หลังจากถังฉือเย่ทำบะหมี่เสร็จ หญิงสาวก็วางบะหมี่ร้อน ๆ พักไว้ตรงนั้น ก่อนจะหันกลับมาหยิบเนื้อหมูมาหั่นอย่างระมัดระวัง พร้อมกับหั่นเห็ดที่ฉีหยางล้างจนสะอาดเรียบร้อย แล้วปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊ว พริกไทย ไข่ไก่ หัวหอม และขิงชนิดต่าง ๆ ผสมเข้าด้วยกันเพื่อทำไส้ของเกี๊ยว ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับเสี่ยวเหยาที่กำลังแบกเขียงมาด้วยความยากลำบาก
จากนั้นเด็กทั้งสองและหญิงสาวอีกหนึ่งคนก็เริ่มลงมือห่อเกี๊ยวกัน ถังฉือเย่ไม่ค่อยถนัดกับงานครัวอย่างนี้มากนัก เพียงแต่การห่อเกี๊ยวไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะส่วนใหญ่ผิวแป้งที่นวดนั้นมักไม่ค่อยเสมอกันอยู่แล้ว และนางได้สอนให้เสี่ยวเหยาและฉีหยางห่อเกี๊ยวไปเพียงสองครั้ง พวกเขาก็สามารถห่อเกี๊ยวได้
เสี่ยวเหยาห่อได้หนึ่งชิ้นก็หันไปพูดกับฉีหยางว่า “พี่อาฉี ข้าห่อเกี๊ยวออกมาดูดีกว่าเจ้า”
ฉีหยางได้ยินก็เหลือบไปมองเกี๊ยวที่นางห่อ พลางเม้มปาก ท่าทางจริงจังของเขาช่างเหมือนกับพี่ชายเขาไม่มีผิด!
ถังฉือเย่สังเกตเห็นว่าเด็กน้อยทั้งสองคนมีความสุขและเข้ากันได้ดีจึงไม่ได้ห้ามปรามอะไร เฝ้าดูพวกเขาแข่งกันห่อเกี๊ยวอย่างแข็งขัน
ฉีหยางห่อเสร็จอีกหนึ่งชิ้น พลางเหลือบไปมองเสี่ยวเหยาเงียบ ๆ แต่เขาไม่ได้โอ้อวด เสี่ยวเหยางุนงงเล็กน้อย นางรู้สึกว่าไม่สนุกแล้ว จึงก้มหน้าห่อต่อไป
ถังฉือเย่ลดสายตาลง นางคิดว่าแม้ฉีหยางจะเป็นเด็กพิเศษก็จริง แต่ก็ไม่น่าจะร้ายแรงอะไรมากนัก เพราะโดยทั่วไปแล้วเด็กผู้พิเศษพวกนี้เขามักจะมีโลกใบเล็ก ๆ ของตัวเองอยู่ และยากมากที่จะเข้าไปในโลกของเขา และถ้าหากไม่สามารถเข้าไปในโลกของเขาได้แล้วล่ะก็ไม่ว่าจะทำสิ่งใด มันก็จะไม่มีความหมายสำหรับพวกเขาเลย
ฉีหยางยังไม่สามารถมองเห็นโลกภายนอกได้ โลกของเขามีแต่ฉีจิงกับถังฉือเย่เท่านั้น หากจะเปลี่ยนเขามันก็คงไม่ยาก!
ทั้งสามคนช่วยกันห่อเกี๊ยวเป็นเวลานานเกือบหนึ่งชั่วยาม จึงจะห่อเกี๊ยวทั้งหมดจนเสร็จ หญิงสาวจัดการแบ่งเกี๊ยวออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน นางต้มชิ้นใหญ่ ๆ ก่อน เมื่อต้นเสร็จก็วานให้เสี่ยวเหยาเอาไปให้ท่านลุงสี่ตระกูลถังที่หน้าบ้าน จากนั้นนางก็ถือเอาไว้ชามหนึ่งพลางหยิบตะเกียบวางไว้บนชาม และเปิดประตู นางวางชามเกี๊ยวไว้ที่ขอบประตูก่อนจะปิดประตูอีกครั้ง
วังซื่อไม่ได้แสดงความอ่อนแอหรือร้องขออะไร แต่หากถังฉือเย่ไม่ให้นางก็จะต้องออกมากินเป็นแน่ ซึ่งหญิงสาวก็ไม่อยากทะเลาะกับนางต่อหน้าเด็กน้อยทั้งสองคน
ถังฉือเย่ไม่ได้สนใจว่าวังซื่อจะกินเกี๊ยวชามนี้หรือไม่ นางยกชามเกี๊ยวอีกสองชามมาให้เด็กน้อยทั้งสองคน จากนั้นจึงค่อยนำเกี๊ยวชิ้นเล็ก ๆ ลงไปต้ม
เกี๊ยวเพิ่งออกจากหม้อ พวกเขาได้ยินเสียงกีบเท้า ฉีจิงขี่เกวียนกลับมาแล้ว เขาดึงเชือกรั้งบังเหียนเล็กน้อย ถังฉือเย่ยิ้มทันทีที่เห็นเขา นางเงยหน้าขึ้น “มาไวไม่เท่ามาได้ถูกเวลาพอดี รีบเข้ามาเถอะ รีบทานในขณะที่มันยังร้อน ๆ”
ฉีจิงลังเลเล็กน้อย พลางมองไปยังเกวียนสองคันที่จอดอยู่ด้านหลัง เดิมทีเขาแค่ต้องการเข้ามาทักทายเท่านั้น แต่พอเห็นรอยยิ้มพร้อมกับคิ้วโก่ง ๆ ของนาง จู่ ๆ เขาก็กระโดดลงมาจากเกวียนโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ยื่นมือไปรับตะเกียบมาถือไว้ก่อนจะคีบเกี๊ยวในชามอย่างเร่งรีบ “ข้าเก็บของเสร็จเมื่อไหร่ ข้ามาเก็บข้าวของเจ้าไปให้”
ถังฉือเย่ไม่เห็นว่าด้านหลังยังมีรถลากล่ออีกสองคันจอดอยู่ นางโบกมือฉีจิงก่อนจึงลุกขึ้นแล้วจากไป โดยที่ก่อนหน้านี้เสี่ยวเหยาได้นำเกี๊ยวไปให้ท่านลุงสี่กับคุณนายโจว ช่างบังเอิญพอดีกับที่ท่านลุงสี่นั้นเพิ่งจะกลับมาจากการขายเหล้าจึงยังไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเลย ดังนั้นเมื่อเห็นเกี๊ยวร้อน ๆ เขาจึงลองกัดเข้าไปคำหนึ่ง แล้วเขาก็ถึงกับพูดไม่ออก พลางกวักมือเรียกภรรยาเข้ามาลองชิม
“เย่เอ๋อร์ส่งมาให้ใช่หรือไม่ เกี๊ยวนี่ใหญ่เกือบเท่าไข่ไก่แล้ว!” คุณนายโจวพูดยิ้ม ๆ ขณะกินไปชิ้นหนึ่งและอดใจไม่ไหวต้องตามมาด้วยชิ้นที่สอง ชิ้นที่สาม จนกระทั่งทั้งสองสามีภรรยาทานจนหมด แล้วหันมามองหน้ากันพร้อมกับอดไม่ได้ที่จะกล่าวคำชื่นชม
“เด็กคนนี้จริงใจและเก่งมากจริง ๆ” คุณนายโจวพูด โดยวิธีที่ถังฉือเย่ใช้ห่อเกี๊ยวเป็นวิธีการห่อแบบพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวสมัยใหม่แทนที่จะเป็นแบบหยวนเป่า ที่เป็นการนำแป้งทั้งสองด้านมาห่อเข้าด้วยกันจนได้รูปร่างคล้ายกับเงินทองแดง ซึ่งเป็นการประหยัดเนื้อไส้ ผิดกับเกี๊ยวของถังฉือเย่ที่ไม่ได้หวงเนื้อเลยสักนิด ใส่เห็ดกับเครื่องปรุงเพียงไม่กี่อย่าง เมื่อกัดเข้าไปจึงรู้สึกถึงความหอมของน้ำมันอย่างเต็มปากเต็มคำ…หอมจนต้องกินจนหมด
คุณนายโจวยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ นางบอกว่า “เด็กคนนี้ฉลาด เหตุใดจึงไม่คำนวณให้ดี ๆ หากยังกินดีอยู่ดีแบบนี้ไปเรื่อย ๆ สักวันเงินก็คงจะหมด มีเงินแค่นั้นจะใช้ได้สักกี่วันกัน อีกทั้งยังต้องจ่ายค่าเรียนของหรงเอ๋อร์ด้วย?”
ด้วยเหตุนี้นางจึงอดไม่ได้ที่จะต้องมาเกลี้ยกล่อมถังฉือเย่ แต่กลับเห็นฉีจิงลากเกวียนกลับมา ด้านหลังยังมีรถลากอีกสองคันตามมาด้วย จากนั้นชายหนุ่มก็ลงจากรถแล้วเข้าไปในบ้านครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกมา
คุณนายโจวอดไม่ได้ที่จะก้าวเท้าเดินเข้าไปดูสักหน่อย รถลากทั้งสามคันมีขนาดใหญ่มาก จนชาวบ้านที่เห็นต่างก็พากันเข้ามายืนดู ซึ่งก็พบว่าสิ่งที่บรรทุกอยู่นั้นความจริงแล้วเป็นข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน รวมทั้งเตียง หม้อ กระทะและอื่น ๆ อีกมากมายที่ชายหนุ่มหลายคนกำลังช่วยกันขนลงจากเกวียน
ใครบางคนที่ยืนอยู่ละแวกนั้นถามว่า “พ่อหนุ่มฉี เจ้าย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แล้วหรือ?”
เมื่อได้ยินฉีจิงส่งเสียงอืมในลำคอ คนข้าง ๆ จึงถามอีกครั้ง “เจ้าซื้อข้าวของพวกนี้มาจากในเมืองงั้นหรือ?”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ ใครคนนั้นก็ถามอีกครั้ง “นี่มันคงสิ้นเปลืองเงินทองมากมาย แต่ละบ้านก็มีท่อนไม้ ทำไมเจ้าไม่ถามดูล่ะ ทุกคนพร้อมจะช่วยเหลือเจ้าทั้งนั้น อยากน้อยก็สามารถประหยัดเงินไปได้มากกว่าครึ่ง”
ฉีจิงหยุดคิด พลางหันไปพูดอย่างจริงใจ “ข้าต้องขอบคุณพวกท่านมาก พอดีข้าจำเป็นต้องรีบใช้ จึงซื้อมันมาก่อน”
คนในหมู่บ้านต่างกระตือรือร้นกันมาก ยิ่งเมื่อเห็นชายหนุ่มเต็มใจที่จะพูดคุยด้วยก็รีบออกแรงช่วยกันขนเข้าไปในบ้านของเขา ฉีจิงซึ่งไม่ค่อยชินกับสถานการณ์นี้ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากมองอย่างขอบคุณ
ชาวบ้านมากมายช่วยกันออกแรงขน ใช้เวลาไม่นานนักข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างก็ถูกจัดวางจนเกือบเสร็จ คนเหล่านั้นจึงขึ้นเกวียนเล่มเดิมก่อนจะจากไป ฉีจิงรีบจูงรถลากล่อของท่านหมอไปไว้ข้าง ๆ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะทักขึ้น
“ตรงนี้ยังมีอีกคัน?”
“ของข้าเอง”
“โห!” เมื่อได้ยินทุกคนต่างก็เข้ามารุมล้อมและมองรถลากล่อคันใหม่เอี่ยมของฉีจิงทันทีพร้อมกันนั้นต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานด้วยความอิจฉา
การซื้อรถลากล่อในหมู่บ้านเล็ก ๆ เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ จะต้องเป็นผู้ที่ร่ำรวยซึ่งก็มีเพียงเฉินหลี่เจิง ท่านหัวหน้าตระกูล ท่านหมอประจำหมู่บ้าน เพียงสามบ้านนี้เท่านั้นที่จะมีรถลากล่อเยี่ยงนี้ เพราะแม้แต่โรงเหล้าเล็ก ๆ ยังมีเพียงวัวตัวเดียวเท่านั้น
คุณนายโจวมองดูจากระยะไกล จากนั้นก็ถอยหลังกลับไปหาถังฉือเย่ ซึ่งในขณะนี้นางกับเด็ก ๆ อีกสองคนนั้นกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถังฉือเย่กำลังให้กำลังใจฉีหยางที่สอนเสี่ยวเหยาอ่านหนังสืออยู่ แม้ว่าสีหน้าของฉีหยางจะเย็นชา แต่ท่าทีกลับจริงใจอยู่มาก มือของเขายังคงโอบรอบคอของถังฉือเย่อยู่ไม่คลาย
คุณนายโจวยิ้มนิด ๆ พูดว่า “วันนี้ข้ากินเกี๊ยวเจ้าหมดเกลี้ยงเลยล่ะ ทั้งหมู่บ้านคงไม่มีผู้ใดห่อเกี๊ยวได้ถูกวิธีอย่างเจ้า”
“นาน ๆ ครั้งข้าถึงจะทำ ก็ต้องกินให้สมกับที่รอคอยหน่อย ใช่ว่าข้าจะทำกินทุกวัน” ถังฉือเย่กล่าวพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้างาม
“นั่นเด็กน้อยจากตระกูลฉีใช่หรือไม่ เขาดูสนิทกับเจ้ามาก”
“ใช่เจ้าค่ะท่านป้า…เขามีชื่อว่าฉีหยาง ความจริงฉีหยางเป็นเด็กที่น่ารักมาก เพียงแต่ไม่ค่อยชอบพูดคุยเท่าไหร่”
“หลังจากเหตุการณ์นั้นมา ข้าคิดว่าพ่อหนุ่มฉีเองก็ดูจะเป็นมิตรมากขึ้น เมื่อครู่ข้ายังเห็นเขาเพิ่งจะเข้ามาทานอาหาร”
ถังฉือเย่เข้าในความหมายในทันที เพราะถึงอย่างไรตอนนี้นางก็กำลังใช้ชีวิตอยู่ในอดีต มิหนำซ้ำยังเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งเท่านั้น เดิมทีนางยังไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย ฉะนั้นถังฉือเย่จึงยิ้มออกมานิดหนึ่งพลางกล่าวให้เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด
“ท่านป้าวางใจได้ ข้ารู้อยู่ก่อนแล้ว”
คุณนายโจวไม่ได้พูดอะไรอีก นางคุยกับถังฉือเย่อีกไม่กี่คำ ฉีจิงซึ่งเก็บของเสร็จแล้วบังเอิญเดินเข้ามา ในมือของเขาถือสิ่งของที่นางต้องการอยู่ ชายหนุ่มที่เดิมทีก็มีใบหน้านิ่งเฉยอยู่แล้วเมื่อเห็นว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย เขาก็ยิ่งเคร่งขรึมหนักขึ้นกว่าเดิม
“ข้านำของมาให้เจ้า”
.
.
.