่สองสามวันนี้จางเจิ้นอันจะออกไปหาปลาในตอนเช้า พอบ่ายคล้อยกลับมาถึงบ้านก็จะมาดูแลที่ดินผืนนี้เขาลงแรงต่อเนื่องอยู่สองสามวันเต็มในที่สุดก็ผ่านการตรวจสอบของอันซิ่วเอ๋อร์มาได้อย่างทุลักทุเลพอทุบก้อนดินก้อนสุดท้ายจนละเอียด จางเจิ้นอันก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่รู้หน้างานนั้นง่าย แต่เวลาลงมือทำกลับยากที่ดินรกร้างผืนนี้บุกเบิกได้ไม่ง่ายดายอย่างที่คิดจริงๆ
เมื่ออันซิ่วเอ๋อร์เห็นว่าพรวนดินเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ไม่รู้ว่าไปหาคราดสี่ซี่มาจากที่ใด นางให้เขาใช้คราดนั้นคราดดินให้ทั่วทั้งแปลงเพื่อกำจัดเศษหญ้าใบไม้ และเก็บก้อนหินน้อยใหญ่ออกไปทิ้งซึ่งก็กินเวลาไปอีกครึ่งค่อนวัน
หลังจากนั้นจึงนำขี้เถ้ามาโรยให้ทั่วแล้วตามด้วยการใส่ปุ๋ยอีกเล็กน้อยในที่สุดแปลงผักนี้ก็ถือว่าจัดเตรียมเสร็จสมบูรณ์ ่เวลาที่ฝนตกพรำๆติดต่อกันนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว อากาศในวันนี้เริ่มมีแดดออกบ้างแล้วกลางคืนก็มีแสงจันทร์ ดูท่าว่าพรุ่งนี้คงจะเป็วันที่อากาศแจ่มใส
“พรุ่งนี้พวกเราขึ้นเขาไปตัดไผ่มาทำรั้วดีไหมเ้าคะ?”ก่อนนอนในตอนค่ำ อันซิ่วเอ๋อร์กอดจางเจิ้นอันไว้กล่าวด้วยน้ำเสียงหวานใส
“ได้สิ” จางเจิ้นอันพยักหน้ารับคำแต่แล้วพลันพลิกร่างกดนางลงใต้ร่าง ก้มลงกระซิบข้างใบหูของนางกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า “แต่ว่า...คืนนี้ข้ายังอยากจะพรวนดินต่ออีกสักหน่อย”
“ท่านนี่ร้ายจริงๆ!” อันซิ่วเอ๋อร์ย่อมเข้าใจความหมายในคำพูดของเขาเป็อย่างดีนางเอื้อมมือทุบลงไปบนแผงอกเขาเบาๆ แต่สำหรับจางเจิ้นอันแล้วแรงทุบนั้นราวกับหยาดฝนพรำ ไม่ได้สร้างแรงกดดันอันใดให้เขาสักนิดมีแต่จะยิ่งทำให้ทั่วร่างของเขารู้สึกซาบซ่านและร้อนผ่าวขึ้นไปอีก
จางเจิ้นอันเอื้อมมือไปรวบมือนางไว้บนแผงอกตนเองกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เ้าจะยอมหรือไม่? ข้าอดทนมาตั้งหลายวันแล้วนะ”
อันซิ่วเอ๋อร์ฟังแล้วอดที่จะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้บุรุษร่างใหญ่ผู้นี้กำลังออดอ้อนนางอยู่หรือนี่? ก็จริงอยู่นับั้แ่ครั้งล่าสุดนั้น นางยังคงหวาดหวั่นไม่หายไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมให้เขาแตะต้องตัวอีกแต่พอนึกถึงความเหนื่อยยากที่เขาลงแรงบุกเบิกแปลงผักตลอดหลายวันที่ผ่านมาใจของอันซิ่วเอ๋อร์ก็พลันอ่อนยวบลง นางจึงกล่าวว่า “ก็ได้เ้าค่ะถือว่าเป็รางวัลให้ท่านก็แล้วกัน แต่ว่าท่านต้อง... เบาๆ นะ...”
นางยังกล่าวไม่ทันจบประโยคดีริมฝีปากอิ่มก็ถูกเขาบดเบียดถลำลึกเข้ามาเสียแล้วคำพูดที่เหลือจึงถูกกลืนหายไปในลำคอ เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงหอบหายใจแ่เบา
เตียงไม้เก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ค่ำคืนนี้ย่อมเป็อีกราตรีที่ลมสารทและหยาดน้ำค้างหยกได้พานพบชนะเลิศกว่าความสุขอื่นใดในโลกหล้า
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่ออันซิ่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็ยามที่ตะวันขึ้นสูงโด่งแล้ว นางค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียง นั่งเอนหลังพิงผนังอย่างเกียจคร้านเมื่อคืนเขาช่างรุนแรงเหลือเกินนางรู้สึกเพียงว่าแผ่นหลังและเอวของตนแทบจะยืดตรงไม่ได้เสียแล้ว
จางเจิ้นอันเดินเข้ามาในมือถือชามโจ๊กเข้ามาให้นาง กล่าวว่า “มากินเสียหน่อยเถิด”
“ไม่อยากกินเ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า มองเขาด้วยแววตาตัดพ้ออยู่บ้าง
จางเจิ้นอันยกมือลูบปลายจมูกตนเองเมื่อคืนเขาออกจะตามใจตนเองมากไปหน่อย ก็ช่วยไม่ได้รสชาติของนางช่างหอมหวานยอดเยี่ยมเหลือเกิน ทำให้เขาเสพติดจนไม่อาจถอนตัวทั้งยังอดทนอดกลั้นมาแล้วหลายวัน จึงไม่สนใจเสียงอ้อนวอนของนางหลายต่อหลายครั้งทำได้เพียงปล่อยตัวปล่อยใจไปตามสัญชาตญาณ รังแกนางอยู่หลายรอบหลายคราคาดไม่ถึงเลยว่าผลสุดท้ายกลับทำให้ภรรยาผู้น่าทะนุถนอมของตนต้องเหนื่อยล้าไปเสียได้
“ข้าป้อนเ้าเอง” เขาเดินมานั่งลงข้างเตียงกล่าวว่า “ข้าตั้งใจทำโจ๊กเนื้อปลาให้เ้าเป็พิเศษเลยนะใช้เวลาไปไม่น้อยทีเดียว”
“เช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะเดี๋ยวข้าไปล้างหน้าบ้วนปากก่อน” อันซิ่วเอ๋อร์พอได้กลิ่นหอมของโจ๊กก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาบ้างแล้ว นางโบกมือไล่ให้เขาถอยไป ก่อนจะค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้น ทว่าตอนก้าวลงจากเตียง ขาของนางกลับอ่อนแรงไปชั่วขณะยังดีที่จางเจิ้นอันมีสายตาและปฏิกิริยาว่องไว รีบเข้ามาประคองนางไว้ได้ทันจึงไม่ทำให้นางต้องล้มลงไปกองกับพื้น
อันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองเขาอย่างตัดพ้อสายตาคู่นั้นราวกับกำลังร้องทุกข์ จางเจิ้นอันจำต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่นขืนนางยังมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้ต่อไปเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะยังอดทนอดกลั้นไหวหรือไม่ต้องรู้ไว้ด้วยว่าบุรุษในยามเช้าตรู่นั้น... มักจะเปี่ยมไปด้วยพลังวังชาเสมอ
เมื่อเห็นนางเดินช้าๆ อย่างยากลำบากทีละก้าวจางเจิ้นอันจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา ยื่นแขนออกไป กล่าวว่า“ข้าอุ้มเ้าไปส่งเอง”
“ไม่ต้องหรอกเ้าค่ะ...” นางยังกล่าวไม่ทันจบร่างทั้งร่างก็ถูกจางเจิ้นอันอุ้มขึ้นมาในอ้อมแขนด้วยท่าเ้าสาวเสียแล้วอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ทันได้ตั้งตัว ทำได้เพียงรีบยกแขนขึ้นโอบรอบลำคอของเขาไว้ทว่าในใจกลับรู้สึกหวานล้ำราวกับเคลือบด้วยน้ำผึ้งนางจึงถือโอกาสซบศีรษะลงกับแผงอกกว้างของเขาเสียเลย
เพียงระยะทางสั้นๆ ไม่กี่ก้าวก็มาถึงยังจุดหมาย จางเจิ้นอันใช้เท้าเกี่ยวเก้าอี้ตัวหนึ่งมาให้นางนั่งลงทว่าอันซิ่วเอ๋อร์กลับยังคงอาลัยอ้อมกอดอันอบอุ่นของจางเจิ้นอันไม่ยอมลงจากอ้อมแขนเขาแต่โดยดี ในความทรงจำของนางนานมากแล้วที่ท่านพ่อเคยอุ้มนางเช่นนี้
“นั่งลงดีๆ เถิด” จางเจิ้นอันก้มตัวลงเพื่อวางนางนั่งบนเก้าอี้ทว่านางกลับยังคงใช้แขนคล้องคอเขาไว้ไม่ยอมปล่อยทั้งยังส่งสายตาหวานเยิ้มราวกับเส้นไหมมาให้ ชวนให้หัวใจของเขาเต้นระส่ำคันยุบยิบ
เขาก้มหน้าลงจุมพิตชิมรสริมฝีปากของนางอีกครั้งจูบจนนางอ่อนระทวยไปทั้งร่าง นางจึงค่อยผลักเขาออก แล้วยอมนั่งลงบนเก้าอี้แต่โดยดี
จางเจิ้นอันเห็นนางนั่งนิ่งไม่ขยับก็ทำได้เพียงหยิบถ้วยน้ำมาให้ ตักผงยาขัดฟันในแปรงสีฟันแล้วยื่นส่งให้นางนางรับมาขัดฟันขาวสะอาดของตนเบาๆ เขานึกขึ้นได้ว่าอากาศค่อนข้างเย็นก่อนหน้านี้จึงใช้ไฟที่เหลือจากการหุงโจ๊กเมื่อเช้าอุ่นน้ำร้อนเตรียมไว้ให้นางตอนนี้น้ำคงจะอุ่นกำลังพอดีแล้ว
“เสร็จหรือยัง ข้าเตรียมน้ำไว้ให้เ้าแล้ววางอยู่บนชั้นวาง” จางเจิ้นอันเอ่ยเรียกจากอีกด้าน
“ข้าไม่อยากลุกท่านยกมาให้ข้าหน่อยสิเ้าคะ” อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ก็ได้ๆ” เขารู้สึกว่าตนเองเป็บุรุษอกสามศอกแท้ๆแต่กลับต้องมาคอยทำงานรับใช้เล็กๆ น้อยๆ เช่น การยกน้ำรินชาเช่นนี้แต่ก็น่าแปลกที่พอเป็การปรนนิบัติรับใช้ภรรยาผู้น่าเอ็นดูของตนผู้นี้เขากลับรู้สึกเต็มใจเป็อย่างยิ่ง โอ๊ย นี่มันอาการป่วยแบบไหนกัน? เป็เพราะเขาหลงใหลในร่างกายของนาง หรือเพราะเขาเริ่มชอบนางเข้าแล้วกันแน่?ช่างมันเถอะ! อย่างไรเสียนับแต่นี้ไปนางก็คือภรรยาของเขาแล้ว
“ท่านช่วยล้างหน้าให้ข้าด้วยสิเ้าคะ”เมื่อเขายกอ่างน้ำมาให้ นางก็เงยหน้าขึ้นกล่าวออกมาอย่างที่เรียกได้ว่าชักจะเหลิงได้ใจไปหน่อยแล้ว
พอได้ยินน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังของนางจางเจิ้นอันก็ไม่มีความคิดที่จะปฏิเสธได้เลย เขาจึงก้มหน้าลงบิดผ้าขนหนูผืนเล็กแล้วบรรจงเช็ดหน้าให้นางอย่างเบามือ ทั้งๆ ที่เป็เพียงการล้างหน้าอันแสนธรรมดาเขากลับรู้สึกว่ามือไม้ของตนสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง จนต้องหลับตาลงไม่กล้าแม้แต่จะมองตรงๆทำได้เพียงเบือนหน้าหนีไปพลางรีบๆ เช็ดหน้าให้นางจนเสร็จ
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นท่าทางเช่นนั้นของเขาก็อดหัวเราะคิกคักออกมาไม่ได้คิกๆ นางเห็นนะว่าใบหูของเขาเริ่มแดงก่ำแล้ว ดูท่าเขาก็ไม่ใช่คนเ็าไร้หัวใจอย่างที่คิดเสียหน่อย
“เ้าหัวเราะอันใดรึ?” จางเจิ้นอันหันหน้ากลับมาถามเมื่อเห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่เพิ่งล้างเสร็จของนาง ขาวอมชมพูระเรื่อช่างน่ามองยิ่งนัก
“ข้าอารมณ์ดีนี่เ้าคะ” อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงหัวเราะคิกคักรอจนกระทั่งเขาเก็บอ่างล้างหน้ากลับไปแล้วนางจึงเขยิบเข้าไปกระซิบข้างหูเขาแ่เบา “ท่านพ่อ...”
“เมื่อครู่เ้าเรียกข้าว่ากระไรนะ?”จางเจิ้นอันได้ยินดังนั้นก็ใเป็อันมาก
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านพ่อ” อันซิ่วเอ๋อร์แกล้งเรียกซ้ำอีก
ใบหน้าของจางเจิ้นอันพลันดำคล้ำลงทันทีเขากระซิบเสียงเข้ม “ต้องเรียกว่าท่านพี่!”
“คิกๆก็มีเพียงท่านพ่อของข้าเท่านั้นที่เคยตามใจข้าถึงเพียงนี้ประกอบกับท่านก็อายุมากกว่าข้า ข้าเรียกท่านว่าท่านพ่อท่านก็ไม่เสียเปรียบอันใดนี่เ้าคะ” อันซิ่วเอ๋อร์ยกมือป้องปากหัวเราะคิกคัก
“ข้าดูแก่ถึงเพียงนั้นเชียวรึ?” จางเจิ้นอันเม้มริมฝีปาก คิดคำนวณอยู่ในใจ ดูเหมือนว่าจะอายุห่างกันจริงๆเสียด้วย แต่ไม่สิ เขาเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เองต่อให้บุรุษที่บรรลุนิติภาวะแล้วแต่งงานั้แ่อายุสิบแปดก็ยังไม่อาจมีบุตรสาวที่โตเท่านางได้อยู่ดี
“ไม่แก่เลยสักนิดเ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน กล่าวว่า “ข้าไปกินโจ๊กก่อนนะเ้าคะเดี๋ยวจะเย็นชืดหมดเสียก่อน”
เมื่อได้พักผ่อนครู่หนึ่งนางก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงกลับคืนมาบ้างแล้วจางเจิ้นอันยกชามโจ๊กตามนางออกมาจากห้องนอนมายังโถงกลางบ้าน มองดูนางค่อยๆตักโจ๊กเข้าปากทีละคำจนหมดชาม จึงเอ่ยถาม “จะกินเพิ่มอีกหน่อยหรือไม่?”
“อิ่มแล้วเ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์วางชามลงกล่าวว่า “นี่ก็สายมากแล้ววันนี้พวกเรายังต้องขึ้นเขาไปตัดไผ่นี่เ้าคะ”
“ข้าขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องสักครู่ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้วเ้าค่ะ” ขณะที่กล่าวนางก็เดินเข้าห้องไปเพียงครู่เดียวก็เดินกลับออกมา นางรวบผมยาวขึ้นเป็มวยเรียบร้อยอยู่ด้านหลังศีรษะบนร่างสวมใส่เสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน
“เหตุใดจึงแต่งกายเช่นนี้?” จางเจิ้นอันเห็นนางสวมใส่เสื้อผ้าเก่าขาดเช่นนั้นก็อดรู้สึกสงสารและปวดใจขึ้นมาไม่ได้คาดไม่ถึงเลยว่านางจะมีเสื้อผ้าที่เก่าขาดถึงเพียงนี้
อันซิ่วเอ๋อร์ถูกสายตาของเขามองจนรู้สึกเขินอายอยู่บ้างนางหลบสายตาเขาวูบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวตอบอย่างไม่ถือสา“ก็เราจะขึ้นเขากันนี่เ้าคะ เดี๋ยวเสื้อผ้าดีๆจะโดนกิ่งไม้เกี่ยวขาดเอาได้”
“ไม่เป็ไร ต่อไปไม่ต้องเปลี่ยนแล้วหากมันขาด พวกเราก็แค่ซื้อชุดใหม่ก็สิ้นเื่” จางเจิ้นอันกล่าว
“เช่นนั้นไว้คราวหน้าค่อยว่ากันใหม่นะเ้าคะครั้งนี้ข้าเองก็เปลี่ยนมาแล้ว เอาเช่นนี้ไปก่อนแล้วกันนะเ้าคะ” อันซิ่วเอ๋อร์เดินเข้ามาอย่างไม่ใส่ใจนักพลางจะเอื้อมมือไปรับจอบจากมือเขาทว่าเขากลับพลิกมือเปลี่ยนข้างถือจอบไปไว้อีกด้านแล้วใช้มือข้างที่ว่างนั้นจูงมือนางแทน
ใบหน้าของอันซิ่วเอ๋อร์พลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทั้งสองเดินออกจากประตูไป คนหนึ่งสะพายตะกร้าสาน ที่เอวเหน็บมีดพร้า มือถือจอบส่วนอีกคนกลับเดินอิงแอบอยู่ข้างกายเขาด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู
ระหว่างทาง เมื่อชาวบ้านคนอื่นๆ เห็นเข้าต่างก็เอ่ยทักทายอันซิ่วเอ๋อร์กันเสียงดัง “ซิ่วเอ๋อร์เ้ากับสามีจะไปไหนกันรึหรือ?”
“พวกเราจะขึ้นเขาไปตัดไผ่สักหน่อยเ้าค่ะ”อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มตอบ
“แหมคุณชายจางนี่ช่างไม่รู้จักถนอมบุปผางามเอาเสียเลยนะ มีภรรยางดงามปานนี้แทนที่จะเลี้ยงดูให้อยู่ดีกินดีที่บ้าน ยังจะใจดำพานางขึ้นเขาไปลำบากอีกรึ?”สตรีบางคนที่กล้าหน่อย เห็นอันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มแย้มก็เริ่มเอ่ยล้อเลียนจางเจิ้นอันอย่างไม่เกรงกลัว
“ที่ไหนกันเ้าคะท่านพี่ของข้าต่างหากที่ไม่ยอมให้ข้าออกมาง่ายๆข้าอยู่ที่บ้านมีแต่จะอุดอู้เบื่อหน่ายจึงได้รบเร้าขอตามเขาขึ้นมาเดินเล่นบนเขาสักหน่อยเ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์รู้ดีว่าจางเจิ้นอันไม่ชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้าจึงเป็ฝ่ายเอ่ยตอบแทนเขาทั้งหมด
“เช่นนั้นซิ่วเอ๋อร์ก็ช่างมีวาสนาจริงๆ”น้ำเสียงของเหล่าสตรีเริ่มเจอประชดประชัน พวกนางคิดในใจว่าแต่งงานกับคนแบบนี้แล้วยังยิ้มหวานได้ขนาดนี้ ต้องเป็พวกเสแสร้งแกล้งยิ้มเป็แน่พอลับหลังผู้คนแล้ว ใครจะรู้ว่าเ้าจางตาบอดนั่นจะทุบตีนางอย่างไรบ้าง
พออันซิ่วเอ๋อร์กับจางเจิ้นอันเดินคล้อยหลังไปแล้วเหล่าสตรีกลุ่มนั้นก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทากันทันที กล่าวว่า“เ้าจางตาบอดนั่นมันโชคดีจริงๆ นะได้สาวงามอย่างซิ่วเอ๋อร์มาเป็ภรรยา”
“ก็เขามีเงินนี่นาจ่ายสินสอดทีเดียวตั้งหกตำลึง ในหมู่บ้านเราจะมีใครจ่ายไหวกัน?”
“ใช่ๆเห็นปกติบ้านตระกูลอันทำท่ารักถนอมลูกสาวนักที่แท้ก็เป็แค่พวกหน้าเงินขายลูกสาวกินนั่นเอง”
“คนอย่างเ้าจางตาบอดนั่นดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดีมีเมตตา นี่คงเพราะเพิ่งแต่งงานใหม่ๆถึงได้ทำดีกับนาง รอให้ผ่านไปสักพักสิไม่แน่ว่าอาจจะโหดร้ายยิ่งกว่าตาเฒ่าหลี่คนขายเนื้อนั่นเสียอีก”
ตาเฒ่าหลี่คนนั้นอีกแล้ว!
สามีของข้าทั้งหน้าตาดีทั้งยังรู้จักรักใคร่ถนอมคน ดีกว่าตาเฒ่าหลี่หน้าโหดนั่นเป็ร้อยเท่าพันเท่า!
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเสียงซุบซิบนินทาของเหล่าสตรีก็รู้สึกโกรธจนเจ็บแปลบในอก นางจึงกระซิบกับจางเจิ้นอันเสียงแ่เบา“คนพวกนี้น่าชังนัก ชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่นลับหลังอยู่เรื่อย”
“อย่าไปใส่ใจพวกนางเลย” จางเจิ้นอันกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ข้าน่ะไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะแต่ข้าโกรธที่พวกนางพูดจาว่าร้ายท่าน ท่านไม่ได้ตาบอดเสียหน่อยแต่คนพวกนี้กลับเอาแต่เรียกท่านลับหลังว่าจางตาบอดนี่มันไม่เท่ากับแช่งท่านหรอกหรือเ้าคะ น่าชังจริงๆ!” อันซิ่วเอ๋อร์ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
จางเจิ้นอันคาดไม่ถึงว่าที่นางโกรธถึงเพียงนี้เป็เพราะ้าปกป้องเขาในใจพลันรู้สึกอ่อนยวบลงอย่างประหลาด เขาจึงเอื้อมมือไปกุมมือนางไว้แน่น กล่าวว่า“ต่อไปก็อย่าไปใส่ใจพวกนางอีกเลยพวกนางอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไป ปากของพวกนางเองอย่างไรข้าก็ไม่ได้เสียหายตรงไหนสักหน่อย!”