ตอนที่ 25 มีของบางอย่างหายไป
หลินจงมิเต็มใจเป็อย่างยิ่ง เขามิ้าให้บุตรทั้งสามคนอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าหลังนี้
“อาหร่วน อาหาน เ้าต้องเชื่อฟังพ่อพวกเ้ามิสามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้จริง ๆ เ้ากลับไปกับพ่อเถิด กลับไปอยู่บ้านของพวกเรา”
หลินหานเม้มปากแน่นพลางจ้องมองหลินจงด้วยสายตาที่แน่วแน่เป็อย่างมาก
“พวกเราจะมิกลับไปแล้วขอรับ บ้านหลังนั้นรั้งพวกเราเอาไว้มิได้แล้วแม้ว่าคนแซ่หวังจะอนุญาตให้พวกเรากลับไป ทว่าพวกเราก็มิเต็มใจที่จะกลับไปอยู่ดี พวกเรามิอยากกลับไปเป็เหมือนเดิมเป็เหมือนหมูเหมือนสุนัขที่ขาดแคลนอาหารและเสื้อผ้า พวกเรารู้สึกมีความสุขเป็อย่างมากั้แ่ที่พวกเราย้ายออกมาจากบ้านหลังนั้น แม้ว่าพวกเราจะอาศัยอยู่ที่นี่ ทว่าอย่างน้อยพวกเราก็พอมีกินทั้งยังมิมีผู้ใดคอยทุบตีหรือดุพวกเรา"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินจงจึงรู้สึกเศร้าขึ้นมาทันใด"อาหาน กลับบ้านกับพ่อเถิด พ่อสัญญาว่าหากคนแซ่หวังรังแกเ้าอีกในอนาคตพ่อจะมิไว้ชีวิตของนางอย่างแน่นอน"
เมื่อหวังซื่อได้ยินดังนั้น นางจึงลงไปนอนที่พื้นอีกคราจากนั้นก็ร้องออกมาเสียงดัง
ใบหน้าของหลินจงมืดมนลงทันใด
หลินหานจึงเอ่ยอย่างใจเย็นว่า “ท่านพ่อมิใช่ว่าพวกเราอยากจะขัดท่านแต่อย่างใด เพียงแต่สถานการณ์ในปัจจุบันมิเอื้ออำนวยให้พวกเราทั้งสามคนกลับไป”
หลินจงให้ความมั่นใจอีกว่า "อาหาน เ้ามิต้องกลัวครานี้พ่อจะมิยอมให้หวังซื่อรังแกเ้าอีก"
เมื่อหลินจงเอ่ยจบ เขาจึงหันศีรษะไปมองหลินหร่วนด้วยสายตาอ้อนวอนเขาเพียงหวังว่านางจะเห็นด้วย เขาทราบว่าหลินหานเชื่อฟังหลินหร่วนมากกว่าบิดาของเขาเสียอีก
หลินหร่วนส่ายศีรษะเบา ๆ นางมิได้คาดหวังในคำรับรองของหลินจง"ท่านพ่อ แม้ว่าท่านจะสามารถจัดการคนแซ่หวังได้ ทว่าท่านสามารถช่วยข้าได้หรือไม่เล่า? เหตุผลที่คนแซ่หวังกล้าทำเช่นนี้ในตระกูลหลินเป็เพราะเหตุใด ท่านย่อมทราบดีกว่าข้าเว้นแต่ว่าท่านจะมิเชื่อฟังท่านย่า”
หลินจงเอ่ยอันใดมิออก
เขาจะมิเชื่อฟังมารดาของเขาได้หรือไม่ ?
แน่นอนว่ามิได้
ภายใต้คำว่ากตัญญูกตเวที เขามิกล้ามิเชื่อฟังนางหลินเพราะเขากลัวว่าผู้อื่นจะนำเื่นี้ไปนินทาลับหลังเขา
หลินหร่วนมิแปลกใจกับปฏิกิริยาของเขาเลยสักนิด ตลอดหลายปีที่ผ่านมามิใช่ว่าท่านพ่อมิรักพวกตน เพียงแต่ว่าท่านพ่อให้ความสำคัญกับคำว่ากตัญญูเป็อย่างมากเขาให้ความสำคัญในชื่อเสียงของบุตรชายผู้น่านับถือคนนั้นมากกว่า
หลินหร่วนหันไปมองหัวหน้าตระกูล นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนว่า“ท่านปู่ พวกเราจะมิกลับไปที่บ้านเดิมเด็ดขาด พวกเราจะยังอยู่ที่นี่ ทว่าพวกเราคงต้องรบกวนท่านปู่หาวิธีต่อเติมกำแพงบ้านสำหรับค่าใช้จ่าย พวกเรายินดีจ่ายค่าจ้าง ทว่าต้องขอติดหนี้ไว้ก่อน เมื่อพวกเรามีเงินพวกเราจะคืนให้อย่างแน่นอน"
หัวหน้าตระกูลลังเลขึ้นมาทันใด “อาหร่วนสถานที่แห่งนี้อยู่ใกลู้เามากจนเกินไป ต่อให้ก่อกำแพงสูงขึ้นก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าจะมิมีสัตว์ป่าบุกรุกเข้ามาที่ลานบ้านของพวกเ้าข้าคิดว่าเ้าควรพาอาหานและอาซิ่วไปอาศัยอยู่ในห้องโถงบรรพบุรุษ”
มีห้องว่างนอกห้องโถงบรรพบุรุษ ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ได้
หลินหร่วนส่ายศีรษะ แม้ว่าสภาพที่นั่นจะดีกว่าบ้านเก่าหลังนี้มากนักทว่ามันตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน หากพวกเขา้าทำอันใดบางอย่าง ย่อมตกอยู่ภายใต้สายตาของชาวบ้านซึ่งมิสะดวกเท่าใดนัก
“ท่านปู่ สัตว์ป่าจะลงมาจากูเาทุกวันเลยหรือ? ข้าอยู่ในหมู่บ้านมาหลายปีแล้ว เมื่อคืนนี้ข้าได้พบกับสถานการณ์เช่นนี้เป็คราแรกนอกจากก่อกำแพงบ้านให้สูงขึ้นแล้ว ประตูบ้านก็ควรจะแข็งแกร่งด้วยเช่นกันจะได้มิมีปัญหาตามมาภายหลัง"
“แน่นอนว่าพวกเราสามารถอาศัยอยู่ที่ห้องโถงบรรพบุรุษได้เช่นกันทว่าพวกเรายังมีแรง หากพวกเรายอมรับความเมตตาของท่านปู่ ทว่าคนอื่น ๆในตระกูลหลินจะยอมรับได้หรือ แล้วท่านจะรับมือเยี่ยงไร ? พวกเรายังคงมีมือมีเท้าดังนั้นวันหนึ่งพวกเราจะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน"
หัวหน้าตระกูลจ้องมองหลินหร่วนด้วยสายตาประหลาดใจทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าหลินหร่วนผู้นี้เป็คนมีความทะเยอทะยานอย่างมาก
โดยปกติแล้ว นางมักจะเงียบและระมัดระวังอยู่เสมอนางจะมิแสดงความคิดเห็นใด ๆ แต่หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาก็รู้สึกว่านางสามารถบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริง
ทว่าน่าเสียดายที่นางเป็สตรี
หัวหน้าตระกูลครุ่นคิดอยู่ในใจ เขามิได้แสดงสีหน้าออกมาเพียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เ้าเอ่ยได้ถูกต้อง ในเมื่อเ้าตัดสินใจแล้วเช่นนั้นข้าจะให้คนในตระกูลมาสร้างกำแพงบ้านให้แก่เ้า มิจำเป็ต้องแบ่งแยก”
หลินหร่วนส่ายศีรษะ "พวกเราต้องจ่ายค่าจ้างอย่ามองว่าพวกเรายังเยาว์แล้วจะมิมีเงินจ่ายเลย"
หัวหน้าตระกูลเหลือบมองหลินหร่วนอีกครา เขาทราบดีว่านางมิอยากให้เกิดเื่ยุ่งยากในอนาคต
เขาอดมิได้ที่จะถอนหายใจออกมาอีกครา
“เอาล่ะ ! ในเมื่อเ้ายืนยันแล้วก็ทำตามที่เ้า้าเถิด”
หลินหร่วนขอบคุณหัวหน้าตระกูลแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า"หลินซิ่วยังเยาว์ เสื้อผ้าของนางเปียกไปด้วยน้ำค้าง ข้ากลัวว่านางจะเป็หวัดดังนั้นข้าจะพานางเข้าบ้านเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน"
“อืม...ไปเถิด เ้ากับอาหานก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยเช่นกัน”
สามพี่น้องเดินเข้าไปในบ้าน
หวังซื่อที่ตอนนี้ยังร้องไห้อยู่ลุกขึ้นจากพื้นและกำลังจะเดินออกไป
"หยุด ! " หลินหร่วนะโด้วยน้ำเสียงโกรธจัดทันทีที่นางเข้ามาในห้อง พบว่ามีบางอย่างผิดปกติกับตู้เสื้อผ้า หลังจากมองดูดี ๆแล้ว กุญแจที่อยู่้าถูกหยิบลงมา ผ้าที่ซื้อมาใหม่ทั้งหมดในตู้พลันหายไป
และตะกร้าองุ่นก็หายไปด้วยเช่นกัน
เห็ดมิสามารถรักษาความสดเอาไว้ได้นานดังนั้นมันจึงเฉาไปแล้ว
เมื่อเห็นใบหน้าโกรธเคืองของนาง หัวหน้าตระกูลจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า“เกิดอันใดขึ้นเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
หลินหร่วนเหลือบมองหวังซื่อบัดนี้นางยังมิมีหลักฐานที่จะกล่าวหาว่าหวังซื่อขโมยของเ่าั้ไป
"ท่านปู่หัวหน้าตระกูลมีคนขโมยผ้าในตู้ของพวกเราไป นอกจากนี้พวกเรายังมีองุ่นอีกหนึ่งตะกร้า ข้าเก็บมาจากูเาเมื่อวานนี้และเตรียมนำองุ่นไปขายในเมือง"
เมื่อหัวหน้าตระกูลได้ยินดังนั้น ใบหน้าของเขาจึงมืดครึ้มลงทันใดเขาหันไปมองผู้คนในลานบ้านแล้วะโเสียงดังว่า “ผู้ใดเข้าไปในบ้าน จงลุกขึ้นยืน ! ”
ชาวบ้านหันไปมองหน้ากันทันใด
น้าโจวลุกขึ้นยืนก่อนคนแรก “ข้า ! ”
จากนั้นฉินซื่อก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน"ข้าเข้าไปกับแม่สามีของข้า"
คนอื่น ๆ ลุกขึ้นยืนทีละคน ทุกคนมิได้โกหกพวกเขาจึงมิจำเป็ต้องกลัวอันใด
หวังซื่ออยากจะหนีไปจากที่นี่ ทว่าหลินหร่วนยังคงจ้องมองนางอยู่เมื่อเห็นว่านางขยับตัว หลินหร่วนจึงะโเสียงดังว่า "หวังซื่อ เ้าจะไปที่ใด? "
ั้แ่หวังซื่อร่วมมือกับหวังไฉเพื่อทำลายนางหลินหร่วนจึงเรียกหวังซื่อห้วน ๆ เท่านั้น ชาวบ้านก็มิได้ติดใจอันใด ทว่าท้ายที่สุดแล้วหลินหร่วนได้ทำลายตระกูลหวังทั้งยังทำให้ตระกูลหวังต้องทนทุกข์ทรมาน
ทุกคนหันหน้าไปมองหวังซื่อ
หวังซื่อเอ่ยอย่างเขินอายว่า “ข้ามิได้เข้าไปในบ้านแล้วเหตุใดข้าต้องอยู่ต่อด้วยกัน ? ”
“ไร้สาระ ! เ้าเข้าไปในบ้าน และบุตรสาวของเ้าหลินเหมยก็เข้าไปด้วยเช่นกัน! ”
ป้าโจวเปิดโปงนางโดยมิไว้หน้า"สองแม่ลูกอยู่ในบ้านเป็เวลานาน หลินเหม่ยรีบออกไปพร้อมกับตะกร้าใบใหญ่"
ในเวลานั้น ทุกคนตกอยู่ในความโศกเศร้า จึงมิได้ใส่ใจกับการกระทำของสองแม่ลูกแซ่หวังมากนักทว่าบัดนี้หลินหร่วนกล่าวว่ามีสิ่งของบางอย่างหายไป
“ใช่ ! ข้าก็เห็นเช่นกัน”
"ข้าก็เห็นเช่นกัน"
ชาวบ้านหลายคนออกมาเป็พยาน