Hi, Darling 16
ตู้เย็นเล็กในห้องที่อัดแน่นไปด้วยนมและขนมตอนนี้กำลังเป็ที่พึ่งให้ฉันในค่ำคืนนี้ หลังจากกลับเข้ามาในห้องฉันก็ลั่นกลอนประตูอย่างแ่า กุญแจสำรองฉันก็เอาออกมาแล้ว เครื่องดื่มต่าง ๆ ก็มีอยู่ในตู้เย็นพอเป็เสบียงให้ฉันในคืนนี้ อยู่ได้ถึงพรุ่งนี้แน่ ๆ รอให้เขาออกไปทำงานฉันถึงจะออกจากห้อง อาจจะไปขอพักกับหยกไม่ก็รีบส่งงานและไปพักผ่อนสักสามสี่ห้าวันที่ไหนสักที่
สามทุ่มครึ่งเสียงเคาะห้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงเรียกชื่อ คราแรกนึกว่าเป็แม่หมี่ที่เคาะห้องเรียกฉันแต่ไม่ใช่เลย เสียงเรียกนั้นเป็เสียงของเ้าของบ้าน เมื่อรู้ดังนั้นฉันจึงหยิบหูฟังแบบเฮดโฟนขึ้นมาสวมและเปิดเพลงฟังเบา ๆ พร้อมกันนั้นก็ทำงานส่งไปด้วย ไม่รู้ว่าเสียงเคาะห้องหรือเสียงเรียกเงียบไปตอนไหนแต่ตีสองงานของฉันเสร็จแล้วเรียบร้อยฉันส่งเข้าเมล์เพื่อน เพื่อให้เพื่อนส่งต่อไปยังบริษัทผู้จ้างงาน
“หึ” ฉันหัวเราะเยาะตัวเองด้วยความรู้สึกปวดร้าว เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและเจอทั้งสายที่ไม่ได้รับหรือข้อความจากเ้าของบ้านร่วมร้อยกว่าข้อความ ฉันตัดสินใจปิดแจ้งเตือนช่องแชทของเขาไว้ ไม่ได้สนใจที่จะเปิดอ่านข้อความพวกนั้นเลยสักนิด เมื่อเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวเสร็จจึงออกมาที่เตียงนอน วันนี้เหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรแล้วขอนอนพักก่อนนะ ฉันต้องรักตัวเองให้มากกว่านี้สินะ เพราะฉันไม่สามารถหวังพึ่งใครได้เลยไม่ว่าจะเื่อะไรฉันต้องปกป้องและรักตัวเองให้มากที่สุด ไม่ควรหวังพึ่งใครเลยสักคน
11.00 น.
ฉันรู้สึกตัวตื่นตอนเกือบเที่ยงของวันถัดมา วันนี้เขาหยุดสินะ วันนี้ฉันต้องฝากท้องไว้กับขนมและนมในตู้เย็นหลังเล็กอย่างนั้นเหรอ เอาเถอะเดี๋ยวพรุ่งนี้เขาก็จะไปทำงานแล้วฉันค่อยออกไปก็ยังไม่สาย
“เฟื่อง! ตื่นหรือยังครับ มากินข้าวก่อนจะเที่ยงแล้วนะ” เสียงเรียกชื่อดังขึ้นเมื่อฉันเริ่มขยับนั่งบนเตียงนอน เสียงคุณหมอกริช บวกกับเสียงเคาะประตูห้องไม่ได้ทำให้ฉันสนใจหรือรู้สึกอยากเปิดประตูเลยสักนิด
“เฟื่อง มาคุยกันนะ”
“พี่ขอโทษที่ดุหนู แต่ออกมากินข้าวก่อนนะครับแล้วค่อยดุด่าพี่ก็ได้ พี่ยอมทุกอย่างเลย ออกมากินข้าวนะ”
“เฟื่อง พี่ขอโทษ ไม่อยากฟังพี่ขอโทษขนาดนั้นเลยเหรอ”
“พี่ยอมทุกอย่างแล้วเฟื่อง ออกมากินข้าวเถอะนะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้นะ พี่เป็ห่วงหนูนะเฟื่อง”
“เฟื่องครับ”
“พอแล้วลูก อย่าบังคับน้องเลย” เสียงแม่หมี่ดังแทรกเข้ามาให้ได้ยิน
“แต่น้องยังไม่กินข้าว”
“เดี๋ยวแม่ทำอะไรมาให้น้องเอง เราน่ะไปรอข้างล่าง”
“แต่...”
“ถ้าเราอยู่ น้องไม่ออกมาแน่ ๆ”
“เดี๋ยวผมลงไปรอข้างล่างนะครับ”
“เฟื่อง ลูก หนูตื่นหรือยัง” เสียงแม่หมี่เอ่ยเรียก ฉันจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาท่านแทน กลัวว่าถ้าท่านะโคุยแบบนี้จะเจ็บคอจนไม่สบายเอาได้ อีกอย่างฉันยังไม่อยากออกไปข้างนอกเกรงว่าจะต้องเจอกับคนใจร้าย
“แม่คะ”
(น้องเฟื่อง ตื่นหรือยัง มากินข้าวเร็วแม่จะทำกับข้าวไว้ให้) น้ำเสียงห่วงใยถูกส่งมาให้จนคนที่ได้รับอย่างฉันต้องเป็ฝ่ายระอายใจเสียเอง เพราะทำตัวไม่น่ารักจนทำให้แม่หมี่ต้องเป็ห่วง
“ขอโทษนะคะ หนู ฮึก หนูขอโทษที่ดื้อ” ฉันหลุดสะอื้นร้องไห้ ทั้งที่มั่นใจแล้วว่าไม่มีทางร้องไห้กับเื่พวกนี้ แต่ไม่เลยเมื่อได้ยินเสียงห่วงหาของแม่หมี่ฉันกลับ้าอ้อมกอดอุ่น ๆ จากท่านแทนการคำปลอบโยน
(ไม่เลยลูก หนูไม่ดื้อเลย แม่ผิดเองที่ไม่ได้ปกป้องหนู หนูไม่ผิดเลยลูก แม่ผิดเอง)
“ฮึก แม่ไม่ผิด ไม่ผิดสักนิด หนูดื้อเองค่ะแม่” ฉันสะอื้นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนแน่นหน้าอกไปหมด
(ไม่เอาแล้วลูก ไม่ร้องไห้แล้วนะ เดี๋ยวแม่ทำกับข้าวไว้ให้นะ อีกหนึ่งชั่วโมงหนูออกมากินข้าวกับแม่นะลูก หรือว่าอยากออกไปข้างนอกดี)
“ขอบคุณค่ะแม่ แต่หนูไม่หิว”
(เดี๋ยวก็ปวดท้องอีกนะ กระเพาะน่ะยังไม่หายไม่ใช่เหรอลูก) แม่หมี่เอ่ยย้ำอย่างเป็กังวล
“หนูกินยาแล้วค่ะ อีกอย่างในห้องก็มีของกินอยู่ หนูไม่เป็ไรค่ะแม่ เจอกันพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ”
(เอางี้ หนูไม่อยากเจอพี่เขาใช่ไหม?) แม่หมี่เอ่ยถามอย่างรู้ทัน
“...” ฉันไม่กล้าตอบกลับไปเลยสักประโยค จะกล้าพูดได้ยังว่าฉันโกรธเ้าของบ้านไปแล้ว ถ้าพูดออกไปตรง ๆ คงต้องหาบ้านอยู่ใหม่เลยล่ะ
(เดี๋ยวแม่แอบใช้พี่เขาออกไปซื้อของ เสร็จแล้วหนูก็ลงมากินข้าว พอใกล้เวลาที่พี่เขากลับหนูก็ค่อยกลับขึ้นไปพักบนห้องแบบนั้นดีไหม)
“...”
(ถึงจะโกรธจะทะเลาะกันยังไงแม่ไม่ยอมให้หนูออกไปอยู่ที่อื่นหรอกนะ ตอนนี้หนูเป็ลูกสาวแม่อีกคนแล้ว แม่เป็ห่วงหนูนะลูก)
“ค่ะแม่”
(น่ารักมาก ถ้าอย่างนั้นหนูก็อาบน้ำแต่งตัวรอก่อนนะ แม่คิดก่อนจะให้พี่เขาไปซื้ออะไร)
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
หลังจากวางสายจากแม่หมี่ฉันก็เข้าไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยความเร่งรีบ เมื่อแต่งตัวเสร็จก็แอบชะโงกหน้ามองดูรถที่โรงจอดรถพอเห็นว่ารถคุณหมอกริชไม่อยู่จึงกล้าที่จะเดินลงมาข้างล่าง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของอาหารที่แม่หมี่เตรียมไว้ทำให้ต้องรีบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
“หนูท้องว่างั้แ่เมื่อวานแม่กลัวจะปวดท้องเลยทำข้าวต้มไว้ให้” แม่หมี่รีบเอ่ยบอกพร้อมกับรอยยิ้มห่วงใย
“ขอบคุณค่ะแม่”
“เื่เมื่อวานพี่เขารู้สึกผิดมากเลยนะลูก หนูลองคุยกับพี่เขาดีไหม”
“หนูยังไม่อยากคุยตอนนี้ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะแม่ที่เป็เด็กไม่ดี”
“ไม่เลย หนูเป็เด็กดีสำหรับแม่แล้ว ใครจะมองยังไงก็ช่างแม่ไม่สน แม่รู้ว่าลูกสาวแม่เป็ยังไง” ทำไมคนที่หวังให้เขาเข้าใจ ไม่เคยคิดจะมองและเข้าใจฉันแบบนี้บ้างนะ น่าผิดหวังจัง
“กินข้าวกันเถอะลูก หนูไม่ต้องคิดมากนะ” ฉันกินข้าวไปเงียบ ๆ โดยมีแม่หมี่นั่งหั่นและจัดผลไม้ใส่กล่องอาหารให้ข้าง ๆ กันนั้นมีแซนวิชวางอยู่ในกล่องถนอมอาหารเช่นกัน
“หนูเอาขึ้นไปแช่ที่ตู้เย็นด้วยนะลูก”
“ค่ะแม่”
“เดี๋ยวแม่เอาโยเกิร์ตไปแช่ไว้ให้ เผื่อผลไม้มันไม่อิ่ม แต่ถ้าดึก ๆ หนูหิวก็ลงมาข้างล่างนะ”
“แม่คะ แค่นี้ก็เยอะแล้ว” ต้องรีบเอ่ยห้ามเมื่อเห็นว่าแม่หมี่เตรียมของให้เยอะมากราวกับว่ากลัวฉันจะอดถ้าหากต้องอยู่ในห้องต่อหลังจากนี้
“เผื่อไว้ไม่เป็ไรลูก” ฉันกับแม่นั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นกันสักพักฉันก็ขอตัวกลับขึ้นไปยังห้องนอน กลัวว่าเ้าของบ้านจะกลับมาเสียก่อน ฉันไม่อยากเจอเขาจริง ๆ นะ หากเจอฉันคงจะมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อหรือน้อยใจเพียงเพราะเขาไม่คิดจะปกป้องฉัน แต่ก็เข้าใจแหละว่านั่นคือเพื่อนร่วมงานเขา เอาเถอะมันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปแล้วกัน
อีกอย่างพรุ่งนี้ศิลปินที่ฉันรักจะเดินทางมาถึงประเทศไทยฉันตั้งใจเอาไว้ว่าจะไปรับที่สนามบินด้วย เดี๋ยวเย็นนี้จะเตรียมกล้องไว้ให้พร้อมเลยล่ะ คอนเสิร์ตรอบนี้มีสามรอบตรงกับวันศุกร์เสาร์และอาทิตย์ ฉันซื้อบัตรทั้งสามวันเลยล่ะอีกอย่างฉันจองรอบสุดท้ายของการปิดทัวร์ที่เกาหลีด้วย ตื่นเต้นมาก ๆ ไม่ว่าจะกี่ครั้งฉันก็ยังคงตื่นเต้นกับเื่ที่ชอบ
กล้องที่ได้จากเงินเก็บถูกนำออกมาเช็ดและทำความสะอาด เสร็จแล้วก็นอนเล่นโทรศัพท์เช็คข่าวสารจากโซเชียลกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงสี่ทุ่ม เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วฉันที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จตั้งใจจะเดินไปหยิบโน้ตบุ๊คมาทำงานต่ออีกนิดแต่อาการเจ็บแปล๊บที่ช่องท้องทำให้ต้องทรุดนั่งที่พื้นยกมือกดหน้าท้องไว้อย่างแน่น นอกจากจะเจ็บจี๊ดตอนนี้เริ่มปวดบิดเกร็งไปทั่วทั้งท้อง ฉันพยายามพยุงร่างที่อ่อนปวดเปียกตัวเองเดินไปเปิดประตูห้องนอน ยาอยู่ที่ลิ้นชักข้างชั้นวางทีวี ฉันปวดท้องมากขนาดที่รับรู้ได้ว่ามีเหงื่อชื้นเกาะที่ขมับและเริ่มไหลเอื่อยลงตามกรอบหน้า
“เฟื่อง! เป็อะไร” เสียงเข้มะโเรียกชื่อพร้อมกับร่างฉันที่ถูกอุ้มไปนอนที่โซฟาตัวยาวในห้องรับแขก ใบหน้าตื่นกระหนกของคนที่ฉันตั้งใจหลบหน้าตอนนี้กำลังมองฉันอย่างสำรวจและตรวจอาการฉันไปด้วย
“เป็อะไร เจ็บตรงไหน” เขารีบถามอย่างไม่รีรอ
“ปวด ปวดท้อง ตรงนี้” ฉันยกมือเล็กน้อยและวางลงจุดที่รู้สึกปวดหวังบอกให้อีกฝ่ายได้รู้บริเวณที่ฉันเ็ป
“เป็นานหรือยัง” เขาผละออกห่างเดินไปเปิดตู้ยา
“กริช! น้องเป็อะไรลูก!” เสียงแม่หมี่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้
“น่าจะกระเพาะครับ เดี๋ยวให้กินยาแล้วดูอาการถ้ายังไม่ดีขึ้นผมจะพาไปโรงพยาบาล”
“ดูน้องด้วยนะ จะกินยาใช่ไหมเดี๋ยวแม่ไปเอาน้ำมาให้”
“รอแม่ไปเอาน้ำก่อนนะ อดทนก่อนนะครับ”
ฉันพยักหน้ารับ แต่สายตาที่มั่นใจว่าลืมอยู่มันช่างพร่ามัวจนมองไม่เห็นใบหน้าคนพูดได้อย่างชัดเจน มันพร่ามัวไปหมด สักพักก็ถูกพยุงให้นั่งกินยาพอกินยาไปสามสี่เม็ดเสร็จก็ถูกพยุงให้นอนลงบนโซฟาดังเดิมจากนั้นก็รู้สึกถึงไออุ่นที่คลุมลงบนร่าง
“ถ้ารู้สึกไม่ดีขึ้นให้บอกพี่นะ พี่อยู่ตรงนี้ข้าง ๆ หนู”
กลางดึกฉันรู้สึกตัวเลือนลางพร้อมกับอาการจุดเสียดที่ท้องแต่ไม่หนักเท่าเมื่อ่ดึกที่ผ่านมาแล้ว แต่มันก็ยังเจ็บจนทำให้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาได้ พอขยับตัวเพียงเล็กน้อยคนที่นอนกอดฉันอยู่บนโซฟาก็ขยับตัวตื่นตาม ที่สำคัญตรงนี้เป็โซฟาที่ห้องรับแขกเขาจะมานอนกอดฉันแบบนี้ไม่ได้
“เป็ยังไงบ้าง ยังเจ็บอยู่ไหม” เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมกับประคองฉันให้ขยับไปนั่งพิงพนักพิงโซฟา
“เจ็บ แต่ไม่เท่าตอนเย็น” ฉันตอบกลับไปอย่างไม่เกี่ยงงอน ฉันรู้ว่าตอนนี้เขาคงเป็ห่วงอาการที่ฉันเป็อยู่
“หิวหรือเปล่า กินข้าวไหมเดี๋ยวพี่ทำข้าวต้มให้” อีกฝ่ายอาสา แต่เมื่อเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้จะตีสามครึ่งอยู่แล้ว จึงได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธไปและขอกลับขึ้นไปนอนบนห้อง คนที่ตื่นพร้อมกับฉันขยับไปหยิบกล่องยาและขวดน้ำมาสองขวดจากนั้นก็ช่วยพยุงฉันขึ้นไปยังห้องนอน เขาให้กินยาอีกสองเม็ดและบอกให้ฉันนอนพัก เวลาไม่ถึงสามสิบนาทีที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันไม่ได้อึดอัดอะไรเลยสำหรับฉัน แต่ลึก ๆ ก็น้อยใจที่เขาไม่ปกป้องตัวเองแล้วตอนนี้ความคิดในหัวฉันก็เริ่มตีกันวกวนไปหมดแล้ว
“นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน พี่จะพาไปโรงพยาบาลด้วยให้หมอเฉพาะทางตรวจอีกที”
“ไม่อยากไป”
“ไม่ได้ ถ้าไม่ยอมไปตรวจพรุ่งนี้ วันงานจริง ๆ จะได้ไปไหม ไม่กลัวอาการหนักกว่านี้เหรอ?” อีกฝ่ายพยายามอธิบายอย่างใจเย็น เป็ฉันเองที่ฉุกคิดเพราะไม่กี่วันข้างหน้าฉันจะต้องไปงานถ้าหาก่นั้นไม่สบาย...ไม่ได้ ๆ ฉันต้องดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้เพื่อที่ร่างกายจะได้แข็งแรงขึ้น
“เด็กดี นอนพักได้แล้วครับ”
“...”
“ฝันดีครับ”
ตอนเช้าฉันตั้งใจตื่นตามที่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตั้งใจจะออกไปกินข้าวก่อนและไปรอศิลปินที่สนามบิน หากไปช้าคงไม่มีที่ให้ยืนดังนั้นเลยวางแผนไว้แบบนี้ แต่ไม่ทันจะได้ก้าวออกจากบ้านกระเป๋ากล้องและกระเป๋าสะพายก็ถูกยื้อแย่งไปด้วยฝีมือของเ้าของบ้าน และตอนนี้เขากำลังจ้องฉันอย่างคาดโทษ ถามว่ากลัวไหมบอกได้เลยค่ะว่าไม่กลัว ไม่เลยสักนิด จริง ๆ นะ
“จะไปไหน ไม่สบายอยู่ไม่ใช่เหรอ? เมื่อคืนเราตกลงกันแล้วไงว่าจะไปโรงพยาบาลกับพี่”
“ตอนไหน? ไม่ได้พูด” ฉันเถียงกลับอย่างดื้อรั้น คนตรงหน้าส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะดึงมือให้ไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว
“กินข้าวก่อนแล้วจะพาไปโรงพยาบาล”
“ไม่ไป วันนี้มีนัดแล้ว” ฉันนัดกับตัวเองจะไปรับศิลปินที่สนามบินนะ เขาไม่ได้นัดฉันไว้นี่
“วันนี้พี่ไม่ให้ไป” เขาย้ำอีกครั้ง และไม่ยอมฟังอะไรจากฉันเลย เมื่อกำลังจะเถียงเขากลับไปแม่หมี่ก็ถือชามข้าวต้มร้อน ๆ มาเสิร์ฟถึงโต๊ะ
“กินข้าวก่อนนะลูก วันนี้แม่นัดเพื่อนเอาไว้ ไม่อยากให้หนูอยู่คนเดียว วันนี้ก็ไปกับพี่เขานะ”
“แต่หนูมีนัดแล้วนี่คะแม่ หนูจะไปรับศิลปินที่หนูรักไงคะ หนูขอไปได้ไหม” รีบเอ่ยอ้อนแม่หมี่ทันที อย่างน้อยแม่หมี่ก็คงจะไม่ใจร้ายห้ามฉันหรอกนะ ฉันรอของฉันมานานทำไมพอถึงวันแล้วจะไม่ได้ไปล่ะ
“แม่ไม่ห้ามหนูหรอกนะ แต่พี่กริชเขานี่สิลองขอพี่เขาดูก่อนนะลูก” แม่หมี่บอกอย่างจนปัญญา ฉันแทบจะเบะปากร้องไห้ ถ้าไม่ติดว่ารู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ ที่ท้องอีกครั้ง ยามที่ตักข้าวต้มร้อน ๆ กินไปได้สองคำ
“เจ็บอยู่ไหม?” พี่ เอ่อ เรียกพี่กริชเหมือนเดิมก็ได้ นั่นแหละเขาเดินเข้ามาโอบที่ไหล่พร้อมกับเอ่ยถามเสียงเบา ฉันพยักหน้าแทนการเอ่ยตอบ
“เช้านี้ยังมีไข้อยู่ ไปโรงพยาบาลกับพี่นะ”
“...”
“นะครับ”
ท้ายที่สุดฉันก็ถูกรั้งมือให้ขึ้นรถออกจากบ้านพร้อมกับเขา กระทั่งถึงโรงพยาบาลก็เจอเข้ากับคุณหมอคนหนึ่งพี่กริชคุยกับคุณหมอคนนั้นเล็กน้อยก่อนจะพาฉันเดินไปที่ห้องพักส่วนตัวของเขา เมื่อวางของเสร็จเขาก็พาฉันไปทำเื่ขอการตรวจตามขั้นตอน ทุกอย่างดูรวดเร็วไปหมดกระทั่งฉันต้องเดินไปรับยาที่ห้องจ่ายยา ส่วนพี่กริชมีคนไข้นัดตรวจวันนี้ ระหว่างที่เดินหัวใจฉันก็วูบโหวงอยู่ไม่น้อยเมื่อเห็นว่าผู้หญิงที่ชื่อวิราคนนั้นเดินวนไปมาอยู่ข้าง ๆ กริชอยู่ตลอดเวลา ชั่ววินาทีก็แอบคิดว่าพวกเขาก็เหมาะสมกันดี
“ได้ยินแค่ว่ามีคู่หมั้นแต่ไม่คิดว่าจะพามาด้วย เห็นสาว ๆ ชั้นสองบอกว่าคุณหมอไม่ได้ชอบนี่ แทบจะหาทางถอนหมั้น” เื่ที่คุณหมอที่ห้องยากำลังคุยกันดังเล็ดลอดมาให้ได้ยินเบา ๆ
“ถ้าเป็แบบนั้นก็น่าสงสารมาก ๆ เลยนะ อีกอย่างนี่ไม่ชอบพยาบาลใหม่เลยจ้องคุณหมอตาเป็มันเลยล่ะ ไหนจะแลกเวรเพื่อที่จะได้อยู่เวรกับคุณหมอ...สวัสดีค่ะ” คนที่กำลังพูดอยู่หันหน้ากลับมาสบตาฉันพอดีก่อนจะเอ่ยทักทายพร้อมกับรอยยิ้ม
“มารับยาค่ะ”
“อ้อ ขออภัยด้วยค่ะ รอสักครู่นะคะ” ฉันพยักหน้ารับก่อนจะเดินถอยกลับไปนั่งรอที่เก้าอี้หน้าห้องยาสักพักคุณหมอก็เรียกให้เข้าไปรับยาพร้อมกับแนะนำวิธีการกินยา แต่แทบจะไม่ได้สนใจฟังเลยเพราะในหัวเอาแต่คิดถึงเื่ที่เพิ่งได้ยินมา สิ่งที่พวกเขาเอ่ยถึงคือคนที่ชื่อวิราใช่ไหม ใช่ผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า
==========
เพื่อความต่อเนื่อง ต้องอ่านตอนที่ 15 ก่อนนะคะ เื่นี้อาจจะสั้นไปนิดหน่อยเพราะเค้าเองก็ยุ่งกับงานที่แทรกเข้ามา ทำให้ไม่ได้มีเวลาเขียนเยอะ แต่ก็พยายามทำให้เต็มที่เช่นเดิม ฝากติดตามแฟนเพจ Nanaกะหอยทาก ได้ด้วยนะคะ เผื่อมีอะไรแข้งเค้าจะแจ้งผผ่านช่องทางนั้นเป็หลัก