บทที่ 19 สองมุมมองสองความเห็น
“ดีใจด้วยนะคะ คุณหนูที่ได้เจอนายท่านอีกครั้งหนึ่ง”
“นั้นสินะ ดีใจจริงๆที่ได้เจอท่านพี่อีกครั้งหนึ่ง”
เสียงสองสาวคุยกันบนรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวตรงสู้เมืองหลวง
ทางด้านหนึ่งคือเด็กสาวผมสั้นสีบรอนซ์ชมพูตัวเล็กหน้าตาสวยดังดอกไม้ที่เบิกบานน่ารักน่ากอดดังตุ๊กตาคือ ทีน่า คัดเดิล ซี วอร์ม ลูกลำดับที่ 5 ของดยุกแห่งอาณาจักรไวฮาร์แคส อีกด้านหนึ่งผู้เป็คู่สนทนาคือเด็กสาวสวยดูมีอายุกว่าผมดำยาวอยู่ในชุดเมดสาวน่ารักผู้เป็เมดสาวประจำตัว ทีน่า คัดเดิล ซี วอร์ม ที่รับใช้มานานกว่า 5 ปีคือ แฮนนา ไลท์ฟลาย
หลังจากที่ได้ลาเอมเบรส คัดเดิล ซี วอร์มหรือพี่ชายของทีน่าเสร็จทั้งคู่เดินทางกลับคฤหาสน์หลังใหญ่ประจำตระกูลคัดเดิล ซี วอร์มหรือบ้านปัจจุบันที่เธออาศัยอยู่ การเดินทางตั้งใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะไปถึงทั้งคู่คุยกันไปเรื่อยเพื่อข้ามเวลาเล่นและหัวข้อส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเอมเบรสพี่ชายที่ทีน่าได้เจอวันนี้หลังไม่ได้มานาน
“ถึงจะมีเื่เกิดขึ้นมากมายที่ย่านการค้าตอนเสื้อผ้าหน่อยก็เถอะ”
“เื่นั้นต้องขอโทษด้วยจริงคะคุณหนู เพราะฉันไปยุ่งเื่นั้นแท้เลยทำให้การเที่ยวเล่นของคุณหนูกับนายท่านนั้นต้องจบอย่างนั้น”
“ไม่ใช่ความผิดเธอสักกะหน่อยแฮนนา แล้วก็ถ้าจะขอโทษก็ช่วยให้มันจริงใจหน่อยนะ ถึงจะรู้สึกผิดที่ทำให้ฉันกับท่านพี่ไม่ได้เที่ยวต่อแต่เื่เข้าไปขวางเ้าของร้านนั้นเธอได้รู้สึกผิดเลยใช่ไหมล่ะ”
“ฉันไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ คุณหนูพูดถูกต้องทุกอย่างค่ะ”
“แน่อยู่แล้วก็พวกเราอยู่ด้วยกันมากกว่า 5 ปีนี่”
ทั้งคู่ต่างหัวเราะให้กัน ทีน่ารู้ดีว่าแฮนนาที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างนั้นแล้วไม่คงอาจปล่อยไปเชยๆเธอเป็ซื่อตรงต่อตัวเองอย่างนั้นซึ่งต่างกับตัวเธอ แต่เพราะอย่างนั้นและเธอได้รักและเชื่อใจเธอสุดมีเื่อะไรเธอจะคุยกันตรงๆไม่มีปิดปัง
“และแน่นอนฉันเห็นด้วยที่เธอจะเข้าไปขวางเื่นั้น แต่ว่าคราวหลังจะทำอะไรคิดหน่อยอย่างน้อยก็รอฉันก็ยังดี”
“เข้าใจแล้วค่ะ คราวหลังฉันจะระวัง”
เธอพยักหน้าพอใจที่สาวใช้ว่างั้น แม้ไม่รู้ว่าจะทำตามแค่ไหน
“ต้องขอขอบคุณนายท่านเอมเบรสมากจริงๆที่เข้ามาช่วยไม่งั้นฉันจะเป็ยังไงบ้างก็ไม่รู้”
“ใช่แล้วใช่แล้วละ ถ้าท่านพี่ที่แสนภูมิใจของฉันช่วยไว้ละก็บ่านี่ได้เป็เื่ใหญ่โตไปไหนถึงไหนแล้ว”
ทีน่าพูดอย่างภูมิใจในเอมเบรสผู้เป็พี่ชายสุดๆถึงวิธีการที่จัดการปัญหาได้โดยไม่มีใครเจ็บตัว แฮนนาที่ได้ยินงั้นได้แต่หัวเราะแห้งๆออกมาถึงวิธีที่นายท่านของตนเองจัดการกับปัญหา
“วิธีจัดการปัญหาสินะคะคุณหนู ก็จริงที่ไม่มีใครเจ็บตัวก็ตาม…”
แต่ทางจิตใจแล้วก็มีคนโดนไปเต็มๆเลยคือเ้าของร้านขายฮอดดอก วิธีที่นายท่านเอมเบรสของเธอทำการทำลายคือชื่อเสียงของร้านและความมั่นใจในฐานะคนขายอาหารจนหมดสิ้นต่อหน้าหมู่คนที่อยู่บริเวณนั้น
“มันไม่แรงไปหน่อยเหรอคะคุณหนูที่นายท่านเอมเบรสทำอย่างนั้น?”
“ก็จริงที่มันดูแรงไป แต่เ้าของก็เป็ทำตัวเองด้วยส่วนหนึ่งแถมตอนที่ขอหลักฐานนั้นก็เป็พูดเองไม่ใช่ใครอื่น”
“นั้นก็จริงค่ะ”
ทั้งคู่ต่างเห็นด้วยกับเื่นี้ ถ้าตอนนั้นเ้าของร้านยอมรับคำวิจารณ์ที่ดูรุนแรงแต่จริงไปแล้วปรับปรุงตัวทุกอย่างอาจจะไม่ลงเอยอย่างนี้ก็เป็ได้
“และที่สำคัญแฮนนา…”
เด็กสาวหันถามเมดสาวผู้เป็คู่สนทนาของเธอจริงจัง
“เธอยอมรับได้เหรอ สิ่งเ้าของร้านนั้นพูด?”
“ไม่คะ ไม่มีวันยอมรับได้แน่นอน!”
แฮนนาตอบกลับทันทีไร้ความลังเล ทีน่าที่ได้ยินอย่างนั้นยิ้มออกมา
“อืม ฉันเองก็เช่นกัน”
ทั้งคู่ต่างหัวเราะออกมาที่ความคิดของพวกเขาตรงใจกันขนาดนี้
ในตอนนั้นที่คลูเรียน่า เอซานเดียร หนึ่งในพรรคพวกของผู้กล้าได้ช่วยเอมเบรสกับเด็กอีกคนหนึ่งจากรถม้าไว้ได้ทัน ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะจบด้วยดีจนทั้งสองได้ยินคำพูดหนึ่งโดยบังเอิญเข้า
‘ชิ ตายๆไปก็ดีแล้วไอ้พวกเด็กสกปรกนั้น’
ทั้งสองต่างมองหน้ากันว่าได้ยินไปหรือไม่แต่จากที่สองมองตากันทำให้รู้ได้ว่าได้ยินจริง และเ้าเสียงนี่เองคนที่แฮนนาพึ่งทะเลาะด้วยมามาดๆเลยมั่นใจว่าเป็เขา เธอจึงจ้องไปทางเ้าของคำพูดหรือเ้าของร้านฮอทดอก
‘เป็เื่ที่ปล่อยไปไม่ได้!’ ทั้งคู่ต่างรู้สึกอย่างนั้น
เมื่อทั้งคู่รู้ตัวคนพูดแล้วก็ได้แต่นิ่งไปไม่รู้จะทำยังไงดี เพราะเสียงคำพูดที่บอกมามันเบาจนไม่มีใครได้ยินทีน่ารู้อย่างนั้นควรคิดอยู่เข้าไปจัดการดีไหม…
สำหรับตระกูลขุนนางแล้วชื่อเสียงและภาพลักษณ์เป็สิ่งสำคัญยิ่งเธอที่เป็ลูกของดยุกยิ่งแล้วใหญ่ การที่ไปกล่าวหาหรือจัดการเื่ที่เขาพูดออกมาโดยไม่มีหลักฐานหรือไม่มีใครได้ยินจะกลายเป็ว่าขุนนางที่ใช้อำนาจรังแกอย่างที่พวกเขาลือกันก็เป็ได้ มันจะกลายเป็เื่ศูนย์เปล่ามีแต่จะทำร้ายตัวเองเปล่าๆจากที่ดูคงมีแค่พวกเธอที่ได้ยินแล้ว…
ปล่อยมันไป คือ วิธีดีที่สุด
แม้จะไม่ชอบใจก็ตามแต่มันเป็วิธีดีที่สุดแล้ว รอบๆตัวทีน่ายังมีผู้คนจ้องเล่นงานอยู่เต้มไปหมดพวกเขาอาจจะเอาเื่นี้มาโจมตีได้พวกเธอรู้ดีเลยได้แต่ทำใจแล้วปล่อยผ่านไป… แต่กลับมีคนหนึ่งทำสิ่งตรงกันข้ามเดินตรงไปเผชิญหน้าอย่างไม่เกรงกลัวคือ เอมเบรสพี่ชายหรือนายท่านของทั้งคู่เอง
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังคิดและตัดสินใจเขากลับเดินตรงไปทำตามเสียงหัวใจเรียกร้องเข้าไปจัดการเ้าของร้านฮอทดอกอย่างไม่ไยดี
คำพูดและคำวิจารณ์อันโหดร้ายแต่จริงะโออกมาอย่างตรงไปตรงมาไม่เกรงกลัวของเอมเบรส เ้าของร้านที่ไม่ยอมจนเอาเื่ของขุนนางมาใช้เป็อาวุธตามที่พวกเธอกลัวไว้ไม่มีผิด ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่แย่กว่าเดิมอยู่แล้วไหนจะเื่ที่ใช้พลังธาตุมืดของเอมเบรสอีกจากเสียงที่อยู่รอบๆและบรรยากาศเรียกได้ว่าแพ้แล้วทั้งคู่คิดงั้น
และทั้งคู่ก็ต้องประหลาดใจกลับวิธีการตอบโต้สุดประหลาดใจของเอมเบรส
ฉากการโปรยเศษขนมปังลอยกลางอากาศดึงความสนใจและอารมณ์นะตอนนั้นไปอยู่สิ่งที่อยู่หน้าดังนักมายากลที่เปิดแสดงโชว์ เสียง‘ชู่~’พร้อมการปรากฏตัวนักแสดงเพิ่มจำนวนมากในโชว์นี้ นกหลากชนิดต่างบินจากไหนไม่รู้มากมายดังเล่นกลไม่มีผิด ทุกคนต่างใและไม่เข้าใจถึงการกระทำของเขาจนเกิดคำถามที่ทุกคนอยากรู้คำตอบทีน่ากับแฮนนาก็เช่นกัน
สายตาของเอมเบรสที่จ้องมองทีน่าเหมือนจะบอกใบ้คำถามให้ทำให้ได้คำตอบ และการแสดงชุดนั้นก็ดำเนินไปเหมือนการแสดงในครั้งนี้ทุกอย่างอยู่ในกำมือเอมเบรสและก็ดำเนินไปเรื่อยๆจนจบคือ ความพ่ายแพ้ของเ้าของร้าน นั้นคือเื่ที่เกิดขึ้น
“ที่จริงตอนนั้นคุณหนูก็เข้าไปห้ามนายท่านก็ได้นี่คะ เื่คงไม่ไกลขนาดนั้นถึงจบด้วยดีก็เถอะคะ”
“ก็จริงละนะ เอาที่จริงเธอเองก็ทำได้เหมือนกันนะ”
“ไม่เอาหรอกคะ จะไปช่วยทำไมไอ้คนเลวแบบนั้นอะ แอบสะใจด้วยซ้ำ”
“ฉันเองก็ไม่ต่างกัน แต่การ ‘แอบสะใจคนอื่น’ แบบนั้นมันไม่ดีรู้ไหม”
“ค่า~”
ทั้งคู่มองหน้ากันแป๊บหนึ่งก่อนจะหลุดขำออกมากับสิ่งที่พูด ทั้งคู่เองก็เชื่อว่าฮันนาก็ได้ยินที่เ้าของร้านพูดเช่นแต่ก็ปล่อยให้เอมเบรสเข้าไปจัดการโดยไม่ห้ามอะไรทั้งที่ควรห้าม ไม่รู้ว่าเชื่อใจนายท่านมากหรือยังไงว่าจัดการเื่นี้ได้
“แต่นายท่านเองกลับรู้สึกผิดมากที่ทำลงไปถึงจะเป็คนลงมือทำเองทั้งหมดก็เถอะ”
“ก็คงช่วยไม่ได้มันเป็อารมณ์ชั่ววูบ และท่านพี่เป็คนดีด้วยนี่นะ”
“…คนดีสินะคะ”
แฮนนาพูอย่างพรางยิ้มแห้งๆกับท่าทางที่ดูเหมือนตัวร้ายเอมเบรสอย่างนั้นก่อนมองท้องฟ้าผ่านหน้าต่างนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นนิดหน่อย
“ทำไมถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้กัน…”
เสียงเด็กหนุ่มผู้เป็เ้าของเธอพูดขึ้นมาอย่างหนักใจในสิ่งที่เขาพึ่งทำไป
เด็กหนุ่มผมบรอนซ์อ่อนร่างกายที่ผอมบางกว่าเมื่อก่อนดังคนป่วยในชุดสีแดงสดใสที่เห็นจนชินตาแม้จะเรียบลงบ้าง คือนายท่านเอมเบรส คัดเดิล ซี วอร์ม ชายผู้เป็หนีชีวิตช่วยพวกเราสองพี่น้องไว้
“ทำไมฉันทำอะไรลืมตัวไปอย่างนั้นได้กันเนี่ย”
เขายังบ่นถึงเื่ที่ทำไปไม่หยุด
หลังจากที่เขาจัดการกับเ้าของร้านไปอย่างเด็ดขาดชนิดที่เขาไม่สามารถมากล้าเปิดได้อีก แม้จะกล้าเปิดก็คงไม่มีใครกล้าซื้อแล้วละโดนพูดต่อหน้าทุกคนไปขนาดนั้น
“ท่านพี่ค่ะ ไม่ต้องคิดมากหรอกท่านพี่ทำถูกแล้วคะที่ทำอย่างนั้น”
“อย่างที่คุณหนูพูดนั้นและค่ะ แค่สั่งสอนนิดหน่อยเท่านั้นเองไม่เป็ไรหรอกคะนายท่าน”
คุณหนูทีน่ากับน้องสาวฮันนากำลังปลอบนายเอมเบรสที่กำลังคิดมากอยู่ ว่าแต่น้องสาวจ้าพี่คิดที่ทำไปมันไม่นิดหน่อยนะ
ทั้งที่เมื่อกี้นี้ยังเดินมั่นใจไปเผชิญหน้าอย่างไม่เกรงกลัวแล้วจัดการเ้าของอย่างไร้ปรานีไม่สนใจใคร แต่ตอนนี้กลับมาคิดมากในเื่ที่ทำไปยังกะคนละคนเมื่อกี้นี้คงจะอารมณ์ชั่ววูบไม่ก็เืขึ้นหน้านั้นและนายท่านของเรา
แต่ก็คงเื่ปกติละนะ เพราะนายท่านของเราเ้าอารมณ์ใช่ย่อย
“แถมนายท่านยังจัดการเ้าของร้านด้วยแผนการสุดยอดเลยนะคะ!
“นั้นสิท่านพี่ โชว์หลักฐานออกมาตามคำขอและเดินจากมาเท่มากเลยละคะ!”
“ไม่หรอก พี่แค่โชคช่วยเท่านั้นนะ”
‘ไม่ๆๆๆ ใครจะเชื่อว่าแค่โชคช่วยกันละคะนายท่าน’ ก็ได้แต่ะโเหมือนตบมุกอยู่ในใจแม้จากหน้านายท่านจะคิดจริงก็ตาม
ทั้งคำพูดที่ดูเหมือนเตรียมมาให้ไหลตามจนไปถึงบทสรุปที่้า เศษขนมปังที่ต้องแอบซีกเป็ชิ้นเล็กเยอะแยะขนาดนั้นชนิดที่เรียกนกมาได้ทั้งฝูงถ้าไม่คิดมันทำไม่ทันหรอกค่ะ ไหนจะไส้กรอกอีก ถ้าไม่คิดก่อนคำนวนให้ดีก่อนก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ
ไม่ต้องบอกคุณหนูทีน่าและน้องสาวฮันนาก็คิดไม่ต่างกันแน่นอน
“อะ–ฮ่าๆๆ งั้นเหรอแต่เอาเถอะถึงจะเลยเถิดไปบ้างอย่างน้อยก็ไม่มีใครเจ็บตัวละนะ ว่าแต่แฮนนาไอ้เ้าของร้านฮอทดอกไม่ได้ทำอะไรใช่ไหมก่อนฉันไปช่วย!?”
“ไม่ค่ะ ไม่ได้ทำอะไรโชคดีที่นายท่านมาช่วยค่ะ”
“งั้นเหรอ ฮะๆๆ ได้ยินงั้นก็ดีใจที่ไม่เป็อะไร”
ถึงเขาจะหัวเราะแห้งๆออกมาแต่ก็ดูดีใจมากที่ได้ยินอย่างนั้น
“แล้วเอาไงกับไอ้นั่นดีคะนายท่าน”
ว่าแล้วฮันนาก็ชี้ไปของที่อยู่ในมือนายท่าน มันคือห่อกระดาษที่มีฮอทดอกที่เหลือเกือบครึ่งหนึ่งอยู่ข้างในที่นายท่านเอมเบรสพึ่งใช้เป็หลักฐานแผนเด็ดที่จัดการเ้าของร้านมาได้
“ทิ้งไปเถอะ ยังไงก็คงกินไม่ได้หรอกก็รสชาติแย่ต้องขนาดนกกับหมายังไม่กินเลยนิ”
คุณหนูว่างั้นทำท่าหยีๆ นั้นก็คงจริงเพราะขนาดสัตว์ยังไม่กล้ากินคนอย่างพวกเราจะไปกินได้ยังไงกัน! ระหว่างที่คิดว่าจะเอาไปทิ้งนายท่านก็ห้ามไว้ก่อน
“ไม่เอา ของกินอย่ากินทิ้งขว้างสิอย่างน้อยก็…”
ว่าแล้วเขาแกะกระดาษห่อออกแล้วอะไรกับฮอทดอกสักอย่างแล้วมองหารอบจนเหมือนจะเจอเป้าหมายก่อนจะเดินตรงหาหมาตัวหนึ่งที่นอนอยู่
“ท่าทางหิวอยู่งั้นกินซะนะ”
มาแล้วเขาก็โยนไส้กรอกที่เหลือให้เ้าหมาตัวนั้นกิน พอเ้าหมาเห็นอย่างนั้นมันก็ดมใหญ่เลยมันคงกินไม่ได้หรอกขนาดหมาแมวก่อนหน้านี้หลังดมเสร็จยังไม่กล้ากินเลย ถึงนายท่านจะรู้สึกไม่ดีที่ทิ้งของกินก็เถอะแต่โยนให้มันกินทั้งที่รู้ว่ากินไม่ได้มันก็เหมือนไปกลั่นแกล้งมันเปล่าๆ……เอ๋ะ?
ก็ระหว่างที่กำลังคิดมันคงกินไม่ได้แล้ววิ่งหนีเหมือนรอบเมื่อกี้นี้ แต่มันกลับกินได้หน้าตาเฉยเลย… ไหนงั้นละ!? ทั้งที่พวกเมื่อกี้นี้ยังไม่กล้ากินเลย
“ก็ไม่ได้ทำอย่างนี้มานานแล้ว ทำเอานึกถึงตอนไปสวนสัตว์เลย”
“เอ๋?”
ยังจะไม่ทันหายงงกับของเก่าแล้วนายท่านก็เอาขนมปังฉีกเป็เศษโปรยให้พวกนกกลุ่มหนึ่งกิน พวกมันกินขนมปังที่โปรยกันปกติต่างกับก่อนหน้านี้โปรยเต็มพื้นไปหมดกลับไม่มีนกสักตัวที่กินนี้มัน…
“นี้มันยังไงแน่คะท่านพี่!?”
“ทำไมหมากับพวกนกกินละคะนายท่าน”
“เอ๊ะ? ก็พวกมันหิวก็เลยกินกันก็เื่ปกติ…”
““ไม่ใช่อย่างคะนายท่าน/ท่านพี่!!””
ทั้งคู่รีบตบมุกเหมือนเตี้ยมกันมาทันที ส่วนนายท่านก็มาใสซื่อผิดเวลาจริงๆนะคะท่าน ทั้งคุณหนูทีน่าและฮันนาต่างมองนายท่านเอมเบรสเพื่อขอคำตอบฉันเองก็เช่นกัน
“อ่อ เื่ฮอทดอกนี่สินะ ก็ถ้าจะถามว่าทำไมพวกมันกินเพราะเ้าสิ่งนี้”
ว่าแล้วเขาก็ยืนกระดาษให้พวกเราดู พอยื่นเข้ามาใกล้หน้าเรากลิ่นเปรี้ยวบวกเค็มแปลกๆตีเข้าจมูกจนต้องหันหนี
“นายท่านนี้อย่าบอกว่า…”
“ใช่แล้ว ซอสราดสูตรเด็ดของเ้าของร้านฮอทดอกเ้านี่และเป็ตัวปัญหาทำให้พวกนกกับหมาแมวไม่ยอมกินกันนะ”
เขาถือกระดาษห่อซอสสีดำที่เหลือให้ดูก่อนเล่าให้ฟัง
“ปกติพวกนกแล้วมันชอบกินขนมปังเปล่าๆมากกว่าเหมือนสัญชาตญาณของนกพวกขนมปังมีไส้มันจะไม่ค่อยกินเพราะมันเป็อันตรายต่อนกได้ง่าย จะเห็นได้ง่ายจากกลุ่มคนที่โปรยขนมปังให้นกกินประจำมักเป็ขนมปังเปล่าธรรมดาจนเคยชินที่จะกินอย่างนั้น และที่นี่พอเห็นฉันโปรยขนมปังพวกมันก็บินมาทันทีแต่มันไม่กินสักตัวเพราะเศษขนมปังที่โปรยไปพวกนั้นมีซอสติดอยู่เต็มไปหมดพวกมันเลยไม่กล้ากินกัน”
เขายังคงเล่าต่อขณะที่โปรยให้อาหารนกไปด้วย
“ส่วนพวกหมาแมวก็คล้ายๆเช่นกัน สัตว์พวกนี้มันกินได้ทุกอย่างไม่เลือกหน้าอยู่แล้วแต่พวกมันมีสิ่งหนึ่งที่ดีกว่านกอยู่แล้วคือจมูก จมูกดีของพวกหมาแมวเวลาจะกินอะไรสักอย่างมันต้องดมก่อนเป็อย่างน้อยก่อนถึงจะกินเป็วิธีระวังตัวของพวกมัน แล้วทีนี้พอมันดมไส้กรอกที่ซอสกลิ่นเปรี้ยวขึ้นจมูกขนาดนั้นคงกล้ากินกันหรอกแล้วก็อย่างที่เห็นนั้นและ ถ้ารู้แล้วก็แค่เอาซอสออกพวกมันก็กินได้ปกติแล้ว”
เขาว่างั้นพรางให้อาหารนกจนหมดแล้วเอากระดาษห่อไปทิ้งถังขยะ
‘ง่ายจัง’หลังฟังจบแล้วก็ได้แต่คิดงั้น มันดูเรียบง่ายสบายๆเป็เื่ที่ทำไม่ยากอะไรและเื่พวกนี้ใครๆก็คงรู้ได้…… แต่เพราะอย่างนั้นถึงสุดยอด! ใช้ความรู้ทั่วไปมาพลิกแพลงอะไรนิดหน่อยแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าสร้างหลักฐานขึ้นมาแล้วทำการแสดงโชว์ต่อหน้าทุกคน พูดได้แค่ว่าสุดยอดมากคะนายท่าน!
…แต่มันก็เท่ากับว่า
“นายท่านตั้งใจโกหกเหรอคะ…”
ถ้าเื่ที่นายท่านเอมเบรสพูดออกมาเป็เื่ที่รู้อยู่แล้วเท่ากับว่านายท่านตั้งใจทำร้ายชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของเ้าของร้านฮอทดอกไม่มีผิด นี่มันไม่ต่างจากที่ชาวบ้านพูดว่าขุนนางชอบใช้ฐานะทำร้ายประชาชนไม่มีผิดแถมที่ทำมันถึงขึ้นทำให้ปิดร้านเลยน่ะ! ถึงเ้าของร้านสมควรโดนก็เถอะแต่ด้วยคำโกหกร้ายของนายท่านงั้นเหรอ!? นายท่านตั้งใจทำลายร้านนั้นจริงๆเหรอ!?
ดูเหมือนสีหน้าฉันจะออกมาชัดเจนถึงความกังวลในใจชัดเจนจนเขารีบโบกมือปฏิเสธรั่วหน้าตาร้อนรน
“ไม่ใช่ๆ ไม่ช่ายอย่างนั้น ฮอทดอกนั้นมันห่วยจริงๆถึงไม่มีซอสเกี่ยวก็เถอะขอรับประกันได้เลย อืม~จะพูดปากเปล่าก็ยังไงอยู่…งั้นดูนี่นะ”
ว่าแล้วเขาก็ก้มลงหยิบเศษขนมปังเล็กมาก้อนหนึ่งก่อนจะหันไปทางขวดแก้วเปล่าที่ทิ้งไว้ข้างทาง ก่อนจะเล็ง…ดีดก้องขนมปังด้วยนิ้วตรงไปขวดแก้วเปล่าอย่างแม่นยำจนเกิดเสียงกระทบดังเบาๆ
แค่ได้ยินก็แปลกใจถึงเสียงที่ดังออกมา ขนมปังนุ่มๆมันไม่ควรเกิดเสียงได้มันต้องแข็งขนาดไหนถึงดีดไปเกิดเสียงได้เนี่ย
‘ถ้ากินเข้าไปเมื่อยกรามตายละ’ ก็คิดงั้นจับกรามเล่นและเหมือนอีกสองคนก็คิดไม่ต่างกันถึงได้พากันจับกรามตาม แต่พอเห็นอย่างนั้นแล้วก็รู้สบายหน่อยที่นายท่านไม่ได้โกหกทุกอย่างที่พูดมาเป็ความจริงๆไม่ได้ตั้งใจแกล้งร้านฮอทดอกนั้น งั้นก็แสดงว่าที่พูดมาเป็ความจริงละก็…ร้านนั้นอยู่รอดจนบ่านี่ได้ไงเนี่ย?
“ที่จริงแล้ว อยากจะบอกเ้าของร้านเื่ฮอทดอกดีๆอยู่หรอกจะได้ปรับปรุงสูตรดีขึ้นจะได้ขายได้……แต่ฉันดันอารมณ์ขึ้นมาดื้อๆไม่เข้าเื่เลยกลายเป็อย่างนี้ไปได้ อะฮ่ะๆๆ”
“““……”””
พวกเราต่างเงียบไปที่เห็นท่าทางที่เศร้าของนายท่านเอมเบรส ถึงแม้เ้าของร้านจะสมควรโดนแต่นายท่านก็ยังรู้สึกผิดอยู่ เสียงหัวเราะที่พยายามกลบเกลื่อนมันบอกอย่างนั้น
“เปลี่ยนเื่ดีกว่า อื่ม…ก็อยากให้ลองชิมฮอทดอกอยู่หรอกแต่ให้เป็อาหารพวกหมากับนกไปแล้วสิ…อะ ยังมีนี้เหลืออยู่นี้”
“““!!?””
ว่าแล้วเขาโชว์มือของหนึ่งที่เต็มไปด้วยของเหลวหนืดๆสีดำชวนขยะแขยงให้พวกเราดูจนเผลอร้องหยี~ออกมา
“มันเป็ซอสฮอทดอกที่เลอะตอนฉีกขนมปังกับไส้กรอกเมื่อกี้กับตอนเอาซอสออกจากฮอทดอกเลยเลอะเต็มมือ…ยังไงพวกเธอไม่ลองชิมดูละ”
ว่าแล้วนายท่านขยับนิ้วที่เลอะซอสหนืดๆสีดำเหม็นเปรี้ยวไปมาอย่างมันมือ มองพวกเราด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายผู้มีแผนการแสนสนุก พอเห็นงั้นแล้วพวกเรารู้สึกถึงลางไม่ค่อยดีจนเริ่มถอยกัน
“มะ–ไม่เป็คะท่านพี่…”
“พวกเรารู้สึกเกรงใจนายท่านคะ…”
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร… ไม่ต้องคิดมาก!”
“คิดมากสิคะท่านพี่—!”
“อย่าเข้ามานะคะ นายท่าน—!”
“ฮ่าๆๆๆ ฮ้า—ฮ่าๆๆๆ”
คุณหนูและฮันนาต่างวิ่งหนีนายท่านที่มือเปื้อนซอสวิ่งเข้ามาใกล้วิ่งไล่จับกันไปมาวนเป็รอบๆ ให้ตายสิเล่นอย่างกับเป็เด็กไปได้ไม่รู้จากโต… เดี๋ยวนายท่านไหนตรงมาทางนี้! อย่าเข้ามากรี๊ดดดด~
ว่าแล้วฉันก็ไม่รอดวิ่งไล่จับกับพวกเขาจนได้