หลี่ มู่ไป๋ วิ่งไม่คิดชีวิต พลังที่แลกมาด้วยความทรงจำเกี่ยวกับ จ้าว ชิงเฟิง นั้นไม่ได้ให้พลังต่อสู้ แต่ให้ ความเร็ว และ ความสามารถในการอำพรางร่องรอย อย่างเหลือเชื่อ เขาทิ้ง ดินแดนสลัวเทียน ไว้เื้ัอย่างรวดเร็วโดยไม่เหลียวหลัง
เมื่อมั่นใจว่าหลุดพ้นจากการตามล่าของชายชุดดำแล้ว มู่ไป๋ก็ทรุดตัวลงในป่ารกทึบแห่งหนึ่ง เขารู้สึกเหมือนถูกแยกชิ้นส่วนจากภายใน ความอ่อนล้าไม่ได้มาจากแค่การใช้กำลัง แต่มาจาก พิษ ที่ไหล่ และ การสูญเสียพลังชีวิต จากการแลกเปลี่ยนครั้งก่อน
เขาใช้สมุนไพรพื้นฐานที่พอจะหาได้พันแผลที่ไหล่ แต่รู้ดีว่าพิษร้ายจาก หอการค้าิญญาโลหิต นั้นไม่อาจรักษาได้ง่าย ๆ อาการาเ็นี้จะทำให้เขาต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะนานขึ้น—เป็บทลงโทษที่สมเหตุสมผลสำหรับความเร่งรีบของเขา
มู่ไป๋ใช้เวลา สองวันเต็ม ในการฟื้นฟูพลังปราณเล็กน้อยที่เหลืออยู่ สิ่งที่หล่อเลี้ยงเขาอยู่ไม่ใช่ความหวัง แต่เป็ ความมุ่งมั่นที่ไร้อารมณ์ ที่ได้รับมาพร้อมพลังเซียนโบราณ
. ช่องว่างในใจในคืนที่สอง ขณะที่เขากำลังนั่งสมาธิเพื่อขับพิษและรักษาตัวเอง เขาลองนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
เขาจำได้ถึงความเ็ปที่าแ... จำได้ถึงความรวดเร็วในการหลบหนี... และจำได้ถึงวิชา 'สร้างรากฐานแห่งรุ่งอรุณ'
แต่เมื่อเขานึกถึง่เวลาที่เขาตัดสินใจ แลกเปลี่ยน เพื่อให้ตัวเองหนีรอดไปได้... ภาพของ จ้าว ชิงเฟิง ก็ปรากฏขึ้น
จ้าว ชิงเฟิง...
"เขาคือใคร... เขาทำอะไรกับฉัน..." มู่ไป๋พึมพำกับตัวเอง
ในหัวของเขาว่างเปล่า มีแต่ ข้อมูล: จ้าว ชิงเฟิง เป็เพื่อนบ้าน, มีทักษะการล่าสัตว์ที่ดี, เป็คนซื่อตรง แต่เขา ไม่รู้สึก ถึงความห่วงใย ไม่รู้สึกถึงความผูกพัน ไม่รู้สึกถึงความเ็ปจากการทอดทิ้งสหายคนนี้ไว้เื้ัเลยแม้แต่น้อย
"ฉันสั่งให้เขาหนีไปแล้ว... นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องตามหลักตรรกะ" มู่ไป๋สรุปอย่างเ็า
แต่ลึก ๆ ภายใน ทารกจิติญญา ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นใน ตันเถียน กลับเต้นรัวด้วยความรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรง ความว่างเปล่า นั้นหนักอึ้งกว่าาแใด ๆ ที่เขาเคยได้รับ นั่นคือร่องรอยของ 'จิตสำนึก' ที่ต่อต้านการถูกลบเลือน
"ฉันต้องไปจากที่นี่... ไปให้ถึง สำนักหมอกควันเมฆา ตามที่บันทึกแนะนำ" มู่ไป๋ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
. แผนการเดินทางมู่ไป๋หยิบ สมุดบันทึก ออกมาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้คิดจะเปิดหน้าถัดไป (นั่นอาจทำให้เขาต้องแลกอีกครั้งในขณะที่ร่างกายอ่อนแอ) แต่ใช้มันเป็ เข็มทิศ
สมุดบันทึกไม่ได้แสดงแผนที่ แต่แสดง ทิศทางของปราณ ที่หนาแน่นกว่า:
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ... ผ่านหุบเขาอัสนีบาต... ณ ที่ซึ่งหมอกควันเมฆาปกคลุม... มีผู้ที่สามารถช่วยเ้าฟื้นฟูร่างกายได้ชั่วคราว...
คำแนะนำนี้มาจาก ซู เหวินเทียน ชัดเจนว่าเป็ทางที่ถูกกำหนดไว้แล้ว มู่ไป๋ไม่รู้ว่าทำไม ซู เหวินเทียน ถึงทิ้งแผนการช่วยเหลือไว้ให้ แต่เขารู้ว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น
เขาต้องเดินทางออกจาก ดินแดนสลัวเทียน ไปสู่ สำนักหมอกควันเมฆา ซึ่งตามปกติแล้วต้องใช้เวลาเดินทางถึง สามเดือน แต่ด้วยการาเ็และพิษในตัว ทำให้เขาต้องใช้ เวลาอย่างน้อยหกเดือน เพื่อเดินทางอย่างระมัดระวังและบ่มเพาะพลังไปพร้อมกัน
มู่ไป๋เก็บสมุดบันทึกไว้ในอกเสื้อ เขาไม่เหลืออะไรให้เสียอีกแล้วยกเว้น ตัวตน ของเขาเอง
ผู้ติดตามที่มองไม่เห็นขณะที่มู่ไป๋เริ่มออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยอาศัยความสามารถในการอำพรางตัวจากบันทึก
หลายวันต่อมา ณ ซากบ้านเก่าของตระกูลหลี่
เย่ อู่ฉาง ในชุดสีดำสนิทเดินเข้ามาในห้องเก็บของเก่า เขาไม่ได้สนใจเศษซากหรือร่องรอยการต่อสู้ แต่จ้องมองไปยังรอยเืที่แห้งกรังบนพื้น
"หึ... ปราณโบราณเข้มข้นถึงขนาดนี้... ผู้คนใหม่จะต้องเร่งรัดการบ่มเพาะโดยไม่สนชีวิต" เย่ อู่ฉางพึมพำ
เขาหยิบ คันฉ่องมาร ที่มีร่องรอยของแสงสีทองอยู่ เขาส่งพลังปราณมารเข้าไปในคันฉ่อง ทันใดนั้น รอยด่างดำ เล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนแสงสีทอง
"บาปกรรม... ผู้ที่ถือบันทึกได้ยอมแลก คุณธรรม บางอย่างไปแล้ว" เย่ อู่ฉางแสยะยิ้ม
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวิถีมาร เย่ อู่ฉาง รู้ดีว่า บาปกรรม (Karma) เป็ร่องรอยที่ตามได้ง่ายกว่าปราณเซียนที่บริสุทธิ์เสียอีก
"หนีไปให้ไกลเท่าที่เ้าจะทำได้... หลี่ มู่ไป๋ แต่รอยบาปกรรมของเ้าคือเครื่องนำทางชั้นดีสำหรับข้า"
เย่ อู่ฉางมุ่งหน้าตามร่องรอยบาปกรรมของมู่ไป๋ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออย่างไม่รีบร้อน เขารู้ว่าหนทางข้างหน้าของมู่ไป๋นั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก และเขาจะได้สมุดบันทึกมาในเวลาที่เหมาะสมที่สุด... หลังจากที่มู่ไป๋ใช้พลังเซียนไปจนหมดสิ้นแล้ว