ขณะเดียวกันที่เมืองหลวง กัวหลิงหรงคุณหนูวัยแปดขวบของจวนตระกูลกัวกำลังนั่งเรียนปักผ้าด้วยท่าทางตั้งใจหากแต่ภายในใจจวนเจียนจะหมดความอดทนอยู่รอมร่อ
เดิมทีนางเกิดเป็บุตรสาวเศรษฐีในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาแล้วนางมีชีวิตที่ดีและสุขสบายจบมัธยมปลายก็เตรียมจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเอกชนที่ต่างประเทศคาดไม่ถึงหลังจากสนุกกับปาร์ตี้เลี้ยงส่งดันเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำจนตายและมาเกิดใหม่ที่นี่
แม้จะเกิดเป็ลูกขุนนางใหญ่นอกจากน้องชายคลานตามกันมาอีกสองคนแล้วก็ไม่มีพี่น้องต่างมารดามากวนใจแย่งชิงความโปรดปรานแต่นางก็ยังรู้สึกไม่พึงพอใจอยู่ดี ที่นี่ไม่มีอะไรให้ความสำราญสักอย่าง
ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือผู้ที่เกิดมาเป็หญิงไม่ว่าจะเป็ลูกภรรยาเอกหรืออนุต่างถูกวัดค่ำกันที่ความเป็เลิศทั้งศาสตร์และศิลป์ทั้งสิ้น
แต่นางที่มีชีวิตอิสระถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจแล้วชาติหนึ่งจะทนเรียนรู้ในสิ่งที่ต้องใช้เวลาและความพากเพียรมากมายได้อย่างไรกับ
ผ่านมาสามปีเรียนกับอาจารย์ชื่อดังมาแล้วหลายคนนางก็ยังไม่มีแววว่าจะเป็เลิศด้านใดเลยสักด้าน
นางเคยคิดว่าตนเองมาจากโลกอนาคตอย่างน้อยก็รู้ประวัติศาสตร์มาบ้างสามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้สร้างคุณค่าไขว่คว้าหาความสะดวกสบายให้ตนเองได้
แต่เมื่อค้นหาข้อมูลดูแล้วก็พบว่านอกจากที่นี่ไม่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ก็ยังไม่ใช่โลกในนิยายเื่ใดอีกด้วยที่คล้ายคลึงกันกับประเทศเดิมของนางในสมัยโบราณก็แค่การแต่งกายและวัฒนธรรมบางอย่างเท่านั้นเอง
ยิ่งนั่งนานยิ่งคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยและเมื่อจิตใจไม่อยู่กับร่องกับรอย นางก็ปักเข็มพลาดทิ่มนิ้วตัวเองเสียจนให้เื!
"โอ๊ย!"
“ตายแล้วคุณหนู!” บ่าวรับใช้ข้างกายรีบคว้านิ้วของนางมาห้ามกดเืด้วยความใ
“ข้าเจ็บ ท่านอาจารย์นิ้วข้าพรุนไปหมดแล้วพอแค่นี้ได้หรือไม่” กัวหลิงหรงหันไปถามอาจารย์ที่สอนปักผ้า
อีกฝ่ายมีท่าทีลำบากใจไม่น้อยปักผ้ามีผู้ใดบ้างไม่เคยถูกเข็มตำนิ้ว โดนแค่ครั้งเดียวก็บอกว่านิ้วพรุนเสียแล้วไม่แปลกเลยที่อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงด้านศาสตร์ศิลป์ท่านอื่น ๆ จะส่ายหัว และยอมแพ้กับคุณหนูผู้นี้
“ก็ได้ เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่"
“พรุ่งนี้นิ้วจะหายเจ็บทันได้อย่างไรอีกสักสามวันก็แล้วกัน”
“แต่กัวฮูหยินจะตำหนิข้าเอาได้"
“ท่านไม่ต้องกังวลเดี๋ยวข้าพูดกับท่านแม่เอง”
“ก็ได้ เช่นนั้นก็อีกสามวัน” อาจารย์พยักหน้ารับก่อนจะเก็บข้าวของจากไป
กัวหลิงหรงมองตามหลังก่อนจะหันกลับมาไล่บ่าวรับใช้ให้ออกไป
"พวกเ้าออกไปได้แล้วข้าจะนอนพักสักงีบ"
“เ้าค่ะ"
เมื่อในห้องเหลือแค่นางเพียงคนเดียวนางก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเรียกบางสิ่งบางอย่างที่ปรากฏตัวขึ้นในวันเกิดครบรอบอายุแปดขวบมาพูดคุยด้วย
"ระบบ เ้าอยู่หรือเปล่า"
“ท่านมีอะไรให้ระบบรับใช้งั้นหรือ"
“ยังจะมีหน้ามาถามอีกภารกิจสำเร็จหรือยัง"
"ยังไม่มีรายงานว่าภารกิจสำเร็จ"
“อะไรนะ ไอ้สวะหยวนผิงนั้นมันมัวทำอะไรกันแน่”
"ระบบไม่ทราบ พลังอ่อนเกินไปไม่สามารถตรวจสอบเป้าหมายที่อยู่ไกลเกินสิบลี้ได้"
"ขยะ! คิดว่าจะเป็นิ้วทองกันเป็ขยะซะได้!"
ระบบดังกล่าวไม่ตอบโต้อันใดกลับมามันเงียบราวกับตายไปแล้ว
กัวหลิงหรงจึงได้แต่หยิบหมอนขึ้นมาทุบอย่างหงุดหงิด
เ้าระบบนี่มันบอกว่าเป็ระบบเชิงวาสนาสิ่งที่นางต้องทำก็คือเลือกเป้าหมาย และ ภารกิจลดค่าวาสนาของเป้าหมายนั้นเพื่อเก็บคะแนนนำมาแลกกับความสามารถพิเศษต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมวาสนาของตน
ฟังดูแล้วอย่างไรระบบนี้ไม่ใช่ระบบที่ดีแต่ให้เลือกระหว่างคุณธรรมกับอนาคตของตนเอง กัวหลิงหรงเลือกอย่างหลังอย่างไม่ลังเล
นางเลือกเป้าหมายเป็คนที่มีวาสนาสูงส่งที่สุดแต่ระบบตอบกลับมาว่าคนผู้นั้นคือฮ่องเต้ และนางไม่สามารถเลือกคนผู้นี้ได้เพราะไม่มีสายสัมพันธ์กัน จึงเสนอให้นางเลือกเป้าหมายจากพ่อแม่ญาติพี่น้องแทน
ทำให้นางได้รู้ว่าในชีวิตนี้นางมีพี่สาวต่างมารดาคือจางลี่อิงอยู่แถมยังสืบสายเืมาจากผู้บำเพ็ญตบะแก่กล้า มีวาสนาสูงส่งในภายภาคหน้าจะได้เป็ใหญ่เป็โตมีความมั่นคงเสวยสุขไปชั่วชีวิตนางจึงไม่ลังเลที่จะเลือกพี่สาวต่างมารดาผู้นั้น
แต่ใครจะรู้!ระบบที่นางคิดว่าเป็นิ้วทองเหมือนที่นางเอกในนิยายมีกัน จะเป็ระบบใกล้ตายเช่นนี้เป้าหมายอยู่ไกลก็ตรวจสอบอะไรไม่ได้ นางจึงเหมือนคนตาบอดจะทำอะไรก็ไม่สะดวกสักอย่าง
“ท่านสามารถใช้ค่าวาสนาของท่านเป็พลังงานให้ระบบตรวจสอบเป้าหมายได้” อยู่ ๆระบบฟื้นคืนชีพขึ้นมาพร้อมยื่นทางเลือกให้ แต่กัวหลิงหรงไม่หลงคารม
"คราวที่แล้วจ่ายไปแล้วคราวนี้ไม่เอาด้วยเด็ดขาด"
ตอนที่ระบบมอบภารกิจทำให้จางชิวอิ๋งมารดาของจางลี่อิงกลายเป็ของเขานางใช้ค่าวาสนาวาดภาะเหมือนของซุนลี่ไป และผลที่ตามมาก็คือ ความสามารถด้านการวาดภาพของนางที่พอจะมีแววก้าวหน้าอยู่บ้างกลับถดถอยลงตอนนี้อย่าว่าแต่วาดรูปคน แค่ลากเส้นธรรมดาก็โย้เย้เหลือทน!
นางเคยโวยวายถึงความอยุติธรรมนี้แต่ระบบบอกว่าค่าวาสนาที่ชิงมาจากเป้าหมาย นำมาใช้แลกความสามารถพิเศษก็เป็ธรรมดาที่หลังจากจ่ายด้วยควาสนา ความสามารถจะหายไปเช่นนั้น
นางจึงไม่อยากจ่ายด้วยค่าวาสนาอีกเพราะไม่รู้ว่าหากความสามารถพิเศษไม่มีหลงเหลืออยู่เลย ระบบจะดึงอะไรของนางไปอีก
"ตกลงนิ้วทองหรือตัวกาลกิณีมากันแน่เนี่ย” กัวหลิงหรงบ่นพึมพำ
"อย่าว่าระบบระบบพยายามทำดีที่สุดแล้ว"
"ทําอะไรไม่ได้สักอย่างแกบอกว่าดีได้ยังไง”
"แต่ตอนนี้ระบบทำได้หนึ่งอย่าง"
“อะไร” กัวหลิงหรงลุกนั่งตัวตรงอย่างคาดหวัง
"แจ้งเตือนภารกิจล้มเหลว"
“อะไรนะ! หมายความว่ายังไง! หยวนผิงมันเปลี่ยนใจหรอ" คำตอบจากระบบไม่เพียงทำให้นางผิดหวังยังทำให้นางรู้สึกสับสนอีกด้วยตอนหยวนผิงเห็นรูปที่นางวาดก็ดูใคร่อยากได้จางชิวอิ๋งมากไม่ใช่เหรอแล้วเหตุใดจึงล้มเหลวได้
"ภารกิจล้มเหลวเพราะหยวนผิงตาย”
"มันเป็อะไรตาย"
"ระบบพลังงานไม่เพียงพอ ไม่สามารถตรวจสอบสาเหตุได้แจ้งเตือนอีกครั้ง หากภารกิจล้มเหลวครบสามครั้งระบบจะทําการลงโทษบังคับยึดค่าวาสนาของท่าน"
“ไม่! ข้าไม่ยอมออกไปให้พ้นตัวข้าเดี๋ยวนี้” กัวหลิงหรงพยายามขับไล่เ้าระบบออกไป
"ขออภัย ไม่สามารถได้ระบบจะไปหาโฮสต์คนใหม่ได้ ก็เมื่อโฮสต์คนเก่าเสียชีวิตแล้วเท่านั้น”คำตอบจากระบบทำให้กัวหลิงหรงรู้สึกกลัวจนจับขั้วหัวใจขึ้นมา
นางไม่เคยคิดถึงวันที่ต้องตายมาก่อนระบบนี้ไม่ได้มาช่วยนาง แต่มาเอาชีวิตนางใช่หรือไม่
กัวหลิงหรงยิ่งรู้สึกว่าตนเองคิดผิดมากที่ตอบรับระบบนี้แต่ไม่มียาแก้ความเสียใจ นางไม่สามารถขับไล่ระบบไปได้
นางรู้สึกเครียดคิดไม่ตก จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ สุดท้ายสภาพร่างกายก็ย่ำแย่และล้มป่วยลงในเวลาต่อมา
“ท่านหมอ ลูกของข้าเป็อย่างไรบ้าง” กัวฉางเยว่ถามหมอที่ตรวจดูอาการ
กัวหลิงหรงเป็ลูกที่เขารักมากที่สุดการเกิดมาของนาง ทำให้เสนาบดีอู๋ยอมรับเขาเป็บุตรเขย ยอมช่วยตระกูลกัวให้พ้นอาญาจนชายตระกูลกัวกลับมารับราชการได้อีกครั้ง ยามนางป่วยเป็ไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ทุกข์ใจ
“นางล้มป่วยเพราะไม่กินไม่นอน"
“ลูกข้าไม่กินไม่นอนอย่างนั้นหรือ” กัวฉางเยว่หันไปจ้องเอาเื่กับบ่าวรับใช้ พวกนางรีบก้มหน้าก้มตาลงหลบสายตา
"จะ... เ้าค่ะ"
"เหตุใด พวกเ้าไม่บอก"
“พวกบ่าวบอกฮูหยินแล้วเ้าค่ะ"พอได้ยินเช่นนี้ กัวฉางเยว่ได้หันไปมองหน้าผู้เป็ภรรยาทันที
“ฮูหยิน ไยเ้าไม่บอกข้าสักคำเล่า"
“ท่านสนใจนางด้วยหรือ"
"ฮูหยิน..."
"พอเถิด ท่าท่างเสแสร้งของท่านข้าไม่อยากเห็นท่านหมอออกใบสั่งยามาเถิด เดี๋ยวข้าดูแลลูกข้าเอง”
“ได้ ๆ”หมอชราเห็นว่าท่าทางของสองสามีภรรยาไม่ได้ปกติสุขนักก็ไม่ได้อยากอยู่รับรู้เื่หลังบ้านด้วย เขารีบออกใบสั่งยา และรีบออกไปทันที
กัวฉางเยว่โบกมือไล่บ่าวไพร่ให้ออกไปด้วยจนเหลือแค่เขา ภรรยา และบุตรสาวตัวน้อยที่กำลังหลับอยู่
“ฮูหยินนี่เ้ายังโกรธข้าเื่นั้นอยู่อีกหรือ ข้าก็บอกไปแล้วไงเล่าฝ่าาแค่เกริ่นเอาไว้เท่านั้นยังไม่มีการหมั้นหมายระหว่างหรงเอ๋อร์กับองค์ชายรองเกิดขึ้นจริง ๆ เสียหน่อย”
“ท่านพูดอย่างกับไม่รู้พระทัยฝ่าาในยามนี้หรงเอ๋อร์ยังเล็กไป พระองค์จึงแค่เกริ่นเท่านั้นแต่หากหรงเอ๋อร์โตกว่านี้เมื่อใดพระองค์ไม่ปล่อยโอกาสที่จะทำให้เรากับฮองเฮาแตกคอกันไปแน่นอนแล้วเมื่อยามนั้นมาถึง ท่านจะทำอย่างไร สละลูกให้กลายเป็เบี้ยหรือไม่”
อู๋ฉีหรงพูดออกมาอย่างกลัดกลุ้มตระกูลอู๋ของนางและตระกูลกัวของสามีเป็ขุนนางที่อยู่ฝ่ายเดียวกับของเขา
และในเวลานี้อำนาจของของเราในราชสำนักก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนฮ่องเต้เริ่มไม่วางพระทัย จึงคิดจะจับลูกของนางหมั้นหมายกับองค์ชายที่เกิดกับสนมอื่นเพื่อแยกตระกูลอู๋กับตระกูลกัวออกมาจากของเขา
แต่ไหนเลยขึ้นหลังเสียแล้วจะลงง่ายนอกจากของเขาจะไม่ปล่อยตระกูลอู๋กับตระกูลกัวไปก็มีแต่จะกดเอาไว้ด้วยให้หนักกว่าเดิม
หากทิ้งของเขาก็จะต้องถูกอาฆาตมีโอกาสเมื่อใด พระนางกำจัดทั้งหมดทั้งสองตระกูลแน่ แต่หากเลือกอีกทางก็ต้องแสดงความจงรักภักดีด้วยการยอมสละลูกให้ของเขาเอาไว้ใช้เป็เบี้ยกำจัดองค์ชายรอง
“ฮูหยินอย่ากลุ้มใจไปข้ารักหรงเอ๋อร์มากที่สุด ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้นางกลายเป็เบี้ยอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นทำอย่างไรดี เออจริงสิลูกของผู้หญิงคนนั้นเป็หญิงหรือชาย” อยู่ ๆอู๋ฉีหรงฉุกนึกถึงลูกของสามีที่เกิดกับหญิงป่าเมืองเถื่อนผู้นั้นขึ้นมาได้
“ข้าไม่รู้ ข้าจากนางมาก่อนที่นางจะคลอด”
“เช่นนั้นส่งคนไปสืบดูหากเป็หญิงก็รับกลับมาเป็ตัวตายตัวแทนหรงเอ๋อร์”
“แต่ข้าจากมานานป่านนี้พวกนางคงกลายเป็ภรรยาและลูกของผู้อื่นไปแล้ว จะรับตัวกลับมาง่าย ๆได้อย่างไรกันกัวฉางเยว่ส่ายหัว รู้สึกว่าไม่ง่ายที่จะรับลูกคนนั้นกลับมา"
“แต่งงานใหม่โดยไม่ได้หย่าร้างเท่ากับผิดธรรมเนียมประเพณี สามีใหม่ของนางก็เท่ากับชู้ เราสามารถใช้เื่นี้กดดันแย่งตัวเด็กมาได้"
“มิได้...ข้ากับนางแต่งงานกับโดยไม่มีหนังสือแต่งงานนางสามารถกล่าวอ้างได้ว่าเลิกร้างกับข้าไปนานหลายปีแล้ว”
ตอนแต่งงานกับจางชิวอิ๋ง เขายังหนีอาญาอยู่ จึงไม่กล้าเขียนหนังสือแต่งงาน กลัวว่าหากถูกจับกลับมารับโทษมันจะกลายเป็หลักฐาน ดึงจางชิวอิ๋งมาตกที่นั่งลำบากไปด้วย
คิดดูแล้วในยามนั้นดูเหมือนเขาจะรักมากจริงๆ แต่เมื่อเทียบกับตระกูลแล้วนางไม่มีค่าพอให้เขาอาสรณ์หลังจากจากมาเขาจึงตัดสินใจลืมนางได้ในที่สุด
"เช่นนั้นปลอมหนังสือแต่งงานเอา"
“อืม...ทำตามที่เ้าบอกก็ได้” กัวฉางเยว่เองก็ไม่ขัดความคิดของอู๋ฉีหรงและไม่มีความคิดจะปกป้องลูกที่เกิดกับจางชิวอิ๋ง
เขาถือว่าเกิดมาเป็คนตระกูลกัวก็ต้องเกื้อหนุนตระกูลกัว กัวหลิงหรงเองก็ทำหน้าที่ของนางไปแล้ว นางเกิดมาให้พรจนตระกูลกัวพ้นจากคำครหาเด็กคนนั้นก็ต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อตระกูลกัวเช่นกัน
กัวหลิงหรงตื่นั้แ่ตอนที่หมอมาตรวจแล้วแต่นางี้เีเกินกว่าจะลืมตาตื่นขึ้นมาพูดคุยกับผู้ใดนางจึงแกล้งท่าเป็หลับอยู่อย่างนั้น และนั่นทำให้นางได้ยินเื่ราวทั้งหมด
นางจึงรอคอยการมาของจางลี่อิ๋งอย่างคาดหวังไม่เพียงชีวิตของนางจะปลอดภัย พ้นจากการเป็เบี้ยแต่นางจะสามารถทําภารกิจได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วย
ทว่า!
ความหวังของสามพ่อแม่ลูกกลับต้องพังทลายลง...
เพราะผ่านไปหนึ่งเดือนคนที่พวกเขาส่งไปสืบเื่ราวของสองแม่ลูกก็กลับมารายงานว่าบ้านของพวกนางเหลือแต่บ้านเปล่า ไร้ซึ่งผู้อยู่อาศัย
สอบถามคนแถวนั้นก็พูดไม่ตรงกันสักคน บ้างก็บอกว่าพวกนางถูกขายไปบ้างก็ถูกฆ่าตายกันยกบ้านบ้างก็บอกว่าขายบ้านแล้วพากันไปอยู่เมืองอื่นไม่รู้ว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ รู้แต่ว่าการตามหาพวกนางไม่ใช่เื่ง่าอีกต่อไป...