ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    เล่มที่ 6 บทที่ 151 เจียงอี่โหลวผู้เปี่ยมด้วยไมตรี

            หลังจากคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง จิ่งเยี่ยนกุยก็พูดว่า “เอาอย่างนี้ดีไหมคะ ถ้าป้าเต็มใจอยากจะไปช่วยงานในเมือง เราจะจ่ายค่าแรงเป็นรายเดือนให้ เดือนละสามร้อยหยวน เหมือนกับทำงานในเมืองเลย ทุกวันอาทิตย์จะได้พัก เพียงแต่การเดินทางไปกลับมันค่อนข้างเสียเวลา ป้าก็พักอยู่ที่นั่นเลย ตอนที่หยุดพักผ่อนค่อยกลับบ้าน ระหว่างนั้นก็กินนอนอยู่กับพวกเรา ป้าคิดว่ายังไงบ้างคะ?”

            ช่วงนี้จิ่งเยี่ยนกุยคอยสังเกตหลิวหงอิงมาตลอด หล่อนทำงานคล่องแคล่ว ไม่ขี้โกง การปรุงยาเป็นงานที่ค่อนข้างซับซ้อน แค่เธอและอาหญิงเล็กจิ่งก็ทำไม่ไหว ถ้าหลิวหงอิงเต็มใจที่จะไปในเมือง เธอก็ยินดีที่จะใช้การหลิวหงอิง

            หลิวหงอิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ฉันทำงานแค่ยี่สิบหกวันต่อเดือน จะเอาเงินแค่ยี่สิบหกวันก็พอแล้ว ไหนจะกินข้าวที่บ้านอีก เกรงใจแย่เลย”

            จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะแล้วพูดว่า “ป้าไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ป้าต้องอยู่ในเมืองเป็นอาทิตย์กว่าจะได้กลับบ้านครั้งหนึ่ง ยังไงก็ต้องมีค่าตอบแทนให้บ้าง เรื่องนี้ก็ลองปรึกษาคุณหมอเชอด้วยนะคะ ต้องให้เขาตกลงด้วยถึงจะดี”

            “ตาเชอต้องเห็นด้วยอยู่แล้ว” หลิวหงอิงพูดพลางหัวเราะ “เรื่องนี้ถือว่าป้าได้อานิสงส์จากเธอแล้วกันนะ”

            หลังจากคุยเล่นกันอีกเล็กน้อย ก็ถึงเวลาเลิกงานแล้ว หลิวหงอิงกลับบ้านด้วยความดีใจ เชอฉางเกินไปตรวจคนไข้ที่อื่นจึงไม่อยู่บ้าน มีแต่แม่สามีช่วยเลี้ยงลูกอยู่ เธอคิดว่าแม่สามีเป็นคนพูดมาก กลัวว่าถ้าพูดอะไรออกไป แม่สามีจะไปแพร่งพรายออกไปอีก

            แต่ในใจเธอก็ยังคงมีความสุข คนงานที่แข็งแรงในหมู่บ้านไปทำงานหนักที่ทางใต้กว่าจะได้เงินเท่านั้นก็ลำบากมาก แต่เธอที่อยู่บ้านกลับหาเงินได้มากขนาดนี้ ดูเหมือนว่าครอบครัวจะเริ่มมีความหวังกว่าเดิมแล้ว

            เมื่อรู้สึกดีใจ เธอก็ฮัมเพลงเบาๆ ขึ้นมา พอแม่สามีถามว่ามีเรื่องดีอะไร เธอเลยบอกว่าได้ทำงานที่บ้านตระกูลจิ่งแล้วได้เงิน และจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แม่สามี แม่สามีก็ดีใจเสียยกใหญ่

            แม่สามีเตือนว่า “ในหมู่บ้านมีคนอิจฉาที่แกได้ไปหั่นสมุนไพรที่บ้านตระกูลจิ่งตั้งเยอะแยะ แกต้องรักษาโอกาสนี้ไว้ให้ดี อย่าขี้เกียจ ทำงานให้คล่องแคล่ว เมื่อไม่มีอะไรให้ทำก็ช่วยทำงานบ้านบ้าง”

            หลิวหงอิงรับปากทันที พอเชอฉางเกินกลับมาในตอนเย็น เธอก็เล่าเรื่องที่บ้านตระกูลจิ่งซื้อบ้านแล้วเธอจะตามไปทำงานในเมืองให้ฟัง

            ถึงแม้เชอฉางเกินจะไม่ค่อยอยากให้ภรรยาต้องออกจากบ้านไปทำงานทุกวัน แต่เพราะบ้านตระกูลจิ่งมีแต่ผู้หญิงยกเว้นจิ่งจงอี้ ซึ่งก็อายุมากแล้วแถมยังเป็นคนซื่อตรงอีกด้วย เขาจึงไม่ค่อยกังวลอะไรมาก

            ความคิดของเขาค่อนข้างว่องไว “เรื่องราวที่บ้านตระกูลจิ่งพวกเรารู้กันดี ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยแยกตัวออกมาจากบ้านตระกูลจิ่ง พูดง่ายๆ ก็คือหล่อนแทบไม่มีอะไรติดตัวมาเลย นอกจากเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ แต่ดูสิ ไม่ทันไรหล่อนก็ซื้อบ้านในเมืองแล้ว เด็กคนนี้เก่งจริง”

            “แกทำงานอยู่ที่นั่น ถ้าเขาต้องการคนช่วยแยกยาหรือเก็บยาอะไรอีก ก็ช่วยบอกฉันด้วย ฉันจะไปช่วย”

            เขานึกถึงตอนที่เคยพูดเล่นว่าจะพาจิ่งเยี่ยนกุยทำยาขายด้วยกัน แต่เขายังไม่ทันได้ลงมือทำเลย เธอกลับทำได้จนประสบความสำเร็จไปแล้ว

            ตัวเขาก็รู้ว่าฝีมือการรักษาของเขาก็แค่ระดับกลางๆ รักษาได้ก็แค่อาการปวดหัวตัวร้อนในหมู่บ้านเท่านั้น ถ้าเจอโรคร้ายแรง เขาก็ยังคงรักษาไม่ได้ ฝีมือการรักษาของเขาเลี้ยงตัวเองได้ก็จริง แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้ร่ำรวย หรือหาเงินส่งลูกๆ ไปเรียนมหาวิทยาลัยได้

            เมื่อสองสามีภรรยาตกลงกันได้ ในใจก็มีทิศทางที่แน่นอนแล้ว ต่อไปหากจะหาเงิน คงต้องพึ่งจิ่งเยี่ยนกุยนำทางพาพวกเขาเดินไปด้วย

            จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้เรื่องราวหลังจากนั้น แต่ในวันรุ่งขึ้นตอนที่เธอเจอเชอฉางเกิน เขามองเธอเหมือนกำลังมองเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจไม่อาจคาดเดาได้

            เดิมทีจิ่งเยี่ยนกุยตั้งใจจะพาอาหญิงเล็กจิ่งไปทางใต้เพื่อซื้อเสื้อผ้ามาขาย แต่เพราะเรื่องจัดบ้านใหม่จึงต้องเลื่อนไปก่อน แล้วคำสั่งซื้อของซูไป่ชิงก็ยังเพิ่มมาอีก เอาละ เรื่องไปทางใต้จำต้องเลื่อนออกไปอีก

            วันหนึ่งตอนที่เธอปรึกษาเรื่องนี้กับอาหญิงเล็กจิ่ง เธอยังหัวเราะเยาะตัวเองว่าคงไม่มีโชคในการทำธุรกิจเสื้อผ้า ต่อไปเรื่องนี้คงต้องพึ่งอาหญิงเล็กจิ่งแล้ว

            ตอนที่เธอพูดนั้นเป็นแค่การพูดเล่น แต่ไม่คิดว่าอาหญิงเล็กจิ่งจะเอาไปใส่ใจ และจากคำพูดนั้นเองที่ทำให้เส้นทางอาชีพในอนาคตของอาหญิงเล็กจิ่งเปลี่ยนไป แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องของอนาคต จึงยังไม่ขอพูดถึงเป็นการชั่วคราว

            จิ่งเยี่ยนกุยใช้เวลาไปกับการปรุงยา ศึกษาวิชาหมอ และเรียนรู้วัฒนธรรม เวลาผ่านไปเร็วมาก ไม่นานก็ครึ่งเดือนแล้ว และเธอได้รับจดหมายฉบับแรกจากฟางเสียนจือ

            ระหว่างนั้นฟางเสียนจือโทรศัพท์มาหาเธอสองสามครั้ง แต่เธอยุ่งอยู่ตลอดทั้งวัน ไม่ค่อยอยู่บ้าน จึงไม่ได้รับโทรศัพท์ของเขาเลย

            ฟางเสียนจือที่อยู่ในเมืองหลวงรู้สึกหดหู่มาก ภรรยาของเขาช่างเย็นชาเหลือเกิน เขาจากมาหลายวันแล้ว แต่เธอไม่มีท่าทีว่าจะคิดถึงเขาเลย โทรศัพท์ไปหา เธอก็ไม่ได้รับสักสาย ถ้าไม่ได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับจิ่งเยี่ยนกุยจากเจียงอี่โหลว เขาคงคิดว่าภรรยาของเขาเป็นอะไรไปแล้ว

            เขายังถึงขั้นคิดว่าควรจะซื้อเครื่องบีบีให้จิ่งเยี่ยนกุยดีไหม แต่ทั้งเมืองหยางเฉิงก็ไม่มีศูนย์บริการ หากซื้อให้เธอไป ก็คงไม่มีสัญญาณอยู่ดี คงได้แต่เอาไว้ดูต่างหน้า

            ดังนั้นฟางเสียนจือจึงได้แต่เขียนจดหมายถึงจิ่งเยี่ยนกุย เพราะในใจมีความน้อยใจ เนื้อหาในจดหมายจึงเต็มไปด้วยการตัดพ้อและความน้อยใจ

            จิ่งเยี่ยนกุยสัมผัสถึงอารมณ์ของเขาได้ผ่านตัวหนังสือ ทำให้เธอรู้สึกผิดเล็กน้อย ในคืนนั้นเธอจึงไปโทรศัพท์ที่ร้านขายของชำในหมู่บ้าน แล้วบังเอิญเจอกับเจียงอี่โหลวที่กำลังมาซื้อเกลือพอดี

            เจียงอี่โหลวรีบไล่เธอเข้าไปในบ้าน “จะโทรศัพท์ที่นี่ทำไม กลับไปโทรที่บ้าน จะได้คุยกันดีๆ ไม่ต้องให้ใครได้ยินแล้วเอาไปพูดจาไม่ดี”

            ในหมู่บ้านมีโทรศัพท์แค่สองเครื่อง เครื่องหนึ่งอยู่ที่ร้านขายของชำ อีกเครื่องอยู่ที่บ้านตระกูลฟาง

            จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย แต่เจียงอี่โหลวซื้อเกลือเสร็จก็รีบพาจิ่งเยี่ยนกุยกลับบ้านตระกูลฟาง ทำให้เจ้าของร้านขายของชำพูดแซวขึ้นมาว่า “ยังไม่ได้แต่งงานกันดี แต่แม่ผัวกับลูกสะใภ้ก็สนิทกันซะแล้ว!”

            เจียงอี่โหลวตอบกลับไปว่า “ถึงแม้เยี่ยนกุยกับเสียนจือจะยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ในสายตาของฉัน หล่อนก็เป็นลูกสะใภ้แล้ว พวกเราสนิทกัน จะไปหนักหัวใคร!”

            เจ้าของร้านขายของชำหัวเราะแห้งๆ ไม่กล้าพูดอะไรอีก

            ระหว่างทางกลับบ้านตระกูลฟาง เจียงอี่โหลวก็บ่นว่า “ตอนที่เสียนจือไปเขาบอกให้พวกเราดูแลเธอ เด็กคนนี้ก็เกรงใจเกินไป มีของอร่อยๆ ก็ไม่ลืมส่งให้พวกเรา แต่ตัวเองกลับไม่เคยมาบ้านเลย หรือยังโกรธที่ฉันให้เธอทำสัญญาเมื่อก่อนหน้านี้?”

            เมื่อก่อนจิ่งเยี่ยนกุยได้ทำสัญญากับเจียงอี่โหลวว่า ถ้าเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ในปีหน้า เรื่องการแต่งงานกับฟางเสียนจือก็เป็นอันยุติ

            ตอนนี้คะแนนของจิ่งเยี่ยนกุยสอบผ่านเกณฑ์วิทยาลัยแล้ว สัญญาฉบับนั้นก็ถือเป็นโมฆะไป อีกทั้งฟางเสียนจือที่สนใจจิ่งเยี่ยนกุยมาก เจียงอี่โหลวจึงรู้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยต้องเป็นลูกสะใภ้ของเธอแน่นอน

            จิ่งเยี่ยนกุยรีบพูดว่า “คุณป้าเจียงเข้าใจผิดแล้วค่ะ ช่วงนี้หนูยุ่งมากจริงๆ แล้วก็กลัวจะไปรบกวนคุณป้าด้วย เลยไม่เคยไปที่บ้านค่ะ”

    คล้ายกับเรื่องยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80 ที่คุณอ่าน

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390