ในห้องเช่าเล็กๆ กลางตรอกแคบที่เงียบงันเสียงลมพัดหวีดหวิวผ่านรอยแยกของหน้าต่างหลิงซู่ลืมตาขึ้นในความมืดหลังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่แทรกซึมเข้ามา"บัดซบ...มันเป็นกับดัก?" เขาพึมพำเบาๆหลังจากที่รับรู้ว่าเขาได้ตัดความเชื่อต่อกับร่างเงาที่ใช้”วิชาแยกเงาโลหิตทมิฬ"ซึ่งเป็นวิชาที่แยกจิตสำนึกส่วนหนึ่งออกมาพร้อมกับเงาและเลือดเพื่อทำภารกิจขณะที่ร่างจริงยังคงซ่อนตัวอยู่ พลางกวาดตามองรอบห้องด้วยสายตาเฉียบคม"ใครในเมืองนี้ที่สามารถใช้อักขระระดับสูงขนาดนี้ได้ต่อให้เป็นเจ้าเฒ่าจากสาขาสมาคมนักจารึกอักขระก็ไม่น่าทำได้"
หลิงซู่ใช้ความได้เปรียบของเวลากลางคืนผสานกับวิชาเงาอันลึกล้ำที่เขาได้เรียนรู้จากสำนักเงาจักรพรรดิทำให้การเคลื่อนไหวในเวลากลางคืนเป็นข้อได้เปรียบที่สุดของเขา
ถึงกระนั้นหลิงซู่ยังใช้วิชาแยกเงาเพื่อแบ่งเงาของตนออกเป็นสี่สายแต่ละสายมีความแข็งแกร่งเท่ากับร่างจริงครึ่งหนึ่งมุ่งหน้าไปยังประตูทั้งสี่บานของตรอก เพื่อป้องกันการถูกล้อมสกัดเงาแต่ละสายเคลื่อนไปอย่างแยบยล เพราะนี่คือเคล็ดวิชาเฉพาะตัวของสำนักเงาจักรพรรดิ
แต่เมื่อเงาแต่ละสายแตะถึงขอบประตูเมืองทันใดนั้นเองเมื่อเงาร่างแต่ละเงากลับพบกับครอบแก้วพลังงานขนาดใหญ่ที่ส่องแสงจ้าวงกลมแสงสีทองอร่ามที่ปกคลุมประตูทั้งสี่บานจนสว่างไสวราวกับกลางวันแสงพลังงานนี้ไม่เพียงแต่ขับไล่ความมืด แต่ยังทำลายเงาจำแลงของหลิงซู่จนสลายหายไปในพริบตาเหลือเพียงร่างจริงของเขาที่ประตูทิศใต้
"ไอ้สารเลว!" หลิงซู่สบถในใจเขารู้ทันทีว่าถูกซุ่มโจมตีด้วยอักขระระดับสูงการจัดวางแผนนี้ต้องใช้เวลาเตรียมการหลายวันและต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการใช้อักขระแสงศักดิ์สิทธิ์
ทันใดนั้น เอี้ยเสวียน ปรากฏกายตรงหน้าหลิงซู่ดั่งปรากฏจากอากาศบางชายหนุ่มในเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีฟ้าครามที่เหมือนคนธรรมดาใส่กันแต่เมื่อสวมใส่บนร่างของเอี้ยเสวียนแล้วแทนที่จะทำให้เขาดูซ่อมซ่อกลับกันภายใต้แสงจันทร์ที่สาดลงมากลับขับเน้นให้ดูโดเนยิ่งขึ้นปรากฏตัวขึ้น พร้อมด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มเฉกเช่นเดิมทุกครั้ง
"สบายดีหรือไม่ขอรับท่านหลิงซู่ตั้งแต่จากกันที่ด่านซีเหมินเมื่อครานั้นพริบตาเดียวก็ผ่านไปสามปีแล้ว ข้าไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะเมตตาให้ข้าได้มาพบท่านที่นี่ได้”เอี้ยเสวียนกล่าวทักทายเหมือนเพื่อนสนิทที่ไม่ได้พบกันมานานมาก
“เอี้ยเสวียน? เจ้ายังไม่ตายที่ด่านซีเหมิน?ข้าไม่คิดเลยว่าข้าจะได้พบเจ้าอีกและไม่คิดว่าจะเป็นเจ้าอีกครั้งที่ทำลายแผนการของข้า” หลิงซู่กล่าวขึ้นก่อนที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ก่อนอื่นข้าขอถามเจ้าสักหน่อย? เจ้ารู้ได้ไงว่าเป็นข้า?และทำไมเจ้ามารอข้าที่นี่ไม่ได้อยู่ในตระกูลจ้าว
เอี้ยเสวียนยิ้มหยันขึ้นมาพลางกล่าว “ข้าเคยเห็นเจ้าสำแดงวิชาเงานี้ที่ด่านซีเหมินมาก่อนครั้งนั้นเจ้าทำให้ท่านปรมาจารย์ฟ่งจิ้นต้องเสียชีวิตลง!เจ้าคงจำไม่ได้หรอกเพราะว่ามือของเจ้าเปื้อนเลือดมากมายจนไม่สามารถนับได้”
ดวงตาของหลิงซู่เปลี่ยนจากตาปกติกลายไปเป็นสีดำสนิทร่องรอยของความโกรธแค้นอาฆาตส่งออกมา“เจ้าเฒ่าที่สมควรตายคนนั้นทำให้ข้าสูญเสียสิ่งสำคัญไปถึงสองชิ้นข้าเสียดายที่ไม่สามารถนำวิญญาณของมันมาหลอมได้”เสียงเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรกชั้นที่18 ดังขึ้น
เอี้ยเสวียนหน้าเปลี่ยนไป ดวงตาเย็นเฉียบพร้อมทั้งกล่าวเสียงดังเหมือนกับตะโกน"ของสำคัญ? เจ้าหมายถึงการของที่จะใช้ปลุกจอมมารเพื่อที่จะได้ออกมาเข่นฆ่าผู้คนจำนวนมากเจ้าเรียกมันว่าของสำคัญ? ไม่ใช่มันคือความหายนะมันคือสิ่งที่คนธรรมดาไม่มีใครทำกันท่านปรมาจารย์ฟ่งจิ้นที่เสียสละชีวิตเพื่อสิ่งนั้นต่างหากที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในสายตาข้า!ไม่ใช่เจ้า หลิงซู่”
หลิงซู่แค่นเสียงเย็นชา พลางค่อยๆ เคลื่อนย้ายตำแหน่งให้ได้เปรียบ"ความเป็นมนุษย์? สิ่งนั้นทำให้ข้าแข็งแกร่งได้หรือ? ทำให้ข้าสามารถเอาชนะศัตรูได้หรือ? ไม่!ความเป็นมนุษย์เป็นแค่ข้อจำกัดที่ทำให้เราอ่อนแอเท่านั้นชีวิตของพวกเขานั้นเปี่ยมด้วยพลังจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่สุดเมื่อข้าดูดซึมเข้าไป ข้าก็สามารถเข้าถึงขุมพลังที่เจ้าไม่มีวันจะเข้าใจได้"
"เจ้าเคยเป็นมนุษย์มาก่อนหลิงซู่!" เอี้ยเสวียนกำมือจนข้อมือเก๊กเก็ก "เจ้าเคยมีหัวใจมีความรู้สึก มีศีลธรรม แต่ตอนนี้เจ้ากลายเป็นอะไรไปแล้ว? เจ้าไม่ต่างอะไรจากปิศาจเลย!"
หลิงซู่หัวเราะเสียงแหบแห้ง "ปิศาจ? นั่นคือสิ่งที่เจ้าเห็นข้าหรือ? เจ้าไม่เข้าใจเลยว่าความเข้มแข็งที่แท้จริงเป็นอย่างไร เอี้ยเสวียนชีวิตคนแค่ไม่กี่ร้อยกี่พันคนแค่นี้ถ้าแลกกับความแข็งแกร่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้มันก็ไม่เท่าไรหรอก เมื่อข้าเข้าถึงขั้นที่สูงสุดแล้วข้าจะสามารถสร้างมนุษย์ขึ้นมาใหม่ได้หลายล้านคน! ข้าจะเป็นผู้ปกครองโลกนี้อยู่เหนือทุกคน!"
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?!" เอี้ยเสวียนตะโกนด้วยความโกรธ"เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นเทพเจ้าหรือไง? การสร้างชีวิตไม่ใช่เรื่องของมนุษย์!และการอยู่เหนือคนอื่นด้วยการสังหารหลายหมื่นคนนั้นไม่ใช่ความแข็งแกร่งมันคือความบ้าคลั่ง!"
หลิงซู่เอียงคอ สายตาเย็นเฉียบราวกับดาบ "หลายหมื่นคน? เจ้าคิดว่ามันมากหรือ?" เขายิ้มเย็นชา"และใครกำหนดว่าอะไรเป็นเรื่องของมนุษย์หรือไม่ใช่? กฎเกณฑ์ที่ผู้คนออกแบบขึ้นมาเพื่อจำกัดคนที่มีศักยภาพ? เจ้าเคยเห็นพลังของข้าแล้วที่ด่านซีเหมินเมื่อข้าชุบชีวิตคนตายให้กลับมาต่อสู้ เมื่อข้าควบคุมวิญญาณให้ทำงานตามคำสั่งนั่นไม่ใช่การสร้างชีวิตใหม่หรือ?"
เอี้ยเสวียนส่ายหัวอย่างเศร้าใจ "นั่นไม่ใช่การสร้างชีวิตหลิงซู่ นั่นคือการบิดเบือนความตาย เจ้าเปลี่ยนศพให้กลายเป็นหุ่นเชิดไม่ใช่การให้ชีวิตใหม่ และเจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเพื่อให้ได้กระดูกหกชิ้นที่เจ้าใช้นั้นเจ้าต้องฆ่าคนและเอากระดูกมาหลอมรวมกันไม่ต่ำกว่าหกหมื่นคนเพราะการบวงสรวงกระดูกแต่ละชิ้นต้องใช้กระดูกของผู้ฝึกยุทธไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน!"
ใบหน้าของหลิงซู่เปลี่ยนไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมายิ้มเย็นชา"เจ้ารู้มากนี่ แต่ถ้าผลลัพธ์เหมือนกัน ข้าไม่สนหรอกว่าจะเรียกมันว่าอะไรสำคัญคือข้ามีพลังในการควบคุมชีวิตและความตาย หกหมื่นคน? นั่นแค่เศษใสข้าจะฆ่าคนจำนวนเท่าไรก็ได้เพื่อให้ได้พลังที่ต้องการนั่นคือความแข็งแกร่งที่แท้จริง!"
"และเพื่อจะได้พลังนั้นเจ้าก็ยอมทรยศต่อสิ่งที่ทำให้เจ้าเป็นมนุษย์?"เอี้ยเสวียนถาม เสียงเต็มไปด้วยความขมขื่น "เจ้าเคยเป็นถึงรองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิไปที่ใหนก็มีคนมากมายมองเจ้าเป็นตัวอย่างหลิงซู่ เจ้าเคยเป็นคนที่ปกป้องคนอ่อนแอแต่ตอนนี้เจ้ากลับกลายเป็นคนที่สังหารพวกเขาเพื่อพลัง"
หลิงซู่ขมวดคิ้ว "รองเจ้าสำนัก? หึหึแค่นั้นไม่พอหรอกข้าต้องการสิ่งที่เหนือกว่านั้น ข้าเลือกที่จะอยู่เหนือพวกเขาไม่ใช่อยู่ใต้!"
"เจ้าผิดแล้ว หลิงซู่"เอี้ยเสวียนส่ายหัว"ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การสังหารหรือการอยู่เหนือคนอื่นมันอยู่ที่การปกป้อง การให้ การเสียสละเพื่อคนอื่นการรักษาความเป็นมนุษย์ของตนเอง"
หลิงซู่แสยะยิ้ม "งั้นทำไมเจ้าถึงอ่อนแอกว่าข้า? ทำไมเจ้าถึงไม่สามารถหยุดข้าได้ในครั้งก่อนๆ? เพราะเจ้ายังคงจำกัดตัวเองด้วยความเป็นมนุษย์ที่ไร้ประโยชน์นั่นไง!"
เอี้ยเสวียนไม่กล่าวอะไรอีก บรรยากาศของการสนทนาเปลี่ยนไป เขารู้ว่าคำพูดไม่สามารถเปลี่ยนใจหลิงซู่ได้แล้วเขาดึงดาบคู่ประจำตัว—เขี้ยวเงินและคมอัสนี—ออกมาจากฝักและบนใบหน้าของเอี้ยเสวียนไม่ทราบว่าปรากฎหน้ากากสีดำสนิทที่มีรอยเลือดสีคล้ำติดอยู่มันคือหน้ากากแห่งวิถี—ศาสตราอักขระชิ้นแรกที่เอี้ยเสวียนสร้างขึ้นเองมันปรากฏขึ้นอีกครั้งทุกครั้งที่ปรากฎหมายความถึงโลหิตที่ต้องหลั่งริน
ดาบเขี้ยวเงินที่อยู่มือขวาเปล่งประกายสีเงินราวกับแสงจันทร์ส่วนคมอัสนีที่อยู่มือซ้ายแปลงไฟสีฟ้าเข้มเป็นสายฟ้าที่เต้นระบำตามใบมีดทั้งสองเล่มนี้เป็นดาบที่ถูกอธิษฐานด้วยพลังแห่งความยุติธรรมและความศรัทธาตรงข้ามกับพลังมืดที่หลิงซู่ใช้
หลิงซู่สูดลมหายใจลึก ให้พลังมืดไหลเวียนผ่านร่างกายเขาดึงเงาของตนเองออกมาเป็นสายยาวแล้วใช้วิชาเงาแปรร่างที่เป็นเอกลักษณ์ของสำนักเงาจักรพรรดิ
เอี้ยเสวียนพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์เท้าเตะพื้นจนเกิดรอยแตก ดาบเขี้ยวเงินฟาดลงมาพร้อมพลังที่อัดแน่นมุมการโจมตีแม่นยำราวกับเขาได้คำนวณเส้นทางมาก่อนแล้ว
หลิงซู่ใช้เงาแปรร่างสร้างโล่เงาขึ้นรับ เสียงโลหะปะทะเงาดังสนั่นแต่การโจมตีของเอี้ยเสวียนทะลุผ่านโล่เงาได้ ทำให้หลิงซู่ต้องถอยหลัง
"วิชาเงาของเจ้าดูจะไม่ค่อยได้ผลนี่หลิงซู่" เอี้ยเสวียนเย้า
หลิงซู่ยิ้มเย็นชา "เจ้าคิดว่าข้าจะใช้เพียงเท่านั้นหรือ?การต่อสู้ในยามค่ำคืนคือสังเวียนของข้าเจ้าคิดผิดแล้วเอี้ยเสวียนที่สู้กับข้าในยามนี้"เขาใช้วิชาแยกเงาแบ่งเงาของตนออกเป็นสี่สาย โจมตีจากทุกทิศทาง
เอี้ยเสวียนปรากฏรอยยิ้มภายใต้หน้ากากพร้อมทั้งเอ่ยว่า“โอ้วเช่นนั้นหรือ? พอดีข้าก็ชอบการรบในยามค่ำคืนเช่นกันพอดีเลยมาดูสิว่าใครจะเป็นเจ้าแห่งรัตติกาล” ทันใดนั้นเขาใช้วิชาแยกเงาออกมาเช่นกันแบ่งเงาของตนเป็นห้าสาย ต่อกรกับเงาของหลิงซู่
"เจ้า...รู้จักวิชาควบคุมเงา?" หลิงซู่ตกใจ
เอี้ยเสวียนหัวเราะ"เจ้าลืมไปแล้วว่าข้าเคยสู้กับบรรดาศิษย์ของสำนักเงาจักรพรรดิมาก่อนเจ้าคิดว่าข้าจะไม่เรียนรู้วิชาของพวกเขาหรือ? สิ่งที่เจ้ามีข้าก็มี!"
ทันใดนั้นเอี้ยเสวียนก็ใช้วิชาเงาแปรร่างสร้างเงาจำลองของตัวเองขึ้นมาอีกหลายตัวทำให้หลิงซู่ตะลึงเป็นอย่างมากก่อนที่จะนึกได้ว่าเอี้ยเสวียนข้างหน้าตนคือตัวประหลาดที่สามารถเลียนแบบวิชาของคู่ต่อสู้และนำมาใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญ
"แต่สิ่งที่ข้ามีเจ้าไม่น่าจะมีนะ" เอี้ยเสวียนกล่าวต่อ ขณะที่เขาเปลี่ยนท่าการจับดาบดาบเขี้ยวเงินเริ่มเปล่งแสงสีเงินอันนวลตาส่วนดาบคมอัสนีก็ปะทุด้วยเปลวไฟสีฟ้าร้อนแรง
"นี่คือวิชาดาบจันทราพิฆาตจากอารามจันทรา!"เอี้ยเสวียนตะโกน ดาบเขี้ยวเงินเคลื่อนไหวราวกับแสงจันทร์ที่เต้นระบำสร้างรอยแสงเงินวาววับในอากาศ
"และนี่คือพลังอัคคีพิฆาตจากสำนักไร้พรมแดน!"ดาบคมอัสนีที่เสริมด้วยพลังไฟทิพย์พุ่งออกไปด้วยความร้อนแรงที่สามารถเผาไหม้ทุกสิ่ง
การผสมผสานของสองวิชายุทธจากสองสำนักที่แตกต่างกันทำให้หลิงซู่ต่อสู้ด้วยความลำบากเงาของเขาถูกแสงจันทร์ขับไล่ ขณะที่เปลวไฟเผาไหม้สิ่งที่เขาใช้ป้องกัน
"บัดซบเจ้าสัตว์ประหลาดคนนี้มันโผล่มาจากใหนวิชาที่มันใช้ดูคล่องแคล่วกว่าบรรดาศิษย์ชั้นยอดไม่สิแม้แต่ผู้อาวุโสของสำนักยังไม่เชี่ยวชาญเท่ามันเลย" หลิงซู่ตะโกนในใจพร้อมทั้งก่นด่าบรรพบุรุษของเอี้ยเสวียนที่ให้กำเนิดสัตว์ประหลาดพรรค์นี้มา
เอี้ยเสวียนยิ้ม "เจ้าอย่ามองสิ่งที่เจ้าทำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องแปลกเลยเพียงเพราะข้าทำได้ดีกว่าเจ้าเท่านั้น”
หลิงซู่ที่ได้ยินดังนั้นก็แทบจะกระอักเลือดออกมาทั้งคิดในใจ”ใครๆๆๆเจ้าไปพามาให้ข้าคนนึงไปคนที่ทำได้แบบเจ้า?”
หลิงซู่รู้ว่าตนเองเสียเปรียบ เขาตัดสินใจเผยพลังที่แท้จริงของตนออกมาเขาถอยห่างจากเอี้ยเสวียนพร้อมทั้งทำท่ามุทราและเอ่ยคาถาเป็นภาษาโบราณออกมาทันใดนั้นเองกระดูกที่ถูกบวงสรวงด้วยกระดูกของผู้ฝึกยุทธนับหมื่นทั้ง 6 ชิ้นที่ซ่อนไว้ในร่างกายปรากฎออกมา
"เจ้าอยากรู้พลังที่แท้จริงของข้าหรือ?" หลิงซู่ตะโกน "นี่คือความแข็งแกร่งที่เจ้าไม่มีฮ่าฮ่า!"
เขาร่ายมนต์บวงสรวงกระดูก เสียงแสงแห่งคำอธิษฐานที่บิดเบือนดังขึ้นกระดูกทั้งหกชิ้นเริ่มหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขา
กระดูกทั้งสองข้างหลอมเข้ากับแขนของเขากลายเป็นดาบสองเล่มที่เปี่ยมไปด้วยพลังมืดกระดูกของขาทั้งสองข้างเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นขวานใหญ่สองเล่มที่ติดอยู่กับขาและที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือกระดูกซี่โครงที่ปรากฏออกมาจากทรวงอกทั้งสองข้างกลายเป็นเกราะกระดูกที่คุ้มครองร่างกาย
ตอนนี้หลิงซู่เสมือนกับหุ่นรบที่ทรงพลังร่างกายของเขาไม่ใช่ร่างกายมนุษย์อีกต่อไปแต่เป็นร่างกายของปิศาจที่สร้างขึ้นจากกระดูกและความตายของผู้อื่น
"เห็นหรือไม่ เอี้ยเสวียน!"หลิงซู่ตะโกน เสียงของเขาก้องกังวานราวกับมาจากหลุมลึก"นี่คือพลังที่ได้มาจากการละทิ้งความเป็นมนุษย์!นี่คือสิ่งที่เจ้าไม่เข้าใจ!"
หลิงซู่กลับมาได้เปรียบอีกครั้ง การโจมตีของเขาดุร้ายและรวดเร็วขึ้นดาบกระดูกทั้งสองเล่มโจมตีจากมือทั้งสองข้างขณะที่ขวานกระดูกที่ขาก็เตะออกไปด้วยพลังมหาศาลเกราะกระดูกปกป้องร่างกายจากการโจมตีของเอี้ยเสวียน
เอี้ยเสวียนเริ่มเสียเปรียบ แต่ปากก็ยังคงพูดไปเรื่อยๆเขารู้ว่าการต่อสู้นี้ไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางกาย แต่เป็นการต่อสู้ทางใจเช่นกัน
"หลิงซู่ ข้าอยากรู้เรื่องหนึ่ง"เอี้ยเสวียนถามขณะหลบการโจมตีจากดาบกระดูก "เจ้ามีแผนการอะไรเจ้าเชิญปิศาจจากที่ไหนมา?"
หลิงซู่หัวเราะ "เจ้าอยากรู้หรือ? แต่เจ้าคงไม่มีชีวิตมาได้ยินคำตอบ!"
แต่เอี้ยเสวียนยังคงถามต่อไป "พวกนั้นมาทำไม? ทำไมต้องมา? มาแล้วจะไปไหน? เจ้าคิดว่าการทำข้อตกลงกับปิศาจพวกนั้นแล้วเจ้าจะได้สิ่งที่เจ้าต้องการ?”
หลิงซู่ที่ทนฟังเอี้ยเสวียนพูดไม่หยุดถึงกับตวาดออกมาด้วยความรำคาญ”หนวกหู! วันนี้ยังไงเจ้าต้องตาย เจ้าจะไปสนเรื่องพวกนี้ทำไม”
“เอ้า เจ้าไม่เคยได้ยินหรือ ความอยากรู้ฆ่าคนได้”เอี้ยเสวียนที่ตอนนี้ทั้งร่างมีรอยแผลปรากฏขึ้นพร้อมโลหิตที่ไหลออกมายังคงพูดต่อไป
หลิงซู่หัวเราะก้องมองร่างที่โซมเลือดของเอี้ยเสวียนด้วยแววตาของผู้ชนะ 'ข้าบอกเจ้าไปก็เท่านั้นเพราะคนตายย่อมเก็บความลับได้เสมอ!และข้าอยากให้เจ้ารู้...ว่าเจ้าพ่ายแพ้ให้กับแผนการที่ยิ่งใหญ่เพียงใดก่อนจะสิ้นใจ!'พวกปีศาจพวกนั้นยังคิดว่าจะเข้ามายึดครองโลกนี้ด้วยพลังของมันแต่ไม่รู้หรอกว่าพวกมันตกลงในแผนการของจอมมารแล้ว” หลิงซู่ที่เห็นเอี้ยเสวียนไกล้จะหมดกำลังพูดออกมาด้วยเสียงลำพองใจ