‘จากนี้จะไม่มีหลินอี้บนโลกใบนี้อีก เข้าใจไหม’ เสียงนั้นกระซิบข้างหูเขา
เวลา 4.34 น.
ปัง เฮือก
เฉินรุ่ยเบิกตาโพลงในความมืด หลังจากได้สติสายตาก็กวาดไปมองนาฬิกาดิจิตอล เขายังคงนอนอยู่บนเตียง หลายวันที่ผ่านมานี้เขาพยายามตามหาข้อมูล ‘หลินอี้’ เพราะข้อมูลนั้นมีเพียงชื่อกับการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์จึงไม่เพียงพอที่จะสืบค้นลงไปว่าคนพวกนั้นเกี่ยวอะไรกับเนื้อเื่ หรือเป็เพียงความทรงจำของเขา
ข้อมูลในหนังสือเื่ชะตารักเส้นทางแค้นไม่ได้กล่าวถึงคนคนนี้ เขาตรวจสอบมันทั้งหมดอยู่หลายครั้ง เส้นเื่ดำเนินด้วยพระเอกและนางเอก หลินอี้ไม่น่าเป็ตัวแปรในความสัมพันธ์ของทั้งสองได้ ไม่มีความเกี่ยวข้องจึงไม่ถูกกล่าวถึง
เฉินรุ่ยยกมือขึ้นมาปิดบังดวงตา เขากำลังเผชิญปัญหามากกว่านั้น หลังจากกลับมาไม่กี่วันเขาได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในวันที่เขาสงสัยว่าถูกติดตาม มันเป็จริงตามนั้น และดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือคาร์ล เพราะเมื่อเขาเช็กย้อนกลับไปก็พบว่าคนเ่าั้ติดตามเขามาได้มากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว
เขาอยู่นอกเส้นเื่ดังนั้นเขาไม่อาจทราบได้ว่าพวกมันเป็ใครแม้มีข้อได้เปรียบที่สามารถเห็นข้อมูลส่วนหนึ่งในหนังสือ นอกจากนี้เขาเองก็ไม่มีความทรงจำถึงความขัดแย้งในโลกก่อนหน้าว่าได้ทำอะไรลงไป นอกจากการรับงานที่เ้านายสั่ง ส่วนปัจจุบันในโลกนี้สามภพหรืออเล็กเซย์เขาล้วนไม่เคยพบเจอ
เฉินรุ่ยลุกขึ้นในที่สุด เขาเคลียร์งานที่ผ่านมาทั้งหมดและงดรับงานใหม่ชั่วคราว เวลานี้เงินไม่ได้จำเป็ขนาดนั้นเอาตัวให้รอดสำคัญกว่า เขาลุกขึ้นไปทำอาหารเช้า ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ ฟ้าสว่างเสียงนาฬิกาปลุกในห้องเมิ่งเซียนดังขึ้น ไม่นานเธอก็ออกมา
“วันนี้พี่ต้องติดตามอเล็กเซย์ไปนอกเมืองคงไม่ได้กลับ เธอทานข้าวก่อนได้เลย ฮ่าวกงก็ติดตามไปด้วยกัน เธอกลับบ้านคนเดียว ถึงแล้วให้ส่งข้อความมาบอก ตกลงไหม”
“ได้ครับ”
บรรยากาศบนโต๊ะเต็มไปด้วยความเงียบ เมิ่งเซียนมองท่าทางของอีกฝั่งก่อนจะพูดขึ้นมา
“คุณคาร์ลเขากลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้วนะ”
“ครับ” ก็ดีแล้ว
เพราะตามเื่เดิมการนอนในโรงพยาบาลครั้งนี้จะกินระยะเวลายาวนาน สุดท้ายเขาจะหมดลมหายใจที่โรงพยาบาล ถ้าเขาสามารถกลับบ้านได้ ก็ถือว่ารายละเอียดบางอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว แค่มีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว ทานเสร็จเฉินรุ่ยก็เป็คนนำจานไปล้างเช่นเดิมก่อนจะออกจากห้องพร้อมกัน วันนี้ฮ่าวกงขับมาส่งเฉินรุ่ยก่อน ก่อนจะลงจากรถเฉินรุ่ยก็หันกลับไปหาเมิ่งเซียน
“เดินทางปลอดภัยครับ”
“อืม” เธอยิ้มกลับมา
เฉินรุ่ยพยักหน้าให้ฮ่าวกงกล่าวลาอีกฝ่าย แล้วจึงเปิดประตูลงจากรถ พอได้สืบจากกล้องวงจรปิดเขาจึงรู้สึกได้ชัดเจนขึ้นว่ากำลังถูกจับจ้องอยู่ เฉินรุ่ยยังคงทำทุกอย่างไปตามปกติ เขาเดินเข้าไปในสถาบัน เรียนอยู่ที่นั่นั้แ่เช้าจรดเย็น
เลิกเรียนขากลับในมือก็มีปิ่นโตเก็บความร้อนออกมาด้วย เฉินรุ่ยใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม เขาต้องเดินออกไปเพื่อขึ้นรถเพราะไม่แน่ใจว่าหากเรียกแท็กซี่ตรงนี้ คนเ่าั้จะเป็คนร้ายที่ตามเขาอยู่หรือไม่ ไม่แน่ใจกระทั่ง
แอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถนั้นจะปลอดภัย เพราะรถที่อยู่ใกล้เขาและสามารถกดตอบรับก็จะอยู่บริเวณไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่
น่าปวดหัวชะมัด เฉินรุ่ยคิด เขาเดินเท้าออกไป ไม่ได้รีบร้อน นี่เป็เวลาเลิกงานคนค่อนข้างพลุกพล่าน เขานั่งลงเมื่อถึงป้ายรอรถประจำทาง แสร้งว่ากดมือถือแล้วเงยหน้าดูรถเป็ระยะ คนที่ตามมาเป็ชายรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางไม่ต่างกับที่เคยเห็นในกล้องวงจรปิด
เมื่อรถมาถึงเฉินรุ่ยก็สแกนบัตรขึ้นไปจับจองที่นั่ง้า ชายคนนั้นเดินตามขึ้นมา ที่นั่งว่างมากมายแต่เขากลับเลือกที่จะนั่งข้างเฉินรุ่ย นาทีนั้น
เฉินรุ่ยก็รู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ว่าคำสั่งคืออะไรพวกมันจะลงมือจนกว่าจะเสร็จสิ้นตามเป้าหมาย
“ลงป้ายหน้าด้วยกันหน่อย” ชายคนนั้นพูดกับเขา
เฉินรุ่ยจำต้องลุกขึ้น ข้อแรกอีกฝ่ายมีปืนจี้อยู่ที่เอวเขา ข้อสองหากมีการปะทะคนที่อยู่บนรถจะได้รับอันตรายไปด้วย แม้นี่จะเป็โลกที่ถูกเขียนลงบนหนังสือ แต่เฉินรุ่ยรู้ดีว่าความรู้สึกเจ็บและการตายมันเป็ของจริง แม้แต่คนที่เป็เพียงตัวประกอบ ไม่ว่าจะเป็คนที่ไม่เคยออกมาสักฉาก ทุกคนก็ล้วนมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน เขาจึงหลีกเลี่ยงที่จะทำให้ผู้บริสุทธิ์เสี่ยงชีวิตไปด้วย
เฉินรุ่ยลงจากรถ ในหัวคิดหาวิธีเอาตัวรอด สายตาสำรวจเส้นทางที่ลงมา รถแท็กซี่ติดฟิล์มทึบจอดอยู่ริมทาง จะขำก็ขำไม่ออก ความคิดคนพวกนี้นี่มันจะเดาง่ายเกินไปแล้ว เขากวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่ามีร้านอาหารอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนฝั่งนี้มีการก่อสร้างถูกปิดกั้นไว้ตลอดแนวถนนเพื่อป้องกันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไป เวลานี้ถ้าเขาตัดสินใจวิ่งหันหลังหนีไปทั้งที่อีกฝ่ายมีทั้งรถและปืนจะเป็ความคิดที่โง่มาก มีทางหนีหรือไม่ อะไรก็ได้ที่ไม่จบด้วยการถูกยิง
“ขึ้นรถคันนั้นไป” เฉินรุ่ยเดินช้าลง มันจึงผลักหลังเขา
หรือพวกมันอยากได้ข้อมูล เขาเองก็ไม่มีข้อมูลอะไรที่พวกมัน้าเพราะเขาไม่มีความทรงจำก่อนหน้าที่จะตื่นขึ้นมา ไม่ว่าในชีวิตก่อนหรือตอนนี้ ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง หรือว่าการที่เขาอาศัยใน ZG0 บางทีอาจจะก่ออาชญากรรมและสร้างความขัดแย้งอะไรบางอย่าง ถ้าเป็อย่างนั้น การเข้าไปในรังพวกมันความเสี่ยงที่จะรอดกลับมาแทบไม่มี เขาไม่ได้มีพละกำลังมากพอจะล้มคนตัวโตหลายคนได้ในทีเดียว เฉินรุ่ยถนัดเพียงลอบกัดเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเขาจะตายในชาติก่อนหรือ
“ขึ้นไป”
เดินจนถึงรถ เฉินรุ่ยชะงักหนึ่งจังหวะ คิดอะไรได้ก็ทำมันในทันที ตอนนั้นเองที่เขาใช้ปิ่นโตหันไปฟาดเข้าหน้าอีกฝ่ายสุดแรง ระหว่างที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตั้งสติจากเหตุการณ์ที่เกิดอย่างกะทันหัน เฉินรุ่ยทิ้งเป้สะพายลงข้างหนึ่งดึงมีดแล่ปลาออกมาตวัดลงที่ข้อมือฝ่ายตรงข้าม เตะปืนในมือหนาเข้าหาตัวเอง คนในรถจะลงมาสมทบ เขาจับอีกฝ่ายดันกับประตูก่อนที่เสียงปืนจะดังสนั่นติดกันสามนัด คนในร้านฝั่งตรงข้ามหันมามองทางพวกเขาอย่างตื่นตระหนก ส่วนใหญ่เพียง้าหลบซ่อนจากสถานะผู้เคราะห์ร้าย ไม่ได้มีใจคิดช่วยเหลือผู้ล่าที่กลายมาเป็เหยื่อ
เฉินรุ่ยดันร่างคนที่ถูกยิงหลบให้พ้นทางก่อนจะยิงทะลุกระจกเข้าไปด้านในหลายนัด ั้แ่ต้นจนจบทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที ปืนชนิดนี้บรรจุะุได้ 14 นัดเขาใช้มันจนหมด คนด้านในรถแน่นอนว่าไม่มีโอกาสรอด ส่วนคนที่อยู่แทบเท้าเขา เฉินรุ่ยเอียงคอตวัดสายตามองร่างที่หายใจหอบถี่ อากาศจะหายใจเหลือน้อยลงไปทุกที ะุยิงทะลุปอด อีกไม่นานความดันจากด้านนอกจะทำให้ปอดอีกฝ่ายไม่สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มที่อีก ขาดอากาศและตายในที่สุด
“ใครส่งแกมา” เขาอยากรู้อะไรนิดหน่อย
“หึ ฮะ ฮะ”
“เป็คำตอบที่ไร้แก่นสารสิ้นดี” เห็นท่าทางอวดเก่งแบบนั้นก็ไม่ได้อยากรู้อีกแล้ว
เฉินรุ่ยยิ้มออกมาขณะที่กำลังทำท่าจะยิงอีกฝ่ายซ้ำที่ส่วนอื่นเป็การข่มขู่ รู้ดีว่าะุไม่เหลืออีกแล้ว แต่รอยยิ้มก็เลือนหายไปจากใบหน้า เขาขมวดคิ้วเป็ปมเมื่อได้ยินเสียงรถใกล้เข้ามา มองรถที่ขับด้วยความเร็วสูงมาจอดเทียบห่างออกไปไม่ไกลนัก เฉินรุ่ยหรี่ตาขบกรามแน่นก่อนจะดึงประตูรถให้เปิดออกเป็ที่กำบัง มือคว้าปืนจากศพด้านในออกมาอีกกระบอกเล็งไปยังคนที่กำลังเปิดประตูลงมา แมต? คนนี้เป็คนของคาร์ล
แมตชูมือขึ้นสองข้างเมื่อเห็นว่าเฉินรุ่ยมีอาวุธในมือและอยู่ในสภาวะตื่นตัว หากเขาไม่แสดงท่าทีให้ชัดเจนอีกฝ่ายพร้อมจะลั่นไกทันที แมตเดินเข้าไปใกล้เฉินรุ่ยช้าๆ
“คุณคาร์ลให้ผมเชิญคุณไป ทางนี้ให้ผมจัดการต่อเถอะ” แมตบอก เขามองปืนในมือเฉินรุ่ย
“ขอปืนให้ผมด้วยครับ”
เฉินรุ่ยลดการ์ดลง เขาวางปืนลงบนมือแมต เมื่อได้อาวุธของอีกฝ่ายแมตก็เก็บมันทันที
“เชิญครับ” คนพูดผายมือไปทางรถ
เฉินรุ่ยคว้ากระเป๋าเป้กับมีดสำหรับแล่ปลาขึ้นมาก่อนจะเดินไปที่รถ มีคนของคาร์ลอยู่บนนั้นอีกสองคน แมตมองตามเฉินรุ่ยแล้วหันกลับมามองคนที่ใกล้หมดลมหายใจอยู่ข้างเท้าเขา
‘รีบไป อย่าให้เขาลงมือทำอะไร’
เ้านายเขาสั่งมาอย่างนั้น ในทีแรกเขาคิดว่า ‘เขา’ นั้นคือศัตรู ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าคือเด็กคนนั้น ดูเหมือนว่าจะมาไม่ทันการเสียด้วย ได้แต่ถอนหายใจ มือกดเบอร์โทรหาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และโทรหาเ้าหน้าที่ในมอร์รอน
⚖️
เฉินรุ่ยนั่งเงียบมาตลอดทาง ในตอนที่ลงมือเขาคิดแค่ว่าขอแค่มีชีวิตรอดกลับไปเท่านั้น ฆ่าพวกนั้นตายโทษหนักสุดคือจำคุกตลอดชีวิต เรือนจำไม่ได้น่ากลัวสำหรับเฉินรุ่ย ปัจจัยขั้นพื้นฐานเพียบพร้อม สถานที่กักกันสำหรับโทษหนักแยกขังเดี่ยว คิดโดยรวมแล้วพวกนั้นตายเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเสียอะไรมากมาย
รถพาเขาขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าไปยัง ZE2 เกือบสองชั่วโมงจึงถึงที่หมาย เมื่อเขาเดินเข้าไปในบ้านก็เห็นคาร์ลนั่งรออยู่ คาร์ลใส่แว่นใสกรอบสีดำ แผลบนหน้าและตามตัวหายดีแล้วแต่ยังทิ้งร่องรอยให้เห็นอยู่บ้าง และสายตาแต่อีกฝ่ายไม่ได้โฟกัสที่เขา ตอนนั้นเองที่เฉินรุ่ยรู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็นเขา
“ผมมาแล้วครับ”
“เขาไปไม่ทันสินะ” แมตได้รายงานทุกอย่างกับเ้านายไปแล้ว ก่อนหน้าที่เฉินรุ่ยจะมา
“ครับ” เฉินรุ่ยก้มมองมือตัวเองที่เปื้อนคราบเื เขาเช็ดมันลงกับเสื้ออีกครั้งแม้มันจะแห้งจนติดมือไปแล้วก็ตาม คาร์ลถอนหายใจ พอเห็นแบบนั้นเฉินรุ่ยก็ก้มหน้าลง เขาไม่คิดว่าเขาทำผิด
“ไม่ทำแบบนี้คนที่ตายก็คือผม” เฉินรุ่ยบอก
“ฉันไม่ได้จะว่าเธอ”
“เธอเข้าใกล้ฉันหน่อย”
เฉินรุ่ยเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย คาร์ลเห็นเงาพร่าเบลอวูบไหวใกล้เข้ามา แล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา
“คุณสะกดรอยตามสัญญาณโทรศัพท์ผมหรือ” เฉินรุ่ยถาม
“เธอทำมันก่อน”
ต่างคนต่างเงียบ เฉินรุ่ยนั้นคิดว่าอย่างไรคาร์ลก็ต้องรู้ เป็ไปไม่ได้ที่เขาจะไปถึงที่เกิดเหตุได้ทันท่วงทีขนาดนั้น ไม่มีความบังเอิญระหว่างพวกเขา
“คุณทำมันเพราะไม่ไว้ใจผมงั้นเหรอ” ไม่มีเหตุผลอะไรให้อีกฝ่ายติดตามเขานอกจากเหตุผลนี้
“เหตุผลของเธอคืออะไร ของฉันก็ไม่ต่างกัน” ต่างคนต่างก็เงียบไป
เฉินรุ่ยมองสำรวจร่างกายของอีกฝ่าย เขาเข้าไปนั่งลงคุกเข่าข้างเดียวตรงหน้าคาร์ล มองไม่เห็นจริงๆ สินะ มองส่วนที่เคยต่อท่อระบายทรวงอกออกมา ส่วนนั่นถูกเสื้อผ้าปิดบังไว้แต่เฉินรุ่นยังคงจดจำภาพนั้นได้ดี
แท้จริงแล้วคาร์ลไม่ได้ไม่เห็นเสียทีเดียว เขามองเห็นได้พร่าเลือน ไม่ได้มืดสนิท ตำแหน่งที่เฉินรุ่ยอยู่แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีท่าทีอย่างไร แต่เขาพอจะเห็นภาพตรงหน้าได้ลางๆ คล้ายกระจกขึ้นฝ้า
“ดวงตาของคุณ”
“ไม่เป็ไร ยังพอมีทางผ่าตัดรักษา แค่ต้องรอเวลา”
“มีใครอยู่กับคุณไหม” เฉินรุ่ยมองโดยรอบ ไม่เห็นใครสักคน ทุกอย่างยังคงเหมือนเวลาปกติที่เขาเคยมา ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในสภาพปกติแบบแต่ก่อนแล้ว อย่างน้อยใน่แรกก็ควรมีคนดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ใช่หรือ
“มีคนเพิ่มเข้ามาสำหรับดูแลความปลอดภัยอยู่รอบตัวบ้าน”
“แล้วใครดูแลคุณ”
ที่จริงก่อนหน้านี้มีคาร่าอยู่ด้วยกันมาตลอด แต่เพราะเกิดเื่กับ
เฉินรุ่ยและเธอเห็นว่าพวกเขาน่าจะมีเื่ต้องคุยกัน พี่สาวเขาเลยกลับไปยังบ้านใหญ่
“ไม่มีหรือ” เฉินรุ่ยถามซ้ำเมื่อไม่ได้คำตอบ
“เื่นี้ไม่ได้สำคัญ เรามาคุยกันเื่เธอเถอะ ฉันอยากขอให้เธออยู่ที่นี่ด้วยกันระหว่างที่สืบหาต้นตอเื่ทั้งหมด จนกว่าทุกอย่างจะคลี่คลายดี” คาร์ลจงใจเลี่ยงคำตอบ
“เื่ของผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณ ถ้าคุณคิดว่าเหตุการณ์วันนี้เกิดขึ้นเพราะผมช่วยคุณไว้ แล้วจะสืบจากคนเ่าั้ ผมว่าเสียเวลาเปล่า” อีกอย่างคนพวกนั้นก็ไม่น่ารอด
“เธอรู้หรือคนเ่าั้มาจากไหน” ไม่รู้หรอก แต่ว่าถ้าอยู่ที่นี่ คนที่จะลำบากเพิ่มขึ้นไปอีก ก็คือคนตรงหน้าเขานี่แหละ ศัตรูรอบด้านขนาดนี้ ยังจะชักศึกเข้าบ้านเพิ่มอีก
“ไม่รู้ครับแต่ว่า...”
“ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ด้วยกันก่อนเถอะ เพื่อความปลอดภัยของคนรอบตัวเธอเองด้วย” คาร์ลบอก ถึงตรงนี้เฉินรุ่ยก็คิดไปถึงเมิ่งเซียน เธออยู่ตัวคนเดียวนั่นยิ่งอันตรายไม่ใช่หรือ
“คนพวกนั้นเคยตามผมไปที่คอนโด พี่เมิ่งเซียนเธออาจจะไม่ปลอดภัยถ้าอยู่ที่นั่นคนเดียว”
“ฉันจะให้เธอย้ายไปที่คอนโดของฉันชั่วคราว” เฉินรุ่ยไม่สามารถพูดอะไรต่อได้อีก ทั้งหมดที่คาร์ลทำ ทำให้เขามองตรงไปที่อีกคนนิ่ง ทำไมถึงทำขนาดนี้ เกิดความเงียบขึ้นพักใหญ่ สุดท้ายคาร์ลก็เป็ฝ่ายลุกขึ้นจากโซฟา เฉินรุ่ยลุกขึ้นตาม
“เื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ให้ฉันจัดการเอง เธอไปพักผ่อนเถอะ”
พูดเสร็จก็ทำท่าคลำไปรอบตัว เฉินรุ่ยมองโดยรอบไม่มีอะไรที่สามารถใช้นำทางอีกคนได้เลย เขาเลยเข้าไปจับมือคาร์ลเอาไว้
“ผมไปส่ง”
“อืม”
⚖️