จ้าวติ้งยิ้มตาหยีพลางหยิบสัญญาอีกฉบับออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้จ้าวฉงหย่วน
เมื่อเหลือบมองเนื้อหาในสัญญา จ้าวฉงหย่วนก็กัดฟันพูดว่า "ลงนาม!"
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง แล้วประทับลายนิ้วมือลงบนสัญญาฉบับใหม่ที่จ้าวติ้งนำออกมาทันที
ให้ตายเถอะ! เป็เศรษฐีใจป้ำจริง ๆ !
เมื่อเห็นท่าทางเด็ดขาดของจ้าวฉงหย่วน จ้าวติ้งก็เสียดายจนน้ำลายแทบไหล
ข้าเรียกราคาต่ำเกินไปแล้ว! ถ้ารู้แบบนี้ ข้าจะเรียกเพิ่มเป็สองเท่าไปเลย!
เหล้าที่ราคาเดิมสองตำลึงต่อชั่ง ขายได้สองร้อยตำลึงต่อชั่ง มันควรจะเป็สี่ร้อยตำลึงต่างหาก!
ไป ๆ มา ๆ ข้าเสียรายได้ไปตั้งหนึ่งแสนตำลึง และถ้ารวมสินเชื่อเพื่อการบริโภคเข้าไปด้วยก็เป็หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นตำลึง!
ในชั่วขณะนั้น จ้าวติ้งราวกับเห็นเงินตำลึงกองโตขนาดเท่ารถม้าสองคัน กำลังปลิวหายไปจากตัวเขา
"เฮ้อ" จ้าวติ้งนั่งลงบนโต๊ะแล้วถอนหายใจยาวอย่างท้อแท้
"ท่านอ๋องเป็อะไรไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?" หวังลี่ซื่อมองจ้าวติ้งด้วยสีหน้าสงสัย
จ้าวติ้งรำพึงว่า "ข้าแค่รู้สึกว่าเชือด... อ้อ ไม่ใช่ ข้าดีใจเกินไปแล้ว ฮ่า ๆ ๆ ดีใจเหลือเกิน"
จ้าวติ้งหัวเราะเสียงดัง แต่ในใจแอบตบหน้าตัวเองเบา ๆ เกือบจะหลุดพูดความจริงออกไปแล้ว จากนั้นเขาก็ะโออกไปนอกประตูว่า "หลงจู๊ ตาบอดหรืออย่างไร เหตุใดถึงยังไม่รีบยกอาหารขึ้นมาอีก!"
แม้ว่าความ "ใจดี" ชั่วขณะจะทำให้เขาเสียรายได้ไปหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นตำลึง แต่สุราหยกนารีห้าร้อยชั่งก็คือหนึ่งแสนตำลึง ประกอบกับสินเชื่อเพื่อการบริโภคนี้ เมื่อถึงเวลาชำระคืนก็จะเป็หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นตำลึง รวมกับเงินที่หอการค้าสกุลจ้าวหามาได้ก่อนหน้านี้อีกเจ็ดหมื่นตำลึง
เท่ากับว่าในวันเดียวเขามีรายได้เข้ามาถึงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นตำลึง ในขณะที่ต้นทุนใช้ไปไม่ถึงหนึ่งร้อยตำลึงด้วยซ้ำ
ทำอะไรจะหาเงินได้เร็วขนาดนี้? แม้แต่ปล้นเงินก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่านี้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อครู่เขายังวางหมากทิ้งไว้ด้วย เครื่องปั้นดินเผาที่ใช้บรรจุสุราหยกนารีจะต้องสั่งซื้อจากโยวโจวของพวกเขาเท่านั้น
การทำเช่นนี้จะทำให้มีตำลึงเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้ามาอีก ดังนั้นจึงเป็การลงทุนที่กำไรล้วน ๆ ไม่มีขาดทุน เพียงแต่คราวหน้าต้องลงมือให้หนักกว่านี้อีกหน่อยจะดีมาก
ที่หน้าประตูห้อง หลงจู๊ที่รอจนร้อนใจ เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวติ้งก็รีบขานรับทันที "ขอรับ มาแล้ว มาแล้วขอรับ"
เพื่อแสดงถึงความใส่ใจ หลงจู๊รีบรับน้ำแกงไก่แก่ชั้นเลิศมาจากมือของเด็กรับใช้
"น้ำแกงไก่มาแล้วขอรับ!"
ทันทีที่น้ำแกงไก่ถูกวางลงบนโต๊ะ กลิ่นหอมก็โชยเข้าจมูกทันที
"น้ำแกงไก่นี่ ของดีจริง ๆ "
เมื่อได้กลิ่นหอมและเห็นสีสันที่น่าดึงดูด จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที อดไม่ได้ที่จะจ้องมองน้ำแกงไก่บนโต๊ะตาไม่กะพริบ
เดินเที่ยวมาทั้งวัน พวกเขารู้สึกหิวจริง ๆ
"ทั้งสองท่านเดินทางไกลนับพันลี้มายังเมืองโยวโจวของพวกเรา เพื่ออุดหนุนธุรกิจของข้าจ้าวติ้ง ทำให้ข้ารู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่ง มาเถิดขอรับ ดื่มน้ำแกง ดื่มน้ำแกง"
"ไก่นี้เป็ไก่หลานอิงซึ่งเป็พันธุ์พิเศษของโยวโจว ข้ายังให้ใส่เก๋ากี้และตังกุยลงไปด้วย บำรุงร่างกายอย่างยิ่ง เคี่ยวเป็เวลาสามวันสามคืนจนเปื่อยนุ่ม รีบดื่มตอนที่ยังร้อนเถิด"
จ้าวติ้งตักน้ำแกงให้จ้าวฉงหย่วนหนึ่งชามก่อน จากนั้นจึงตักให้หวังลี่ซื่ออีกหนึ่งชาม ส่วนตัวเองนั้นฉีกน่องไก่มาหนึ่งชิ้น และตักน้ำแกงเพียงเล็กน้อย
น้ำแกงไก่นี้ถูกปรุงแต่งมาเป็พิเศษ ภายนอกดูเหมือนน้ำแกงไก่ แต่แท้จริงแล้วคือน้ำน้ำแกงเข้มข้นที่เคี่ยวจากอวัยวะเพศวัวตัวผู้และกระดูกเสือแล้วนำมาตุ๋นกับไก่ เป็ของบำรุงร่างกายอย่างแท้จริง
เขาไม่กล้าดื่มมาก เพราะกลัวว่าถ้าดื่มมากเกินไป เืกำเดาจะไหล
สาเหตุที่หวังลี่ซื่อและจ้าวฉงหย่วนดูไม่ออก เป็เพราะไขมันที่ได้จากการเคี่ยวอวัยวะเพศวัวตัวผู้และกระดูกเสือถูกเขาสั่งให้คนนำไปกรองออกทีละชั้นหลังจากทำให้เย็นลง จนได้น้ำใสสะอาดแล้วจึงนำมาตุ๋นน้ำแกงไก่
ด้วยเหตุนี้ คนที่ไตพร่องอย่างจ้าวฉงหย่วนจึงได้รับประโยชน์พอดี และยังช่วยชดเชยส่วนที่ขาดหายไปในด้านการบำรุงกำลังของสุราหยกนารีได้อีกด้วย
ส่วนผลลัพธ์หลังจากนี้จะเป็อย่างไร นั่นไม่ใช่สิ่งที่จ้าวติ้งต้องกังวล อย่างไรเสียสัญญาก็ลงนามแล้ว เขาก็ไม่กลัวว่าหลี่หลงผู้นี้จะไม่จ่ายเงิน!
เขาเป็ถึงท่านอ๋อง ใครจะกล้าเบี้ยวหนี้เขา?
ยกเว้นแต่พ่อของเขาเอง!
เมื่อได้กลิ่นหอมรุนแรงที่ลอยขึ้นมาจากน้ำแกงไก่ ใบหน้าแก่ ๆ ของหวังลี่ซื่อก็ยิ้มกว้างจนเหมือนดอกเบญจมาศ
"เดินทางรอนแรมมาจากยงโจว ได้มาดื่มน้ำแกงไก่ที่เลิศรสเช่นนี้ในสถานที่แห่งนี้ ช่างเป็เื่ที่วิเศษยิ่งนัก"
"ไม่เลว ไม่เลว รสชาติน้ำแกงไก่นี้ดีเยี่ยมจริง ๆ ชั้นเลิศ ชั้นเลิศ"
การลงนามสัญญาซื้อสุราหยกนารีห้าร้อยชั่งในคราวเดียว เพียงพอให้เขาดื่มได้หลายปี ในตอนนี้จ้าวฉงหย่วนจึงมีอารมณ์ดีเป็อย่างมาก จนกระทั่งลืมเื่ที่จะมาคิดบัญชีกับจ้าวติ้งไปเสียสนิท
อาจเป็เพราะอารมณ์ที่ดี ทำให้น้ำแกงไก่นี้มีรสชาติอร่อยเป็พิเศษ
เมื่อเห็นทั้งสองดื่มอย่างมีความสุข จ้าวติ้งก็รีบกุลีกุจอคอยเติมน้ำแกงไก่ลงในชามของทั้งสองอย่างไม่ขาดสาย เพราะกลัวว่าผลลัพธ์จะไม่ดีพอ
"หากพวกท่านชอบ ก็ดื่มให้มากเถิด"
"ขอบใจ ขอบใจ"
จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อก็ไม่ปฏิเสธ ดื่มอึก ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมีจ้าวติ้งยังคงคอยรินสุราหยกนารีให้ทั้งสองอยู่ข้าง ๆ ยิ่งดื่มทั้งสองก็ยิ่งรู้สึกว่าร่างกายร้อนรุ่มอย่างยิ่ง จ้าวฉงหย่วนก็ยิ่งพึงพอใจในสุราหยกนารีมากขึ้น ในใจเฝ้ารอให้ถึงวันส่งมอบสินค้าโดยเร็ว
และอาศัยโอกาสนี้ จ้าวติ้งได้ถือโอกาสให้ความรู้พื้นฐานด้านธุรกิจสมัยใหม่ รวมถึงกลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น การตลาดแบบสร้างความขาดแคลน และการสร้างภาพลักษณ์สินค้าให้กับทั้งสองคน
แม้ทั้งสองจะฟังแล้วรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง แต่หลังจากฟังจบ สายตาที่มองจ้าวติ้งก็เต็มไปด้วยความชื่นชม
ไม่แปลกใจเลยที่จ้าวติ้งสามารถสร้างเมืองโยวโจวให้เป็เช่นนี้ได้ในเวลาเพียงแปดปี ด้วยหัวการค้าเช่นนี้ ต่อให้เป็ไก่เหล็กที่ขี้เหนียวที่สุด ก็ต้องถูกถอนขนออกสักเส้นแน่นอน
หลังจากอิ่มหนำสำราญกับอาหารและสุรา จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อก็เดินออกจากหอชุ่ยอวิ๋นไปด้วยความพึงพอใจ โดยมีจ้าวติ้งคอยส่งแขกอย่างกระตือรือร้น
และท่ามกลางความอาลัยอาวรณ์ของจ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อ ในที่สุดจ้าวติ้งก็ ‘กัดฟัน’ ยอมนั่งรถม้ากลับไปยังจวนอ๋อง
ลมหนาวพัดวูบหนึ่ง
เมื่อมองดูชาวบ้านในโยวโจวที่ยังคงยุ่งอยู่กับการทาโคลนเหลืองบนกำแพงและมุงหลังคาด้วยหญ้าคาอย่างขะมักเขม้น
ความมึนเมาของจ้าวฉงหย่วนจางหายไปชั่วขณะ สมองเริ่มปลอดโปร่งขึ้น เขาหันไปมองหวังลี่ซื่อที่แก้มทั้งสองข้างยังคงแดงก่ำเหมือนก้นลิง
จ้าวฉงหย่วนขมวดคิ้วถามว่า "กงกง พวกเราถูกเ้าเด็กนั่นหลอกอีกแล้วใช่หรือไม่?"
"ไม่น่าใช่นะพ่ะย่ะค่ะ ข้าว่าท่านอ๋องดูมีความกระตือรือร้นมาก ด้วยฐานะท่านอ๋องแต่กลับทำตัวเช่นนี้ได้ นับว่าไม่ง่ายเลยพ่ะย่ะค่ะ"
หวังลี่ซื่อไม่คิดมากพลางโบกมือ ขณะพูด เขาก็เรอออกมาคำโต
"พูดแบบนี้ก็จริง สุราหยกนารีนั่นเป็ของดีจริง ๆ "
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังลี่ซื่อ จ้าวฉงหย่วนก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองอาจจะระแวงเกินไป เพราะอย่างไร อาหารก็กินแล้ว สุราก็ดื่มแล้ว ผลลัพธ์ก็ปรากฏแล้ว อีกทั้งจ้าวติ้งเ้าเด็กนั่นยังออกหน้าด้วยตัวเอง
ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นนี้ คงไม่นำของปลอมมาหลอก ‘คนต่างถิ่น’ อย่างเขาหรอก
เพียงแต่หลังจากมื้ออาหารนี้ เขากลับเป็หนี้เพิ่มอีกหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นตำลึง...
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แม้แต่จ้าวฉงหย่วนก็ยังรู้สึกปวดใจ การมาโยวโจวเพียงครั้งเดียวก็เป็เช่นนี้ หากมาบ่อยกว่านี้ คลังเงินส่วนตัวของเขาคงว่างเปล่าแน่
"ไปเถอะ"
จ้าวฉงหย่วนส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วก้าวเดินออกไปนอกหอชุ่ยอวิ๋น มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเศร้าใจก็คือจ้าวติ้งกลับจำเขาไม่ได้เสียแล้ว แต่เมื่อลองคิดดูดี ๆ ก็เป็เพราะตัวเขาจ้าวฉงหย่วนเองที่ละเลยลูกชายมากเกินไป
ตูม!
ในขณะนั้นเอง พลันมีเสียงะเิกึกก้องดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกเมือง
"คุ้มกันฝ่าา!"
หวังลี่ซื่อสีหน้าเปลี่ยนไปทันที พร้อมกับะโเสียงหลง
เอ้อร์หวาจื่อและเหล่าองครักษ์ที่รออยู่หน้าหอชุ่ยอวิ๋นมานานแล้ว ต่างเคลื่อนไหวว่องไวพุ่งเข้ามาล้อมรอบตัวจ้าวฉงหย่วนทันที
"ถอยไป ชาวบ้านยังไม่กลัว แล้วข้าจะกลัวอะไร"
จ้าวฉงหย่วนขมวดคิ้ว ความมึนเมาหายไปเกือบหมดสิ้น เขาผลักหวังลี่ซื่อที่ขวางหน้าออกไป
เมื่อได้ยินเสียงการต่อสู้ที่ค่อย ๆ ดังขึ้นจากนอกเมือง และเห็นแผ่นหลังของจ้าวติ้งที่เพิ่งจะขึ้นรถม้าไปได้ไม่นาน ก็รีบลงจากรถแล้วะโขึ้นม้าควบออกไปนอกเมืองอย่างเร่งรีบ
ในใจของจ้าวฉงหย่วนกลับรู้สึกปลาบปลื้ม
อย่างไรเสีย ก็เป็เืเนื้อเชื้อไขของเขานี่นา!