
จากนั้นทั้งสามก็พากันใช้เส้นทางตัดตรงเข้าสู่ตำหนักกลั่นสกัดและเรือนเม็ดยา แน่นอนว่าผู้นำคือหานเฟิงที่รู้ทางอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งไม่นานก็มาถึง
“ ข้าจะเข้าไปในตำหนักกลั่นสกัด วันนี้ยังคงเข้าไปดูคร่าวๆ พรุ่งนี้จึงค่อยเริ่มเรียน เ้าสนใจเข้าไปร่วมเดินดูกับพวกข้าหรือไม่?” ผู้กล่าวเป็หวังเจิ้งหู่ ซึ่งยังคงกล่าวถามต่อหานเฟิง
หานเฟิงขบคิดเล็กน้อย “ เช่นนั้นข้าเข้าไปชมดูเป็เพื่อนเ้าสักครู่” ที่จริงวันนี้มันตั่งใจใช้หนึ่งพันคะแนนที่มีแลกเปลี่ยนเป็เม็ดยามาบางส่วน แล้วที่เหลือก็จะนำไปเช่าห้องในตำหนักบำเพ็ญ เพื่อใช้ปิดด่านดูดซับเม็ดยา ซึ่งมันคาดการไว้คร่าวๆว่า เฉพาะเม็ดยาบันไดเมฆ ก็สมควรใช้เวลาในการดูดซับไม่ต่ำไปกว่าสามวัน
จากนั้นทั้งสามก็ตบเท้าเดินเข้าตำหนักกลั่นสกัดไป ต้องกล่าวว่าในชีวิตที่แล้วหานเฟิงไม่ได้มีโอกาสเข้าตำหนักกลั่นสกัด มันเพียงเข้าตำหนักหล่อหลอมอยู่เพียงครั้ง แต่เห็นว่าตนไม่เหมาะกับสายการผลิตจึงไม่เข้าไปอีกเลย หากมาวันนี้มันกลับได้เข้ามาเยือนตำหนักกลั่นสกัด ทุกสิ่งอย่างจึงนับเป็ภาพที่ดูแปลกตาสำหรับมันยิ่ง ภายในตำหนักถูกจัดแบ่งเป็ห้อง มีห้องเรียน ห้องกลั่นเม็ดยา ห้องตำรา และห้องเก็บสมุนไพร
ทั้งสามแวะดูห้องเรียนก่อน เห็นมีเพียงแค่สองห้อง ห่องหนึ่งว่างเปล่า ส่วนอีกห้องมีผู้เรียนมากมาย ผู้บรรยายหน้าห้องก็เป็อาจารย์ พวกมันเข้ามาชมดู ท่านก็มิได้สนใจ ยังคงบรรยายสมุนไพรในมืออย่างออกรสออกชาติ ที่เห็นจะมีปฏิกิริยาในพวกมันสามคน ก็คงจะมีแต่สุ่ยหลิงเยว่ แววตาของนางสาดประกายด้วยความตื่นเต้น คล้ายกระหายใคร่ที่จะเข้าไปนั่งเรียน สุดท้ายนางกลับถูกหวังเจิ้งหู่ลากตัวออกมา
ห้องต่อไปที่พวกมันไปชมดู คือห้องกลั่นเม็ดยา ซึ่งมีจำนวนห้องมากที่สุดในตำหนัก มีทั้งห้องรวมและห้องเดี่ยว ทั้งพวกมันยังเห็นบรรดาศิษย์พี่และอาจารย์ ที่กำลังกลั่นเม็ดยากันอย่างขมักเขม้น สุ่ยหลิงเยว่มีอาการอีกแล้ว นางคล้ายว่าจะตรงดิ่งไปกลั่นเม็ดยา หากสุดท้ายยังคงถูกหวังเจิ้งหู่ลากตัวกลับมาได้
ห้องต่อไปที่พวกมันไปชมดู คือห้องตำรา ตำราที่จัดเรียงล้วนเป็เพียงตัวอย่าง ซึ่งถ้าเป็สูตรเม็ดยา ก็เพียงบอกแค่สรรพคุณ หรือถ้าเป็ตำราการกลั่นสกัด ก็มีเพียงบทตัวอย่างให้รับชม ถ้า้าฉบับจริง จำต้องจ่ายเป็คะแนนกับอาจารย์ผู้คุม ซึ่งสุ่ยหลิงเยว่ยังคงเป็ผู้ที่กระตือรือร้นเป็ที่สุด นางหยิบตำราเล่มนั้นเล่มนี้จนมือเป็ระวิง หากสุดท้ายถูกหวังเจิ้งหู่พาให้นางเก็บตำรากลับคืน
ออกมาจากห้องตำรา ก็เหลือเพียงห้องเก็บสมุนไพร หานเฟิงมองลอดช่องหน้าต่างออกไปสังเกตฟ้า ก็เห็นว่าบรรยากาศเย็นมากแล้ว ครั้นจะขอตัวรีบไปเรือนเม็ดยา กลับถูกสหายลากพาเข้าห้องเก็บสมุนไพรไป
ครั้นเข้ามาถึงด้านใน ก็ได้กลิ่นสมุนไพรตลบอบอวล มีทั้งสมุนไพรสดและตากแห้ง มีอยู่มากมายหลายหมื่นชนิด สุ่ยหลิงเยว่รับชมจนตาลาย นั่นก็อยากได้นี่ก็อยากได้ หากติดตรงที่ต่างก็มีเพียงแค่หนึ่งพันคะแนน ทว่า นางตั้งมั่นแล้ว ว่าวันนี้จะอย่างไรก็ต้องมีสมุนไพรติดมือกลับไป หานเฟิงจึงเลี่ยงหลบออกมาไม่ได้ จนกว่าที่นางจะได้เลือกหาสมุนไพรที่้าจนแล้วเสร็จ
ระหว่างที่เดินตามคนทั้งสองเลือกหาสมุนไพร หานเฟิงก็สอดส่ายสายตามองไปทั่ว มองกล่องเก็บสมุนไพรแห้ง มองสมุนไพรสดในตะกร้า บ้างก็ลองหยิบขึ้นมาดมดู สำหรับมัน เื่ราวของสมุนไพรนับว่าเป็ความแปลกใหม่ ในชีวิตที่แล้วของมัน มีเพียงเคล็ดวิชาและการต่อสู้ สายการผลิตเอย ศิลปะดนตรีเอย ไหนเลยที่มันจะสนใจใส่ใจ ซึ่งในชีวิตนี้ก็คงเป็เช่นเดียวกัน
กระทั่งที่มันเดินผ่านโต๊ะตัวหนึ่งในละแวก บนโต๊ะมีแผ่นหินและมีด แผ่นหินมีคราบสีเขียวสีน้ำตาลติดอยู่ แต่ที่มันสนใจคือมีด จะอย่างไรมันก็เชี่ยวชาญการใช้อาวุธมากมาย จึงอดไม่ได้ที่จะหยิบมีดขึ้นมาชมดู พลิกไปพลิกมาก็เห็นเป็เพียงมีดหั่นผักธรรมดาเล่มหนึ่ง จึงวางกลับลงไป สายตาเปลี่ยนไปจ้องมองที่แผ่นหิน แล้วก็ครุ่นคิด ว่ามันใช้ทำอะไร เห็นก้อนแบนใหญ่ ทั้งเป็สี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวหนึ่งศอกกว้างครึ่งศอก คงไม่ใช่ว่าไว้ใช้เป็เขียงหั่นผักหรอกกระมัง มองไปมองมาก็ครุ่นคิดสงสัย หินแผ่นเท่านี้จะหนักสักเท่าไหร่กัน จึงลองยกดู ก็มิเห็นจะหนัก ทั้งยังเบากว่าหินทั่วไปมากนัก จึงลองพลิกดูอีกด้าน ก็เห็นเป็ลวดลายแปลกประหลาดเลือนลาง บ้างชัดบ้างจาง บ้างขาดหาย หากมองไปมองมา เอ๊ะ!!คุ้นตายิ่ง นี่มันลวดลายอะไรกัน?
หานเฟิงพยายามค้นลึกเข้าไปในความทรงจำของชีวิตที่แล้ว นึกย้อนอยู่นานมาก หากทันทีที่นึกออกกลับพลันต้องเบิกตากกว้างด้วยความตื่นตะลึง
‘ นี่มันภาษาเทพ!!!’
‘ แผ่นหินนี่ แท้จริงกลับเป็จารึกจากยุคา ไฉนจึงมีอยู่ที่นี่ได้’
หลังจากความตื่นตระหนกมันก็รีบสงบใจ หากกระนั่นยังััได้ว่าหัวใจของมันเต้นเร็วแรงกว่าปกติ มันมิได้หวาดกลัว หากเป็ตื่นเต้นยินดี ไหนเลยที่อยู่ๆก็สามารถพบเจอจารึกจากยุกแห่งทวยเทพที่ลมสลายไปเนิ่นนาน หากที่โชคดียิ่งกว่า คือในชีวิตที่แล้วมันเคยร่ำเรียนการถอดรหัสภาษาเทพมาอยู่บ้าง มันจึงตั้งสมาธิก่อนพยายามถอดรหัสคำบางส่วนออกมา ทว่า การถอดระหัสภาษาเทพกลับยากเย็น เพราะต้องใช้วิธีการเทียบเคียงอักขระ จำต้องมีตำราที่คอยใช้เปรียบเทียบกับรูปแบบอักษรต่างๆ ทว่า ตอนนี้มันไม่มี ที่มันทำได้อย่างมากที่สุด คือพยายามล้วงลึกเข้าไปในห้วงความทรงจำ ซึ่งความทรงจำในส่วนนี้ก็หาได้แจ่มชัดแม้แต่น้อย มันเลือนลาง หากยังพอแกะอ่านออกมาได้บางคำ
“ ภาค วัฏ นุษ??” มันกล่าวขึ้นเสียงเบาอย่างครุ่นคิด “ หรือจะเป็ ภาควัฏมนุษย์”
ที่มันอ่านคือบรรทัดบนสุด ที่คล้ายจะเป็หัวเื่ “ อาจจะเป็จารึกเคล็ดวิชา หรืออาจจะเป็จารึกทางประวัติศาสตร์ก็ได้ทั้งสิ้น... ไม่ไหว ตอนนี้ข้ามีเวลาไม่มากพอ หากต้องเทียบอักษรทั้งหมดจริงๆ สามวันคงไม่จบแน่” กล่าวถึงตรงนี้ก็เหลียวซ้ายแลขวา ก็เห็นว่าใกล้ประตูทางออกนั่งไว้ด้วยอาจารย์ผู้คุมที่เป็บุรุษสูงวัยผู้หนึ่ง จึงถือแผ่นหินเดินตรงเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“ จารึกแผ่นนี้คิดเท่าใด?” หานเฟิงกล่าวพร้อมกับยื่นแผ่นหินด้านที่เป็จารึกอักษรเทพให้อาจารย์ผู้นั้นได้ดู
อาจารย์ผู้นั้นได้ยินคราแรกก็งุนงง ที่นี่ห้องเก็บสมุนไพร ไหนเลยจะมีจารึกอันใด แต่พอเห็นแผ่นหินในมือของชายหนุ่มก็มองอย่างครุ่นคิด ก่อนจะหยิบขึ้นมาชมดูอย่างงุนงง
“ นี่มันอักขระภาษาใดกัน?” อาจารย์ผู้คุมกล่าวขึ้นอย่างสงสัย เอียงคอมองก็แล้ว หมุนแผ่นหินมองก็แล้ว จึงลองพลิกกลับด้านดู พอเห็นรอยสีเขียวสีน้ำตาลก็ลองเอามือลูบ จึงััได้ถึงหน้าหินที่เป็เส้นเล็กละเอียดมากมาย จึงยกแผ่นหินขึ้นประชิดนาสิกดมดู จากนั้นก็พลันเบิกตากว้างด้วยความเข้า ก่อนที่ปากจะเปิดขึ้นกล่าวออกมาเป็ถ้อยคำว่า
“ เพ่ย นี่มันหินลับมีด”