10 นาทีต่อมา …
ฉันลากกระเป๋าเดินทางเดินออกจากลิฟท์แล้วมองหาร้านกาแฟที่พี่จุนยองบอก แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวเท้าเดินไปยังร้านกาแฟสายตาก็เห็นผู้ชายสองคนที่ใส่เสื้อผ้าออลแบล็คทั้งตัวกำลังเดินตรงเข้ามาหาฉัน ซึ่งผู้ชายสองคนนั้นก็คือ… พี่จุนยองและเมเนเจอร์ของเขานั่นเอง
“พี่จุน ~~ คิดถึงจังเลยยย”ฉันลากเสียงเอ่ยทักทายคนตรงหน้า พร้อมกับปล่อยมือออกจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่แล้วพุ่งตัวไปเข้ากอดพี่จุนยองทันที
“คิดถึงเหมือนกัน ไม่เจอกันไม่กี่เดือนเอง ตัวเล็กลงหรือเปล่าหื้ม?” พี่จุนยองเอ่ยพร้อมกับเอามือใหญ่ๆขยี้ลงที่ผมของฉัน
‘คำว่าตัวเล็กของพี่จุนคงหมายถึงส่วนสูงของฉันแน่ๆ เจอกันเมื่อไหร่ชอบแซวเื่นี้ตลอดเลยย!’ ฉันคิดอยู่ในใจและเอ่ยตอบกลับพี่จุน “เล็กลงอะไรเล่าา!ตัวหนูก็ตัวเท่านี้มาตลอดแหละ ฮ่าๆๆ” ฉันผละกอดจากพี่จุนยองแล้วหันกลับไปเพื่อที่จะไปคว้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ตัวฉันปล่อยทิ้งไว้ตรงนั้นแต่พอฉันหันไปพี่เมเนเจอร์ก็คว้ากระเป๋าของฉันไปแล้ว
“ไม่เป็ไรค่ะพี่เมเน เดี๋ยวลิลลี่ลากเองค่ะ”
“ไม่เป็ไรครับ” เขาตอบเสียงเรียบ
“ขอบคุณนะคะ” ฉันพูดพร้อมก้มศีรษะโค้งคำนับเล็กน้อยอย่างเป็การขอบคุณพี่เมเนอย่างเคารพพี่เมเนก็ก้มหัวรับตอบกลับฉัน
จากนั้นฉันก็หันมาคุยกับพี่จุนยองต่อ “แล้ววันนี้ไม่มีคิวเหรอคะ? ทำไมมารับหนูด้วยตัวเองล่ะคะ?”
“ไม่มีครับ วันนี้วันว่างของพี่”
“งั้นก็ดีเลยค่าา จะได้อยู่ช่วยหนูจัดห้องทั้งวันเลยย ~~” ฉันเอ่ยตอบกลับพร้อมอมยิ้ม
“จะไม่นอนพักหรือไงหื้ม?”
“ไว้ค่อยงีบก็ได้นี่ค่ะ ว่าแต่ … พี่จุนโอเคหรือเปล่าคะ มารอรับหนูั้แ่เช้าเลยอ่ะ?”
“โอเคสิ พวกพี่ดื่มกาแฟกันไปแล้วไงครับ ว่าแต่เราเถอะ ... จะไหวหรือเปล่า? รีบไปที่รถกันมั้ยจะได้พักผ่อนน่ะ”
“อ่อ ลิลลี่โอเคค่ะ สบายมาก ~~” ฉันพยักหัวให้พี่จุนยองเบาๆ
“ส่งกระเป๋ามาให้พี่มา” พี่จุนยองเอ่ยพร้อมผายมือมารอรับกระเป๋าจากฉัน
“ไม่เป็ไรๆ หนูสะพายได้ๆ” ฉันเอ่ยตอบอย่างเกรงใจ
“ดื้อไม่เปลี่ยนเลยนะเราอะ เกรงใจกันจริงๆ เลยนะ”
“ก็ต้องเกรงใจสิคะ ใครจะกล้าใช้เ้านายถือของให้ล่ะคะ? คุณเ้านายขาา คิกๆๆ”ฉันเอ่ยพร้อมทำหน้ากวนๆ ใส่พี่จุนยอง
“เรานี่มันจริงๆ เลยนะ เด็กดื้อ” พี่จุนยองเอ่ยพร้อมเอามือขยี้ที่ผมฉันอีกครั้ง
“งืมม ~ หยุดเลยนะพี่จุน!ผมเสียทรงหมดแล้วเนี่ยย!” ฉันเอ่ยพร้อมเอามือปัดป่ายฝ่ามือหนาของพี่จุนยองออกพลางสลับลูบผมที่ถูกขยี้จนชี้ฟูของตัวเองค่อยๆ ลูบให้ความยุ่งเหยิงจากฝีมือของพี่จุนยองนั้นหายไป
“ฮ่าๆๆ ปะๆๆ รีบไปที่รถกันได้แล้ว”
“รู้แล้วค่าาาาา” ฉันเอ่ยพร้อมลากเสียงพร้อมก้าวเท้าเดินตามไป
.
.
เมื่อเดินไปสักพัก …
“เดินช้าจังอะ ก้าวขายาวๆ หน่อยซิ” พี่จุนยองเอ่ยแกล้งบ่น
“ก็ขาหนูยาวแค่นี้อะ ไหนจะกระเป๋าอีก” ฉันเอ่ยตอบพร้อมยกไหล่หันกระเป๋าเป้ให้พี่จุนยองดูพลางคิดในใจ ‘ใครจะขายาวเท่าพี่กันเล่าาแค่ก้าวเดียวของพี่จุนเท่ากับฉันที่ต้องก้าวเท้าถึงสองสามครั้งเลยนะ’
“ก็บอกแล้วว่าให้ส่งกระเป๋ามาให้พี่”
“เอาน่ะพี่จุน … เดินไปไม่นานเดี๋ยวก็ถึง” ฉันเอ่ยพร้อมอมยิ้มส่งให้พี่จุนยอง
“งั้นมา! พี่ช่วย” พี่จุนยองเอ่ยพร้อมเดินมาอ้อมด้านหลังของฉัน มือใหญ่ๆของพี่จุนยองยกที่หูจับของกระเป๋าเป้ของฉันแล้วดันหลังให้ฉันเร่งเดินไป
จากนั้นพวกเราทั้งสามคนก็เดินมุ่งหน้าไปยังรถตู้สุดหรูของพี่จุนยอง
.
.
20 นาทีต่อมา …
@ลานจอดรถ
เมื่อถึงรถตู้ พี่เมเนเจอร์ก็เปิดประตูรถให้ แล้วก็เดินไปเปิดท้ายรถพร้อมยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เข้าไปเก็บยังท้ายรถฉันจึงเดินตามไปเพื่อส่งกระเป๋าเป้ให้พี่เมเนเจอร์เก็บให้ด้วย เมื่อพี่เมเนเจอร์วางกระเป๋าเก็บให้เรียบร้อยแล้วฉันก็ก้มหัวเป็การขอบคุณให้แก่พี่เมเนเจอร์อีกครั้ง
“ลิลลี่ มาขึ้นรถได้แล้วครับ” เสียงของพี่จุนยองดังขึ้นมา
“รับทราบค่าาาา” ฉันรีบเดินไปหาพี่จุนยองด้วยความเร็ว
พี่จุนยองยืนรออยู่ที่หน้าประตูรถตู้ ส่วนพี่เมเนเจอร์ก็เข้าไปนั่งประจำที่ด้านคนขับเรียบร้อยจากนั้นฉันก็ก้าวขึ้นรถเข้าไปนั่งด้านใน พี่จุนยองก็เข้ามาตามหลัง พร้อมปิดประตูรถ… หลังจากนั้นรถก็พุ่งตัวออกไปทันที
@ภายในรถ
“ตอนเดินทางมาเป็ยังไงบ้างครับ” พี่จุนยองเอ่ยถาม
“ราบรื่นดีค่าา แต่ก็แอบกังวลนิดนึงงง” ฉันเอ่ยตอบพร้อมส่งยิ้มให้พี่จุนยอง
“เื่ข่าวนั่นน่ะเหรอ?” พี่จุนยองเอ่ยถามต่อ
“ใช่ค่ะ แอบกลัวว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นอีกจากข่าวนั่นมั้ย? แต่ก็ … ช่างมันเถอะคงไม่มีอะไรแล้วมั้งคะ” ฉันเอ่ยตอบพี่จุนพร้อมถอนหายใจเบาๆ
“อืมม คงไม่มีอะไรแล้วแหละ ข่าวมันไม่กระทบอะไรกับงานฝั่งนี้หรอกๆ แถมคนที่นี่ก็ไม่ได้สนใจเื่อะไรพวกนั้นด้วย”
“ขอให้เป็แบบนั้นนะพี่จุน” ฉันเอ่ยตอบพลางคิดหนักอยู่ในใจ เมื่อนึกถึงสาเหตุที่ต้องมาย้ายมาทำงานที่นี่
เหตุผลที่ฉันต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้กับพี่จุนยองเป็เพราะข่าวเื่มือที่สามนั่น … ทำให้งานทุกอย่างที่ฉันรับไว้นั้นได้รับผลกระทบทั้งหมดทุกๆ งานต่างติดต่อฉันเพื่อบอกว่า “ขอเลื่อนไปก่อนหรือไม่ก็ขอยกเลิกงานไปก่อนบ้างไว้โอกาสหน้าค่อยร่วมงานกันใหม่ …” แม้กระทั่งงานเล็กๆ หรือพวกเื้ัต่างๆ ก็พากันขอเลื่อนและขอให้ฉันหยุดงานไปก่อน อย่าเพิ่งมาทำงานในตอนนี้ … อยู่ๆ ฉันก็เหมือนกลายเป็คนตกงานขึ้นมาซะอย่างนั้น!
และที่สำคัญ … ไม่รู้ว่ามันคือโชคชะตานำพาหรือสิ่งใดนำพาก็แล้วแต่ที่ทำให้พี่จุนยองเห็นข่าวนั้นของฉัน เมื่อพี่จุนยองรับรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นก็รีบติดต่อฉันมาทันทีทั้งปลอบใจ ให้กำลังใจ ยันช่วยหางานให้ฉัน และพี่จุนยองยังเป็คนแรกและคนเดียวทั้งในตอนนั้นและตอนนี้ที่ยังคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือและโอกาสมาให้แก่ฉันเขายังเป็คนเดียวที่เชื่อมั่นว่าฉันไม่ได้ทำแบบนั้น เอาจริงๆ … แค่มีคนๆ เดียวเชื่อใจเราด้วยใจจริงของเขามันเป็อะไรที่ทัชใจสำหรับฉันมากๆ เลยนะ เพราะขนาดครอบครัวที่แท้จริงของฉันยังไม่เชื่อฉันเลย
ทั้งฉันและพี่จุนยองนั้น เราทั้งสองรู้จักกันเพียงระยะเวลาสองปีกว่าๆเท่านั้น (ก่อนที่ฉันจะคบกับพระเอกคนนั้นแค่ไม่กี่เดือน) และเรายังรู้จักกันจากการทำงานฉันได้ทำงานร่วมกับพี่จุนยองแทบทุกงานที่พี่จุนยองรับงานที่ประเทศไทย ไม่ว่าจะงานมีตแอนด์กรี๊ดงานเปิดตัวซีรีส์เื่ใหม่ งานแถลงข่าว แม้กระทั่งงานถ่ายแบบ ถ่ายนิตยสารหรือถ่ายรายการต่างๆก็จะมีฉันเป็ส่วนหนึ่งในทีมงานที่ต้องทำงานเ่าั้ และส่วนมากฉันจะได้ทำงานพวกนี้ในส่วนของเื้ัเท่านั้น
โดยถ้าเทียบจริงๆ สถานะของเราไม่ต่างกับเ้านายลูกน้อง หรือคนดูแลกับศิลปินสักเท่าไหร่นักแต่พี่จุนยองให้ฉันเป็น้องสาวของเขา เราต่างสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านทั้งการสนทนากันในแชทพูดคุยถึงสารทุกข์สุกดิบประจำวัน หรือแม้แต่การพบปะสังสรรค์กันหลังเลิกงาน ถึงเราจะไม่ได้เจอกันบ่อยๆและนานๆ จะเจอกันสักครั้งหนึ่ง แต่ทำให้ฉันกับพี่ชายคนนี้สนิทกันมากๆ เลยทีเดียว
การที่ได้รู้จักพี่จุนยองนับว่าเป็สิ่งดีๆ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตฉันเลยก็ว่าได้ฉันเองก็อยากมีพี่ชายมากๆ แต่ครอบครัวของฉันมีแต่พี่สาว และความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับครอบครัวค่อนข้างที่จะห่างเหินกันพอสมควรการที่ฉันได้มีพี่ชายเป็เขามันเหมือนได้เติมเต็มในจุดที่ฉันขาดไปเหมือนกัน
“แล้วจะไม่พักที่เดียวกับพี่จริงๆ เหรอ” พี่จุนยองเอ่ยถามอีกครั้ง
“ไม่ค่าาา” ฉันเอ่ยตอบพร้อมส่ายหน้าไปมา “หนูพักที่เดียวกับพนักงานคนอื่นดีแล้วค่ะเวลาไปกลับจะได้กลับพร้อมพี่ๆ คนอื่นๆ ได้ไงคะ”
“ไปกลับพร้อมพี่ก็เหมือนกันมั้ย?”
“จิ๊! ไม่เหมือนกันค่ะคุณเ้านายยย เราไม่ได้ทำงานด้วยกันตลอดซะหน่อยย” ฉันเอ่ยตอบพร้อมลากเสียง
ที่ฉันชอบเรียกพี่จุนยองว่า ‘คุณเ้านาย’ พี่เขาเป็คุณเ้านายของฉันจริงๆ นะ เพราะตอนนี้ก็ถือได้ว่าฉันเป็พนักงานคนหนึ่งในบริษัทของพี่จุนยองซึ่งนอกจากพี่จุนยองจะเป็นักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังแล้วพี่จุนยองยังเป็เ้าของบริษัทที่ทำเกี่ยวกับงานในวงการบันเทิงของเกาหลีใต้อีกด้วยส่วนการทำงานของฉันก็คงเหมือนเดิมไม่ได้ต่างจากที่ประเทศไทยเท่าไหร่แค่เปลี่ยนประเทศเท่านั้นเองและคงจะรับงานเป็ โปรเจ็คเหมือนเดิม
“พี่เป็เ้านายเราจริงมั้ย? พี่บอกอะไรไปเราปฏิเสธทุกอย่างเลยนะ” พี่จุนยองเอ่ยพร้อมเอามือใหญ่ขยี้ที่ผมของฉันอีกครั้ง
“คิกๆๆ เอาน่ะพี่จุน ยังไงพี่จุนก็เป็ทั้งเ้านาย เป็ทั้งพี่ชายของ หนูไงคะเนอะๆ” ฉันเอ่ยตอบส่วนพี่จุนยองที่ได้ยินคำตอบของฉันก็ส่ายหน้าไปมา
จากนั้นเราทั้งสองก็หยุดการสนทนาลง ฉันนั่งฟังเพลงที่พี่เมเนเจอร์เปิดพร้อมทั้งหลับตาพักผ่อนเพื่อรอเวลาให้รถขับถึงที่พักส่วนพี่จุนยองก็เริ่มเคลียร์งานบนไอแพดของเขาต่อ