ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 14: ซื้อหนังสือ

    เมื่อมาถึงร้านหนังสือหลินซีก็พาฉู่เฉิงไปหาหนังสือแบบเรียน ฉู่เฉิงมาร้านหนังสือครั้งแรก พอเห็นหนังสือเต็มชั้นวางก็ชอบใจมาก เขาจ้องมองดูหนังสือที่จัดเป็นระเบียบอยู่บนชั้นอย่างละเอียด หลินซีเห็นหนังสือเป็นทางการพวกนี้จึงดึงเขาไปชั้นหนังสือชั้นอื่น ตรงนั้นเป็นหนังสือการ์ตูนทั้งหมด ฉู่เฉิงถูกดึงดูดด้วยหนังสือเรื่องภาพประกอบ เขายืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ก้าวไปไหนเลย หลินซีเลยปล่อยให้เขาค่อยๆ อ่าน ส่วนเธอก็ไปหาหนังสือแบบเรียนแทน ถึงหนังสือภายในร้านหนังสือนั้นจะไม่ได้มีหลากหลายประเภท แต่หนังสือแบบเรียนก็ยังหาซื้อได้ง่าย หลินซีซื้อหนังสือป.3 และป.4 เธอเห็นตรงมุมมีหนังสือที่มัดรวมกันอย่างหนาแน่นอยู่มัดหนึ่ง ด้านหน้ามีฝุ่นปกคลุมอยู่เป็นชั้นบางๆ หลินซีแยกพวกมันออก บนหน้าปกเขียนไว้ว่า หนังสือชุดพิชิตฟิสิกส์ คณิตศาสตร์และเคมี นี่ไม่ใช่เอกสารทบทวนต้นแบบหลังจากการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ทุกคนตามหาอยู่เหรอ! หลินซีตัดสินใจซื้อเก็บไว้ เธอเรียกพนักงานขายมา พนักงานร้านเมื่อรู้ว่าเธอต้องการจะซื้อหนังสือชุดนี้ก็มองหลินซีอย่างประหลาดใจแล้วถามว่า “เธอคือยุวปัญญาชนใช่ไหม!”   หลินซีพยักหน้าพลางรู้สึกสงสัย จะซื้อหนังสือยังต้องถามชื่อเสียงเรียงนามด้วยเหรอ? พนักงานร้านยิ้มอย่างเข้าใจแล้วพูดขึ้น “โอเค เดี๋ยวฉันห่อให้ หนังสือเล่มนี้ไม่มีใครมาถามซื้อเลย มันวางอยู่ตรงนี้มาตั้งนานแล้ว มีก็แต่พวกยุวปัญญาชนที่ชอบอ่านหนังสืออย่างพวกเธอนั่นแหละถึงจะซื้อ ยังเหลืออีก 3 ชุดนะ เธอต้องการกี่ชุดล่ะ?”   หลินซีคิดๆ ดูแล้วพูดขึ้น “เอาหมดเลยค่ะ!” พนักงานร้านยิ้มจนตาหยี เธอถือหนังสือขึ้นมาปัดฝุ่นจนสะอาดแล้วใช้กระดาษหนังวัวห่อให้เรียบร้อย จากนั้นก็ส่งให้หลินซี หลินซีพูดขึ้น “เดี๋ยวฉันซื้อหนังสือการ์ตูนอีก 2-3 เล่มด้วย จ่ายเงินรวมกันเลยนะคะ” พอฉู่เฉิงเห็นว่าหลินซีจะซื้อหนังสือการ์ตูนให้ตัวเองด้วยก็รู้สึกดีใจมาก แต่เขาก็รู้ว่าต้องเสียเงินมากเช่นกันเขาจึงดึงแขนเสื้อหลินซีแล้วพูดกับเธอ “พี่สาว อย่าเปลืองเงินซื้อเลย”   หลินซีตบไหล่ฉู่เฉิงแล้วเอ่ยขึ้น “การอ่านหนังสือทำให้ฉลาด เงินที่ใช้ซื้อหนังสือน่ะคุ้มค่าแล้ว เข้าใจไหม?” ฉู่เฉิงมองหลินซีแล้วพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ หลินซีซื้อหนังสือการ์ตูน 2 ชุดรวมกับหนังสือเรียนและหนังสือเล่มชุดอีก 3 ชุด พนักงานร้านช่วยเธอห่อหนังสือทั้งกองนั้นด้วยกระดาษหนังวัวพร้อมใช้เชือกมัดให้เรียบร้อย หลินซีลองถือดูก็พบว่ามันหนักมาก คิดเงินรวมเป็น 8 หยวนกว่า หลินซีจ่ายเงินแล้วจูงฉู่เฉิงที่กำลังตกใจออกมา ตั้งแต่เด็กจนโตฉู่เฉิงไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อน พอพี่หลินซีจ่ายเงินปุ๊ปเงินก็หายไปปั๊บ เด็กน้อยรู้สึกเจ็บปวดใจขึ้นมาทันที เขามองหลินซีที่มีสีหน้าเรียบเฉยแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไร หลินซีไม่อธิบายอะไรกับเขาอีก เธอพาเขาไปสหกรณ์การตลาดและการจัดหา โชคไม่เลวเลย วันนี้ที่สหกรณ์การตลาดและการจัดหามีเนื้อขายจึงมีกลุ่มคนมาต่อแถวกันยาวมาก หลินซีมองดูแล้วก็เข้าไปต่อในแถวด้วย ฉู่เฉิงจึงถามด้วยความกังวล “พี่สาว ต้องใช้ตั๋วแลกซื้อเนื้อด้วยนะ”   หลินซีถามเขา “อยากกินเนื้อไหม?” ฉู่เฉิงลังเลอยู่นาน ไม่กล้าพยักหน้า วันนี้ใช้เงินไปเยอะมากแล้ว เขาเลยไม่กล้าพูดอะไร หลินซีเองก็ไม่สนใจเขาแล้วต่อแถวต่อไปอย่างเงียบๆ พอมาถึงคิวของหลินซีเธอก็เลือกเนื้อติดมันออกมาชิ้นหนึ่งแล้วยังมีกระดูกชิ้นใหญ่อีกหนึ่งชิ้น เธอจ่ายเงินและตั๋วแลกเนื้อไป ในซองจดหมายที่หลินซีเอามาด้วยยังเหลือเงินอีกนิดหน่อย ฉู่เฉิงถือเนื้อ หลินซีพาเขาไปเดินรอบสหกรณ์การตลาดและการจัดหาหนึ่งรอบจนฉู่เฉิงบอกว่าไม่ต้องซื้ออะไรแล้ว จากนั้นเขาก็จูงหลินซีเดินออกไปทางด้านนอกด้วยท่าทางน่าขำจนหลินซีหัวเราะใหญ่ ใบหน้าของฉู่เฉิงแดงขึ้นขณะแอบกระซิบในใจ : พี่สาวนี่ใช้เงินเก่งเกินไปแล้ว แบบนี้จะทำยังไงล่ะ? เด็กน้อยมองอย่างกังวล สุดท้ายหลินซีก็ซื้อแสตมป์และซองจดหมาย 2-3 ใบแล้วพาฉู่เฉิงไปกินข้าวที่ร้านอาหารเล็กๆ ฉู่เฉิงยังปฏิเสธอยู่ หลินซีจึงพูดขึ้นด้วยใบหน้าเรียบๆ และจริงจัง “ฉู่เฉิง เธอเป็นลูกผู้ชาย ลูกผู้ชายต้องทำยังไง? จำไว้นะ คราวหลังผู้หญิงไปซื้อของ ไปร้านอาหาร เธอต้องพูดแค่คำว่าตกลง ห้ามปฏิเสธ เข้าใจไหม?” ฉู่เฉิงไม่เข้าใจเหตุผลผิดๆ เพี้ยนๆ ของหลินซี ในใจพูดว่า ผู้หญิงที่ใช้เงินเก่งขนาดนี้ฉันก็เคยเจอแต่เธอคนเดียวนี่แหละ ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้หญิงคนอื่นในหมู่บ้านกลับบ้านไปจะต้องมีทะเลาะกันแน่นอน หลังจากนั้นเขาก็คิดขึ้นมาอีกว่าพี่อยากซื้อก็ซื้อไปเถอะ ยังไงซะพี่สาวก็ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นอยู่แล้ว ในร้านอาหารนี้ก็ไม่มีอาหารอะไรแพงเป็นพิเศษ หลินซีสั่งบะหมี่ 2 ถ้วยมากินกับฉู่เฉิง 2 คนจนอิ่มแล้วค่อยๆ เดินไปยังสถานที่รวมตัว ชาวบ้านทยอยมารวมตัวกัน แต่ละคนถือของในมือมากมาย ของที่ซื้อหลักๆ ก็คือของใช้ในชีวิตประจำวันทั้งนั้น ไม่ค่อยมีชาวบ้านมีเงินใช้เหลือเฟือพอจะซื้อขนมกลับไปให้เด็กๆ ดังนั้นเนื้อในมือฉู่เฉิงจึงดูเตะตาเป็นพิเศษ พวกชาวบ้าน 2-3 คนพากันมองมาด้วยสายตาอิจฉา ยังมีชาวบ้านอีกคนหนึ่งที่ถือเนื้อมาด้วยหนึ่งชิ้น พอเห็นพวกเขาซื้อเนื้อมาด้วยเหมือนกันจึงคุยกับพวกเขา และพอเห็นหนังสืออีกหอบหนึ่งในมือของหลินซีเขาก็ถอนหายใจออกมา “มีแต่พวกยุวปัญญาชนผู้มีความรู้อย่างพวกเธอนี่แหละนะ หนังสือพวกนี้กินไม่ได้ ใส่ก็ไม่ได้แถมยังแพงอีก พวกเราทำใจซื้อของพวกนี้ไม่ลงหรอก” ฉู่เฉิงยืดอกพูดขึ้น “พี่สาวบอกว่าการอ่านหนังสือทำให้ฉลาด จ่ายเท่าไรก็คุ้ม” พวกชาวบ้านหัวเราะเขา มีคนหนึ่งพูดขึ้น “เจ้าเด็กน้อย เธอต้องตั้งใจเรียนนะ อย่าให้เงินพวกนี้เสียไปเปล่าๆ ล่ะ” ในขณะที่พูดอยู่นั้นเสียงแหลมๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น “อ๊ะ! เรียนอะไรเหรอ แม้แต่ระเบียบวินัยก็ยังไม่รู้จักแล้วยังจะเรียนอะไรได้อีก อ๊ะๆๆ ซื้อเนื้อด้วยเหรอเนี่ย ชีวิตทุกวันนี้นี่ยิ่งนับวันยิ่งมีสีสันนะ ซื้อกระทั่งเนื้อเชียว ส่วนน้องเธอน่ะไม่เคยได้กลิ่นเนื้อมาตั้งนานแล้ว เธอมีของดีๆ แล้วอย่าลืมนึกถึงญาติผู้ใหญ่กับน้องชายด้วยล่ะ” จินชุ่ยพาลูกชายมายืนพูดอยู่อีกทางหนึ่ง ในคำพูดนั้นไม่สามารถปกปิดความอิจฉาเอาไว้ได้เลย พอออกจากบ้านตระกูลฉู่เจ้าเด็กเหลือขอนี่ก็สวมเสื้อผ้าใหม่แถมยังได้กินเนื้อดีๆ อีก ชีวิตเขาดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้ทำให้จินชุ่ยโกรธมาก ฉู่เฉิงพูดกับจินชุ่ยพร้อมทั้งจ้องมองเธอด้วยความโกรธ “ผมจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อเนื้อได้? นี่มันของที่พี่สาวซื้อทั้งนั้น” “ยุวฯหลิน ของนี่เธอซื้อหรอกเหรอ เนื้อนี่ก็ไม่เลวเลยนะ ชีวิตของพวกเธอเหล่ายุวปัญญาชนสบายกว่าพวกเราคนบ้านนอกมากเลยนะ” สายตาที่จินชุ่ยมองมาทำให้หลินซีรู้สึกไม่สบายใจมากๆ หลินซีพูดอะไรกับจินชุ่ยไม่ออกเลยจริงๆ เธอเคยเจอกับคนที่หน้าไม่อายมาแล้วแต่ยังไม่เคยเจอคนที่หน้าหนาแบบนี้มาก่อน หลินซีตอบกลับไปด้วยความไม่พอใจ “ก็ของที่ฉันซื้อแน่ล่ะค่ะ ตอนที่บ้านพวกคุณไล่ฉู่เฉิงออกมาได้ให้อะไรเขาไว้ไหมล่ะ?” จากนั้นเธอก็หันหน้าไปพูดกับฉู่เฉิง “ดูแลของในมือไว้ดีๆ นะ ไม่อย่างนั้นคืนนี้พวกเราจะไม่ได้กินเนื้อกัน” สายตาของจินชุ่ยมองไปที่เนื้อโดยไม่ขยับไปไหนเลย “ในเมื่อเธอให้เขากินได้ก็ให้เป่าเอ๋อร์ลูกฉันกินบ้างสิ!” หลินซีมองเธอโดยใช้สายตาเหมือนกำลังมองคนโง่แล้วเอ่ยขึ้น “เรื่องอะไรล่ะ?” “ดูตัวเองสิ ทำไมขี้งกขนาดนี้ เธอให้เด็กคนนี้กินได้แล้วทำไมเอาเป่าเอ๋อร์ลูกฉันไปกินด้วยไม่ได้ เป่าเอ๋อร์ลูกฉันเป็นคนจิตใจดียิ่งกว่าเขาตั้งเยอะ ถ้าเธอให้เป่าเอ๋อร์กิน เขาก็จะจำความดีของเธอเอาไว้ ใช่ไหมล่ะ? แต่ไม่ว่าเธอจะให้เจ้าเด็กไม่รู้จักบุญคุณนั่นกินเยอะกว่านี้หรือดีกับเขามากกว่านี้เขาก็ไม่คิดจะจำหรอก” จินชุ่ยรู้จักพวกยุวปัญญาชน พวกนี้หน้าบาง กลัวเสียหน้า แค่แหย่พวกเขาสักพักก็ให้เองนั่นแหละ หลินซีไม่หลงไปกับเธอ หลินซีมองฉู่เฉิงที่โกรธจนหน้าแดงไปทั้งหน้าแล้วลูบหัวปลอบเขาพร้อมพูดว่า “ฉันสงสารเด็กคนนี้ที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ก็เลยดูแลเขามากหน่อย ถ้าเป่าเอ๋อร์ลูกคุณเหมือนเขาฉันก็จะเมตตาให้กินสักคำ” จินชุ่ยคิดไม่ถึงว่ายุวปัญญาชนคนนี้ดูท่าทางเป็นคนอ่อนโยน แต่เวลาพูดออกมาเธอกลับไม่สุภาพเอาซะเลย นี่มันว่าเธอชัดๆ   ในขณะที่เธอกำลังจะพุ่งเข้าไปดึงผู้หญิงคนนี้มาฉู่เฉิงก็กระโดดมุดออกมาแล้วอ้าแขนทั้งสองข้างออกบังด้านหน้าของหลินซีเอาไว้ก่อนพูดออกมาอย่างร้ายกาจ “ถ้าคุณกล้าแตะต้องพี่สาวของผมล่ะก็ ผมจะสู้กับคุณให้ดู” เด็กน้อยรูปร่างเล็กแต่กลับปกป้องเธออย่างกับแม่ไก่ปกป้องลูกน้อย ถึงแม้เขาจะรู้ว่าตัวเองไม่สามารถต่อกรกับจินชุ่ยได้ แต่เขาก็ไม่สามารถทนเห็นพี่สาวโดนเอาเปรียบได้เหมือนกัน หลินซีมองดูท่าทางของฉู่เฉิงแล้วทำให้เธอรู้สึกว่าไม่เสียแรงที่รักเด็กคนนี้ ในดวงตาแดงก่ำของฉู่เฉิงนั้นเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธ เขาจ้องมองจนจินชุ่ยนึกกลัวและแอบกระซิบกับตัวเอง ไอ้เด็กบ้านี่มันใจเด็ด ไม่คิดว่าจะกล้าจ้องเธอ แต่ก่อนตอนอยู่บ้านโดนตีไม่ยักกะส่งเสียงสักแอะ เธออยากเข้าไปฉีกเนื้อฉู่เฉิงแต่ก็โดนชาวบ้านข้างๆ บังเอาไว้ ตอนนี้เองที่รถไถนาขับผ่านมา จินชุ่ยจึงทำได้แค่ยั้งมือไว้ เปลวไฟแห่งความโกรธในใจของจินชุ่ยยังคงลุกโชนอยู่ตลอดจนถึงตอนขึ้นไปบนรถ เธอมองดูหลินซีและฉู่เฉิงสองคนก้มหน้าคุยกัน จินชุ่ยจึงพูดขึ้นมาเสียงเย็นๆ “เจ้าเด็กเหลือขอ แกยังนึกว่าเขาดีกับแกอีกเหรอ ถ้าเขาดีกับแกจริงๆ ก็คงรับแกไปเลี้ยงที่บ้านแล้ว ตอนนี้เขาก็แค่เห็นแกน่าสงสารก็เลยเลี้ยงแกเหมือนให้อาหารหมาแมว แกก็คิดจริงจังไปนะ” หลินซีเองก็โกรธมากจนอยากตอบกลับไป แต่คุณยายข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นมาพอดี “อ้าปากปุ๊ปก็เรียกเงิน 30 หยวน ใครยังจะกล้ารับมันไปเลี้ยงอีกล่ะ ถ้าหาคนรับเลี้ยงฉู่เฉิงยังไม่ได้อีกก็ต้องให้บ้านเธอเลี้ยงเด็กคนนี้แล้วแหละ จะให้ลำบากหมอซ่งตลอดก็ไม่ดี” พอได้ยินดังนั้นสีหน้าของจินชุ่ยก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เธอพยายามไล่ปีศาจร้ายบนใบหน้าออกไปอย่างยากลำบากแต่ก็ไม่สามารถทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ เจ้าเด็กนั่นค้างค่ายาอยู่! สีหน้าของฉู่เฉิงเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เขารู้ว่าหมอซ่งจิตใจดี รับเลี้ยงเขา แต่เขาก็ไม่สามารถปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปได้ตลอด ฉู่เฉิงก้มหน้าไม่พูดอะไรพลางเก็บซ่อนความไม่สบายใจเอาไว้ หลินซีก็เงียบไม่พูดอะไรเช่นกัน เธอกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการรับเลี้ยงฉู่เฉิง ถ้าคนนอกหมู่บ้านรับเลี้ยงฉู่เฉิงเธอจะทำภารกิจของระบบสำเร็จได้อย่างไร วิธีที่ดีที่สุดก็คือเก็บฉู่เฉิงไว้ข้างกายเธอ แต่สภาพของเธอตอนนี้ไม่ค่อยเหมาะกับการรับเลี้ยงเขาน่ะสิ บนรถเงียบลงชั่วขณะหนึ่ง เมื่อกลับเข้ามาที่หมู่บ้านแล้ว จินชุ่ยก็รีบกลับบ้านอย่างรวดเร็วแล้วเอาเรื่องที่คุณยายพูดไปเล่า สีหน้าของฉู่ซานซูก็ไม่ดีเช่นกัน คุณยายเป็นผู้อาวุโสในหมู่บ้าน คงไม่พูดแบบนี้โดยไม่มีเหตุผล เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้อาวุโสของหมู่บ้านจะมีความคิดอะไรสักอย่าง ฉู่ซานซูไม่มั่นใจ เขาปรึกษากับลูกชายสองคนอยู่นานแล้วจึงออกไปตามหาผู้แทนฯถัง พอผู้แทนฯถังเห็นครอบครัวนี้มาก็เกิดรำคาญ เขาจึงถามออกไปอย่างอารมณ์ไม่ดี “มาหาฉันมีธุระอะไร?” เอ้อร์เกินส่งยิ้มให้ “ลุงครับ คืออย่างนี้ ผมอยากมาถามว่าเรื่องของฉู่เฉิงจะทำยังไงดี? ลุงหาคนได้หรือยังครับ?” “หาเจอบ้านแกน่ะสิ ฉันเดินจนขาเปื่อยหมดแล้ว พอคนอื่นเขาได้ยินว่าพวกแกจะเอา 30 หยวนเขาก็ไม่พอใจแล้ว” พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาถังเจี้ยนกั๋วก็โมโห ฉู่ซานซูเอ่ยปากขึ้น “น้องชาย พวกเรารู้นะว่าเรื่องนี้ลำบากนายมาก เอาแบบนี้แล้วกัน ที่บ้านพวกเราปรึกษากันแล้ว ลดราคาลงหน่อยเหลือ 20 หยวนเป็นไง?” ถังเจี้ยนกั๋วใช้สายตามองครอบครัวฉู่จนครบรอบ แล้วถามขึ้น “ไปหาเองเถอะ 20 หยวนจะมีใครยอมไหมล่ะ? เด็กคนนี้มันก็ 10 ขวบแล้ว ไม่ใช่เด็ก 2-3 ขวบ ฉันตกลงกับพวกนายเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่มีใครรับเลี้ยงพวกนายก็ต้องรับผิดชอบเด็กนี่” พอเอ้อร์เกินได้ยินแบบนั้นก็ร้อนใจขึ้นมาทันที “ลุงครับ 15 หยวนก็ได้ 15 หยวนเป็นไง? นี่ผมลดลงมาครึ่งหนึ่งแล้วนะ” ถังเจี้ยนกั๋วดื่มชาของตัวเองไป ไม่แม้แต่จะมองพวกเขาสักนิด เอ้อร์เกินและซานซูเงียบไปสักพัก ทั้งสองคนมองหน้ากันแล้วในที่สุดเอ้อร์เกินก็กระทืบเท้าแล้วพูดขึ้น “10 หยวน 10 หยวนได้ไหม ลดลงอีกไม่ได้แล้ว” ถังเจี้ยนกั๋วคิดสักพักแล้วพูดขึ้นมา “งั้นฉันจะไปถามอีกครั้ง” รอจนกระทั่งครอบครัวฉู่ไปแล้ว หลิ่วชุนเยี่ยนภรรยาของถังเจี้ยนกั๋วก็ออกมาแล้วถุยน้ำลายลงพื้น จากนั้นเธอก็พูดขึ้นด้วยความโมโห “บ้านนี้มันเป็นคนยังไงกันหมดนะ เอาเด็กคนนี้มาเป็นทรัพย์สมบัติของตัวเอง ยังจะมีหน้ามาต่อรองราคาแบบนั้นอีก พวกนี้มันใจบาปกันทั้งบ้าน” ถังเจี้ยนกั๋วคิดว่าที่ภรรยาเขาโกรธนั่นก็สมควรแล้ว เขาใจเย็นลงแล้วเอ่ยขึ้น “ฉู่เฉิงเองก็แทบไม่ใช่เชื้อสายตระกูลฉู่เลย ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำแบบนี้หรอก” พอหลิ่วชุนเยี่ยนได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก “ไม่ใช่หรอกมั้งคะ เมียของต้าเกินก็เป็นคนมีความรับผิดชอบคนหนึ่งเลย ดูแล้วไม่ใช่คนที่จะแหกคอกแบบนั้น”   “เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้ ช่างเถอะ เรื่องนี้เธออย่าพูดไปนะ” ถังเจี้ยนกั๋วกำชับกับภรรยาตัวเอง