ตกบ่ายเรือนพระยาวิสุทธิ์โหราก็ได้ต้อนรับแขกที่มาจากแดนไกลอีกครั้ง แต่แขกที่เพิ่งขึ้นเรือมาที่ท่าน้ำกลับทำให้บ่าวหลายคนที่อยู่ที่ท่าน้ำใจนอ้าปากค้างไปตามๆกัน
“แม่นายน้อยเ้าค่ะ แม่นายน้อย”
“อีช้อยเอะอะเสียงดังกระไร แม่นายน้อยหลับอยู่มิเห็นรึ”
เป็ช้อยที่วิ่งร้องเรียกราตรีมาแต่ไกล จนชดที่กำลังถือพัดพัดคลายร้อนให้ราตรีที่ตั่งหน้าห้องนอนต้องรีบเอ็ด แต่ก็ไม่ทันแล้วเพราะตอนนี้ราตรีลืมตามองทั้งคู่อยู่ก่อนแล้ว
“แม่นายน้อยเ้าค่ะ ออกไปที่หน้าเรือนเถิดเ้าค่ะ มีคนมาหาเ้าค่ะ”
ช้อยที่พูดไปยิ้มไปหางตายังมีหยดน้ำเล็กรื้นออกมา ทำให้ราตรีและชดมองหน้ากันอย่างงงงัน
“ใครมาว่ะอีช้อย เอ็งถึงตื่นเต้นปานนี้”
ชดถามน้องสาวของตนอย่างงงๆ
“ไปดูเองดีกว่าเ้าค่ะแม่นายน้อย ไปเร็วเถิดเ้าค่ะ”
ในเมื่อช้อยไม่ยอมบอกราตรีจึงต้องลุกไปหาคำตอบด้วยตัวเอง
ฮ่า ฮ่า ฮ่า…คิก คิก คิก...
เมื่อเดินใกล้ถึงโถงกลางเรือน กลับแว่วเสียงหัวเราะชอบใจของพระยาวิสุทธิ์โหราดังมาให้ได้ยินแถมยังมีเสียงหวานของสตรีอ่อนวัยแทรกขึ้นมาเป็ระยะ ยิ่งสะกิดความอยากรู้ของราตรีว่าเป็ผู้ใดกันที่มาเยือนถึงเรือนในวันนี้ จวบจนเดินมาถึงโถงกลางซึ่งมีท่านพระยาวิสุทธิ์โหราและคุณหญิงพวงทองนั่งอยู่ก่อนแล้วที่พื้นตรงกลางมีสตรีผู้หนึ่งนั่งหันหลังให้ราตรีจึงยังไม่รู้ว่านางเป็ผู้ใด
เมื่อมองจากด้านหลังสตรีอ่อนวัยผู้นี้ นางแต่งตัวตามแบบสตรีชาวเหนือ้าเป็ผ้าแถบสีอ่อนสวมทับด้วยเสื้อแขนกระบอกเนื้อผ้าบางเบาสีอ่อนท่อนล่างนุ่งผ้าซิ่นลวดลายงดงามทั้งยังมวยผมยกขึ้นไว้กลางศรีษะปักด้วยปิ่นทองแสนงาม ผิวพรรณที่โผล่พ้นชายผ้านั้นขาวผ่อง รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นน่ามองยิ่งนัก
แต่ใจของราตรีกลับบีบรัดแน่นด้วยมีความหวังลึกๆว่าสตรีนางนี้อาจจะเป็คนที่ตนรู้จักและอยากเจอผู้นั้น มือบางจึงกำไว้แน่นด้วยความหวังที่ก่อกำเนิดขึ้นในใจ
“อ้าว แม่ราตรีมาแล้วรึ รีบเข้ามาสิ มาดูสิว่าผู้ใดมาหาเ้า”
ทันทีที่พระยาวิสุทธิ์โหรากล่าวจบสตรีนางนั้นก็หันมาหาราตรีทันที ดวงตากลมโตประดับด้วยแพขนตาหนา จมูกเล็กเชิดรั้น ปากเล็กจิ้มลิ้มที่ยกยิ้มกว้างส่งไปถึงดวงตา ใบหน้าที่เหมือนกับราตรีพิมพ์เดียวกันอย่างกับแกะต่างกันแค่เพียงดวงตาของสตรีผู้นั้นฉายแววสดใสซุกซนแต่ของราตรีแฝงความดุและเ็า แฝดผู้พี่ยกยิ้มกว้างให้ราตรี พร้อมทั้งเอ่ยเรียกชื่อด้วยความดีใจ
“ราตรี ”
“ทิวา..”
ราตรีเอ่ยเรียกพี่สาวฝาแฝดของตนด้วยเสียงแ่เบา ร่างกายแข็งทื่อยืนนิ่งไม่อาจขยับเขยื้อนได้ แววตาของนางสับสนทั้งดีใจทั้ง ประหม่าระคนหวาดกลัวเพราะหากนับเวลาจริงๆ สำหรับราตรีแล้วก็ไม่ได้เจอพี่สาวคนนี้เกือบหกสิบปีได้แล้ว ภายในใจยังคงหวาดกลัวว่าพี่สาวของตนจะยังยินดีที่ได้พบตนหรือไม่ ทิวาจะคิดถึงราตรีเหมือนที่ราตรีคิดถึงทิวาหรือไม่ ทิวาจะรังเกียจราตรีเหมือนคนอื่นๆหรือไม่ สีหน้าของราตรีที่ทุกคนได้เห็นจึงปร่าแปร่งพิกลเพราะนางไม่รู้ว่าควรจะต้องวางตัวเช่นไรในสถานการณ์นี้
“ราตรี น้องหญิง พี่มาแล้วคิดถึงเ้าเหลือเกิน”
แต่ความกลัวของราตรีก็ไม่ได้อยู่นานเพราะถ้อยคำหวานหูของพี่สาวมาพร้อมกับอ้อมกอดที่แแ่เสมือนหนึ่งว่าความอ้างว้างเดียวดายตลอดหลายปีของนางจะได้รับการเยียวยาจนเรียกเอาน้ำตาของแม่หญิงผู้ที่ได้ชื่อว่าแสนร้ายกาจที่สุดในกรุงศรีอยุธยาหลั่งรินลงมาไม่ขาดสายอย่างเงียบๆ มือบางยกกอดตอบพี่สาวสุดที่รักแแ่ไม่ต่างกัน ภาพนี้ทำเอาชด ช้อย และคำปอง คำหล้า บ่าวที่ติดตามทิวามาจากเชียงคำน้ำตาซึมตามไปด้วยเช่นกัน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เื่น่ายินดีเช่นนี้อย่ามัวแต่ร้องไห้กันอยู่เลยหนา มาๆรีบๆพากันมานั่งตรงนี้เถิด”
พระยาวิสุทธิ์โหราหัวเราะอารมณ์ดีที่ได้เห็นตัวแทนของเพื่อนรักทั้งสองคนได้เจอกันเสียที
“เ้าค่ะ”
เป็ทิวาที่จูงมือราตรีมานั่งลงตรงหน้าเ้าของเรือนผู้มากวัยทั้งสอง แต่มือของนางก็ยังไม่คลายออกจากมือบางของน้องสาว ราตรีเองก็เอาแต่จ้องมองพี่สาวไม่วางตาเพราะยังไม่อยากเชื่อว่านี่จะเป็เื่จริง กลัวว่าหากนางกระพริบตาแม้เพียงครั้งพี่สาวคนนี้อาจจะหายไปก็เป็ได้
“คุณพี่ดูเอาเถิดหลานสาวสุดรักของคุณพี่เป็ใบ้ไปเสียแล้ว เอาแต่จดจ้องแม่ทิวามิวางตาเลยหนาเ้า”
คุณหญิงพวงทองกระเซ้าด้วยความเอ็นดูแม่ทิวา ที่ั้แ่มาถึงกิริยามารยาทก็น่ามองไปเสียหมดจนทำให้ใครที่ได้พบเห็นต่างหลงรักได้ไม่ยาก
“เสียดายที่พ่อเด่นไม่อยู่ดูท่าจะมิได้กลับมาหลายวันทีเดียว เลยอดเจอแม่ทิวาเสียแล้ว”
“มิเป็ไรดอกเ้าค่ะคุณป้า หลานยังอยู่อีกนาน ประเดี๋ยวคงจะได้เจอกันเป็แน่”
ทิวากล่าวตอบคุณหญิงพวงทองด้วยท่าทางน่าเอ็นดู ยิ่งทำให้คุณหญิงชื่นชอบทิวาไปใหญ่ในแววตามีประกายบางอย่างเพียงแวบเดียวก็เลือนหายไปจนแทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
“อย่าปดป้าเชียว อยู่นานๆคิดเสียว่าเรือนนี้เป็เรือนของตัวเองหนา”
“ขอบพระคุณเ้าค่ะคุณป้า”
“แม่ทิวาเดินทางมาเหนื่อยๆ ประเดี๋ยวป้าจะให้คนไปจัดห้องหับให้พักผ่อนแล้วกัน เอ...นังแป้นประเดี๋ยวเอ็งไปจัดห้องฝั่งปีกตะวันตกให้แม่ทิวาแล้วกันหนา”
จบคำสั่งของคุณหญิงพวงทองทุกคนบนเรือนก็หันมามองคุณหญิงเป็ตาเดียวบนใบหน้าทุกคนมีแต่ความสงสัยและยังลอบมองหน้าคุณหญิงพวงทองทีแม่หญิงราตรีทีด้วยใจลุ้นระทึกอีกด้วย เหตุเพราะเรือนฝั่งตะวันตกมีห้องนอนสองห้องหนึ่งในนั้นคือห้องนอนของขุนศรีสุนทรคู่หมายของแฝดผู้น้องอยู่ด้วยนั่นเอง
“จะดีรึเ้าค่ะคุณหญิง”
“ดีสิ”
“แต่..”
คุณหญิงพวงทองกับนังแป้นกระซิบกระซาบกัน พระยาวิสุทธิ์โหราที่รู้สึกว่าการจัดการของคุณหญิงมันไม่ถูกต้อง จึงเอ่ยขัดเพื่อแก้ไขสถานการณ์
“อะแฮ่ม ลุงว่าพวกเ้าสองคนคงจะมีเื่ให้พูดคุยกันมากมายเป็แน่ แม่ราตรีอย่างไรก็ให้พี่สาวเ้าไปพักด้วยกันดีรึไม่ เ้าเห็นว่าอย่างไร”
สายตาก็มองคุณหญิงของตนทีมองราตรีที่มีสีหน้าเฉยเมยทีอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพราะกลัวราตรีจะอาละวาด แต่คำตอบและท่าทางของราตรีที่ได้รับกลับทำให้ทุกคนตื่นตะลึงอีกครั้งโดยเฉพาะชดและช้อยถึงกับอ้าปากค้างเลยทีเดียว จะมีก็แต่ทิวาที่ยังนั่งยิ้มเพราะไม่รู้เื่ราวอะไรอยู่คนเดียว
“ห้องข้าคับแคบแถมยังมีกลิ่นยาหอมยาดมคลุ้งไปหมดข้ากลัวพี่หญิงจะอึดอัด อย่างไรก็เอาตามที่คุณป้าว่าดีกว่าเ้าค่ะ”
“แต่พี่นอนกับเ้าได้หนาแม่ราตรี จะคับแคบหรือมีกลิ่นยาก็มิเป็กระไรพี่มิถือ”
“เชื่อข้าเถิดเ้าค่ะพี่หญิง คุณป้าให้แม่แป้นไปจัดห้องเถิดเ้าค่ะ”
“เอ่อ อ้อ นังแป้นรีบไปจัดการ”
“จะ เ้าค่ะ”
คุณหญิงพวงทองที่รู้สึกผิดคาดในท่าทีของราตรีไปไกลโขก็ยังอดใไม่ได้ จากนั้นเหตุการณ์ภายในห้องโถงก็ดำเนินต่อไปอย่างปกติมีการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันตามประสา ได้ความว่าทิวาเดินทางมาเพราะทราบข่าวว่าราตรีป่วยจึงเร่งมาเยี่ยมโดยมีคนติดตามเพียงแค่สองคน คือคำปองพี่เลี้ยงสาวตัวอวบและคำหล้าที่ท่าทางทะมัดทะแมงเหมือนผู้ชายด้วยรูปร่างผอมสูงกว่าสตรีทั่วไปแถมยังชอบแต่งตัวเหมือนผู้ชายอีกด้วย
จวบจนแม่แป้นเดินมารายงานว่าห้องนอนจัดเสร็จเรียบร้อยแล้วคุณหญิงจึงให้แป้นไปส่งทิวาโดยมีราตรีเดินไปเป็เพื่อน คล้อยหลังสองพี่น้องพระยาวิสุทธิ์โหราที่ข้องใจกับท่าทางของคุณหญิงพวงทองจึงเอ่ยปากถามเสียงเบาให้ได้ยินกันสองคน
“คุณหญิงเหตุใดกัน”
“เป็ฝาแฝดกันแท้ๆแต่ต่างกันราวฟ้ากับเหว”
“อือ แล้ว…”
“สัญญาของคุณพี่คือลูกชายเรากับลูกสาวพระยาณรงค์ฤทธิ์กำแหงใช่รึไม่”
“ก็ใช่ แต่ว่า..”
“แม่ทิวาน่ารักน่าใคร่นี่หนาเ้าค่ะ หรือคุณพี่เห็นเป็อื่น”
“ก็น่ารักแต่แม่ราตรี…”
“แม่ราตรีก็มิเห็นว่ากระไรนี่เ้าค่ะ”
“แต่แม่ราตรี่นี้นางก็ดีขึ้นมากแล้วหนา”
“ดีขึ้นแต่ข้าก็ยังมิชอบนางอยู่ดี”
พระยาวิสุทธิ์โหราจนด้วยคำพูดเพราะอย่างไรทั้งสองคนก็เป็หลานที่เขาสัญญากับเพื่อนรักว่าจะดูแลทั้งคู่ สุดท้ายก็ทำได้เพียงมองหน้าคุณหญิงอย่างหนักใจแล้วเอ่ยเตือนประโยคหนึ่งเท่านั้น
“เฮ้อ คุณหญิงทำเช่นนี้มิงามหนา ระวังเถิดแม่ราตรีจะมาถอนหงอกเอา”
“คุณพี่เ้าค่ะ ข้าทำเพียงเปิดโอกาสให้ลูกชายของเราได้มีสิทธิ์เลือกอย่างไรเสียสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาที่พวกเขาเคยทำร่วมกันมาหนาเ้าค่ะ สุดท้ายจะเป็ผู้ใดข้าก็จะมิขัดอีกแล้ว”
คุณหญิงพวงทองตอบสามีของตนตามที่ใจนางคิดเพราะถึงอย่างไรแล้วคนเป็แม่เช่นนางก็ย่อมหวังให้ลูกชายของตนมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุขที่ผ่านมาถึงแม้นางจะไม่ค่อยชอบนิสัยและกิริยาท่าทางของราตรี หากจะให้หาแม่หญิงอื่นที่คู่ควรมาเป็สะใภ้ก็ย่อมทำได้แต่นางรู้ดีว่าสัญญาลูกผู้ชายระหว่างสามีตนและเพื่อนรักก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นการกระทำของนางในวันนี้จึงเป็ทางเลือกที่นางขอเปิดโอกาสให้ลูกชายของตนเป็ครั้งสุดท้ายเท่านั้น
…
ด้านเรือนฝั่งตะวันตกเมื่อแป้นมาส่งทิวาเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงขอตัวกลับไปทิ้งฝาแฝดทั้งคู่ไว้ตามลำพังกับบ่าวของพวกนาง
เมื่อไม่มีคนนอกอยู่แล้ว ทิวาจึงจูงมือราตรีมานั่งคุยกันที่มุมหนึ่งภายในห้องนอน โดยมีบ่าวทั้งสี่ช่วยกันจัดเก็บข้าวของของทิวาเข้าที่ ทิวาที่ตั้งท่าขึงขังจึงเริ่มซักฟอกน้องสาวฝาแฝด
“ราตรี คนที่นี่ดีกับน้องรึไม่”
“ก็ดีเ้าค่ะ”
“บอกพี่มาตามความจริง ช้อยเขียนจดหมายเล่าให้พี่ฟังทั้งหมดแล้ว”
“เอ๋ เล่าเื่กระไรรึเ้าค่ะ”
“ก็เื่ที่น้องโดนคนเรือนนี้รังแกอย่างไรเล่า บอกพี่มาให้หมดว่าใครทำกระไรเ้าไว้บ้าง ประเดี๋ยวพี่จะเอาคืนให้เ้าเอง”
“คิกคิก เอาคืนรึเ้าค่ะ”
ราตรีหัวเราะในคำพูดของพี่สาว
“ใช่เอาคืน ใครกล้ามารังแกน้องพี่จะมิปล่อยไว้แน่”
“ข้าคือราตรีบุตรสาวของพระยาณรงค์ฤทธิ์กำแหงกับเ้าแก้วกัลยาหนาเ้าค่ะ ผู้ใดจะกล้ารังแกข้ากัน”
ราตรีกล่าวอย่างลำพองแต่ก็ต้องสะอึกเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของพี่สาว
“ช้อยเล่าให้พี่ฟังหมดแล้วว่าคนในเรือนนี้ปฎิบัติกับเ้าอย่างไร โดยเฉพาะออกขุนกระไรนั่น เขาเป็คู่หมายของเ้าแต่กลับมิสนใจใยดีเ้าเลย ซ้ำร้ายยังคิดจะมีแม่หญิงอื่นอีก คนเช่นนี้มิคู่ควรกับเ้าดอก หากรังแกเ้าเกินไปให้พี่ช่วยเอาคืนสักหลายๆที จะได้รู้จักหลาบจำหากยังมิเชื่อฟังพี่ก็จะช่วยเ้าหาชายหนุ่มรูปงามชาติตระกูลดีที่อยู่ในโอวาทสักคนมาอยู่ข้างกายคอยเอาอกเอาใจเ้าแทนดีรึไม่”
คำของทิวาทำให้ราตรีอดหัวเราะในความคิดประหลาดของพี่สาวไม่ได้ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ฟังประโยคถัดไป
“ความจริงเ้าแม่อยากจะมาพาเ้ากลับไปด้วยตัวเองแต่เ้ายายอาการมิค่อยดีจึงให้พี่มารับเ้าลำพัง พวกเราคิดถึงเ้ามากนะราตรี”
“นานแล้วที่พวกเรามิได้เจอกันอย่าพูดเื่ผู้อื่นให้เสียอารมณ์เลยหนาเ้าค่ะ”
ด้วยความที่เป็ฝาแฝดกันถึงแม้ว่าจะไม่ได้ติดต่อพูดคุยกันนานเพียงใดแต่ทิวาก็เข้าใจความรู้สึกของราตรีดี จึงยิ้มแก้เก้อแล้วเปลี่ยนเื่พูดคุย
“แล้วนี่เ้าเป็อย่างไรบ้าง เจ็บไข้ได้ป่วยหายดีแล้วรึ”
“อืม หายแล้วเ้าค่ะ แผลที่หลังก็แทบมิมีรอยแล้ว”
“แผลรึ! แผลกระไร ใครทำอันใดเ้าไหนว่ามิมีผู้ใดกล้ารังแกเ้าอย่างไรเล่า”
ทิวาใมากที่ได้ยินว่าราตรีมีแผล ดวงตากลมโตกวาดมองทั่วร่างของน้องสาวมือเรียวก็พลันจับเนื้อตัวราตรีพลิกไปมาสำรวจหาาแที่ว่า
อากัปกิริยาของทิวาทำให้ราตรีนึกสะกิดใจบางอย่างได้จึงเปลี่ยนมาเป็ฝ่ายซักฟอกทิวาแทน
“นี่พี่ทิวาได้จดหมายจากช้อยครั้งหลังสุด เมื่อใดกันเ้าค่ะ”
“เอ่อ สามเดือนที่แล้ว”
“ช้อยเขียนไปว่าอย่างไรเ้าค่ะ”
“บอกว่าเ้าเจ็บป่วยด้วยไข้ใจเพราะออกขุนกระไรนั่น”
“แค่นั้นรึเ้าค่ะ”
“แค่นั้น”
“แล้วพี่หญิงเดินทางออกจากเชียงคำเมื่อใดกัน”
“หลังจากได้รับจดหมายพี่ก็ขอเ้าแม่มาหาเ้าทันทีเลย”
ปากก็พูดแต่สายตากลับหลุบต่ำหลบตาน้องสาว
“ขอมาหรือหนีมาเ้าค่ะ”
“อะ เอ่อ คือว่า เ้ารู้ได้อย่างไร”
“จากเชียงคำมาที่นี่ใช้เวลาอย่างต่ำหนึ่งเดือนอย่างมากเดือนครึ่งแต่พี่หญิงใช้เวลาสามเดือนต้องมิได้มาด้วยทางปกติเป็แน่แถมข้าวของที่เอามาด้วยยังมีเพียงเท่านี้ อย่างไรเสียพี่หญิงก็เป็ถึงเ้านางน้อยของคุ้มหลวง เ้ายายกับเ้าแม่มิมีทางให้พี่หญิงเดินทางมาตามลำพังกับบ่าวแค่สามคนเป็แน่”
ทิวาที่เถียงไม่ออกจึงอ้ำอึ้งอยู่นาน
“อะ เอ่อ”
“ว่าอย่างไรเ้าค่ะ ที่โน่นมีเื่กระไรรึเ้าค่ะ บอกข้าได้รึไม่”
สายตาคู่คมดุของน้องสาวที่ส่งมาทำให้ทิวาต้องยอมเปิดปากพูดความจริงในที่สุด
“เอ่อ คือ เฮ้อ พี่ปิดบังกระไรเ้ามิได้เลยจริงๆ ก็จริงที่พี่หนีมาแต่ส่วนหนึ่งก็เพราะพี่เป็ห่วงเ้าจริงๆหนา”
“แล้วอีกส่วนหนึ่งเล่า”
“พี่ถูกเ้าหลวง[1]บังคับให้แต่งงานการเมือง พี่ก็เลย...”
“ก็เลยหนีมา คนผู้นั้นเป็ใครกัน”
ราตรีเลิกคิ้วงามขึ้นเอียงหน้าถามด้วยความสงสัย
“เ้าม่านฟ้า เ้าราชบุตร[2]เมืองเชียงรุ่ง”
“เขามิดีอย่างไร มิงามรึเ้าค่ะ”
“รูปร่างหน้าตาเป็เช่นไรพี่ก็มิรู้ดอกแต่เขาอายุเกือบเท่าเ้าแม่ และยังมีชายาอยู่แล้วอีกมากมายนับมิถ้วน เป็น้องๆจะทำเช่นไร”
“หนีสิเ้าค่ะ”
ราตรีตอบโดยไม่คิดเมื่อมองหน้าพี่สาวที่ยิ้มกว้างชอบใจจึงแสร้งตีหน้าขรึมแล้วถามต่อ
“แล้วพี่หญิงหนีมาเช่นนี้จะมิเป็กระไรรึเ้าค่ะ”
“มิเป็กระไรดอก ที่เชียงคำมีเ้านางน้อยผู้อื่นอีก ใครอยากแต่งก็ให้เขาแต่งไป”
ทิวาเอ่ยตัดอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นทั้งคู่ก็พูดคุยกันเรื่อยเปื่อยจนถึงเวลาสำรับเย็นถึงได้แยกย้ายกันไป ตกเย็นเมื่อทานข้าวเสร็จแล้วราตรีก็ยังคงปฏิบัติตนดังเช่นวันวานคือเข้าห้องพระสวดมนต์นั่งสมาธิครู่ใหญ่แล้วจึงเข้านอน บ่าวไพร่ที่ลอบพนันว่านางจะทำได้วันเดียวมีอันต้องเสียเบี้ยเสียอัฐกันไปถ้วนหน้า พอเช้ามานางก็ยังคงกระทำตนเช่นเดิมคือตื่นมาทำวัตรเช้าแล้วค่อยไปใส่บาตรต่างจากเมื่อวานก็ตรงที่วันนี้มีทิวามาร่วมใส่บาตรด้วย จากนั้นพอสายๆราตรีก็ไปนั่งเป่าขลุ่ยที่ศาลาริมบึงข้างกอไผ่เหมือนเดิมโดยมีทิวานั่งหลับตาฟังด้านข้างอย่างเพลิดเพลิน บ่าวไพร่คนอื่นๆที่ได้ยินก็ยังเผลอเดินตามเสียงเพลงมาเหมือนเดิม จากนั้นก่อนรับสำรับเที่ยง ทิวาจึงถูกคุณหญิงเรียกให้ไปช่วยในครัวเพราะอยากทำความรู้จักทิวาให้มากกว่านี้และทิวาก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง
ทิวาทำอาหารได้หลากหลายและยังมีความรู้กว้างขวางอย่างผู้ที่ได้รับการศึกษามาอย่างดีเพราะถึงแม้นางจะเป็แม่หญิงแต่เ้าแก้วกัลยาก็ไม่ได้ปิดกั้นนางแถมยังส่งเสริมให้ทิวาเรียนรู้เื่ราวต่างๆจากมิชชันนารีและชาวต่างชาติที่เดินทางผ่านเข้ามาในเชียงคำอยู่เสมอ
ส่วนราตรีไม่ยอมเข้าครัวแต่ก็จะนั่งอยู่ที่ศาลาตามลำพังโดยใช้ข้ออ้างว่าในครัวนั้นอึดอัดคนเยอะ แต่ความจริงนางใช้เวลาคอยพูดคุยปลอบโยนดวงิญญาตามภารกิจที่ท่านพญามัจจุราชให้มานั่นเอง จากนั้นตกบ่ายคุณหญิงก็ตามทิวาและราตรีไปช่วยทำงานบ้านงานเรือนตามแบบกุลสตรีที่ดี
แต่ราตรีก็ไม่ไปอีกเช่นเคยเพราะอ่อนเพลียจากการใช้พลังปลอบโยนดวงิญญาจึงกลับเข้าห้องนอนไปพักผ่อน แต่เื่นี้ไม่มีใครรู้ทุกคนจึงคิดว่าราตรีนั้นมีนิสัยี้เีเป็กิจวัตรโดยเฉพาะแม่แป้นที่คอยจิกกัดราตรีลับหลังตลอด คนอื่นๆจึงไม่มีใครใส่ใจราตรีอีก ด้วยเหตุนี้คุณหญิงพวงทองจึงยิ่งเอ็นดูทิวามากขึ้นไปอีกไม่รู้กี่เท่า
…
วันนี้เป็วันที่สามแล้วที่ทิวามาอยู่ที่เรือน เช้านี้ก็ยังคงตื่นไปใส่บาตรกับราตรีเหมือนเดิม ทิวามักจะตื่นและเดินมารอราตรีที่หน้าห้องนอนของน้องสาวก่อนเสมอ
แอ๊ด…
ประตูห้องนอนราตรีเปิดออกพอดีกับที่ทิวาเงยหน้าจากตั่งหน้าห้องมาเห็นราตรีพอดี ถ้อยคำหวานหูของพี่สาวก็ลอยเข้าหูราตรีทันที
“อื้อหือ น้องพี่วันนี้เ้าก็ยังงดงามเช่นเดิม”
ราตรีที่แต่งตัวด้วยสไบสีกลีบบัวกับผ้าซิ่นสีครามอ่อนปล่อยผมยาวทิ้งตัวราวม่านน้ำตกยกยิ้มพร้อมทั้งมองพี่สาวในชุดสตรีชาวเหนือก็ขมวดคิ้วมุ่น ชุดของทิวาแม้จะสวยแต่เนื้อผ้าก็หนาหนักแลดูอึดอัดเพราะอากาศที่นี่ไม่หนาวเย็นเท่าทางเหนือชุดที่ทิวาใส่เลยแลดูไม่เข้ากับที่นี่เอาเสียเลย
“พี่หญิงมิร้อนรึเ้าค่ะ”
“เอ๋ ก็ไม่เท่าไรนะ”
“ยังพอมีเวลา ชดช้อยพาพี่หญิงไปแต่งตัวใหม่ อืมเอาสีชมพูแล้วกันเข้ากับพี่หญิงดี”
“เ้าค่ะ/เ้าค่ะ”
“เอ๋ ราตรีมิเป็กระไรดอก พี่แต่งแบบนี้ได้”
“เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามเ้าค่ะ คำปอง คำหล้าก็เข้าไปช่วยด้วยเถิดวันพรุ่งจะได้แต่งให้พี่หญิงถูก”
“เ้าค่ะ เ้านางน้อยราตรี”
คำปอง คำหล้ารับคำ
“เชิญเ้าค่ะ แม่นายใหญ่”
ชดก็เรียกทิวาที่ยืนนิ่งเช่นกัน ราตรีที่หันไปสั่งงานทุกคนเสร็จแล้วก็มานั่งแทนที่ทิวา แล้วส่งตาเ็าคมดุให้ทิวาที่ตั้งท่าปฏิเสธมือก็ยกพัดโบกพัดคลายร้อนให้ตนเองอย่างไม่ใส่ใจ ทิวาจึงถูกบ่าวทั้งสี่ลากไปแต่งตัวในห้องใหม่
สิบนาทีผ่านไป
แอ๊ด…
ทันทีที่ประตูห้องนอนเปิดออก แฝดผู้พี่ก็ออกมาในชุดสไบสีชมพูอ่อนผ้าซิ่นสีเข้มลายสวยแลดูเข้ากัน ผมที่เคยมวยสูงก็ชโลมน้ำมันหอมแล้วปล่อยยาวสยายดั่งม่านน้ำตก ราตรียกยิ้มอย่างพอใจแล้วเดินรอบๆ สำรวจทิวาที่มีสีหน้าไม่มั่นใจนัก
“งามมากเ้าค่ะ ยกยิ้มอีกนิดจะมิมีที่ติแล้ว”
“น้องคิดเช่นนั้นรึ”
“อืม ยังขาดอยู่อีกอย่าง”
พูดเสร็จราตรีก็ถอดแหวนทองฝังเพ็ชรเม็ดเล็กแต่มูลค่ามหาศาลที่นิ้วก้อยข้างซ้ายสวมให้ที่นิ้วเรียวของทิวา ทำเอาทุกคนใตาโตไปตามๆกัน โดยเฉพาะชดและช้อยที่รู้ว่าแหวนวงนี้ราตรีรักมากเพียงใดใส่ติดตัวไม่เคยถอดมาหลายปีแล้ว
“ราตรีพี่มิเอา ท่าทางคงแพงน่าดู”
ทิวาว่าพลางตั้งท่าจะถอดคืนให้ได้แต่ถูกราตรีห้ามไว้เสียงเย็น ดวงตาคู่งามก็จ้องเขม็งท่าทางดุดันเหมือนราตรีคนเดิมในวันวาน ทำเอาคนที่เห็นลอบกลืนน้ำลายด้วยความกลัว
“ห้ามถอดเ้าค่ะ แหวนวงนี้ข้าเคยรักมาก แต่ต่อไปนี้มันเป็ของพี่หญิงแล้วและจะเป็ตลอดไป หากพี่หญิงรักข้าก็จงใส่ไว้ห้ามถอดและดูแลรักษาให้ดีสืบไปก็เพียงพอแล้ว”
“อะ อืม”
ทิวาที่ไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของราตรีเท่าไร จำต้องกลืนคำพูดทัดทานลงไปแล้วพยักหน้าหงึกหงักรับปากอย่างแข็งขันแทน
“เ้าค่ะ ไปกันเถอะป่านนี้พระท่านคงใกล้มาถึงแล้ว”
ราตรียิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วจูงมือทิวาที่ยิ้มสดใสตามที่น้องสาวบอกลงไปที่ท่าน้ำทุกคนที่ได้เห็นสองฝาแฝดต่างไม่มีใครแยกออกว่าใครเป็ใคร ทำเอาทิวาและราตรีต่างสนุกสนานในการกลั่นแกล้งคนไม่น้อย เมื่อมาถึงท่าน้ำแม่แป้นที่นั่งอยู่ข้างคุณหญิงพวงทองถึงกับขยี้ตาตัวเองใหม่เพราะคิดว่าเห็นภาพซ้อนเลยทีเดียว
“นี่แม่หนูทิวาแต่งตัวแบบสตรีกรุงศรีฯแล้วงามมิมีที่ติเลยหนา”
คุณหญิงพวงทองกล่าวชมด้วยรอยยิ้มพร้อมหันหน้าไปทางราตรีทำเอาชด ช้อย คำปองและคำหล้าลอบมองหน้ากันเหลอหลา
“ข้าราตรีเ้าค่ะ”
“ทิวาอยู่นี่เ้าค่ะ”
คิกๆๆ
ราตรีและทิวาตอบพร้อมอมยิ้มตามมาด้วยเสียงหัวเราะของบ่าวด้านหลังคุณหญิงพวงทอง คุณหญิงก็เลยแสร้งคุยแก้เขิน
“เ้าก็งาม งามทั้งพี่ทั้งน้องเลยหนา อ้อ พระมาพอดีนังแป้นหยิบของมาเร็ว”
คิกๆๆ
เมื่อใส่บาตรเสร็จแล้วคุณหญิงพวงทองจึงรีบขึ้นเรือนไปก่อนผู้ใดด้วยความอับอาย ตามด้วยพวกของแม่แป้นเดินตามหลังไม่ห่าง
“ดูสิคุณป้ารีบเดินขึ้นเรือนไปเลย สงสัยจะขัดเขินเป็แน่ คิกๆๆ”
ทิวาพูดไปหัวเราะไป
“แหม มิแปลกดอกเ้าค่ะที่คุณหญิงท่านจะทักผิด ขนาดพวกบ่าวหากมิใช่ช่วยเ้านางน้อยทั้งสองแต่งตัว ก็คงแยกมิออกเช่นกัน”
คำปองกล่าวจบคนที่เหลือก็พยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ว่าเ้านางน้อยทิวาแต่งแบบนี้ก็ดูงามแปลกตาดีหนาเ้าค่ะ”
คำหล้าพูดเสริมสายตาก็มองอย่างชื่นชม
“เอาละ หากว่างามต่อไปนี้พวกเ้าทั้งสองคนก็แต่งให้พี่หญิงเช่นนี้ทุกวันเถิด กรุงศรีฯอากาศมิหนาวเท่าเชียงคำ แต่งตัวแบบเดิมจะมิใคร่สบายตัว”
“เ้าค่ะ/เ้าค่ะ”
สองบ่าวรับคำอย่างแข็งขัน ทิวาก็มองตาปริบๆฟังราตรีจัดการเื่การแต่งกายของตนประหนึ่งมารดาดูแลบุตรสาวก็ไม่ปานอย่างสนุกสนาน
“อ้อ อืม ชดช้อย งั้นเราไปเลือกผ้าในหีบของข้าให้พี่หญิงกันเถิด ให้เ้าสองคนด้วย ดีรึไม่”
ราตรีหันไปบอกชดกับช้อยอย่างอารมณ์ดี ท้ายประโยคยังเผื่อแผ่ไปถึงคำปองและคำหล้าอีกด้วย โดยไม่ได้ดูสีหน้าสงสัยของทิวาแม้แต่น้อย
“แล้ววันนี้น้องหญิงมิต้องไปเป่าขลุ่ยในศาลานั่นแล้วรึ”
“เื่นั้นเอาไว้ก่อนก็ได้เ้าค่ะ มิเป็กระไร เรารีบขึ้นเรือนกันดีกว่า”
ราตรีตอบอย่างไม่ใส่ใจพร้อมทั้งจับจูงมือทิวาไปสมองก็นึกว่านางมีผ้าแบบใดสีใดเหมาะกับพี่สาวบ้างปากก็ไล่รายชื่อสิ่งของในหีบอย่างสนุกสนาน ทำเอาชดและช้อยลอบปาดน้ำตาแห่งความดีใจด้วยนานมากแล้วไม่เคยได้เห็นนายสาวของพวกมันมีความสุขเช่นนี้
จวบจนใกล้เที่ยงทิวาก็ได้เครื่องแต่งกายมาสองหีบใหญ่ส่วนสองบ่าวก็ได้มาคนละหีบ จนทิวาต้องเอ่ยปากด้วยความเกรงใจ
“ราตรี เ้าให้พี่เยอะเกินไปรึไม่”
“อืม ชดเอาของในหีบนั้นออกมาอีกสิ”
“พอแล้วราตรีเยอะเกินไปแล้ว”
“ช้อยเอาหีบนั้นออกมาด้วย”
“ราตรี…”
ทิวาเรียกชื่อน้องสาวอย่างอ่อนแรงเพราะเหมือนนางไม่ได้ฟังเลย ั้แ่เช้าทิวาถูกราตรีจับลองชุดเสมือนเล่นแต่งตัวตุ๊กตาจนเวียนหัวไปหมดแล้ว
จ๊อก…
กว่าจะเสร็จก็ล่วงเลยมาจนเที่ยง ราตรีที่ได้ยินเสียงท้องของทิวาร้องด้วยความหิวที่เป็ดั่งระฆังช่วยชีวิตพี่สาวก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก
“พอก็ได้เ้าค่ะ ไปทานข้าวกันดีกว่า”
“ไปๆๆๆๆ”
ทิวาที่เหมือนได้ยินเสียง์รีบเดินออกจากห้องก่อนใครทันทีเพียงครู่ก็เห็นเพียงหลังไวๆไปไกลลิบแล้วเท่านั้น
…
[1] เ้าหลวง เ้าหอคำ เ้านคร หมายถึงเ้าผู้ครองนคร ในที่นี่คือลุงของทิวาและราตรี
[2] โอรสของเ้าหลวงองค์ปัจจุบัน