อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จะถึงจุดยุทธศาสตร์ที่จะต้องโดดร่มลงพื้นที่ใกล้เคียง ฐานที่มั่นกาบริแอล ภายในเครื่องบินทหาร ดีซี3 ดาโกต้า (DC-3 Dakota) ลำที่1 เงียบงัน อิแฟล1 ทหารทุกนายสีหน้าครุ่นคิด เคร่งเครียด ต่างคนต่างนั่งถอนหายใจ เตรียมพร้อมที่จะรับชะตากรรมในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ขณะเดียวกันนั่นเอง ท่ามกลางความเงียบ มีเสียงร้องเพลงดังขึ้น
“Somewhere over the rainbow, way up highThere's a land that I heard of once in a lullabySomewhere over the rainbow, Skies are blue,And the dreams that you dare to dream, really do come true”
จ่าปิแอร์ร้องเพลง ชัมแวร์ โอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ ของ จูดี้ การ์แลน เสียงนั้นเศร้า เขาร้องออกเสียงภาษาอังกฤษไม่ค่อยชัด แต่ชอบร้องเพราะโซฟีคนรัก เคยร้องให้ฟังเมื่อครั้งที่อยู่ปารีส
พอเขาร้องจบท่อนแรกก็หยุดชะงัก มีบางคนร้องต่อท่อนต่อไป แต่จ่าปิแอร์ร้องต่อไม่ได้ เขาเงียบ พยายามกลั้นสะอื้นไว้ เขาคิดถึงแม่และโซฟี
ผู้กองเชอร์วี่มองหน้าจ่าปิแอร์ เข้าใจความรู้สึก จ่าเจ็ทหยิบรูปถ่ายของครอบครัว ออกจากกระเป๋าเสื้อ ค่อยๆ ประทับรอยจูบ บนรูปถ่ายเก่าๆ ใบนั้น แล้วแนบไว้กับอก
“จ่า ผมไม่เคยรู้ว่า จ่าร้องเพลงเป็กับเขาด้วย ความหมายดี ผมเคยฟังกับเอลีน เมื่อ 5 ปีก่อน เธอเป็พยาบาลทหารเรือ เธอชอบผม พยายามร้องเพลงให้ผมฟัง ชอบชวนผมออกไปเดินเล่นแถวฝั่งแม่น้ำแซนน์ (La seine) แต่ผมเห็นเธอเป็แค่เพื่อน… เพลงของใครจ่า”
ผู้กองเชอร์วี่เอ่ยขึ้นเสียงทุ้ม รื่นหู พยายามทำลายบรรยากาศที่เศร้า ทุกคนบนเครื่องเงียบอีกครั้ง
“เพลง ชัมแวร์ โอเวอร์ เดอะ เรนโบว์ ของจูดี้ การ์แลน ผมยังจำได้ เมื่อปลายปี 1940 คืนนั้น มีการฉลองคริสมาสต์ ที่บ้านผม บ้านหลังเล็กๆ ในสวน ที่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยเซฟิโอ ผม โซฟี แม่และเพื่อนแม่ เราร้องเพลงนี้ด้วยกัน ผมไม่เคยรู้ว่ามันหมายถึงอะไร รู้แค่ว่า มันเศร้าและไพเราะ”
จ่าปิแอร์เล่าด้วยน้ำเสียงที่เศร้าและผิดหวัง
“ใช่แล้วจ่า เป็เพลงที่เศร้า แต่ไพเราะ ฝรั่งเศสเรียก“แกสเกอปาร์ พลือดู ลาคองเซีย”
แปลคร่าวๆว่า
ณ ที่แห่งหนึ่งเหนือสายรุ้ง
ณ ที่แห่งหนึ่ง ดินแดนอันแสนไกลเหนือสายรุ้ง ที่แห่งนั้น ที่เราเคยได้ยินจากเพลงกล่อม ยามหลับใหลดินแดนแห่งฟ้าครามเหนือสายรุ้งไกล ที่ความกล้าจะพาเราไป ทำความฝันกลายเป็จริง สักวันหนึ่งฉันจะอธิฐานขอพรจากดวงดาว ให้ทุกครั้งที่ลืมตาตื่น มีปุยเมฆขาวที่อยู่ไกลแสนไกล ลอยมาอยู่ใกล้ๆ ยามที่ไม่มีใคร ยามที่เดียวดาย ว่างเปล่า ในคืนที่ไร้แสงจันทร์ดินแดนเหนือสายรุ้ง แห่งนั้น นกตัวน้อยๆ ยังบินไปได้เพียงลำพัง แต่ทำไมเราบินไปไม่ได้เหมือนนกนกน้อยบินไปอย่างมีความสุข ทำไมเราบินเหมือนนกไม่ได้
เหมือนตอนนี้ ผมอยากจะบินหนี สมรภูมิเดียนเบียนฟู ไปที่ใดสักแห่ง เพื่อหาสันติภาพ แต่ผมทำไม่ได้”
เสียงทุ้มของผู้กองเชอร์วี่เริ่มเบาลง รู้สึกอ่อนไหว เมื่อเห็นทุกคนมองมาที่เขา บางคนก็เข้าใจเื่ที่สนทนากัน บางคนก็ไม่เข้าใจเพราะไม่ได้เรียนภาษาถิ่น สีหน้าทุกคนเศร้า หมดอาลัยตายอยาก เขาโอบไหล่จ่าปิแอร์แล้วตบไหล่เบาๆ
“เอาน่า จ่า มีใครที่ไหนไม่คิดถึงบ้าน เราเก็บความทรงจำดีๆไว้ พวกเขาคงคิดถึงเรา คงสวดมนต์ให้เราทุกคืน ผมเขียนจดหมายถึงพ่อ ไว้ในสมุดบันทึกนี้ ยังไม่เคยได้ส่งเลย แม้แต่ฉบับเดียว แต่ผมก็ภูมิใจ ที่ผมได้เขียน ถ้าวันหนึ่งผมตาย อย่างน้อยพ่อยังได้รับรู้ถึงความรู้สึกและชีวิตของผม ในยามา”
ผู้กองเชอร์วี่กล่าว พลางหยิบสมุดบันทึกสีเทาเล่มเล็ก ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ในสมุดนั้นมีจดหมายของมณฑา์แนบมาด้วย เขาเก็บไว้อย่างดี โดยที่ไม่รู้ว่าเนื้อความในจดหมายเขียนว่าอย่างไร เพราะเนื้อความเขียนเป็ภาษาไทย
“ผู้กองเก็บจดหมายของเธอไว้…ทั้งๆที่ผู้กองเอง ก็ไม่รู้ว่าเธอเขียนว่าอย่างไร เธออาจจะเขียนแจ้งจุดยุทธศาสตร์า ส่งออกนอกประเทศก็เป็ได้ เราก็ไม่รู้อยู่ดีเพราะเราอ่านภาษาไทยไม่ออก เธอไว้ใจได้เหรอครับ ผมว่า ผู้กองลืมเธอไม่ได้ เชื่อผมสิ”
จ่าปิแอร์ทักขึ้นเสียงเรียบ สีหน้าเฉยเมย ยอมแพ้กับอาการปากแข็งและฝืนใจตัวเองของนายทหารหนุ่มผู้นี้
“เป็จดหมายของลูกสาวเขียนถึงพ่อ ในเมื่อเ้าตัวเขาไม่อ่าน ผมไม่จำเป็ต้องรับรู้ ไม่มีประโยชน์ แต่ผมจะเก็บจดหมายนี้ไว้ข้างกายเสมอ อย่างน้อยก็เป็สิ่งที่เตือนความจำ ว่าครั้งหนึ่งเคยพบกับเธอ วันหนึ่งถ้าโชคดี ผมจะเอาจดหมายนี้ไปคืนเ้าของ ”
ผู้กองเชอร์วี่บอก ก้มหน้านิดๆ ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ผู้กองรักเธอ ผมรู้”
จ่าปิแอร์เอ่ยแทรกขึ้น ผู้กองเชอร์วี่ นิ่งเงียบ ไม่ตอบ ตอนนี้เขาคิดถึงมณฑา์เหลือเกิน เขาฝากหัวใจไว้แผ่นดินล้านช้าง ั้แ่วันแรกที่พบเธอ สาวไทยผู้มีใบหน้าเรียวงาม จิตใจเข้มแข็ง อนุรักษ์นิยม มีเืนักสู้ เขาพึ่งรู้ใจตัวเอง เมื่อตอนที่เขาต้องจากเธอ ว่าเขารักทุกๆอย่างที่เป็ตัวเธอ ตอนนี้ทุกอย่างคงจะสายเกินไป ยากที่จะย้อนเวลาหวนกลับ ผู้กองเชอร์วี่ เริ่มอ่อนไหว ว่างเปล่า เหมือนมีแต่ร่างไร้หัวใจ
ขณะเดียวกันมีเสียงประกาศจากนักบินให้ อิแฟล1 เตรียมตัว นับถอยหลังอีก 5 นาที เป็เวลาท้องถิ่น 20.45 น.ให้ทหารทุกนายเตรียมโดดร่ม เพราะเครื่องบินจะบินออกนอกน่านฟ้าลาวไม่ได้
“ผู้กอง ขอผมไปคนแรก ผมพร้อม”
จ่าปิแอร์เอ่ยขึ้น ลุกขึ้นเตรียมพร้อม
“ไม่ต้องหรอกจ่า ผมเอง ผมขอเหยียบเดียนเบียนฟูเป็คนแรก จ่ากับคนอื่นๆ รอโดดทีหลัง ถ้าโชคดี เราอาจจะได้เจอกันข้างล่าง จ่าจำโค้ดวิทยุให้ดี เราจะสื่อสารกันเป็ภาษาไทยและลาวเท่านั้น ถ้าไม่จำเป็อย่าพูดฝรั่งเศส จำไว้”
ผู้กองเชอร์วี่กำชับอย่างหนักแน่น ทุกคนรับทราบ ประตูเครื่องเริ่มเปิด จ่าปิแอร์ใจไม่ดีเป็ห่วงผู้กองเชอร์วี่
“โชคดีครับผู้กอง เจอกันที่ค่ายกาบริแอล”
จ่าปิแอร์ร้องบอกเสียงดังพร้ะเบะ ผู้กองเชอร์วี่พยักหน้า ตะเบะรับ สูดลมหายใจลึกๆ แล้วเขาก็ดิ่งตัวลงสู่แดนสมรภูมิเดียนเบียนฟูคนแรก ตามด้วยจ่าปิแอร์ จ่าเจ็ท ทหารพลร่มทั้งหมดได้ทยอยะโจากตัวเครื่องลงไปตามพิกัดที่กำหนดไว้ ภารกิจอิแฟล1 เริ่มขึ้นแล้ว
ครู่ต่อมา ทันที ที่เท้าของนายทหารหนุ่มแตะถึงพื้นสมรภูมิเดียนเบียนฟู เขาเงยมองฟ้าที่พร่างพราวด้วยแสงดาว หัวใจวูบไหว ตอบตัวเองไม่ได้ว่าเขารู้สึก เวิ้งว้าง เดียวดายเพียงใด ความรู้สึกเศร้าเริ่มไหลผ่านความคิด มองไปท่ามกลางความมืด ไม่มีเพื่อนทหาร มีเพียงตัวเขาอยู่ท่ามกลางป่าที่ราบสูง เดียนเบียนฟู
ผู้กองเชอร์วี่เก็บหลักฐานต่างๆของการโดดร่ม ซ่อนไว้บริเวณพุ่มไม้ อย่างมิดชิด มีเพียงเป้ ปืนและของใช้จำเป็เท่านั้น เขาจะต้องเดินเท้าไปยังฐานที่มั่นกาบริแอล แต่เวลากลางคืน มืดมาก เขาพยายาม หาวิธีติดต่อ อิแฟล1 ให้ได้เสียก่อน ดีกว่าจะต้องเดินป่าคนเดียว รู้สึกเย็นชื้นๆเหมือนโดนหมอก เป็่ฤดูร้อน แต่อากาศกลางหุบเขา กลางคืนเย็นะเื เขารู้สึกเย็นๆที่บริเวณคอ พลางเอื้อมมือไปลูบเบาๆ ตะกรุดเสือพราย!ของพระรูปนั้น ตะกรุดเป็โลหะเมื่อโดนอากาศเย็น แผ่นโลหะที่ม้วนอยู่ก็จะเกิดความเย็น เขาคล้องตะกรุดไว้ที่คอติดกับป้ายชื่อ ตลอดเวลา
ในขณะเดียวกัน ผู้กองเชอร์วี่เริ่มรู้สึกอุ่นใจขึ้นมา เมื่อนึกถึงคำพูดของมณฑา์
“มีศรัทธา ปาฏิหาริย์ จึงบังเกิด”
เป็ความเชื่อของชาวพุทธ แต่เขาเป็คริสต์ จะขอมีศรัทธา เลื่อมใส ในความเชื่อนั้นบ้างสักครั้ง อาจจะเป็เกราะ ช่วยคุ้มครองยามอับจน สร้างพลังใจที่แข็งแกร่งให้กับเขาได้
“จงนำพาความโชคดีมาสู่เรา เราจะรบเพื่อชนะ ไม่ใช่รบเพื่อให้จบ”
เขาพูดกับตัวเองเบาๆ จับตะกรุดแน่นแล้วตั้งจิตอธิฐาน อยู่กลางหุบเขา ท่ามกลางเสียงหริ่งเรไร ร้องระงมไปทั่ว กลางราตรีมืดมิดนั้นมีเพียงแสงดาว กระจ่างอยู่กลางฟ้า ที่เริ่มเป็คืนข้างแรม เขาขอพรให้พบกับจ่าปิแอร์และอิแฟล1 ให้เร็วที่สุดและให้ทุกคนปลอดภัย
ค่ำคืนนี้เขาจะต้องพยายามหาที่ซ่อนตัวก่อน เขานึกขึ้นได้ต้องขึ้นไปอยู่บนที่สูง วูบหนึ่งนึกถึงนกทำรัง ครู่ต่อมาผู้กองเชอร์วี่จัดการเอาผ้าร่มผืนใหญ่ มัดติดเอว แล้วปีนขึ้นไปบนต้นไม้ พับผ้าให้คล้ายๆรังนกแล้วลองเอนตัวลง เคยได้ยินแต่ นกน้อยทำรังแต่พอตัว ตอนนี้ทหารทำรังแค่คนเดียว เขานั่งนิ่งมือจับปืนแน่น หลับตาสะท้อนใจ สงสารตัวเอง แล้วค่อยๆ ลืมตามองฝ่าความมืดสลัว ลงมาข้างล่าง ภาวนาให้มี อิแฟล1 ที่โดดร่มลงพิกัดเดียวกันเดินผ่านมา เขาตั้งหน้าตั้งตารอ ใจจดใจจ่อ แต่ทุกอย่างก็ยังเงียบกริบ
ผู้กองเชอร์วี่นั่งทอดอารมณ์ไปเรื่อย ให้เวลาค่ำคืนนี้ผ่านไป พลันภาพความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาในความคิดคำนึง มณฑา์ หญิงสาวที่ใจแข็งดุจดั่งหินผา ทุกคราที่แววตาคมนั้น มองเขาด้วยความเกลียดชัง แทบจะทำให้เขายอมจำนน คุกเข่า อย่างหัวใจสลาย หัวใจของเขาตกเป็เชลยของเธอ
“มาเดินทำไม ริมท่าน้ำค่ำๆมืดๆ คุณจะไปไหน มณฑา์”
ผู้กองเชอร์วี่ร้องถาม มณฑา์หยุดชะงัก แล้วชะเง้อหาที่มาของเสียง เธอเงยมองบนต้นมะม่วง เขาปีนขึ้นไปนั่งรอจ่าปิแอร์ บนนั้น
“นี่คุณขึ้นไปทำอะไรบนนั้น ไม่ใช่เื่ตลกเลยนะ คนลาวเขาถือ ห้ามปีนต้นไม้กลางคืน”
มณฑา์ะโเสียงแหลม ผู้กองเชอร์วี่ค่อยๆโหนกิ่งไม้ ะโลงมา พลางใช้มือปัดใบไม้ออกจากผม เขาเดินมายืนข้างๆมณฑา์
“เพื่อความปลอดภัย ผมต้องปืนขึ้นไปอยู่ที่สูงๆ ”
เขาเอ่ยลอยๆ ทำเสียงเข้ม
“เรือยังไม่มาอีกหรือคะ นี่ก็ดึกมากแล้ว วันนี้ฝั่งโขงเงียบกว่าทุกวัน ฉันว่า จ่าคงไม่มาแล้วล่ะ”
มณฑา์เลียบๆเคียงๆถามเอง ตอบเองด้วยความกระวนกระวายใจ ผู้กองเชอร์วี่แอบดีใจ
“คุณตามผมมาทำไม”
เขาแกล้งถามด้วยใบหน้าซื่อ
“ป้าแก้ว ให้มาบอกว่า ให้คุณค้างคืนที่นี่ ค่ำมืดแล้ว กลับไปตอนนี้อันตราย”
มณฑา์อ้างถึงป้าแก้ว เป็ห่วงเขาไม่อยากให้กลับค่ายกลางคืน
“หมู่บ้านนี้นอนกันเร็ว ดับตะเกียงกันหมดแล้ว แต่คุณ ยังมาเดินแถวนี้ เดี๋ยวพวกป่า ออกมาเจอจะแย่นะคะ พวกนี้ชอบขับเรือมา่ดึกๆ มาลาดตะเวนเลาะโขง กลัวคุณจะเดือดร้อน”
มณฑา์กล่าวย้ำ ผู้กองเชอร์วี่นิ่งไป ครู่หนึ่ง สีหน้ามีแววครุ่นคิด นึกถึงเหตุการณ์ระหว่างทาง ก่อนหน้านี้เขาเจอพวกป่า ในเครื่องแบบทหารลาวจับคนพวกนั้นมาเป็เชลย
ขณะที่ผู้กองเชอร์วี่นั่งทอดอารมณ์อยู่นั้น หูแว่วได้ยินเหมือนเสียงปี่ เป่าเป็เพลงเศร้า ลอยมาตามสายลมทางทิศเหนือของป่า
“เสียงเพลง ของใคร แว่วมา ไม่ไกล แถวนี้จะต้องมีบ้านคน” เขาคิดในใจ
เขารู้สึกเพลีย อากาศรอบๆ เย็นะเื ขนลุก เขาเริ่มง่วง พยายามข่มตาให้หลับ พักพอให้มีแรงเดินทางต่อตอนเช้า
“นอนพักก่อนดีกว่า นอนบนต้นไม้นี่ล่ะ เราพึ่งเข้าใจ ว่านกมันนอนยังไง”
เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่จะเผลอหลับไป ด้วยความเมื่อยล้า