ตอนที่ 22 การยอมให้กันต่อหน้าอาหาร (1)
อันเสี่ยวเย่ว์ตะคอกอย่างเอาแต่ใจ ทำเอาหลิ่วซื่อผู้เป็นแม่ตกใจไปด้วย นางกลัวจริงๆ ว่า อันเสี่ยวเย่ว์จะล่วงเกินอันหยวนเฟิงกับอันเสี่ยวเฟิ่ง และทำให้เรื่องวุ่นจนไม่สามารถสงบลงได้ นางอยากจะออกปากช่วยเกลี้ยกล่อมเป็นอย่างมาก ตอนที่กำลังคิดว่าควรจะพูดอย่างไรดีก็เห็นอันหยวนเฟิงดึงอันเสี่ยวเฟิ่งจากไปแล้ว
“พวกเขา...ไปแล้วหรือ” หลิ่วซื่อท่าทางไม่อยากเชื่อ
“ใช่แล้ว ท่านแม่ พวกเขาไปแล้ว ท่านไม่ต้องกังวล” อันเสี่ยวเย่ว์คล้องแขนหลิ่วซื่อเอาไว้ “พวกเราก็อย่ามายืนตรงนี้เลย กลับเข้าบ้านเถอะ! ฝนตกหนักแล้ว อย่าให้เปียกเอาได้”
หลิ่วซื่อกลับเข้าไปในบ้าน ด้านหนึ่งก็ช่วยเช็ดผมที่เปียกชื้นให้ลูกๆ อีกด้านก็บ่นกับอันเสี่ยวเย่ว์ “เสี่ยวเย่ว์ แม่ถูกเจ้าทำให้ตกใจแทบแย่ จู่ๆ ก็เอาของมากมายขนาดนั้นกลับมาบ้าน ถ้าเกิดพวกท่านย่าเจ้ารู้เข้า หากพวกเราไม่ตายก็ต้องมีหนังถลอกแน่! แล้วเจ้าเอาของพวกนี้มาจากไหน เจ้าของที่ดินเกาไม่มีทางให้ของเจ้ามากขนาดนี้แน่! หรือว่า...หรือว่าพวกเจ้าไปขโมยมา”
ยิ่งพูดหลิ่วซื่อก็ยิ่งร้อนใจ “คราวนี้จะทำอย่างไรดี หรืออาศัยตอนพวกเรายังไม่แตะต้องให้คนแอบเอาไปคืน! เรื่องไม่ดีแบบนี้พวกเราจะทำไม่ได้! ต่อให้ยากจนก็ทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้ผล ก็ให้บอกว่า...เป็นแม่ที่ขโมยมา ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้า”
“ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งคาดเดาไปเรื่อย ข้าไม่ได้ไปขโมยมา ไม่ได้ไปแย่งชิงใครมา แต่พวกเราไปซื้อกลับมา” อันเสี่ยวเย่ว์รู้ว่าหลิ่วซื่อจะกังวลว่าเงินมาจากไหนอีก จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกไป เพราะนางรู้ถ้าไม่พูดให้ชัดเจน เกรงว่าหลิ่วซื่อจะไม่กินของที่พวกตนเอากลับมา กลางคืนคงจะนอนไม่หลับแน่
“สวรรค์ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เสี่ยวเย่ว์ ถ้าเกิดท่านย่าเจ้ารู้เรื่องเข้า หรือว่าพี่ชายใหญ่พวกเจ้าพูดเรื่องนี้ออกไป ผลที่ตามมา...” หลิ่วซื่อไม่กล้าคิดต่อ นางนึกไม่ถึงว่าอันเสี่ยวเย่ว์ที่หายป่วยจะใจกล้าขนาดนี้
หลิ่วซื่อหยิบห่อผ้าที่อันเสี่ยวเย่ว์นำกลับออกมา เมื่อครู่นางยัดเข้าไปในตู้ แต่ว่าตู้ไม่มีกลอน อย่างไรก็ซ่อนไม่ได้ “ของพวกนี้จะวางไว้ที่นี่ไม่ได้ รีบเอาไปทิ้งเสีย! ไม่ เอาไปฝังเสีย จะให้คนเห็นไม่ได้”
“ท่านแม่ เป็นวาสนาไม่ใช่คราวเคราะห์ ถ้าเป็นคราวเคราะห์ก็หลบไม่พ้น! อันหยวนเฟิงมีจุดอ่อนในมือข้า เขาไม่กล้าทำอะไรหรอก ไม่อย่างนั้นเมื่อกี้ข้าคงไม่สามารถตะคอกไล่เขาไปได้ สรุปคือ เรื่องเป็นแบบนี้แล้ว ขอแค่พวกเราซ่อนให้ดีก็ไม่เป็นอะไรแล้ว สบายใจเถอะเจ้าค่ะ!” อันเสี่ยวเย่ว์พูดแล้วก็ฉีกขาเป็ดย่างในห่อกระดาษน้ำมันออกมาขาหนึ่ง “ท่านแม่ กินสิ! อากาศร้อนแบบนี้ ถ้าคืนนี้ไม่กิน พรุ่งนี้คงเสียหมดแล้ว”
ถ้าไม่เตือนหลิ่วซื่อว่าของพวกนี้เสียง่าย หลิ่วซื่อจะต้องไม่กล้ากินแน่
แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ หลิ่วซื่อก็ยังไม่กล้ากิน “ในเมื่อเป็นแบบนี้ เช่นนั้นพวกเจ้ากินเถอะ แม่ไม่หิว!”
ถึงหลิ่วซื่อจะขี้ขลาดไปบ้าง แต่หัวใจที่รักลูกก็เหมือนกับแม่คนอื่นๆ คิดว่าปกติลูกๆ ก็มักจะขาดอาหาร ทั้งยังกำลังเติบโต จึงไม่สนใจอะไร มีของกินพวกนี้ให้เด็กๆ กินก่อน ต่อให้วันหลังถูกรู้เข้า หรือต่อให้ฟ้าทลายลงมา นางที่เป็นแม่ก็จะรับเอาไว้เอง อย่างมากก็แค่ถูกตีตาย ให้ลูกๆ ได้กินดี นางก็รู้สึกว่าคุ้มค่าแล้ว
อันเสี่ยวเย่ว์ไม่รู้ว่าตอนนี้หลิ่วซื่อแทบจะคิดเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้พวกเขาได้กิน
“ท่านแม่ พวกเรากินกันหมดแล้ว เมื่อกี้พี่หญิงรองก็บอกแล้วว่า พวกเราไปในเมือง ไปกินที่ร้านมาเยอะเลย! กินจนอิ่มมาถึงคอแล้ว” อันหยวนเซิงหัวเราะ แต่ดวงตากลับจ้องไปยังของกินบนตั่งที่นอน
“ท่านแม่ ท่านกินเถอะ! ตอนบ่ายพวกเรากินอาหารในเมืองมาเยอะแล้ว แต่พอคิดว่าท่านกับท่านพ่อต่างก็กินไม่อิ่ม พวกเราก็ทรมานใจ! ท่านจะต้องกินนะ และหวังว่าคืนนี้ท่านพ่อจะกลับมา ของพวกนี้เกรงว่าคงเก็บได้ไม่ถึงวันพรุ่งนี้” อันเสี่ยวหลีเอาเนื้อในห่อกับผักบางส่วนออกมา ของถูกห่อไว้ด้วยกระดาษน้ำมัน ไม่หกออกมาแม้แต่น้อย
“ท่านแม่ ท่านกินสิ!” อันหยวนเซิงหยิบขาเป็ดมาจากมือของอันเสี่ยวเย่ว์ แล้วยื่นไปที่ข้างปากของหลิ่วซื่อ
ลูกทั้งสามคนต่างก็ช่วยกันให้หลิ่วซื่อกิน ดวงตาของหลิ่วซื่อมีหยาดน้ำตาคลอ นางกัดลงไปเพียงคำเล็กๆ “แม่กินแล้ว แม่รู้ว่าพวกเจ้ากตัญญู แต่ว่าพวกเจ้ากำลังโต ต่อให้ตอนกลางวันกินไปแล้ว ตอนนี้ก็ต้องกินอีกหน่อย ปกติก็ต้องเป็นแบบนี้ พวกเจ้ากินมากหน่อย ต่อให้วันหลังมีอะไรเกิดขึ้น แม่จะรับโทษแทนพวกจ้าเอง ต่อให้ตายก็คุ้มค่า”
“แม่เป็นแม่ที่ไม่มีความสามารถ ทำให้พวกเจ้าไม่เคยกินอิ่มเลยตั้งแต่ยังเล็ก” หลิ่วซื่อกลั้นสะอื้น แล้วเอาอาหารใส่มือลูกทั้งสามคน “พวกเจ้ารีบกิน กินให้มากหน่อย”