หลังจากเสร็จจัดการกับทางเมืองหลิวโจวเสร็จเรียบร้อยเฟิ่งหยูและซูฮุ่ยหลิงและจื่อซ่งพากันเดินทางด้วยค่ายกลมิติไปยังเมืองหลวงอาณาจักรตะวันฉายโดยเฟิ่งหยูสั่งให้กองทัพที่เหลือติดตามไปทีหลัง
เมื่อมาถึงเมืองหลวงอาณาจักรตะวันฉายที่นี่ก็มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงแล้ว
“หากข้าเดาไม่ผิดคงมีอีกหลายเมืองที่เป็นคนของตระกูลฉีต่อสู้กับพวกเราอยู่เป็นแน่คงไม่ง่ายเหมือนเมืองหลิวโจวของพวกท่านเป็นแน่”
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นส่วนเมืองเล็ก ๆ คงจะยอมศิโรราบโดยดีเพราะกองกำลังที่ข้าส่งไปพอที่จะทำลายพวกเขาไม่ให้เหลือรอดได้”
เป็นไปตามที่เฟิ่งหยูคาด เมืองเล็กๆ ที่คาดการไว้ เมืองเล็ก ๆ ยอมจำนนแต่โดยดี ส่วนเมืองใหญ่ทั้งสิบเมืองมียอมจำนนเพียงแค่สามเมืองส่วนเมืองอื่น ๆ ต่างสู้รบกันอย่างหนัก
“พวกเราไปกันเถอะสถานการณ์แบบนี้สงครามคงยังไม่จบลงง่ายๆ หากพวกเรายึดเมืองหลวงแห่งนี้ได้ เมืองอื่น ๆ ก็คงยอมจำนนเอง”
พวกเขาทั้งสามพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วพวกเขาใช้เวลาเดินทางไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรตะวันฉายเพียงไม่นานเฟิ่งหยูก็ไปสมทบกับกองทัพของเขา
“สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง”
“ตอนนี้พวกเรากำลังบีบให้ตระกูลทางราชวงศ์ของอาณาจักรตะวันฉายยอมจำนนแต่ทางพวกเขาคงไม่ยอมง่าย ๆ กองกำลังส่วนใหญ่ใกล้จะทำลายค่ายกลป้องกันเมืองได้แล้ว”
“พาข้าไปดูค่ายกลหน่อย”
จ้าวหยวนพาเฟิ่งหยูแอบลอบเข้าไปยังจุดที่พวกเขากำลังช่วยกันทำลายค่ายกลเฟิ่งหยูมองดูและตรึกตรองดูครู่หนึ่งพลันเอ่ย
“พวกเจ้าโจมตีทางซ้ายของเสาต้นนั้นส่วนพวกเจ้าโจมตีไปที่ด้านหน้าของตึกตรงนั้น เจ้าและพวกเจ้า โจมตีตรงกลาง”
ตู้มม…..
ตู้มม…..
ตู้มมม....
“แกร๊กกก แกร๊กกกแตกแล้วค่ายกลแตกแล้ว ค่ายกลถูกทำลายแล้วพวกเราบุกเข้าไป”
เพียงไม่นานค่ายกลเมืองหลวงของอาณาจักรตะวันฉายก็ถูกทำลายอย่างไม่เหลือชิ้นดีเหล่าทหารต่างพากันบุกเข้าไปอย่างฮึกเหิมเพียงไม่นานกองทหารฝ่ายอาณาจักรตะวันฉายก็ถูกฆ่าตายเกินกว่าครึ่ง
ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สำหรับเมืองตะวันฉายเลยก็ว่าได้เพราะทหารของพวกเขาที่ฝึกฝนมาเป็นเวลานาน เพียงไม่นานถูกกองทัพของอาณาจักรเมฆาหวนทำลายจนย่อยยับ
“พวกเจ้ากำแหงมากเกินไปแล้ว”เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ฉีเจินฟู่”เป็นเจ้าเองอย่างนั้นหรือ ซูฮุ่ยหลิงเอ่ยขึ้นมา
“ดี ดีเหมือนกันวันนี้ข้าจะได้สะสางกับพวกเจ้าให้หมดให้สิ้นกันไปเสียที”
ซูฮุ่ยหลิงเองก็มีพลังยุทธ์ขั้นราชันสวรรค์ระดับหกเช่นเดียวกันกับฉีเจินฟู่ซูฮุ่ยหลิงพุ่งทะยานเข้าหาฉีเจินฟู่อย่างรวดเร็ว
ดวงตาหลี่เล็กของฉีเจินฟู่ยังคงจ้องมองไปยังซูฮุ่ยหลิงและหัวเราะอย่างชั่วช้า
“คิดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าเองหลบหนีออกจากคุกตระกูลฉีได้ แถมยังกลับฟื้นฟูพลังยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสียจริง ที่เจ้าจะต้องมาถูกข้าฆ่าตายในวันนี้ ฮ่าฮ่า!” แววตาซูฮุ่ยหลิงเย็นวาบแล้วกล่าว
“เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหลคิดหรือว่าข้าจะให้เจ้าฆ่าข้าได้ง่าย ๆเป็นฝ่ายของตระกูลฉีของเจ้ามากว่าที่จะต้องหายไปจากแผ่นดินนี้”
เพลงดาบทะลวงฟ้าแสงฟาดฟันสว่างสีเขียวสายหนึ่งลอยลงมา จากฟ้าอย่างรวดรวดเร็ว พร้อมกับโจมตีลงมายังซูฮุ่ยหลิง ที่ยืนอยู่ไม่ไกลมากนักอย่างไม่ยั้งมือ แต่ซูฮุ่ยหลิงไม่ได้หลบหลีก เขาเรียกกระบี่ออกมาจากฝักพร้อมกับควบคุมกระบี่เขาบังคับกระบี่ให้บินลอยออกไปอย่างรวดเร็วแล้วแสดงพลังที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา มันกลายเป็นปราณกระบี่รับการโจมตีของเพลงดาบทะลวงฟ้าของฉีเจินฟู่เอาไว้
“ตูม”
อาวุธระดับสวรรค์ที่แข็งแกร่งทั้งสองปะทะกันทำให้เกิดคลื่นพลังที่รุนแรงแผ่ออกไปทั่วสารทิศจากนั้นภูเขาขนาดเล็กพลันเกิดเสียงดังตูม หมอกควัน และฝุ่นดินกลุ่มใหญ่ลอยคลุ้งขึ้นมา
ฉีเจินฟู่มองดูภูเขาเล็กๆถูกแยกออกจากกันเป็นสองส่วนทันใดนั้นเองใบหน้าที่ดุดันของเขาพลันมีประกายยิ้มเหยียดปรากฏออกมา
ซูฮุ่ยหลิงน่าจะกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว ฉีเจินฟู่ถอนหายใจอย่างเสียดา หากจับซูฮุ่ยหลิงได้เขาคงมีข้ออ้างที่ถูกปล้นคุกได้
แต่ว่าฉีเจินฟู่ก็ต้องตกใจจนลูกตาแทบจะถลนออกนอกเบ้า
“เป็นไปได้อย่างไรกัน?” เมื่อเขาเห็นว่าฝุ่นเริ่มจางหายไปแล้วซูฮุ่ยหลิงกับยังคงยืนอยู่ที่เดิมเขายืนเหยียดตรงราวกับตั้งแต่ต้นจนจบเขายังไม่ได้ขยับไปไหนเลย
จากการปะทะกันเมื่อกี้นี้ซูฮุ่ยหลิงเองก็เข้าใจความสามารถ ของฉีเจินฟู่ขึ้นมามากพูดไปแล้วยังแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดเอาไว้ไม่น้อย ดูเผิน ๆการโจมตีเมื่อกี้นั้นเหมือนกับว่าจะพอๆ กัน แต่จริงๆ แล้ว ซูฮุ่ยหลิงกลับได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เพียงแต่เขาไม่แสดงออกมาเท่านั้น
"ข้าจะต้องเข้าไปใกล้ๆไปสู้ระยะประชิดถึงจะมีโอกาสชนะ ได้"
คิดได้ดังนั้น ซูฮุ่ยหลิงก็ไม่รอช้าเขาพลันกระตุ้นพลังปราณของเขาอย่างบ้าคลั่งจนกลายเป็นแสงพุ่งออกไปโจมตีฉีเจินฟู่
"เร็วมาก"
ฉีเจินฟู่แอบคิดอย่างตกตะลึงเขาคิดไม่ถึงเลยว่า ซูฮุ่ยหลิง จะมีความเร็วถึงเพียงนี้ ร่างของซูฮุ่ยหลิงหลอมรวมไปกับกระบี่ของเขากลายเป็นหนึ่งเดียวแล้วกลายเป็นแสงสายหนึ่งลากยาวไปหลายสิบกว่าจั้งโจมตีที่กลางหน้าผากของ ฉีเจินฟู่ ดาบของฉีเจินฟู่ตวัดมาด้านหน้า
ปราณกระบี่และแสงจากดาบ ปะทะกันอย่างต่อเนื่องจนเกิดวงคลื่นออกมาหลายวงและเสียงดังสนั่น
“เปรี้ยงเปรี้ยง”
ฝีมือไม่เลวเลยนิฉีเจินฟู่กล่าวออกมาพร้อมกับตวัดดาบออกไปโจมตีซูฮุ่ยหลิง เขาฟาดฟันดาบโจมตี ซูฮุ่ยหลิง ทางด้านหลัง ซูฮุ่ยหลิง กลับขมวดคิ้วหากว่าถูกโจมตีในครั้งนี้เขาคงต้องพ่ายแพ้เป็นแน่ ในเมื่อเป็นอย่างนี้...ก็คงได้แต่ต้องทุ่มสุดกำลังจึงจะสามารถจัดการฉีเจินฟู่ได้
ซูฮุ่ยหลิงตบฝ่ามือไปบนตัวกระบี่เขาใช้สำนึกกระบี่ทั้งหมดในร่างให้รวมไปกับกระบี่เป็นหนึ่งเดียวกัน
"สลายไปเสีย"
"เปรี้ยง"
ดาบของฉีเจินฟู่ปรากฏอักขระหลายตัวขึ้นมาแล้วระเบิดออกกลายเป็นเศษสีเขียวมากมายลอยออกไป ความเร็วของกระบี่ของ ซูฮุ่ยหลิงไม่ได้ลดลงมันพุ่งผ่านเศษสีเขียวมากมายแล้วแทงไปที่หน้าผากของฉีเจินฟู่ ฉีเจินฟู่ยกดาบกันไว้ตรงกลางและขวางการโจมตีของกระบี่เอาไว้ได้ และในช่วงพริบตานี้ฉีเจินฟู่ฟันดาบของเขาออกมาอย่างรวดเร็ว ซูฮุ่ยหลิงรับรู้ได้ถึงคลื่นไอความร้อนที่กำลังแผดเผามาจากด้านหน้า
ซูฮุ่ยหลิงปลดปล่อยพลังสมาธิที่แข็งแกร่งออกมาควบคุมกระบี่ ขณะเดียวกันก็หมุนตัวไปด้านหลังอย่างรวดเร็วแล้วควบคุมกระบี่พร้อมกับสะบัดมือออกไปฉีเจินฟู่พลันมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันที เขาความเร็วสูงสุดเคลื่อนไปทางขวามือเขาหลบพ้น กระบี่ไปได้อย่างน่าหวาดเสียว
เมื่อฉีเจินฟู่ยกลับมายืนได้มั่นคงอีกครั้งเขายังตกใจไม่หายหน้าฝากมีเหงื่อเม็ดโตผุดออกมา
“อันตรายเกินไปแล้วอีกนิดเดียวเท่านั้น ข้าเกือบจะโดนกระบี่นั่นเข้าให้แล้ว”
น่าเสียดายที่ เขายังไม่ทันจะเอ่ยพูดอะไรปราณกระบี่ สายหนึ่งก็ฟันลงไปที่เอว แล้วฟันร่างของเขาจนขาดออกเป็นสองท่อนเลือดสดๆ กระจายไปไปทั่วพื้น วิธีการโจมตีต่อเนื่องนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเท่านั้นทุกท่วงท่าราวกับฝึกมาแล้วนับพันนับหมื่นครั้ง เขาไม่ให้ฉีเจินฟู่ได้มีโอกาสรอดชีวิตเลย
“ฮ่า ฮ่าฮ่า ในที่สุดข้าก็สามารถแก้แค้นเจ้าได้ ฉีเจินฟู่เจ้าหลอกให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกตระกูลฉีมาหลายปี แต่เจ้ากลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของข้า”
ซูฮุ่ยหลิงหัวเราะด้วยความสะใจความแค้นในใจเขาได้รับการชำระแค้นครั้งแล้วครั้งเล่าสิ่งที่ตระกูลฉีทำกับเขาและตระกูลซูไว้วันนี้เพียงวันเดียวเขาสามารถกำจัดตระกูลฉี ได้เป็นจำนวนมาก
“เจ้าเจ้าบังอาจฆ่าลุงของข้า ข้าจะฆ่าเจ้า”เสียงหนึ่งดังขึ้นมาพร้อมกับลูกธนูที่พุ่งเข้าหาซูฮุ่ยหลิง อย่างรวดเร็ว
ฟิ้วว.....
“เคร้ง”ลูกธนูถูกเฟิ่งหยูปัดออกไปได้
“คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้าเรื่องของผู้ใหญ่จบไปแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของผู้เยาว์อย่างเราแล้วหละ”เฟิ่งหยูกล่าวคำพูดแบบประชดประชัน
“เจ้าเจ้ารู้ไหมว่าข้าคือใคร ข้าคือองค์ชายสามของอาณาจักรตะวันฉายแห่งนี้เจ้ากล้ามายุ่งกับข้าอย่างนั้นหรือ”
“อ๋อเจ้าเองหรือองค์ชายสาม ดีข้าไม่ต้องไปตามหาเจ้าให้ยุ่งยากแล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร”
“เจ้าเป็นใครมันก็เรื่องของเจ้าทำไมข้าต้องรู้จักเจ้าด้วยอย่างนั้นหรือ”
“ฮ่า ฮ่าฮ่า เจ้ากล้าไปเหยียบถึงอาณาจักรเมฆาหวน แต่เจ้ากลับไม่รู้จักข้าอย่างนั้นหรือ?”
“คนที่เจ้าไปสู่ขอองค์หญิงหนิงเอ๋อ เป็นคู่หมั้นของข้าเอง และสงครามครั้งนี้ก็เป็นพวกเจ้าเริ่มต้นเพราะสาเหตุนี้ไม่ใช่อย่างนั้นหรือเจ้าไม่ต้องห่วงหรอก วันนี้เจ้าไม่ได้ตายดีอย่างแน่นอน”เฟิ่งหยูกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นพร้อมกับพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
“องครักษ์จัดการมัน”
“ฉึบ ฉึบ ฉึบ”
องครักษ์รอบตัวขององค์ชายสามทั้งหมดถูกเฟิ่งหยูจัดการด้วยดาบราชันเพียงเสี้ยววินาที พร้อมกับคมดาบที่พาดอยู่บนคอขององค์ชายสาม
“เจ้าเจ้ากล้าสังหารข้าอย่างนั้นหรือ?”
“หยุดเจ้าปล่อยน้องชายของข้าเดี๋ยวนี้นะ อย่าได้มากำแหงที่นี่”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาร่างกายบึกบึนน่าเกรงขามในมือถือลูกตุ้มหนักเดินมาพร้อมกับองครักษ์จำนวนมากเดินตามออกมาเป็นองค์รัชทายาทของเมืองตะวันฉายแห่งนี้ วรยุทธ์ระดับเทวะขั้นที่สอง
“องค์รัชทายาทช่วยข้าด้วยช่วยข้าด้วย”
“ทำไมข้าต้องฟังพวกเจ้าด้วยหละ สงครามครั้งนี้พวกเจ้าก็เป็นคนเริ่มก่อนอยู่แล้วกองทัพของพวกเจ้ายังบุกอาณาจักรของข้าอยู่ในตอนนี้ แต่พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าเป็นใครมาออกคำสั่งกับข้า”
ฉึบบบบ.......
ศีรษะหนึ่งกระเด็นตกไปอยู่ใกล้ๆเท้าขององค์รัชทายาทของอาณาจักรตะวันฉาย
“เจ้ามันไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เจ้าเอง”
“นายน้อย”
“ท่านเจ้าเมือง”
จื่อซ่งและจ้าวหยวนและเหล่าแม่ทัพรีบเข้ามาหาเฟิ่งหยูทันทีเมื่อเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว
“พวกท่านจัดการกับพวกองครักษ์รัชทายาทข้าจัดการเอง” เฟิ่งอยูเอ่ยขึ้นมา
“ไม่ต้องห่วงข้าข้าเอาตัวรอดได้”
“ขอรับนายน้อย”
………………………………………….