หลังจากคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง จิ่งเยี่ยนกุยก็พูดว่า “เอาอย่างนี้ดีไหมคะ ถ้าป้าเต็มใจอยากจะไปช่วยงานในเมือง เราจะจ่ายค่าแรงเป็นรายเดือนให้ เดือนละสามร้อยหยวน เหมือนกับทำงานในเมืองเลย ทุกวันอาทิตย์จะได้พัก เพียงแต่การเดินทางไปกลับมันค่อนข้างเสียเวลา ป้าก็พักอยู่ที่นั่นเลย ตอนที่หยุดพักผ่อนค่อยกลับบ้าน ระหว่างนั้นก็กินนอนอยู่กับพวกเรา ป้าคิดว่ายังไงบ้างคะ?”
ช่วงนี้จิ่งเยี่ยนกุยคอยสังเกตหลิวหงอิงมาตลอด หล่อนทำงานคล่องแคล่ว ไม่ขี้โกง การปรุงยาเป็นงานที่ค่อนข้างซับซ้อน แค่เธอและอาหญิงเล็กจิ่งก็ทำไม่ไหว ถ้าหลิวหงอิงเต็มใจที่จะไปในเมือง เธอก็ยินดีที่จะใช้การหลิวหงอิง
หลิวหงอิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ฉันทำงานแค่ยี่สิบหกวันต่อเดือน จะเอาเงินแค่ยี่สิบหกวันก็พอแล้ว ไหนจะกินข้าวที่บ้านอีก เกรงใจแย่เลย”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะแล้วพูดว่า “ป้าไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ป้าต้องอยู่ในเมืองเป็นอาทิตย์กว่าจะได้กลับบ้านครั้งหนึ่ง ยังไงก็ต้องมีค่าตอบแทนให้บ้าง เรื่องนี้ก็ลองปรึกษาคุณหมอเชอด้วยนะคะ ต้องให้เขาตกลงด้วยถึงจะดี”
“ตาเชอต้องเห็นด้วยอยู่แล้ว” หลิวหงอิงพูดพลางหัวเราะ “เรื่องนี้ถือว่าป้าได้อานิสงส์จากเธอแล้วกันนะ”
หลังจากคุยเล่นกันอีกเล็กน้อย ก็ถึงเวลาเลิกงานแล้ว หลิวหงอิงกลับบ้านด้วยความดีใจ เชอฉางเกินไปตรวจคนไข้ที่อื่นจึงไม่อยู่บ้าน มีแต่แม่สามีช่วยเลี้ยงลูกอยู่ เธอคิดว่าแม่สามีเป็นคนพูดมาก กลัวว่าถ้าพูดอะไรออกไป แม่สามีจะไปแพร่งพรายออกไปอีก
แต่ในใจเธอก็ยังคงมีความสุข คนงานที่แข็งแรงในหมู่บ้านไปทำงานหนักที่ทางใต้กว่าจะได้เงินเท่านั้นก็ลำบากมาก แต่เธอที่อยู่บ้านกลับหาเงินได้มากขนาดนี้ ดูเหมือนว่าครอบครัวจะเริ่มมีความหวังกว่าเดิมแล้ว
เมื่อรู้สึกดีใจ เธอก็ฮัมเพลงเบาๆ ขึ้นมา พอแม่สามีถามว่ามีเรื่องดีอะไร เธอเลยบอกว่าได้ทำงานที่บ้านตระกูลจิ่งแล้วได้เงิน และจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แม่สามี แม่สามีก็ดีใจเสียยกใหญ่
แม่สามีเตือนว่า “ในหมู่บ้านมีคนอิจฉาที่แกได้ไปหั่นสมุนไพรที่บ้านตระกูลจิ่งตั้งเยอะแยะ แกต้องรักษาโอกาสนี้ไว้ให้ดี อย่าขี้เกียจ ทำงานให้คล่องแคล่ว เมื่อไม่มีอะไรให้ทำก็ช่วยทำงานบ้านบ้าง”
หลิวหงอิงรับปากทันที พอเชอฉางเกินกลับมาในตอนเย็น เธอก็เล่าเรื่องที่บ้านตระกูลจิ่งซื้อบ้านแล้วเธอจะตามไปทำงานในเมืองให้ฟัง
ถึงแม้เชอฉางเกินจะไม่ค่อยอยากให้ภรรยาต้องออกจากบ้านไปทำงานทุกวัน แต่เพราะบ้านตระกูลจิ่งมีแต่ผู้หญิงยกเว้นจิ่งจงอี้ ซึ่งก็อายุมากแล้วแถมยังเป็นคนซื่อตรงอีกด้วย เขาจึงไม่ค่อยกังวลอะไรมาก
ความคิดของเขาค่อนข้างว่องไว “เรื่องราวที่บ้านตระกูลจิ่งพวกเรารู้กันดี ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยแยกตัวออกมาจากบ้านตระกูลจิ่ง พูดง่ายๆ ก็คือหล่อนแทบไม่มีอะไรติดตัวมาเลย นอกจากเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ แต่ดูสิ ไม่ทันไรหล่อนก็ซื้อบ้านในเมืองแล้ว เด็กคนนี้เก่งจริง”
“แกทำงานอยู่ที่นั่น ถ้าเขาต้องการคนช่วยแยกยาหรือเก็บยาอะไรอีก ก็ช่วยบอกฉันด้วย ฉันจะไปช่วย”
เขานึกถึงตอนที่เคยพูดเล่นว่าจะพาจิ่งเยี่ยนกุยทำยาขายด้วยกัน แต่เขายังไม่ทันได้ลงมือทำเลย เธอกลับทำได้จนประสบความสำเร็จไปแล้ว
ตัวเขาก็รู้ว่าฝีมือการรักษาของเขาก็แค่ระดับกลางๆ รักษาได้ก็แค่อาการปวดหัวตัวร้อนในหมู่บ้านเท่านั้น ถ้าเจอโรคร้ายแรง เขาก็ยังคงรักษาไม่ได้ ฝีมือการรักษาของเขาเลี้ยงตัวเองได้ก็จริง แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้ร่ำรวย หรือหาเงินส่งลูกๆ ไปเรียนมหาวิทยาลัยได้
เมื่อสองสามีภรรยาตกลงกันได้ ในใจก็มีทิศทางที่แน่นอนแล้ว ต่อไปหากจะหาเงิน คงต้องพึ่งจิ่งเยี่ยนกุยนำทางพาพวกเขาเดินไปด้วย
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้เรื่องราวหลังจากนั้น แต่ในวันรุ่งขึ้นตอนที่เธอเจอเชอฉางเกิน เขามองเธอเหมือนกำลังมองเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจไม่อาจคาดเดาได้
เดิมทีจิ่งเยี่ยนกุยตั้งใจจะพาอาหญิงเล็กจิ่งไปทางใต้เพื่อซื้อเสื้อผ้ามาขาย แต่เพราะเรื่องจัดบ้านใหม่จึงต้องเลื่อนไปก่อน แล้วคำสั่งซื้อของซูไป่ชิงก็ยังเพิ่มมาอีก เอาละ เรื่องไปทางใต้จำต้องเลื่อนออกไปอีก
วันหนึ่งตอนที่เธอปรึกษาเรื่องนี้กับอาหญิงเล็กจิ่ง เธอยังหัวเราะเยาะตัวเองว่าคงไม่มีโชคในการทำธุรกิจเสื้อผ้า ต่อไปเรื่องนี้คงต้องพึ่งอาหญิงเล็กจิ่งแล้ว
ตอนที่เธอพูดนั้นเป็นแค่การพูดเล่น แต่ไม่คิดว่าอาหญิงเล็กจิ่งจะเอาไปใส่ใจ และจากคำพูดนั้นเองที่ทำให้เส้นทางอาชีพในอนาคตของอาหญิงเล็กจิ่งเปลี่ยนไป แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องของอนาคต จึงยังไม่ขอพูดถึงเป็นการชั่วคราว
จิ่งเยี่ยนกุยใช้เวลาไปกับการปรุงยา ศึกษาวิชาหมอ และเรียนรู้วัฒนธรรม เวลาผ่านไปเร็วมาก ไม่นานก็ครึ่งเดือนแล้ว และเธอได้รับจดหมายฉบับแรกจากฟางเสียนจือ
ระหว่างนั้นฟางเสียนจือโทรศัพท์มาหาเธอสองสามครั้ง แต่เธอยุ่งอยู่ตลอดทั้งวัน ไม่ค่อยอยู่บ้าน จึงไม่ได้รับโทรศัพท์ของเขาเลย
ฟางเสียนจือที่อยู่ในเมืองหลวงรู้สึกหดหู่มาก ภรรยาของเขาช่างเย็นชาเหลือเกิน เขาจากมาหลายวันแล้ว แต่เธอไม่มีท่าทีว่าจะคิดถึงเขาเลย โทรศัพท์ไปหา เธอก็ไม่ได้รับสักสาย ถ้าไม่ได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับจิ่งเยี่ยนกุยจากเจียงอี่โหลว เขาคงคิดว่าภรรยาของเขาเป็นอะไรไปแล้ว
เขายังถึงขั้นคิดว่าควรจะซื้อเครื่องบีบีให้จิ่งเยี่ยนกุยดีไหม แต่ทั้งเมืองหยางเฉิงก็ไม่มีศูนย์บริการ หากซื้อให้เธอไป ก็คงไม่มีสัญญาณอยู่ดี คงได้แต่เอาไว้ดูต่างหน้า
ดังนั้นฟางเสียนจือจึงได้แต่เขียนจดหมายถึงจิ่งเยี่ยนกุย เพราะในใจมีความน้อยใจ เนื้อหาในจดหมายจึงเต็มไปด้วยการตัดพ้อและความน้อยใจ
จิ่งเยี่ยนกุยสัมผัสถึงอารมณ์ของเขาได้ผ่านตัวหนังสือ ทำให้เธอรู้สึกผิดเล็กน้อย ในคืนนั้นเธอจึงไปโทรศัพท์ที่ร้านขายของชำในหมู่บ้าน แล้วบังเอิญเจอกับเจียงอี่โหลวที่กำลังมาซื้อเกลือพอดี
เจียงอี่โหลวรีบไล่เธอเข้าไปในบ้าน “จะโทรศัพท์ที่นี่ทำไม กลับไปโทรที่บ้าน จะได้คุยกันดีๆ ไม่ต้องให้ใครได้ยินแล้วเอาไปพูดจาไม่ดี”
ในหมู่บ้านมีโทรศัพท์แค่สองเครื่อง เครื่องหนึ่งอยู่ที่ร้านขายของชำ อีกเครื่องอยู่ที่บ้านตระกูลฟาง
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย แต่เจียงอี่โหลวซื้อเกลือเสร็จก็รีบพาจิ่งเยี่ยนกุยกลับบ้านตระกูลฟาง ทำให้เจ้าของร้านขายของชำพูดแซวขึ้นมาว่า “ยังไม่ได้แต่งงานกันดี แต่แม่ผัวกับลูกสะใภ้ก็สนิทกันซะแล้ว!”
เจียงอี่โหลวตอบกลับไปว่า “ถึงแม้เยี่ยนกุยกับเสียนจือจะยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ในสายตาของฉัน หล่อนก็เป็นลูกสะใภ้แล้ว พวกเราสนิทกัน จะไปหนักหัวใคร!”
เจ้าของร้านขายของชำหัวเราะแห้งๆ ไม่กล้าพูดอะไรอีก
ระหว่างทางกลับบ้านตระกูลฟาง เจียงอี่โหลวก็บ่นว่า “ตอนที่เสียนจือไปเขาบอกให้พวกเราดูแลเธอ เด็กคนนี้ก็เกรงใจเกินไป มีของอร่อยๆ ก็ไม่ลืมส่งให้พวกเรา แต่ตัวเองกลับไม่เคยมาบ้านเลย หรือยังโกรธที่ฉันให้เธอทำสัญญาเมื่อก่อนหน้านี้?”
เมื่อก่อนจิ่งเยี่ยนกุยได้ทำสัญญากับเจียงอี่โหลวว่า ถ้าเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ในปีหน้า เรื่องการแต่งงานกับฟางเสียนจือก็เป็นอันยุติ
ตอนนี้คะแนนของจิ่งเยี่ยนกุยสอบผ่านเกณฑ์วิทยาลัยแล้ว สัญญาฉบับนั้นก็ถือเป็นโมฆะไป อีกทั้งฟางเสียนจือที่สนใจจิ่งเยี่ยนกุยมาก เจียงอี่โหลวจึงรู้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยต้องเป็นลูกสะใภ้ของเธอแน่นอน
จิ่งเยี่ยนกุยรีบพูดว่า “คุณป้าเจียงเข้าใจผิดแล้วค่ะ ช่วงนี้หนูยุ่งมากจริงๆ แล้วก็กลัวจะไปรบกวนคุณป้าด้วย เลยไม่เคยไปที่บ้านค่ะ”