“ผมชื่อกิลเบิร์ต...กิลเบิร์ต เบดิเวียร์...”
ครั้งแรกที่เราพบกันไม่มีอะไรมากกว่าการแนะนำตัว
ทั้ง ๆที่ผ่านไปนานแล้วแต่พอนึกย้อนกลับไปกลับไม่เคยลืมเลย
อาจจะเพราะผมสีทองที่เหมือนแสงแดดอ่อนๆ ในยามสาย
หรือรอยยิ้มที่ดูไร้พิษภัยในวันนั้นก็ได้
ผมเกลียดผู้หญิง
มันเป็หนึ่งในเื่น่าขำในชีวิตอย่างหนึ่งของกาเวน
นั่นคือการที่กาเวน้าบุตรที่งดงามและผมตอบสนองต่อความ้าของตระกูลได้ด้วยใบหน้าที่ได้มาจากท่านแม่แต่นั่นก็เป็เหตุที่ทำให้กาเวนได้อับอายเช่นเดียวกัน
นั่นคือการที่ผมถูกสาวใช้ลวนลาม
จริง ๆ คำนั้นดูจะเบาเกินไปผมถูกกดลง ตรึงเอาไว้กับพื้น สาวใช้คนนั้นฉลาดกว่าที่คิดเธอวางยาผมจนผมไม่สามารถทำอะไรได้ เธอพร่ำเพ้อว่ารักผมมาก ทั้งเส้นผม ดวงตา เสียงท่าทางและกลิ่น...
ความ้าของเธอทำให้ผมขยะแขยงอยากจะอ้วกและสั่น...
ผมอยากจะ 'ฆ่า' เธอทิ้ง
แต่เพราะไม่มีแรงเลยได้แต่กล้ำกลืนความอัปยศนั้นยังดีที่ก่อนเธอจะได้ทำ 'อะไร ๆ' อย่างที่เธอปรารถนาก็มีคนมาช่วยผมเสียก่อน
ท่านพ่อหัวเสียมากผมไม่เคยเห็นท่านพ่อเป็แบบนั้นมาก่อน เขาเริ่มเปิดปากต่อว่าผมกับความอับอายครั้งนี้ เราสามารถปกปิดประชาชนได้แต่คงปกปิดดยุกด้วยกันเองไม่ได้คฤหาสน์ไม่ว่าที่ไหนก็ล้วนมีสายของแต่ละตระกูลอยู่ทั้งนั้นแม้ว่าเราจะได้ชื่อว่าผู้ร่วมงานก็ตาม
“...ลูกทำให้ตระกูลอับอายมาก...”ท่านพ่อทอดถอนลมหายใจ กระทั่งคำว่ากล่าวก็ล้วนเพื่อกาเวนทั้งสิ้น “บางที... พ่ออาจจะหวังกับลูกมากเกินไป...”
แม้ภายในผมจะไม่รู้สึกอะไรแต่สิ่งที่แสดงออกมาคือผมเสียใจและร้องไห้
“ท่านพ่อ... ผม...”
“ไนเจล...”ท่านพ่อหลับตาลง “ออกไปก่อน...ตอนนี้พ่อคิดว่าพ่อคงต้องคิดอะไร 'หลาย ๆ' อย่าง”
จู่ ๆ ผมก็นึกถึงท่านแม่นึกถึงกาเวน...
...
'ฉันไม่้า...ระ... หรือคุณ้าลูกอีก ถะ... ถ้างั้นทำสัญญากัน ได้ไหม? ยะ... อย่าพบฉันอีกสักสิบปี... ระ...หรืออีกสองคนแล้วได้โปรดปล่อยฉันไป...’
...
หลาย ๆ อย่างของท่านพ่อ...ของกาเวนคืออยากได้ 'ทายาท' คนใหม่หรือเปล่านะ?
ความอัปยศสูงสุดที่เกิดขึ้นตอนนี้จะอย่างไรก็คงไม่สามารถแก้ไขได้อยู่ดีจริงอยู่ที่ว่ามันอาจจะไม่เป็จุดอ่อนเอาไว้โจมตี แต่ขึ้นชื่อว่าขุนนาง...หน้าก็บางกว่าที่คิด
ผมครุ่นคิดอยู่เพียงครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจ “ท่านพ่อ... ผม...ผมคิดว่า เื่นี้สามารถใช้เป็จุดอ่อนและ... จุดแข็งของเราได้ครับ”
“หืม?”
“การมีจุดอ่อนที่ไม่ว่าใครก็รู้...”ผมหลุบตาลง “จะทำให้เขาลดการระวังลง...เพราะคิดว่าผมไร้พิษภัย หรือสามารถควบคุมได้ และมีวิธีป้องกัน...ในตอนนั้นผมก็จะสามารถเข้าถึงตัวอีกฝ่ายโดยง่าย...”
ท่านพ่อหรี่ตาผมสังเกตถึงความพึงพอใจบางอย่างที่ปรากฏขึ้นมา “ลูกหมายความว่ายังไงไนเจล?”
“ขอเพียงเขาลดการป้องกันลงด้วยความไว้ใจผมสามารถศึกษาและ...’ควบคุม' เขาได้”
คนแข็งแกร่งมักไม่กลัวคนอ่อนแอยิ่งรับรู้จุดอ่อนของอีกฝ่ายก็ยิ่งไม่ระแวงเพราะความถือดี มันเหมือนมีเป้าบอกอยู่ว่ายิงตรงไหนถึงตายแต่นั่นแหละพวกเขาอาจจะไม่รู้ว่านั่นเป็เพียงเป้าหลอก...
ล่อลวงให้ยิงเข้ามาและสวนกลับอย่างรุนแรง
“ไนเจล กาเวน 'จะ' กลัวผู้หญิง...” จุดอ่อนที่แสนง่ายอาวุธเองก็หาง่ายเช่นเดียวกัน
ผมไม่กังวลว่าตัวเองจะเผลอทำให้ความลับหลุดออกมาผมไม่คิดว่าตัวเองจะรักผู้หญิงได้ อีกอย่าง... คนรักเอง... ก็ย่อมต้องถูกเลือกตามความ้าของตระกูลอยู่แล้ว
จะเป็ใคร
ก็ได้ทั้งนั้น
กิลเบิร์ตเบดิเวียร์เป็คนที่ควบคุมได้ง่ายมาก
ขอเพียงผมทำตัวเป็น้องชายที่น่ารักอ้อนบ้าง ยิ้มบ้างและอ่อนโยน เขาก็จะแสดงสีหน้าปลาบปลื้ม ซึ่งนั่นมันก็ดีแต่สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือเบดิเวียร์คนนี้ไม่ได้เป็แบบที่ผมฝัน
เขาเก่งหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่ขยันและออกจะเรื่อยเฉื่อย
มีชีวิตที่ทำอะไรตามใจตัวเอง ยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุขตลอดเวลา เขาดูเหมือนเด็กชาวบ้านที่ไม่มีอะไรวางไว้บนบ่า ทั้งๆ ที่หลังชื่อของเขาคือ 'เบดิเวียร์' แท้ ๆ
“ผมชอบให้ไนเจลยิ้มนะ”เพราะเขาพูดแบบนั้นผมจึงต้องยิ้มอยู่เสมอมันไม่ใช่เื่ยากเพียงแค่ขยับมุมปากเท่านั้น “ยิ่งยิ้มกว้างมากแค่ไหนแสดงว่ามีความสุขมากเท่านั้นเพราะงั้น...!”
เขาดึงแก้มผม... ก่อนจะหัวเราะออกมา
“ไนเจลต้องมีความสุขมากๆ นะ!!”
กิลเบิร์ตเป็คนบ้า
และอีกอย่างที่น่าแปลกใจคือฮาเรฟชอบกิลเบิร์ตมาก
กระทั่งตอนที่เขาไม่เหลืออะไรฮาเรฟก็ยังคงทำตัวเหมือนเดิมเพราะอย่างนั้นเบดิเวียร์เลยไม่โดนทึ้งเท่าไหร่ต้องเข้าใจว่าแม้จะเป็เพื่อนร่วมงานแต่อะไรหลาย ๆอย่างก็ทำให้ใครต่อใครต่างเกรงใจแลน-สลอตเสียหลายส่วน
เพราะอย่างนั้นตอนที่พบกับฮาเรฟเมื่อถามไป
สิ่งที่ตอบกลับมาคือรอยยิ้มที่ไม่สามารถอ่านความหมายได้เลย
พอถามท่านพ่อ ท่านเพียงตอบมาอย่างเรียบเฉยว่า“...นิสัยเสียของแลนสลอตลูกไม่ต้องไปสนใจหรอก”
หลังจากวันนั้นมากิลเบิร์ตก็พยายามที่จะมาพบผมแต่เพราะตอนนี้ผมไม่มีอะไรที่อยากจะได้จากเขาแล้วเลยเลือกจะหลบเลี่ยง บอกปัดเสมอซึ่งพอทำแบบนี้เขามักจะก้มหน้าและเดินกลับไปเงียบ ๆ เหมือนเด็กถูกทิ้งอย่างไรอย่างนั้น
มองเงาดำที่เหมือนพาดครึ่งตัวด้วยอารมณ์หดหู่แล้วยกยิ้มขำ
ผมคิดว่า... เขาค่อนข้างน่ารักดี
แต่พอทำแบบนั้นมาก ๆเข้าฮาเรฟก็เป็คนพูดให้ผมไปพบกับ กิลเบิร์ตแทน
“ฉันรำคาญ” ฮาเรฟปิดตาสีรุ้งของตัวเองลง “เขาบ่นถึงนายสามเวลาหลังอาหาร...ถึงนายจะตัดสินใจไม่ได้แต่ฉันอยากจะให้นายให้คำตอบเขาเร็ว ๆเพราะไม่อย่างนั้นฉันคงเป็โรคประสาท”
“...ขอโทษครับเพียงแต่ผม...”
การเผชิญหน้ากับฮาเรฟก็ไม่ต่างจากกิลเบิร์ตขอเพียงผมเลือกเป็ 'น้องชายที่น่ารัก' ก็เพียงพอ
“ฉันไม่ได้้าจะว่านายไนเจล”ฮาเรฟยิ้ม “สำหรับฉันพวกนายต่างก็เป็เพื่อนรักทั้งคู่...เพราะงั้น... ถ้ามีอะไรที่จะช่วยให้พวกนายคืนดีกันได้ฉันก็อยากจะทำแต่นั่นจะต้องไม่ใช่การบังคับใจนายหรืออะไร”
ผมหลุบตาลงไม่ได้พูดอะไร
เบดิเวียร์ไม่มีประโยชน์ แต่แลนสลอตตรงกันข้าม
“ฉันเคารพในการตัดสินใจของนาย”ฮาเรฟเอื้อมมือมาลูบหัวผม “ไม่ว่านายจะตัดสินใจแบบไหนจะเพื่อตระกูลหรืออะไร... สำหรับฉันแล้วไนเจล กาเวนก็ยังเป็เพื่อนรักของฉันพอ ๆกับกิลเบิร์ต เบดิเวียร์...”
“ขอบคุณนะครับฮาเรฟ...”
“...กิลเบิร์ตชอบนายมากนะ”ฮาเรฟหลุดยิ้ม “แม้ว่าหมอนี่จะไม่มีอะไรดีแต่ความจริงใจนั่น... ฉัน...คิดว่าเบดิเวียร์ซื่อสัตย์และไร้เล่ห์เหลี่ยมนั่นคือความจริง”
...ต่อให้คุณไม่บอกผมก็รู้...
แต่ความจริงใจไม่ใช่สิ่งที่ผม้า...ผม้าพลังเพื่อควบคุมคุณต่างหาก
เพราะโลกนี้มีแลนสลอตและเพราะผมเป็กาเวน... กาเวนที่ต้องขึ้นเป็หัวหน้าของอัศวินโต๊ะกลมจะอ่อนแอไม่ได้ จะด้อยความสามารถไม่ได้...
บางทีผมก็อยากถามเหลือเกิน...
การเกิดเป็กาเวนคือคำสาป...ใช่หรือเปล่านะ?
การพบกันครั้งนี้ผมมีคำตอบในใจอยู่แล้ว
เพราะอย่างนั้นตอนที่เหลืออยู่แค่สองคนผมตั้งใจจะบอกมันออกไปทว่าท่าทางของกิลเบิร์ตแปลกไป... เหมือนไม่ใช่คนเดิม
ความหงุดหงิดบางอย่างเข้ามาในหัว
'ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นไนเจล...กาเวน'
กิลเบิร์ตเรียกผมว่า 'ไนเจล' ไม่เคยมีคำว่า 'กาเวน' ต่อท้าย
'แค่ฟังฉันอย่างเดียวก็พอ'
กิลเบิร์ตมักจะแทนตัวเองว่า 'ผม' ไม่ใช่ 'ฉัน'
กิลเบิร์ตมักจะยิ้มออกมาบาง ๆไม่ใช่รอยยิ้มกระตุกมุมปาก
ถ้าเป็เขา...
รู้ตัวอีกทีท่าทางที่เคยสร้างมาตลอดก็หายไป...เหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ชั่วขณะทั้งมือและเท้าผมก็ไปเสียแล้ว
ผมสงสัยตัวเอง...อะไรทำให้ผมดูเป็คนโง่ที่มีความมั่นใจกัน? ความจริงนั่นอาจจะเป็กิลเบิร์ตก็ได้เขาอาจจะแสร้งทำตัวโง่ ๆ เลียนแบบใครสักคนที่เขาเห็น...
จนกระทั่งอีกฝ่ายสลบไปผมถึงค่อย ๆคืนสติมาอย่างสับสน ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเท่าไหร่นัก ไหนจะคำพูดที่บอกว่า 'กิลของฉัน' นั่นอีก... ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริง ๆ...
ถ้าถามท่านพ่อ...จะมีคำตอบแบบไหนออกมากันนะ...
“อา...”ขยี้หัวและตบแก้มตัวเองอย่างไม่เข้าใจ “ไม่ชอบเลย...”
ไม่ชอบที่ตัวเองเป็แบบนี้มันดูเหมือนคนโง่...
กาเวน... กาเวน... กาเวน... ผมต้องทำทุกอย่างเพื่อกาเวนถ้าผมทำไม่ได้แบบนั้น... อาจจะมี 'กาเวน' คนอื่นมาแทนที่ก็ได้...
ยังดีที่พอตื่นมากิลเบิร์ตดูงงงวยคล้ายเข้าใจและไม่เข้าใจเท่าไหร่นักผมเลือกที่จะทำตัวเป็ 'น้องชายตัวน้อยผู้สับสน' ระหว่างเพื่อนกับตระกูล
“ผม...ไม่รู้แล้วว่าควรจะทำยังไง... ถึง... จะ... สมควร...”
“ทำอย่างที่...ไนเจลอยากทำสิ!
ทำอย่างที่ไนเจลอยากจะทำไนเจลอยากทำอะไรก็ทำไปเลย ไนเจลเป็กาเวนแล้วยังไงกัน? ชื่อที่นำอยู่ข้างหน้ามันคือ'ไนเจล' ไม่ใช่หรือไงกัน?”
ไนเจล...
มันเป็เพียงแค่ชื่อประดับเท่านั้นเอง
ครู่หนึ่งผมรู้สึกเศร้าอย่างน่าประหลาด...เพราะผมรู้ดี ถ้าเพียงผมไม่อยู่ 'กาเวน' ก็ยังคงมีต่อไป...แต่ผมอยู่โดยไม่มีกาเวนไม่ได้
เพราะทั้งชีวิตของผมคำว่า 'กาเวน'
มันสลักแน่นอยู่นานเหลือเกิน...
“ไนเจลคิดเพื่อตระกูลได้ไนเจลทำเพื่อตระกูลได้ แต่ไนเจลก็ต้องทำเพื่อตัวเองเหมือนกัน...
ช่วยรัก...ตัวเองให้มากกว่านี้หน่อยเถอะนะ...”
รัก... ตัวเองอย่างนั้นหรือ?
ในชีวิตนี้เคยมีใครบอกให้ผมรักตัวเองบ้างหรือเปล่านะ...
ตลอดมาที่จำความได้มีแต่คำเดิม ๆ ซ้ำๆ วนเวียนไปมาไม่รู้จบ
'เราคือกาเวน'
ทุกความคิดทำเพื่อกาเวนผูกมัดอยู่กับกาเวน มีชีวิตอยู่เพื่อกาเวน และบางที... ถ้าหากตาย...
ก็เพื่อกาเวน...
เป็ครั้งแรกที่จู่ ๆก็อยากจะร้องไห้ 'จริง ๆ' ออกมา
แต่น้ำตากลับไม่ไหลเลยแม้แต่น้อยแม้จะรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงมากแค่ไหนก็ตามผมไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองทำหน้าแบบไหนกันแน่ แต่ผมเลือกที่จะกอดเขาเอาไว้
“ขอบคุณครับ...พี่กิล”
และผมก็ยิ้มออกมา...แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกมีความสุขมากกว่าครั้งไหนทั้งนั้น...
ในวันนั้นที่เราพบกันเขาบังคับให้ผมยิ้ม
แก้มที่ถูกดึงปวดไปหมดพอเป็รอยยิ้มอย่างที่เขา้าคนตรงหน้าก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ
“ผมชอบให้ไนเจลยิ้มนะ”
“ยิ่งยิ้มกว้างมากแค่ไหนแสดงว่ามีความสุขมากเท่านั้น
เพราะงั้น...!”
“ไนเจลต้องมีความสุขมากๆ นะ!!”
มีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยบอกเขาไป
ความจริงแล้ว...ผมเองก็ชอบรอยยิ้มของเขามากเช่นกัน
เพราะอย่างนั้น
ช่วยยิ้มอย่างน่ารักแบบนั้นตลอดไปด้วยเถอะนะ