เสียงฝีเท้าดังสะท้อนอยู่ภายในช่องแคบ
สัตว์พาหนะทั้งห้าตัวยังคงวิ่งต่อไป
ไม่มีใครหันกลับไปมองด้านหลัง
เพราะทุกคนรู้ดีว่า
สิ่งที่กำลังไล่ตามมา
ไม่ได้มีเพียงไม่กี่ตัว
เสียงคำรามและเสียงฝีเท้าจำนวนมาก
ยังคงดังลอดเข้ามาจากหมอก
แม้ช่องแคบจะทำให้พวกผีดิบไม่สามารถกระจายตัวได้ง่ายเหมือนในป่า
แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่า
เส้นทางข้างหน้าจะไปสิ้นสุดที่ไหน
อาเรนอยู่ด้านหน้า
มือข้างหนึ่งกำสายบังคับสัตว์พาหนะ
สายตาจับจ้องไปยังทางออก
“เร็วอีกนิด!”
เขาตะโกนขึ้น
สัตว์พาหนะพยายามเร่งความเร็ว
แต่เพียงไม่กี่วินาที
อาเรนก็เห็นบางอย่าง
“ออกแล้ว!”
ด้านหน้า
หมอกเริ่มเปลี่ยนไป
แสงสว่างค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
ไม่ใช่แสงของดวงอาทิตย์โดยตรง
แต่เป็นแสงสีขาวซีด
ที่ลอดผ่านหมอกบาง ๆ
แทนที่จะเป็นกำแพงหมอกหนาทึบเหมือนก่อนหน้านี้
สัตว์พาหนะของอาเรนพุ่งออกจากช่องแคบก่อน
ตามด้วยรัน
ไค
นัท
และมาร์โก
ทันทีที่ทั้งหมดออกมา
พื้นที่ด้านหน้าก็เปิดออก
ทุกคนลดความเร็วลงโดยสัญชาตญาณ
เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ทำให้ไม่มีใครกล้าพุ่งต่อไปโดยไม่มอง
มันไม่ใช่ป่า
อย่างน้อย
ก็ไม่ใช่ป่าปกติ
ไกลออกไป
ภายใต้หมอกที่เริ่มบางลง
มีสิ่งปลูกสร้างปรากฏอยู่
กำแพงหินที่พังทลาย
หลังคาของอาคารบางแห่ง
และแนวสิ่งก่อสร้าง
ที่ทอดยาวออกไป
นัทเบิกตาเล็กน้อย
“เมือง?”
ไม่มีใครตอบทันที
อาเรนค่อย ๆ หยุดสัตว์พาหนะ
ทุกคนจึงหยุดตาม
เสียงจากด้านหลัง
ยังคงดังอยู่
แต่ตอนนี้
มันเริ่มห่างออกไป
เหมือนฝูงผีดิบยังติดอยู่ภายในช่องแคบ
อาเรนมองไปข้างหน้า
สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้น
“นั่นไม่ใช่เมืองที่เราต้องไป”
ไคมองตาม
“แน่ใจ?”
“แน่ใจ”
อาเรนหยิบแผนที่ออกมา
แม้แผนที่จะไม่ละเอียดมากนัก
แต่เส้นทางหลักและเมืองสำคัญ
ยังคงถูกบันทึกไว้
เขามองอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนพูดขึ้น
“ไม่มีเมืองอยู่ตรงนี้”
ความเงียบเกิดขึ้นทันที
นัทหันกลับไปมองสิ่งก่อสร้างอีกครั้ง
ถ้าไม่มีเมืองอยู่ในแผนที่
สิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ก็หมายความว่า
พวกเขาเข้ามาในพื้นที่
ที่ข้อมูลของกิลด์ไปไม่ถึงแล้ว
“อย่าเข้าใกล้”
อาเรนพูดทันที
ไม่มีใครคัดค้าน
หลังจากผ่านสิ่งที่อยู่ในหมอกมา
ไม่มีใครคิดจะเดินเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่รู้จัก
เพียงเพราะอยากรู้ว่ามันคืออะไร
โดยเฉพาะ
เมื่อด้านหลังของพวกเขา
ยังมีฝูงผีดิบอยู่
“หาทางอ้อม”
รันพูดขึ้น
อาเรนพยักหน้า
“ใช่”
เขากำลังจะออกคำสั่งต่อ
แต่มาร์โกกลับพูดขึ้นก่อน
“เดี๋ยวก่อน”
ทุกคนหันไปมอง
มาร์โกกำลังมองไปทางเมือง
ใบหน้าของเขาไม่เปลี่ยนไปมากนัก
แต่แววตากลับจริงจังกว่าเดิม
นัทมองเขา
เพียงชั่วครู่
เขาก็เข้าใจ
มาร์โกกำลังตรวจสอบอะไรบางอย่าง
อาเรนขมวดคิ้ว
“มีอะไร?”
มาร์โกนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“อย่าเข้าใกล้เมือง”
คำพูดนั้นทำให้ไคหัวเราะออกมาเบา ๆ
“เรื่องนั้นไม่มีใครคิดจะทำอยู่แล้ว”
มาร์โกไม่ได้ตอบ
เพียงมองไปข้างหน้า
นัทเองก็ไม่พูดอะไร
เขารู้ดีว่า
มาร์โกเห็นมากกว่าที่พูด
ภายในเงาของซากกำแพง
บางอย่างกำลังเคลื่อนไหว
หนึ่งร่าง
สองร่าง
จากนั้น
มากขึ้นเรื่อย ๆ
เงาร่างจำนวนมาก
ปรากฏอยู่ตามถนน
ภายในอาคาร
และรอบกำแพงเมือง
บางร่างเดินช้า ๆ
บางร่างนั่งอยู่กับพื้น
บางร่างยืนนิ่ง
ราวกับไม่มีสิ่งใดอยู่ภายในร่างกาย
แต่จำนวนของพวกมัน
มากเกินกว่าจะนับได้ง่าย ๆ
มาร์โกถอนการรับรู้ออกมา
ก่อนพูดขึ้น
“มีพวกเดียวกับที่ไล่เรามา”
ไคหันกลับไปมองเมืองทันที
“เยอะแค่ไหน?”
มาร์โกเงียบไป
“เยอะ”
“เท่าไร?”
“มากเกินกว่าที่เราจะเข้าไปได้”
คำตอบนั้น
เพียงพอแล้ว
อาเรนพับแผนที่ทันที
“อ้อม”
รันมองไปทางด้านซ้ายของเมือง
“ถ้าอ้อมไปทางนั้น?”
อาเรนมองพื้นที่
“ยังไม่รู้”
ไคมองกลับไปทางช่องแคบ
“แล้วด้านหลัง?”
เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนเงียบ
อาเรนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ก่อนตัดสินใจ
“ไม่ต้องสำรวจแล้ว”
นัทเงยหน้าขึ้น
อาเรนมองทุกคน
“ภารกิจรองจบตรงนี้”
ไม่มีใครแสดงสีหน้าไม่พอใจ
เพราะทุกคนเข้าใจความหมาย
พวกเขาเข้ามาสำรวจพื้นที่
แต่สิ่งที่พบ
เกินกว่าที่ทีมเล็ก ๆ จะรับมือได้
หมอก
ฝูงผีดิบ
และตอนนี้
เมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตแบบเดียวกัน
“เป้าหมายหลักของเราคืออะไร?”
อาเรนถาม
รันตอบทันที
“เอาของไปให้ถึงเมือง”
“และ?”
ไคพูดขึ้น
“มีชีวิตรอด”
อาเรนพยักหน้า
“ถูกต้อง”
เขามองไปทางเมืองอีกครั้ง
“เราไม่ใช่ทีมกวาดล้าง”
“และเราไม่มีเหตุผลต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่นี่”
คำพูดของอาเรน
ทำให้ทุกคนเริ่มมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างชัดเจนขึ้น
พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้ว่า
ในเมืองนั้นมีอะไร
ไม่จำเป็นต้องฆ่าผีดิบทุกตัว
และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า
ทีมของตัวเองแข็งแกร่งแค่ไหน
สิ่งที่ต้องทำ
มีเพียงหาทางออกจากพื้นที่นี้
แล้วกลับไปยังเส้นทางของภารกิจหลัก
เท่านั้น
แต่ปัญหา
ยังไม่ได้จบ
สัตว์พาหนะของไค
เริ่มลดหัวลง
ลมหายใจของมันหนักขึ้นอย่างชัดเจน
สัตว์ของรันเอง
ก็ไม่ต่างกัน
นัทมองสัตว์พาหนะของตัวเอง
แม้จะยังยืนอยู่ได้
แต่ขาของมันเริ่มสั่นเล็กน้อย
พวกมันวิ่งมา
เกือบตลอดทั้งวัน
และก่อนหน้านั้น
ยังต้องเร่งความเร็วเต็มที่
เพื่อหนีการไล่ล่า
ไคลงจากหลังสัตว์พาหนะ
“มันไม่ไหวแล้ว”
อาเรนพยักหน้า
“ของฉันก็เหมือนกัน”
รันมองมาร์โก
“ของนายล่ะ?”
มาร์โกมองสัตว์พาหนะของตัวเอง
“ยังวิ่งได้”
ไคหันไปมอง
“มันยังไหว?”
มาร์โกตอบเพียงคำเดียว
“ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต”
ไคนิ่งไป
จากนั้นจึงหันกลับ
“ลืมไปแล้ว”
นัทเกือบหลุดหัวเราะ
แต่สถานการณ์ตรงหน้า
ทำให้เขาเพียงยกมุมปากเล็กน้อย
อาเรนมองไปรอบตัว
“เราต้องให้พวกมันพัก”
ไคมองไปยังเมือง
“ตรงนี้?”
“ไม่ได้”
อาเรนตอบทันที
“ใกล้เกินไป”
เขามองไปทางป่าด้านข้าง
หมอกยังคงปกคลุมพื้นที่
แต่ที่นี่
ไม่หนาแน่นเหมือนด้านใน
“หาที่ซ่อน”
อาเรนพูดต่อ
“เดินเท้า”
ทุกคนเริ่มจัดการสัตว์พาหนะ
แต่ก่อนจะเคลื่อนที่
อาเรนกลับพูดขึ้น
“แหวนสัตว์”
นัทชะงัก
“ครับ?”
“พวกนายสองคนมีใช่ไหม?”
นัทพยักหน้า
“ครับ”
มาร์โกเองก็พยักหน้า
อาเรนมองพวกเขา
“เก็บสัตว์ได้กี่ตัว?”
นัทนิ่งไป
“ไม่รู้ครับ”
“นายไม่เคยลอง?”
“ไม่เคยครับ”
มาร์โกตอบ
“ฉันก็ไม่รู้”
อาเรนมองทั้งสองคนอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“งั้นลอง”
เขายื่นมือออกมา
แหวนสัตว์ที่นิ้วของเขา
ส่องแสงขึ้นเล็กน้อย
สัตว์พาหนะของเขาถูกเก็บเข้าไป
แต่หลังจากนั้น
แหวนก็หยุดตอบสนอง
อาเรนมองมัน
“หนึ่งตัว”
ไคมองอย่างสนใจ
“แหวนของนายเก็บได้ตัวเดียว?”
“ใช่”
อาเรนตอบ
จากนั้นจึงหันไปหานัท
“ลองของนาย”
นัทพยักหน้า
เขาลองเก็บสัตว์พาหนะของตัวเอง
ร่างของสัตว์หายเข้าไปในแหวน
นัทมองอยู่ครู่หนึ่ง
“ได้แล้วครับ”
“ลองอีกตัว”
นัทหันไปมองไค
ไคชี้ตัวเองทันที
“เดี๋ยวก่อน”
นัทหัวเราะเบา ๆ
“หมายถึงสัตว์พี่ครับ”
“รู้แล้ว”
ไคเดินหลบออกมา
นัทจึงลองใช้แหวนอีกครั้ง
สัตว์พาหนะอีกตัว
หายเข้าไป
ทุกคนมองแหวน
แต่แสงบนแหวน
ยังไม่ดับ
นัทนิ่งไป
“ยังได้อีกไหม?”
อาเรนพูด
“ลอง”
นัทลองอีกครั้ง
แต่คราวนี้
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นัทมองแหวน
“สองตัวครับ”
อาเรนพยักหน้า
ก่อนหันไปทางมาร์โก
“ของนาย”
มาร์โกลองเก็บสัตว์พาหนะ
หนึ่งตัว
จากนั้นอีกตัว
และอีกตัว
เมื่อถึงตัวที่สี่
แหวนจึงไม่ตอบสนองอีก
ไคนิ่งไป
รันมองแหวนของมาร์โก
แม้แต่อาเรน
ยังเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
“สามตัว”
อาเรนพูด
มาร์โกพยักหน้า
“ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น”
นัทมองแหวนของตัวเอง
ก่อนมองของมาร์โก
“ตอนซื้อก็ไม่มีใครบอกนี่”
อาเรนหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ถูกไล่ล่า
“เพราะพวกนายซื้อแหวนที่แพงกว่า”
ไคหันไปมอง
“มันต่างกันด้วย?”
“แน่นอน”
อาเรนตอบ
“แหวนสัตว์ไม่ได้มีขนาดเท่ากันทุกวง”
เขามองแหวนของนัทและมาร์โก
“สัตว์ที่มีคุณภาพสูงกว่า ต้องการพื้นที่ที่เหมาะสมกว่า”
“ผู้สร้างแหวนจึงต้องทำพื้นที่ภายในให้แตกต่างกัน”
นัทพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“แล้วของธรรมดา?”
“แหวนทั่วไปไม่ได้มีให้ทุกตัว”
อาเรนตอบ
“สัตว์พาหนะธรรมดาราคาถูกกว่า”
“ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มาพร้อมแหวน”
ไม่นาน
สัตว์พาหนะที่ยังมีชีวิต
ทั้งหมดถูกเก็บเข้าไปในแหวน
เพื่อให้พัก
อัมบร้าของมาร์โกเอง
ก็ถูกเก็บเข้าไปเช่นกัน
เหลือเพียงพื้นที่เงียบสงบ
และมนุษย์ทั้งห้าคน
ที่ต้องเดินต่อด้วยเท้าของตัวเอง
อาเรนมองไปทางป่าด้านข้าง
“เราไม่ไปใกล้เมือง”
ทุกคนพยักหน้า
“เราจะเดินเลียบแนวป่า”
เขาพูดต่อ
“หาที่ที่มองไม่เห็นจากด้านนอก”
“พักให้จริงจัง”
รันถาม
“แล้วหลังจากนั้น?”
อาเรนมองไปทางที่ไกลออกไป
“ค่อยหาทางกลับไปยังเส้นทางหลัก”
ไคมองแผนที่
“ถ้าเราหาทางกลับไม่ได้?”
อาเรนเงียบไปเล็กน้อย
“ก็หาทางใหม่”
พวกเขาเริ่มเดิน
ออกห่างจากเมือง
ทีละน้อย
ไม่มีใครเร่งฝีเท้า
เพราะไม่มีสัตว์พาหนะให้ใช้แล้ว
แต่ก็ไม่มีใครเดินอย่างผ่อนคลาย
เมืองยังคงอยู่ด้านหลัง
แม้หมอกจะบดบังมันไปบางส่วน
แต่ทุกคนรู้ว่า
ภายในนั้น
มีบางอย่างอยู่มากเกินกว่าที่ทีมของพวกเขาจะรับมือได้
นัทเดินอยู่ข้างมาร์โก
เขาลดเสียงลง
“พี่เห็นเยอะมากใช่ไหม?”
มาร์โกไม่ได้หันมา
“อืม”
“ประมาณเท่าไร?”
มาร์โกเงียบไปครู่หนึ่ง
“ไม่อยากรู้หรอก”
นัทหันมอง
“เยอะขนาดนั้น?”
“อืม”
คำตอบสั้น ๆ
ทำให้นัทไม่ถามต่อ
เขาหันกลับไปมองทางเดิน
ในใจกลับรู้สึกว่า
การที่อาเรนตัดสินใจไม่เข้าเมือง
อาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด
ตั้งแต่เริ่มภารกิจครั้งนี้
เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง
ในที่สุด
รันก็หยุดลง
ทุกคนหยุดตาม
เบื้องหน้าเป็นพื้นที่ต่ำ
มีแนวต้นไม้หนาแน่นล้อมรอบ
จากภายนอก
แทบมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน
อาเรนเดินตรวจสอบรอบหนึ่ง
ก่อนพยักหน้า
“ตรงนี้”
ทุกคนเริ่มเข้าไปด้านใน
จากนั้นจึงจัดพื้นที่พัก
ครั้งนี้
ไม่มีใครพูดเรื่องเดินทางต่อทันที
เพราะพวกเขารู้ดีว่า
ร่างกายต้องพัก
และสัตว์พาหนะเอง
ก็ต้องพักเช่นกัน
การเก็บพวกมันไว้ในแหวน
ไม่ได้หมายความว่า
พวกมันจะกลับมาวิ่งเต็มกำลังได้ในทันที
นัทนั่งลงกับพื้น
พิงหลังกับต้นไม้
เขาหลับตาลงเพียงครู่หนึ่ง
ความเหนื่อยล้า
ก็เริ่มไหลกลับมา
ไคเองนั่งลงไม่ไกล
รันยังคงตรวจสอบอาวุธ
ส่วนอาเรน
กำลังมองแผนที่
เขาไม่ได้นั่งนิ่งนานนัก
แม้จะสั่งให้พัก
แต่หัวหน้าทีม
ยังคงต้องคิดถึงเส้นทางต่อไป
ไม่มีใครรู้ว่า
เวลาผ่านไปนานเท่าไร
เพราะหมอก
ยังคงบดบังท้องฟ้า
ไม่มีแสงอาทิตย์ให้ดู
ไม่มีเงา
และไม่มีสิ่งใดบอกได้ชัดเจนว่า
ตอนนี้เป็นเวลาใด
นัทลืมตาขึ้นอีกครั้ง
เขามองออกไปยังหมอก
“ตอนนี้กลางวันหรือกลางคืนกันแน่ครับ?”
ไคหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าฉันรู้ ฉันคงบอกนายไปแล้ว”
รันเงยหน้ามองท้องฟ้า
แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า
“หมอกนี่น่ารำคาญจริง ๆ”
อาเรนเก็บแผนที่
“พักต่ออีกหน่อย”
ทุกคนมองเขา
“หลังจากนั้น”
อาเรนพูดช้า ๆ
“เราจะเดินต่อ”
ไม่มีใครถามว่ามุ่งหน้าไปไหน
เพราะทุกคนรู้
ว่านั่นคือสิ่งที่อาเรนกำลังคิดอยู่
นัทเอนตัวพิงต้นไม้
มือแตะไปที่แหวนสัตว์
สัตว์พาหนะของเขา
ยังคงต้องพัก
และจากนี้ไป
ไม่รู้ว่าพวกเขาจะต้องเดินอีกไกลแค่ไหน
เมืองเต็มไปด้วยผีดิบอยู่ด้านหลัง
เส้นทางเดิม
อาจยังมีนักฆ่า
ส่วนด้านหน้า
ก็เป็นพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูล
แต่ถึงอย่างนั้น
พวกเขาก็ยังต้องเดินต่อ
เพราะภารกิจหลัก
ยังไม่จบ
หมอกค่อย ๆ เคลื่อนผ่านแนวต้นไม้
ทุกอย่างรอบตัวเงียบลง
เงียบเสียจน
นัทเริ่มได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
แล้วในความเงียบนั้น
มาร์โกที่นั่งอยู่ไม่ไกล
ก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
นัทหันไปมองเขา
“พี่?”
มาร์โกมองไปยังทิศทางหนึ่ง
ออกไปไกลจากพื้นที่พัก
สีหน้าของเขา
ยังคงสงบเหมือนเดิม
แต่ดวงตา
กลับเย็นลงเล็กน้อย
“พักไปก่อน”
เขาพูด
นัทขมวดคิ้ว
“มีอะไร?”
มาร์โกเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเบา ๆ
“ยังไม่แน่ใจ”
จากนั้น
เขาก็หลับตาลง
ทิ้งให้นัท
มองเข้าไปในหมอก
ด้วยความรู้สึกเดิม
ความรู้สึกว่า
แม้พวกเขาจะหลบหนีออกมาจากฝูงผีดิบได้แล้ว
แต่พื้นที่แห่งนี้
ยังไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาออกไปง่าย ๆ
และเส้นทางข้างหน้า
อาจไม่ได้มีเพียงทางกลับ