ปณิธานอันแน่วแน่! ไม่อาจให้สิ่งรบกวนภายนอกมาครอบงำสภาวะจิต! ดุจดั่งบรรพตามิอาจสั่นคลอน!
“ท่านปู่บอกว่า ข้าเป็โรคที่มีอาการคล้ายกับ ‘ตันเถียนตีบตันแต่กำเนิด’ เป็สิ่งที่หายากยิ่งกว่าความบกพร่องของเส้นลมปราณทั่วไปเสียอีก”
“ปรมาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วทั้งอาณาจักรยังพูดเป็เสียงเดียวกัน ว่ายังมิสามารถหาทางรักษาได้..”
โรคที่พบเจอหนึ่งในล้าน!
ทั้งยังไขปริศนาของอาการไม่ได้ทั้งหมด!
“ดูเหมือนว่ามีบางสิ่งที่ท่านปู่ไม่อยากบอก ดูท่าอาการของข้าคงหนักกว่าที่คิด”
เสียงพึมพำอันแ่เบาของเซี่ยจิ่งหลิ่นดังขึ้น พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆเดินหายลับเข้าไปในป่าลึก
เสียงย่ำเท้าอันแ่เบาของเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบ เดินผ่านต้นไม้ใบหญ้า และหลุมกับดักอย่างชำนาญราวกับเป็สวนหลังบ้านของตน
สีหน้าของเขาเผยแววจริงจังอย่างหาได้ยาก
กระทั่งเมื่อดวงตาคู่น้อยแหงมองเบื้องบน ดวงตะวันลาลับขอบฟ้า ดวงจันทรามาเยือน สาดแสงสีทองอร่ามอันงดงาม
ครืด ฟุ่บ!
เสียงง้างสายเกาทัณฑ์ดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดยามราตรี
แกว้ก กว้าก
นกูเาบินฮือแตกรัง พวกมันััได้ถึงอันตรายจากมนุษย์ตัวจ้อยตรงหน้า
“เข้าเป้าเจ็ดส่วน” เสียงพึมพำของเด็กชายดังขึ้น
“ขาดอีกสามส่วน ถ้าข้าเข้าใจแก่นแท้ของตำราระดับมนุษย์ขั้นสูงนี่ล่ะก็ คงสามารถแผลงศรเข้าเป้าได้สิบส่วนเป็แน่”
เซี่ยจิ่งหลินพึมพำคำพูดที่ปู่มักพร่ำสอนตน พร้อมกับพลิกหน้าตำราเก่าที่จวนจะขาดแหล่มิขาดแหล่เล่มหนึ่ง หน้าปกตำราเขียนว่า ‘เกาทัณฑ์ผ่านภา’
“ฝึกแผลงศรดุจดั่งกำหนดลมหายใจ ทุกชั่วขณะจิตคือการพินิจเป้าหมาย ดุจดั่งสายน้ำไหลรินตามลำธาร รวมตัวเป็แม่น้ำสายใหญ่ ไหลหลั่งสู่ห่วงมหานที..”
เซี่ยจิ่งหลินจมดิ่งสู่ห้วงแห่งการพินิจ วิเคราะห์และตีความแก่นแท้ ของตำราดังกล่าวอย่างลืมวันลืมคืน
สี่ชั่วยามต่อมา
ฟู่วว
เสียงลมหายใจออกดังขึ้นท่ามกลางแสงของดวงตะวันยามเช้าที่เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า
เขาใช้เวลาทั้งคืนกว่าสี่ถึงห้าชั่วยามในการถอดความและฝึกฝนตำรายุทธ
ตอนนี้เด็กชายเข้าใจ ‘แก่นแท้’ และ ‘ใจความ’ ของตำราระดับมนุษย์ขั้นสูงกว่าเก้าในสิบส่วนแล้ว
เป็เื่ราวปาฏิหาริย์เื่หนึ่งที่ยากพบเห็น!
ต้องรู้ก่อนว่าการจะหยั่งรู้ใจความแก่นแท้ของตำราวิชายุทธ์ระดับมนุษย์ขั้นสูงนั้น อย่างน้อยต้องมีระดับการฝึกปราณที่บรรลุขั้นหลอมกลั่นไขกระดูกเสียก่อน
แม้แต่สำหรับผู้ฝึกปราณขั้นรวบรวมลมปราณส่วนมาก ก็ยังไม่ใช่เื่ง่ายที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของตำราระดับมนุษย์ขั้นสูง
แต่นี่..ด้วยวัยเพียงเจ็ดปี!
เหมือนเด็กที่เป็ดั่งตำนาน ไม่เคยพบเจอมาก่อน..
อย่างน้อยทั่วทั้งมณฑลพฤกษาอาคเนย์ ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีอัจฉริยะที่มีระดับการหยั่งรู้ขนาดนี้!
เปรียบเทียบกับบรรดาลูกหลานของสำนักชั้นยอดแห่งจักรวรรดิต้าหลงแล้ว..
ดั่งดวงตะวันเจิดจ้าท่ามกลางแสงหิ่งห้อยริบหรี่ก็มิปาน!
เมื่อสงบใจได้ไม่นาน เด็กชายเก็บตำราเก่าขาดใส่อกเสื้อ
จากนั้นเด็กชายหยิบตำราสีเหลืองหม่นที่มีรอยยับมากกว่าอีกเล่มหนึ่งออกมาพินิจแทนเล่มก่อนหน้า
เซี่ยจิ่งหลินกำลังฝึกวิชายุทธ์ที่หน้าปกเขียนว่า ‘ตำราหลอมกาย’ วิชายุทธ์หลอมกายที่ตนได้รับจากท่านปู่เช่นกัน
เป็ตำราวิธีการฝึกหลอมกลั่นร่างกาย ที่เด็กน้อยใช้ฝึกมาตลอดสองปีนี้
ปู่ของเด็กชายเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฝึกกายอยู่เสมอ
ในการฝึกฝนขั้นหลอมกายประกอบไปด้วยสี่ขั้นย่อย ได้แก่ ขั้นกระดูก ขั้นกล้ามเนื้อ ขั้นเส้นเอ็นและขั้นหลอมกลั่นไขกระดูก
หากสามารถบรรลุขั้นหลอมกลั่นไขกระดูกได้ล่ะก็ จะเกิดการแปรเปลี่ยนครั้งใหญ่ ชนิดพลิกฟ้าคว่ำดิน เปลี่ยนจาก ‘ปุถุชน’ เป็ ‘ผู้ฝึกยุทธ์’ ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการฝึกปราณอย่างแท้จริง
การบ่มเพาะในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ พื้นฐานคือร่างกาย
หากกายเ้าแข็งแกร่ง ก็มิมีกระบี่ใดฟาดฟันเ้าได้ นี่คือคำกล่าวของเหล่าเซียน์ในตำนาน ทั้งยังเป็คำสอนที่เข้มงวดของท่านปู่ของเขาอีกด้วย
“จำไว้นะหลินเอ๋อร์ ร่างกายคือรากฐาน หากรากไม่แข็งแรง ต้นไม้ก็มิอาจเจริญงอกงามสูงใหญ่ได้ ต่อให้เ้าฝึกปราณไม่ได้ อย่างน้อยร่างกายและจิตใจต้องเข้มแข็งดั่งมหาบรรบต”
เซี่ยจิ่งหลินพลันคิดย้ำและทบทวนคำสอนของปู่ด้วยแววตาเป็ประกาย
แน่นอนว่าเขาไม่สามารถดูดซับและใช้ลมปราณ ในการหล่อหลอมและขัดเกลาร่างกายที่เป็ดั่งรากฐานหรือภาชนะนี้ได้ ทำให้ความพยายามและระยะเวลาที่ใช้ในการบรรลุแต่ละขั้นย่อยนั้น มากมายมหาศาลกว่าเด็กวัยเดียวกันหลายเท่าตัวนัก
แม้เื่ราวควรจะเป็เช่นนั้น..
แต่ตอนนี้เด็กน้อยบรรลุถึงขั้นสูงสุดของขั้นเส้นเอ็นแล้ว!
หากโลกภายนอกหรือบรรดาสำนักยุทธ์ทั้งหลายรู้เข้าล่ะก็..
คงเกิดความโกลาหลเป็แน่! เพราะมีน้อยคนนักที่จะบรรลุขั้นเส้นเอ็นก่อนวัยสิบขวบ
แต่แน่นอนว่าความสำเร็จของเซี่ยจิ่งหลินย่อมมีข้อจำกัด..
ตราบใดที่เขายังไม่สามารถรักษาโรคปริศนานี้ เขาถูกกำหนดให้ไม่สามารถฝึกปราณได้เกินกว่าขั้นหลอมกายไปชั่วชีวิต!