เช้าวันนี้น้ำใสตื่นเช้า หล่อนเดินเข้าห้องน้ำ จัดการตัวเองในชุดนักศึกษาเรียบร้อย เดินยิ้มลงมาข้างล่าง เห็นมารดาแสนสวยนั่งอ่านหนังสืออยู่
“แม่ขา”
“ว่าไงลูก เมื่อคืนหลับสบายมั๊ย”
“ค่ะ สบายมากที่สุดในโลกเลย ไม่มีที่ไหนที่จะมีความสุขเท่าที่บ้านเราอีกแล้วค่ะแม่” หญิงสาวพูดพลางเดินรี่ไปกอดเอวแล้วนั่งลงเก้าอี้ข้าง ๆ
“อ้อนแบบนี้จะขออะไรอีกล่ะ”
“วันนี้น้ำจะไปมหาวิทยาลัยนะค่ะ หายไปนานจะไปดูซะหน่อย แล้วจากนั้น น้ำว่าน้ำจะไปซื้อของใช้บางอย่างนะคะ อีกอย่างน้ำอยากไปเดินเล่นด้วยค่ะ”
“จ๊ะ ไปเถอะ”
“ค่ะ” น้ำใสคว้ากระเป๋าขึ้นสะพายไหล่ ขณะกำลังก้าวเท้าออกเดิน เห็นนายธเนศเดินเข้ามา หญิงสาวจึงยกมือไหว้ตามมารยาท
“สวัสดีค่ะคุณลุง”
“ไหว้พระเถอะหลาน จะไปมหาวิทยาลัยแล้วเหรอ”
“ค่ะ”
“แหม น่าจะอยู่ช่วยเลือกชุดแต่งงานให้แม่เขาหน่อยนะ วันสำคัญทั้งที” คำพูดของนายธเนศสะกิดใจหญิงสาวจนต้องหันหน้าไปสบตามารดา
“คือ ขอโทษนะลูก แม่ลืมบอกไป แม่กับคุณลุงเอ่อ” คุณนายนฤมลอึกอัก ไม่กล้าบอก แต่พอขยับปากจะบอก ก็ถูกหนุ่มใหญ่พูดแทรกขึ้นมาก่อนว่า
“เรากำลังจะแต่งงานกันนะหลาน เอ๊ะ นี่คุณยังไม่ได้บอกหนูน้ำใสอีกเหรอครับ”
“คือ ดิฉันมัวแต่ตื่นเต้นเรื่องลูกกลับบ้านนะค่ะ ก็เลย”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร จะบอกช้าบอกเร็วยังไงหนูน้ำใสก็ต้องรู้อยู่ดี ลุงดีใจนะที่เราจะได้เป็นครอบครัวเดียวกัน ฮะ ฮะ ฮะ” นักการเมืองหนุ่มใหญ่หัวเราะดีใจที่แผนการของเขาดำเนินไปด้วยดีไม่มีสะดุด
น้ำใสงงกับข่าวใหม่ที่ได้รับรู้ หญิงสาวคงต้องคิดทบทวนเรื่องเกาะเอริคอีกครั้ง คงต้องใช้เวลาคิด
“น้ำขอตัวก่อนไว้เราค่อยคุยกันตอนเย็นนะคะ สวัสดีค่ะคุณลุง” หญิงสาวยกมือไหว้ตามมารยามตามเคย ทั้งๆความจริงที่หล่อนรู้เรื่องเขากับสุดาทิพย์ มันยิ่งทำให้หล่อนไม่พอใจเขามากกว่าแต่ก่อน
น้ำใสเดินไปยังรถสีเหลืองของตนเอง ขาก้าวขึ้นรถ แต่ใจหล่อนลอยไปที่เกาะ ภาพนายธเนศกอดกับสุดาทิพย์มันผุดขึ้นมาในหัว
คิดซิน้ำใสคิดให้ออกว่าจะทำยังไง แม่กำลังจะแต่งงานกับผู้ชายที่พัวพันการฆาตกรรม อีกทั้งยังเอาเพื่อนของลูกสาวของผู้หญิงที่ตนเองบอกว่าชอบมาเป็นเมียน้อย ผู้ชายแบบนี้จะมาแต่งงานกับแม่เราได้ยังไง ต้องไม่ได้ ต้องหาทางขัดขวาง
+++++++++++++++++++++
น้ำใสคิดคิด แล้วก็คิด จนขับรถมาถึงมหาวิทยาลัยแบบไม่รู้ตัว แต่เพียงแค่ก้าวขาลงจากรถ สิ่งผิดปกติก็เกิดขึ้นกับหล่อน สายตาหลายคู่จ้องมองหล่อนเป็นตาเดียวเป็นสายตาที่แปลกแตกต่างจากคนเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน พวกเขามองหล่อนแบบเหยียด ๆ อย่างไรพิกล
ไม่เพียงแค่สายตา ปากบางคนยังป้องหากันกระซิบกระซาบแล้วมองมายังหล่อน น้ำใสสังเกตว่า ไม่ว่าหล่อนจะเยื้องย่างไปที่ไหน มักมีคนมองด้วยสายตาแปลก ๆ และซุบซิบกันอยู่เสมอ น้ำใสเริ่มรู้สึกไม่พอใจ เหมือนหล่อนเป็นหัวข้อสนทนาของคนหลายคนดังนั้นหล่อนจึงโทรฯไปหาภคกรเพื่อสอบถามความจริง
“ฮัลโหล ภคกรพูดครับ.”
“กร น้ำเองนะ”
“อ้าวน้ำ มีอะไรเหรอ”
“ระหว่างที่เราไม่อยู่ มีอะไรเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเหรอ”
“ทำไมละน้ำ มีอะไรหรือเปล่า แล้วน้ำอยู่ที่ไหน”
“เราอยู่ที่มหาวิทยาลัย แต่ กรรู้มั๊ย เราเหมือนตัวประหลาดเลย ไปไหนมีแต่คนมองเราแปลก ๆ ซุบซิบนินทาเรากันใหญ่เลย กร นายต้องเล่าให้เราฟังเดี๋ยวนี้ ว่าระหว่างที่เราไม่อยู่ มันเกิดอะไรขึ้นทำไมทุกคนมองเราแบบนั้น บอกมาเดี๋ยวนี้นะกร”
“ได้ ได้ แต่บอกแล้วน้ำต้องใจเย็น ๆ นะ”
“ได้”
“สัญญาก่อน”
“สัญญา” น้ำใสรับคำแต่แอบกัดริมฝีปาก ลองภคกรย้ำให้ใจเย็นแบบนี้ มันต้องเป็นเรื่องที่ทำให้น้ำใสขัดเคืองใจแน่
“คือ ยังดวงตาตัวดีนะซิ หล่อนให้สมุนของหล่อนสองคนไปปล่อยข่าวว่าที่น้ำหายไปนะ ไม่ได้ไปไหนหรอก แต่ไปอยู่กับผู้ชาย”
“ใช่ดวงตาแน่เหรอ” หญิงสาวถามย้ำ
“ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าใครปล่อยข่าว เราก็เลยให้เพื่อนเราแอบไปถามสมุนดวงตา โดยสองคนนั้นไม่รู้หรอกว่าเพื่อนเรารู้จักกับเรา แม่สองคนนั่นเลยบอกเสียหมดเปลือกว่า ดวงตาเป็นคนบอกพวกเขาเองเลย”
“จริงเหรอกร” น้ำใสถามไปยังงั้นเองทั้งที่แน่ใจว่าเป็นฝีมือเจ้าหล่อนแน่
“ฮื่อ”
“แล้วดวงตาเขารู้ได้ยังไงว่าเราไปอยู่กับผู้ชาย”
“เขาว่าพ่อเขารู้จักกับคุณธเนศ แล้วเขาก็รู้ว่าคุณธเนศชอบกับเอ่อ อย่าโกรธเรานะ ชอบกับแม่น้ำนะก็อย่างที่เรารู้กันอยู่ พ่อดวงตานะเขานายแบงก์ใหญ่ ส่วนคุณธเนศก็นักการเมืองใหญ่ สองคนเลยสนิทกัน ดวงตาเขาว่า นายธเนศเขามาเล่าให้พ่อเขาฟัง เรื่องน้ำใสหายตัวไปแล้วมีผู้ชายโทรมาบอกข่าวกับส่งแฟกซ์มาให้นะ ก็เรื่องนั้นละ ดวงตาเขาเลยว่าน้ำไปอยูกับผู้ชาย เขาก็เลยให้เพื่อนเขากระจายข่าว ทีนี้ เรื่องมันก็เลยดังมันก็เลย”
“เราพอจะเข้าใจแล้วกร ขอบใจนะ”
“น้ำ ใจเย็นนะ เราว่าน้ำอย่าเพิ่งวู่วาม”
“ได้ แค่นี้ก่อนนะ เราจะรีบไปที่ตึกเรียน”
“สัญญาก่อน ว่า จะ ไม่ วู่ วาม” เพื่อนหนุ่มพูดเตือนอีกครั้งแบบช้าๆ ชัด ๆ
“ได้ เราสัญญา”
“โอเค งั้นก็ หวัดดีนะ”
“จ๊ะหวัดดี” น้ำใสปิดมือถือ หญิงสาวเดินลิ่วไปยังตึกเรียน ไปทำธุระเกี่ยวกับเวลาเรียนและตารางเรียนเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมา พบกับคู่อริตัวปล่อยข่าวทันที
“ว่าไงจ๊ะน้ำใส สบายดีเหรอ หายไปนานนี่ ไปอยู่ที่ไหนมาเหรอจ๊ะ ดวงเป็นห่วงนะ เนี่ยดวงไปหากรเขา ไปถามข่าวน้ำจากกรเขาตลอดเลย ดีใจด้วยนะที่ได้กลับมาอย่างปลอดภัย”
“ขอบใจ แต่เราขอไม่ตอบคำถามเธอได้มั๊ย” น้ำใสขบริมฝีปากมือทั้งสองกำแน่น ดวงตาทั้งคู่กระพริบหรี่ลง หากแต่ทรวงอกกระเพิ่มขึ้นลงตามอารมณ์ที่เริ่มปะทุ
“อ้าว ทำไมล่ะจ๊ะ นี่เราดีใจกับเธอจริง ๆ นะ ใช่มั๊ยพวกเรา ฮิฮิ”
“ใช่”
“ใช่”
สามสาวปิดปากหัวเราร่วน เห็นภาพนั้นแล้วน้ำใสแทบจะระงับอารมณ์ไม่อยู่ น้ำใสพ่นลมหายใจออกฟืดฟาดพูดเสียงขุ่นไปว่า
“ดวงตา คนอย่างเธอไม่สมควรได้รับความเป็นเพื่อนจากฉันอีกต่อไป เธอแย่มาก ต่อไปฉันจะไม่คิดว่าเธอเป็นเพื่อนฉันอีก”
“เอ๊ะ ! เธอมาว่าฉันเรื่องอะไร ฉันไปทำอะไรให้เธอ”
“เธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจยังจะมาถามอีก ใครกันเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องฉันอยู่กับผู้ชายเธอใช่มั๊ย” น้ำใสคาดคั้น
“ทำไม เป็นฉันแล้วจะทำไม ก็แล้วมันเรื่องจริงมั๊ยล่ะ หรือว่าไม่จริง” อีกฝ่ายตอบโต้ไม่ลดละ
“จะจริงหรือไม่จริงมันก็เรื่องของฉัน เธอไม่ควรเอาไปพูดแบบนั้นทั้งที่เธอยังไม่รู้เรื่องว่าความจริงมันเป็นยังไง เธอเป็นเพื่อนภาษาอะไร เสียแรง ที่แต่ก่อนฉันคิดว่าเธอเป็นเพื่อนฉัน แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันไม่คิดว่าเธอเป็นเพื่อนฉันอีกต่อไปแล้ว”
“ก็ได้ แล้วคิดเหรอว่าฉันคิดว่าเธอเป็นเพื่อน ฉันคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเพราะเธอทำให้กรเขาไม่สนใจฉัน”
“มันอยู่ที่ตัวเธอเองต่างหาก ไม่เกี่ยวกับฉัน ก็เธอทำตัวแบบนี้ คิดแต่เรื่องไม่ดีแบบนี้ กรเขาถึงไม่สนใจเธอ ก็สมควรแล้วละ” น้ำใสพูดเยาะกลับเอาบ้าง ทำเอาดวงตาเต้นเร่าด้วยความโกรธ
“น้ำใส เธอกล้าว่าฉันเหรอ”
“ทำไมฉันจะว่าเธอไม่ได้ ทีเธอยังกล้าเอาเรื่องฉันไปพูดเสียหายเลย ทำไมฉันจะพูดบ้างไม่ได้”
“น้ำใส เธอ เธอ มันมากไปแล้วนะ นี่แน๊ะ” ดวงตาเหวี่ยงฝ่ามือไปที่แก้มน้ำใสดังเพี๊ยะจนน้ำใสหน้าหันตามแรงเหวี่ยง แต่ไม่มีหนสองสำหรับดวงตาเมื่อหล่อนเหวี่ยงฝ่ามือกลับอีกรอบหวังให้โดนหน้าน้ำใสอีก แต่น้ำใสกลับคว้ามือนั้นได้ทัน พร้อมกับออกแรงกระชากดึงเข้าหาตัวจากนั้นหญิงสาวก็เอี้ยวตัวหลบเล็กน้อย ดวงตาจึงเสียหลัก เซถลาจนหน้าเกือบคมำลงพื้นดีแต่ว่าสองสาวเพื่อนซี้ของเจ้าหล่อนช่วยคว้าไว้ได้ทัน
น้ำใสอาศัยจังหวะนี้เอาคืนเมื่อดวงตาหันหน้ากลับมาหญิงสาวจึงฟาดฝ่ามือสุดแรงไปที่แก้มแดงด้วยเครื่องสำอางสองทีซ้อน จากนั้นน้ำใสก็ใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักจนดวงตาล้มลงกระแทกพื้นจนเจ้าตัวร้องโอยดังลั่น
“น้ำใส เธอ เธอ” ดวงตาพูดได้เท่านั้นก็ต้องหยุดหาเรื่องน้ำใส เพราะหล่อนเจ็บก้นจนหน้าเหยเก เพื่อนสนิททั้งสองเห็นท่าไม่ดีรีบย่อตัวลงไปนั่งข้างๆ เพื่อประคองให้ลุกขึ้น แต่ไม่สำเร็จ
น้ำใสเท้าสะเอวยิ้มเยาะ ก่อนจะพูดต่อแบบสะใจว่า
“จำไว้นะดวงตา ต่อไปอย่ามายุ่งเรื่องของฉันอีก จำไว้” น้ำใสทำท่าจะเดินออกไปจากที่นั่น แต่แล้วก็หยุดกึกเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง หญิงสาวหันกลับไปพูดต่อว่า
“อ้อ แล้วก็อีกเรื่องที่ฉันจะบอกเธอ ถ้าเธอยังไม่เปลี่ยนไอ้นิสัยแย่ๆ แบบนี้ ชาตินี้ทั้งชาติ เธออย่าหวังเลยว่าภคกรเขาจะสนใจเธอ อย่าหวัง” น้ำใสยิ้มหวานแต่ดวงตาเปล่งประกายแบบเป็นต่อ
“น้ำใส เธอ เธอ กรี๊ด” ดวงตาหวีดร้อง กำปั้นทุบลงไปที่พื้นด้วยความโกรธแต่แล้วก็ห่อปากหน้านิ่วเมื่อรู้สึกเจ็บมากตอนที่ทุบลงไป เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจจนต้องยอมปล่อยให้คู่แค้นเดินจากไปต่อหน้าต่อตา
+++++++++++++++++++++
น้ำใสขับรถออกจากมหาวิทยาลัยอย่างอารมณ์ดีหญิงสาวผ่อนคลายด้วยการไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า เลือกดูเลือกซื้อของใช้บางอย่าง
น้ำใสใช้เวลานายพอควรในห้างที่แอร์เย็นฉ่ำ
เมื่อออกมานอกห้าง น้ำใสคิดว่าจะแวะหาของทานเนื่องจากมองนาฬิกาแล้วเห็นว่าเป็นตอนเที่ยงกว่าแล้ว ดังนั้นน้ำใสจึงขับรถออกไปเพื่อหาดูร้านอาหารระหว่างที่จะกลับบ้าน
ขณะที่สายตากำลังมองหาร้านอาหารจนเจอร้านที่ถูกใจและกำลังจะนำรถไปจอดมองจากในรถเข้าไปในร้าน น้ำใสเห็นชายสองคนที่หล่อนคุ้นเคยนั่งอยู่ในร้าน
“คุณลุงธเนศ เอริค” หญิงสาวอุทานตกใจ ไม่คิดว่าจะเจอเอริคที่กรุงเทพฯ
“มาทำอะไร” น้ำใสพึมพำในรถ หญิงสาวตัดสินใจแอบมองเหตุการณ์ดูก่อน ยังไม่ลงจากรถ
น้ำใสเห็นเอริคคุยกับนายธเนศ แต่นายธเนศดูจะเป็นฝ่ายพูดเสียมากกว่า ไม่เห็นเอริคพูดอะไร ได้แต่พยักหน้ารับเป็นบางช่วงเท่านั้น
จากนั้นสองคนก็หยิบของบางอย่างยื่นหมูยื่นแมวให้กัน แล้วนายธเนศก็ลุกขึ้นเดินออกจากร้านไปที่รถซึ่งจอดอยู่ใกล้ ๆกับรถของน้ำใส หญิงสาวก้มหน้าทรุดตัวลงกับเบาะรถแทบจะทันทีทันใดด้วยกลัวหนุ่มใหญ่เห็น จนได้ยินเสียงเครื่องยนต์ถูกสตาร์ท ตามด้วยเสียงล้อหมุนเบียดพื้นถนนดังเอี๊ยดอาดค่อย ๆ ห่างออกไปหญิงสาวจึงยืดตัวโผล่หน้าขึ้นมอง
นายธเนศไปแล้วแต่เอริคยังคงนั่งอยู่ที่เดิม น้ำใสมองชายหนุ่ม ความคิดถึงโหยหาพลุ่งพล่านขึ้นในใจจนอยากจะวิ่งลงจากรถไปหาเขา แต่ทว่า เมื่อนึกเรื่องหลายเรื่อง เรื่องเกาะ เรื่องเด็กโดนฆ่า โดยเฉพาะเรื่องนายธเนศที่มาเกี่ยวพันกับมารดาหล่อน หญิงสาวจำต้องตัดใจและคงต้องตัดสินใจอะไรบางอย่าง
‘จะปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผลและความถูกผิดไม่ได้’
การที่นายธเนศรู้จักกับเอริคนั่นแสดงว่า เอริคย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเลวร้ายบนเกาะนั่นแน่นอนต่อให้หล่อนรู้สึกพิเศษกับเขามากเพียงใดมันก็เทียบไม่ได้กับความรักที่หล่อนมีให้แม่หล่อนจะยอมให้คนอย่างนายธเนศเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของแม่ที่แสนดีของหล่อนไม่ได้ยอมไม่ได้ ฉะนั้น หล่อนคงจะไม่สามารถคิดอะไรกับเอริคได้มากไปนี้อีกแล้ว แปลกที่พอคิดถึงตรงนี้ น้ำใสกลับเจ็บแปลบที่หน้าอกขึ้นมาทันทีจนต้องยกฝ่ามือขึ้นทาบทับหวังใช้พลังทั้งกายและใจฉุดรั้งความรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องคิดกับเอริคแบบนั้นให้เข้มแข็ง
น้ำใสตัดสินใจขับรถออกจากที่นั่น ทิ้งให้เอริคนั่งอยู่ที่เดิมคนเดียว
+++++++++++++++++++++