The Lost Swordsman

    บทที่ 20 จองจำ

    ยามอาทิตย์อัสดงแสงสีส้มจากดวงตะวันทาบลงสู่ยอดเขา และส่องผ่านช่องเล็กๆบนชั้นสามของหอจองจำที่ปรากฏร่างชายหนุ่มนั่งบ่มเพาะอย่างเงียบเชียบ เหมาเว่ยรอคอยการมาของผู้ที่รับปากว่าจะไปนำตำราวรยุทธมาให้อย่างใจจดใจจ่อ โดยตั้งใจว่าจะเก็บตัวอยู่ที่นี่เพื่อฝึกฝนวิชาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
    “เมื่อไหร่จะมานะ ข้านั่งบ่มเพาะรอตั้งหลายชั่วยามแล้ว พลังยุทธก็ยังไม่เลื่อนขั้น ผู้อาวุโสว่านก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา”เหมาเว่ยบ่นพึมพำขณะที่ปราณรอบกายค่อยๆสลายไปอย่างช้าๆ ทั้งเขายังนึกถึงคำพูดที่ได้ยินมาด้วยความแค้นใจกับเรื่องที่เกิด’จะต้องกลัวอะไรกันนักหนา เป็นถึงสำนักฝึกยุทธแท้ๆแต่กลับกลัวพรรคปรุงยา จะตีสุนัขให้ดูเจ้าของงั้นหรอ เดี๋ยวข้าจะตีเจ้าของมันด้วยที่กล้าปล่อยสุนัขมากัดชาวบ้าน!’
    แก๊กก แอ๊ดดด!
    “เชิญ ผู้อาวุโสว่าน!”
    “ขอบใจ!”
    ไม่นานนักเหมาเว่ยก็ได้ยินเสียงจากประตูเหล็กที่เปิดออก พร้อมทั้งคำกล่าวเชิญของผู้ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูอย่างเด่นชัด ผู้ที่กำลังเดินตรงมานั้นได้ยกถาดอาหารเข้ามาเพียงอย่างเดียว จึงสร้างความแปลกใจให้แก่เขาเป็นอย่างมากที่ไม่มีสิ่งที่ต้องการถือติดไม้ติดมือมาด้วย
    “ผู้อาวุโส คัมภีร์?”เหมาเว่ยมองสำรวจทั้งมือซ้ายและขวาแต่ก็ไม่พบ
    “ชู่...!! กินนี่ซะ แล้วช่วยเงียบๆหน่อย”
    ‘หรือว่า..’เหมาเว่ยแสดงสีหน้าราวกับเพิ่งจะนึกออกพลางตอบกลับไปสั้นๆ“ครับ”
    หลังจากนั้นอาวุโสว่านก็ส่งถาดอาหารให้กับเหมาเว่ย พลางล้วงหยิบตำราออกมาจากเสื้อถึงสามเล่มด้วยกัน และระหว่างที่กำลังจะส่งให้กับเขาก็เริ่มอธิบายไปพลางๆ
    “เหมาเว่ย นี่คือหนึ่งในวิชาตัวเบาของสำนักเรา นอกจากเจ้าสำนักรุ่นก่อน ก็ไม่เคยมีใครฝึกสำเร็จอีกแม้แต่คนเดียว เจ้าจงรับไป มันมีชื่อว่าท่าร่างอัสนี”อาวุโสว่านส่งตำราให้เหมาเว่ย‘นับแต่ที่ได้พบกันในครั้งนั้น ก็ผ่านมาเพียงไม่นาน แต่เหมาเว่ยสามารถเอาชนะเซี่ยจื่อเยว่ที่เข้ามาฝึกตนก่อนถึงสองปี เรื่องเช่นนี้ต้องไม่ใช่แค่ความบังเอิญ และหากเขาฝึกฝนวรยุทธที่ข้านำมาให้ได้สำเร็จ ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ข้าคิดเป็นหนทางที่ถูกต้อง และคู่ควรแก่การเดิมพัน’
    “ขอบคุณ ผู้อาวุโส”เหมาเว่ยรีบรับเอาไว้พลางจับจ้องดูโดยละเอียด’ท่าร่างอัสนี ระดับตำนานขั้นสูง ยอดเลย!’
    “ส่วนนี่คือเพลงกระบี่เขี้ยวสายฟ้า แม้ในสำนักจะเป็นวิชาที่ไม่นิยมนำมาฝึกกันมากนัก เหตุเพราะมันทำความเข้าใจและฝึกฝนได้ยาก หากแต่เป็นเพลงกระบี่ที่ลึกล้ำเด่นในเรื่องความเร็วและความแรงตามชื่อของมัน ส่วนเล่มนี้คือเคล็ดบ่มเพาะใหม่สำหรับเจ้า”
    “ขอบคุณ”เหมาเว่ยยื่นมือไปรับตำราทั้งสองเล่มอย่างรวดเร็ว พลางฉีกยิ้มอย่างเป็นสุขที่ได้วิชาใหม่มาอยู่ในกำมือ’เพลงกระบี่เขี้ยวสายฟ้าระดับศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง และเคล็ดบ่มเพาะพยัคฆ์ม่วง’
    “รับกระบี่เล่มนี้ไปด้วย มันเป็นของหลานชายข้าที่ตายไปแล้ว แม้จะเป็นยุทธภัณฑ์ระดับยอดเยี่ยมขั้นกลางสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป แต่ยามนี้ก็นับว่ามีความจำเป็นสำหรับการฝึกเพลงกระบี่ของเจ้ามากนัก”อาวุโสว่านนำกระบี่ที่สะพายหลังมาด้วยส่งให้เหมาเว่ย’ครั้งนี้ข้าทำไปโดยพลการนำตำราเหล่านี้ออกมา แต่ไว้ค่อยไปรายงานให้แก่เจ้าสำนักออกจากการเก็บตัวภายหลัง’
    “ขอบคุณผู้อาวุโสจริงๆ ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรดี”
    “งั้นก็ช่วยบ่มเพาะพลังต่อหน้าสักครั้ง ข้าอยากจะเห็นพรสวรรค์ที่เกิดจากดาววาสนาของเจ้าด้วยตาคู่นี้ จะได้หรือไม่?”
    เหมาเว่ยพยักหน้าเล็กๆ“ได้แน่นอน”
    วูบบบบบบบบ!!
    พริบตานั้นการบ่มเพาะพลังยุทธของเหมาเว่ยพลันเริ่มต้นขึ้น แต่สิ่งเดียวที่เปล่งออกมาจากปากชายชราหลังจากที่ได้เห็น ก็มีเพียงคำสั้นๆที่หมายถึงอวัยวะสำคัญของสิ่งมีชีวิต
    “ดวงตา!”อาวุโสว่านเบิกตาค้างเมื่อเพ่งมองเข้าไปในกลุ่มควันสีดำ’มันคือสิ่งใดกันแน่ เมื่อมองผ่านเข้าไปในกลุ่มควัน เห็นเป็นเพียงดวงตาดวงหนึ่ง แค่ได้มอง ภายในจิตใจของข้ากลับรู้สึกถึงความหวาดกลัวจนขีดสุด!!’
    วูว!!
    “ท่านเห็นอะไรกันแน่ผู้อาวุโสว่าน ดวงตา?”เหมาเว่ยสลายปราณก่อนที่จะเอ่ยถามต่อทันที
    “ใช่ เป็นครั้งแรกเลยที่ข้าได้เห็นอะไรเช่นนี้ เห็นทีเจ้าต้องรีบบ่มเพาะให้พลังยุทธก้าวหน้าขึ้น มันจะเด่นชัดมากกว่านี้จนกลายเป็นรูปเป็นร่าง”อาวุโสว่านอธิบายถึงสิ่งที่เหมาเว่ยก็ยังไม่ทราบ’สวรรค์ มันเป็นตัวอันใดกันแน่!’
    “เอ่อออ ผู้อาวุโส ขอข้าถามสักคำ ผู้อาวุโสอย่างท่านมีพลังยุทธอยู่ที่ระดับใดกัน?”
    อาวุโสว่านได้แต่ถอนหายใจและรีบตั้งสติกลับมาสนใจกับคำถามของเหมาเว่ย“เฮ่ออ...! ข้าน่ะเรอะ ปรมาจารย์ขั้นสิบ อีกครึ่งก้าวก็จะไปสู่ระดับกษัตริย์”
    “แล้วข้าควรจะทำอย่างไรให้ทราบถึงระดับพลังยุทธของคู่ต่อสู้ได้?”
    “มีสองวิธี วิธีแรกคือต้องสัมผัสด้วยปราณของเจ้าขณะที่ปะทะกับปราณของผู้อื่น สองคือได้ยินจากปากถ้าเกิดว่ามันยอมพูดความจริงออกมาล่ะก็นะ”
    “เช่นนั้นถ้าศัตรูไม่ยอมบอกความจริงและหลบเลี่ยงไม่ยอมสู้กับเรา ก็หมายความว่าไม่มีวันรู้น่ะสิครับ”
    “ถูกต้อง ใต้หล้านี้เจ้าจงอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นให้มาก แม้เปลือกนอกจะดูเหมือนเป็นคนอ่อนแอ แต่ภายในอาจจะเก็บซ่อนฝีมือแฝงไปด้วยพลังยุทธอันล้ำลึกก็เป็นได้ นี่คือสิ่งที่เจ้าควรจะจำเอาไว้”
    “ข้าเข้าใจสิ่งที่ท่านกำลังสื่อ และจะจดจำเอาไว้”
    “อีกอย่างอย่าได้เปิดเผยพรสวรรค์จากดาววาสนาให้ผู้ใดเห็นอย่างเด็ดขาด ยังมีเรื่องอีกมากเกี่ยวกับดาววาสนาที่เจ้าควรต้องรู้ ไว้หลังจากนี้ข้าจะค่อยๆชี้แนะให้เจ้าก็แล้วกัน ตอนนี้ก็รีบกินอาหารและเริ่มเก็บตัวฝึกวิชาอยู่ที่นี่รอไปพลางๆ ข้าจะหาทางช่วยเจ้าออกไปให้จงได้ไม่ต้องเป็นกังวล เอ่อ..แล้วเจ้าช่วยหลบไปฝึกที่มุมนั้นอย่าไปใกล้กับบันไดนักล่ะ เดี๋ยวพวกที่เฝ้าอยู่จะสังเกตเห็นเอาได้ เข้าใจไหม?”รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าอาวุโสว่านอย่างเด่นชัด’หึ..! สำนักพยัคฆ์อัสนีมีรากฐานยาวนานมาตั้งเริ่มแต่ก่อตั้งอาณาจักรดารากระจ่าง ถึงยามนี้จะตกต่ำต่างกับในอดีตราวฟ้ากับเหว แต่ก็อีกไม่นานนักหรอก!!!’
    “ครับ”
    ‘ได้ตำรามาเพียบเลย อย่างน้อยคืนนี้ต้องเพิ่มพูนพลังยุทธให้ได้สักสองถึงสามขั้น’
    ซึ่งการที่เขาให้ความเชื่อถืออาวุโสว่านโดยมากก็มาจากความรู้สึก หลายต่อหลายครั้งที่เหมาเว่ยได้รับการเอ็นดูจากชายชราผู้นี้ จึงไม่แปลกที่จะยอมเชื่อใจแม้จะได้พบหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้งก็ตาม
    แต่แล้วเมื่อเหมาเว่ยถูกปล่อยทิ้งไว้เพียงลำพังจากการที่อาวุโสว่านลากลับไป เขาก็เร่งมือกินดื่มเพื่อให้ท้องอิ่มและเริ่มบ่มเพาะพลังยุทธเป็นอันดับแรก หากแต่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนไปใช้เคล็ดบ่มเพาะใหม่ที่เพิ่งได้รับมา ทั้งเมื่อเปิดอ่านเพียงครั้งเดียวก็สามารถจดจำได้ทุกอย่าง และเข้าใจความหมายได้อย่างแตกฉานไม่ต่างกับครั้งแรกที่บ่มเพาะแม้แต่น้อย
    วูบบบ!!
    ทันใดนั้นจุดชีพจรทั่วร่างของเหมาเว่ยก็เกิดเปล่งแสงสีม่วงเฉพาะบางจุดจนกลายเป็นรูปร่างพยัคฆ์ ทันทีที่เริ่มโคจรพลังเคลื่อนไปตามเคล็ดบ่มเพาะ ปราณทั่วร่างก็เริ่มหลั่งไหลจากจุดต่างๆไปตามเส้นชีพจร ก่อนจะเคลื่อนผ่านไปถึงจุดตันเถียนจนส่งผลให้ใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏเม็ดเหงื่อจำนวนมาก
    ปลดปล่อยความร้อนออกจากภายในไปพร้อมกับปราณที่เริ่มปะทุจากทั่วร่างเข้าห่อหุ้มลำตัว และเริ่มดูดซับปราณธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัว จนเกิดเป็นละอองปราณเล็กๆและเส้นแสงจำนวนหนึ่งถูกชักนำเข้าสู่ตำแหน่งท้องน้อยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
    วูบบบบบบบ!!
    ก่อตั้งขั้นสอง!
    ฟืบบ!
    เหมาเว่ยกระแทกฝ่ามือทั้งสองข้างกางแขนออกไปในท่าเหยียดตรง พร้อมกันนั้น ก็ค่อยๆเคลื่อนฝ่ามือกวาดไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยมือขวาลากวนขึ้นและมือซ้ายลากวนลง ต่อจากนั้นก็เคลื่อนฝ่ามือทั้งสองต่อไปนำมาประสานไว้ในตำแหน่งเสมอกับหน้าอก และจะเริ่มทำเช่นเดิมในครั้งต่อไปทุกๆครึ่งชั่วยาม จนในที่สุดพลังยุทธของเหมาเว่ยได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
    ก่อตั้งขั้นสาม!
    ก่อตั้งขั้นสี่!
    .
    .
    .
    ก่อตั้งขั้นสิบ!
    “ได้เวลาทะลวงชีพจรตัดผ่านระดับต่อไปแล้ว”
    ปึก ปึก ปึกกก!!
    วูบบบบบ!!
    หลอมรวมขั้นหนึ่ง!
    เหมาเว่ยทำการจี้เปิดจุดชีพจรตัดผ่านขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ซึ่งการกระทำของเขาก็ผ่านไปได้ด้วยดีและต่อมาก็ยังนั่งบ่นเพาะต่อไปเรื่อยๆจนถึงรุ่งเช้า จนในที่สุดเหมาเว่ยก็หยุดพักเพื่อกินอาหารที่ถูกนำมา แต่ทว่า ต่อมาเพียงแค่คืนเดียวชายหนุ่มก็สามารถเพิ่มพูนพลังยุทธไปได้ถึงสิบห้าระดับ ทำให้ตัวเขาในยามนี้ต่างกันกับเมื่อวานราวกับเป็นคนละคน
    หลอมรวมขั้นห้า!
    ‘ยอดจริงๆ เคล็ดบ่มเพาะที่ได้มาใหม่ อีกไม่นานข้าคงตัดผ่านระดับไปสู่แก่นแท้ได้แล้ว แต่หลังจากนี้เปลี่ยนไปฝึกทักษะวิชาบ้างดีกว่า เริ่มจากท่าร่างอัสนีก่อนก็แล้วกัน’เหมาเว่ยดื่มน้ำพลางวางแผนสำหรับการฝึกฝนของวันนี้โดยที่ไม่คิดจะหยุดพัก
    .
    .
    .
    เช้งง!!
    “วู่.......!”เหมาเว่ยเก็บกระบี่เข้าฝักพลางนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้’คงประมาณนี้ล่ะมั้ง ทั้งท่าร่างอัสนีและเพลงกระบี่เขี้ยวสายฟ้า ก็ล้วนแล้วแต่ถูกข้าฝึกฝนเรียนรู้จนสำเร็จหมด มันไม่เห็นจะยากอย่างที่อาวุโสว่านกล่าวไว้เลย ต่อไปก็เหลือแต่บ่มเพาะพลังยุทธอีกเล็กน้อย และค่อยนอนพักเอาแรงแล้วกัน”
    จากคืนสู่วันจากวันสู่คืนที่เหมาเว่ยเร่งรีบพัฒนาตนเอง ทั้งยังฝึกฝนวิชาทั้งสองที่ได้มาจนสำเร็จด้วยเวลาอันสั้นเพียงหนึ่งวันเท่านั้น เขาเข้าใจทั้งหลักโคจรพลังและท่วงท่าที่ต้องนำมาใช้คู่กัน เพียงแต่ที่ยังไม่แสดงอนุภาพออกมาในยามนี้ก็เป็นเพราะคนภายนอกอาจจะได้ยินก็เป็นได้
    เหมาเว่ยใช้วิธีการฝึกโดยแยกระหว่างการเดินลมปราณและท่าทางในการร่ายรำกระบี่ แต่ท้ายที่สุดก็เหลือแต่การบ่มเพาะพลังยุทธ เพิ่มพูนกำลังภายในให้ได้มากที่สุดเพื่อรอเวลาไปจากที่นี่เท่านั้น
    หลอมรวมขั้นหก!
    หลอมรวมขั้นเจ็ด!
    .
    .
    .
    หลอมรวมขั้นสิบ!
    ‘หลอมรวมขั้นสูงสุดแล้วสินะ’เหมาเว่ยค่อยๆวางฝ่ามือและสลายปราณอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาเผยถึงอาการง่วงนอนอย่างถึงขีดสุดแทบจะคงสติไม่ได้อีกต่อ”ฮาววววว......!!! ไม่ไหวตาข้าจะปิด นี่ก็เป็นเช้าของอีกวัน ไว้นอนหลับสักตื่นค่อยตัดผ่านระดับต่อไปก็ได้ ยังมีเวลาอีกถมไป”
    ตึ่ง ตึ่ง ตึ่ง ตึ่งงงงง!!!
    แต่ทว่า ขณะที่เหมาเว่ยกำลังบิดขี้เกียจเหยียดแขนเหยียดขาและเอนหลังเตรียมตัวนอน จู่ๆภายนอกก็เกิดมีเสียงทุ้มๆดังลั่นราวกับการรัวตีกลอง จนทำให้ร่างชายหนุ่มสะดุ้งลุกขึ้นด้วยความตกใจ และรีบเดินออกไปยังประตูเพื่อที่จะถามถึงสาเหตุที่ส่งผลให้เขาไม่อาจขมตาหลับลงได้
    “ศิษย์พี่ทั้งสอง เกิดอะไรขึ้น ทำไมข้าได้ยินเหมือนเสียงคนตีกลอง? แล้วยังเสียงนี่อีก เหมือนข้างล่างจะมีเสียงคนตะโกนโวยวายอยู่นะ พวกท่านได้ยินไหม?”
    “ได้ยินสิ แต่เจ้าจะไม่รู้ก็ไม่แปลก เป็นการแจ้งเตือนว่ามีผู้บุกรุก!!”หนึ่งในศิษย์พี่ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่กำลังเป็นกังวล”เจ้าเข้าไปนั่งเถอะ อย่างไรซะพวกเราก็ต้องอยู่ที่นี่ต่อหากยังไม่ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนย้ายไปไหน”
    ‘รึว่าพรรคตระกูลเซี่ยจะบุกขึ้นมา นี่มันไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ?’
    ปึก ปึก!!
    “เหมาเว่ย เหมาเว่ย!”สุ่มเสียงนุ่มลึกพลันดังขึ้น หลังจากที่ผู้เฝ้าอยู่หน้าประตูถูกทำให้ล้มลงไปในชั่วพริบตานั้น
    “ผู้อาวุโส นี่ท่าน”
    “พวกมันแค่สลบไม่ต้องเป็นห่วง ยามนี้เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการหลบหนีที่สุด ถอยไปข้าจะเปิดประตูให้”อาวุโสว่านรีบก้มลงหยิบกุญแจบนตัวของศิษย์คนหนึ่งขึ้นมาไขเปิดประตู
    แก๊กกก แอ๊ดดดด!!
    “เกิดอะไรขึ้นหรือครับ ที่ด้านนอกนั่นน่ะ?”
    “มีคนบุกขึ้นเขามา เจ้าก็รีบออกมาซะสิ ข้าต้องรีบไปช่วยทุกคนรับมือแล้ว”
    “พวกมัน หรือจะเป็นตระกูลเซี่ย?”
    อาวุโสว่านส่ายหน้าและตอบว่า”พวกชั่วนิกายจันทร์ดับบุกขึ้นมา พวกมันคิดจะยึดครองที่นี่ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว เร็ว ตามข้ามา”
    “ครับ แต่โปรดรอสักครู่”เหมาเว่ยยังคงสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยิน พร้อมทั้งวิ่งกลับเข้าไปหยิบสิ่งของที่วางทิ้งไว้ติดตัวมาทั้งหมด’นึกว่าเจ้าของสุนัขจะมาเสียอีก’
    แต่ทว่า ความรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกก็เริ่มเบ่งบานภายในจิตใจของเหมาเว่ย เพราะหากเป็นพรรคตระกูลเซี่ยบุกขึ้นมาทำลายที่นี่โดยยังไม่มีการส่งคนมาเจรจาเพื่อขอตัวเขาไปลงโทษ นั่นก็เท่ากับว่าสำนักพยัคฆ์อัสนีจะต้องพบกับความหายนะ และเขาก็จะกลายเป็นตัวนำภัยมาสู่ที่นี่อย่างไม่มีทางปฏิเสธได้
    “เจ้าค่อยๆหลบไปทางด้านหลัง แล้วอ้อมลงไปตามแนวป่าเข้าใจไหม?”อาวุโสว่านชี้ทางให้เหมาเว่ยทันทีที่ลงมาถึงทางเข้าหอจองจำชั้นล่าง”รีบหนีไปซะ หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่ ไว้เจ้าพร้อมเมื่อไหร่ค่อยกลับมาพบข้าที่นี่ก็ได้ ข้าไปล่ะ ต้องรีบไปช่วยคนในสำนักรับศึกทางด้านนั้น ท่านเจ้าสำนักก็ยังไม่ออกมาจากการเก็บตัวเสียด้วย เดี๋ยวจะไปช่วยไม่ทันการ”
    “........”เหมาเว่ยยังไม่มีโอกาสได้พูดอะไร แต่ร่างชายชราก็พลันพุ่งทะยานจากไปเสียแล้ว
    เขายืนคิดไตร่ตรองกับสิ่งที่เกิดขึ้นพลางมองดูศิษย์ในสำนักที่กำลังวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน แต่จะให้เหมาเว่ยหนีไปทั้งๆอย่างนี้โดยที่ก็ยังเป็นศิษย์ของที่นี่อยู่ได้หรือ มิหนำซ้ำจะปล่อยให้อาวุโสว่านรับศึกโดยไม่คิดช่วยเหลืออันใดได้อย่างไร สำหรับเหมาเว่ยแล้วคงไม่มีทางปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นเป็นแน่
    ‘ข้าจะจากไปทั้งๆแบบนี้ไม่ได้ เมื่อครู่ก็ได้ยินว่าเจ้าสำนักก็ยังเก็บตัวอยู่ หากว่าพวกเขารับมือศัตรูไม่ไหวล่ะจะเกิดอะไรขึ้น ผู้อาวุโสว่านก็ดีกับข้ามากเสียด้วย’เหมาเว่ยทบทวนถึงคำพูดก่อนหน้านี้
    ฟุบ!
    เขาตัดสินใจล้วงหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาโดยเปลี่ยนให้สามารถใช้ในช่วงกลางวัน จากนั้นก็มองหาที่เหมาะๆโดยขึ้นไปบนยอดไม้ที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะส่องกล้องไปยังทางลงเขาซึ่งเป็นจุดที่คาดว่าเหล่าศิษย์จะไปรวมตัวกัน แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่เห็นได้ส่งผลให้ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก
    “เจ้าพวกนี้นี่เอง พวกชุดคลุมดำคาดแดงเมื่อตอนนั้น ไม่ได้แล้ว!”เหมาเว่ยเร่งรีบเก็บกล้องส่องทางไกลเข้าไปในถุงจักรวาล และนำกระเป๋าใบยาวออกมาก่อนจะรีบเปิด เพื่อนำของข้างในออกมาประกอบติดตั้งอุปกรณ์ให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมใช้งาน’งานนี้ต้องไรเฟิล เก็บตัวหัวหน้าก่อนจากระยะไกลมันซะเลย!’