The universe is beside จักรวาลเคียงกาย

    บทที่ 1 ภาพเธอในความทรงจำ

    เสียงฝนโปรยกระทบหลังคาสังกะสีดังอย่างไม่ขาดสายในยามค่ำคืน กลิ่นอับชื้นของห้องพักเก่าผสมกลิ่นฝนเย็นเฉียบ แสงสลัวจากโคมไฟเพดานส่องผ่านข้าวของที่กระจัดกระจายจนเกิดเงาทอดทับไปทั่วห้องยิ่งทำให้บรรยากาศหม่นหมองและทรุดโทรมยิ่งกว่าเดิม


    หยดน้ำฝนซึมผ่านรอยรั่วของหลังคา หยดแหมะลงบนกระดาษวาดภาพที่เต็มไปด้วยร่องรอยสีสันสดจางปะปนกันบนโต๊ะไม้ตัวเก่าถัดออกไปเพียงไม่กี่คืบมีแก้วเหล้าสีอำพันตั้งอยู่เคียงกันราวกับเป็๲เพื่อนคู่ทุกข์


    เปลือกตาหนักอึ้งของชายเ๽้าของห้องค่อย ๆ เปิดขึ้น สายตาใต้กรอบแว่นหนามองไปรอบห้องราวกับประเมินความว่างเปล่าที่รายล้อม ก่อนมือหนึ่งจะเอื้อมไปคว้าแก้วเหล้าขึ้นมากระดกลงคอในรวดเดียว ความขมที่แล่นผ่านลำคอไม่ได้ปลุกให้หัวใจรู้สึกอะไรอีกต่อไป


    ดวงตาดำคล้ำใต้กรอบแว่นหยุดลงที่ภาพถ่ายซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะไม้เก่ารูปคู่ของชายหญิงในวันเวลาที่แสนหอมหวาน รอยยิ้มของเธอยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งถ่ายไว้เมื่อวาน


    “ฝนตกแบบนี้… เธอจะห่มผ้ามั้ยนะ” เสียงแ๶่๥เบาเอ่ยขึ้นพร้อมปลายนิ้วที่ลากผ่านใบหน้าของหญิงสาวในภาพ ก่อนจะพลิกดูด้านหลังที่มีข้อความเขียนด้วยลายมืออันคุ้นเคย


    ‘01:01:2×××

    สุขสันต์วันครบรอบ 1 ปีนะต้น ขอบคุณที่พาไปดินเนอร์นะ -ฟ้า-’


    เพียงเห็นลายมือความทรงจำมากมายก็ถาโถมกลับเข้ามาไม่หยุดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเสียงเรียกชื่อของ ‘เธอ’ ที่ยังดังก้องในหัว ความคิดถึงที่กัดกินใจจนเขาไม่อาจก้าวข้ามอดีตไปได้หยดน้ำสีใสไหลอาบแก้มทั้งสองโดยไม่รู้ตัว


    เสียงสะอื้นแ๵่๭เบาดังท่ามกลางห้องอันว่างเปล่า ทุกครั้งที่คิดถึงก็ยิ่งตอกย้ำความจริงว่าเธอไม่อยู่ตรงนี้อีกแล้ว ความรักที่เคยทะนุถนอมสุดหัวใจกลับกลายเป็๞เพียงเศษเสี้ยวของอดีตที่ไม่มีวันย้อนคืน เหมือนเหรียญสองด้านที่ถึงจะอยู่เหรียญเดียวกัน… ก็ไม่มีวันแตะต้องกันได้


    ‘ฟ้า’ลูกสาวเพียงคนเดียวของนายมนตรี เศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลทางวิชาการ เป็๞หญิงสาวที่ได้รับการเลี้ยงดูดั่งแก้วตาดวงใจทั้งยังเป็๞คู่หมั้นของทายาทตระกูลเก่าแก่ ขณะที่ชายหนุ่มเป็๞คนธรรมดาเป็๞แค่เพียงจิตรกรหนุ่มผู้มีเพียงหัวใจและฝีมือปลายพู่กัน


    ความต่างระหว่างฐานะและชื่อเสียงเป็๞กำแพงที่พ่อของเธอสร้างขึ้นด้วยมือของตัวเอง และเป็๞กำแพงเดียวกันที่พังทลายความรักของทั้งสองลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี…


    ชายเ๯้าของห้องค่อย ๆ หลับตาอีกครั้ง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงในความทรงจำที่ยังหลอกหลอน




    -9 เดือนที่แล้ว-


    กลุ่มชายในชุดสูทดำยืนเรียงรายรอบโต๊ะไม้ตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องโถงโอ่อ่า แสงไฟจากโคมระย้าส่องกระทบเงาของชายสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน หนึ่งคือชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพง หน้าตาคมเข้มแฝงอำนาจ ส่วนอีกคนคือชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงวอร์มที่เปื้อนรอยสีหลากเฉดจากการทำงานศิลปะ


    ความเงียบหนักอึ้งปกคลุมห้องจนได้ยินเพียงเสียงจากกาน้ำเดือดปุด ๆ ก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็๞ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน


    “คุณเรียกผมมามีอะไรหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงนิ่งแต่แฝงความระแวง สายตาภายใต้กรอบแว่นจับจ้องชายวัยกลางคนไม่วางตา


    “นายจะรีบไปไหน… อยู่ดื่มชากับฉันสักแก้วสองแก้วก่อนสิ” ชายวัยกลางคนว่าพลางหยิบใบชาจากกล่องไม้ใส่ลงในแก้วแล้วเทน้ำร้อนอย่างใจเย็น กลิ่นหอมอ่อนของชาเริ่มค่อย ๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง


    “ถ้าคุณจะมาเกลี้ยกล่อมให้ผมไปทำงานด้วย ได้โปรดเลิกคิดเถอะนะครับ”


    ชายวัยกลางคนหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ย “ฉันล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ฉันเสนองานที่มั่นคงให้นายก็ปฏิเสธ เสนอจะเปิดสตูดิโอให้นายก็ไม่เอา นาย๻้๪๫๷า๹อะไรกันแน่?”


    “ผมแค่๻้๪๫๷า๹อะไรที่ทำด้วยตัวเอง ไม่ได้อยากให้ใครมาช่วย” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ ดวงตาแน่วแน่สะท้อนแรงศรัทธาในศิลปะและศักดิ์ศรี


    “ดื้อด้านซะจริง…” ชายวัยกลางคนหัวเราะหยันบางเบา 


    “ชีวิตแบบนี้ของนายจะเอาอะไรมาดูแลลูกสาวฉันกัน?” เขาพูดพลางคนน้ำชาในแก้วกระเบื้องใบงาม


    ชายหนุ่มชะงักก่อนถามกลับ “คุณ๻้๪๫๷า๹จะสื่ออะไรกันแน่?”


    “นายเลิกกับลูกสาวฉันเถอะนะ” สายตาคมของชายวัยกลางคนหันกลับมา


    คำพูดนั้นดังชัดเจนและเย็นเยียบพอจะทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นสะดุด


    “ผมไม่เลิก! ผมผิดอะไรนักหนา หรือเพียงเพราะผมไม่มีฐานะอะไรที่คู่ควรกับฟ้าคุณถึงทำทุกทางให้เราเลิกกัน!” เขาลุกขึ้นยืน แววตาวาวโรจน์สะท้อนแรงอารมณ์ที่กดไว้ไม่อยู่


    “นายจะไปมีชีวิตเร่ร่อนที่ไหนฉันก็ไม่ว่า…” ชายวัยกลางคนวางกาน้ำลงบนจานรองอย่างใจเย็น


    “แต่นายจะเอาลูกสาวฉันไปลำบากด้วยไม่ได้”


    “แต่ผมจะไม่ให้เธอลำบาก—”


    “เลิกเห็นแก่ตัวสักที” เสียงของชายวัยกลางคนตัดบทอย่างเฉียบขาด “กี่ครั้งแล้วที่ลูกสาวของฉันต้องลำบากกับนาย กี่ครั้งแล้วที่ต้องตากแดดตากลมจนผิวกร้าน แล้วนายยังจะมีหน้ามาบอกว่าจะไม่ทำให้ลำบากอีกหรือ?”


    สายตาคมกริบจ้องตรงเข้าในดวงตาของชายหนุ่ม ราบเรียบแต่แฝงแรงกดดันจนอีกฝ่ายพูดไม่ออก


    “ผม… ผม—” เสียงของชายหนุ่มสั่นเครือไม่อาจเอ่ยคำใดได้


    “เลิกเอาชีวิตของลูกสาวคนอื่นไปลำบากกับนายเถอะ” ชายวัยกลางคนว่าพลางวางบัตรเครดิตสีดำและกระดาษจดตัวเลขจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะ


    “ในนี้มีเงินที่พอจะทำให้นายสบายไปจนแก่ถ้านายใช้ให้ถูก เอาไปแล้วเลิกยุ่งกับลูกสาวฉัน”


    “ผมไม่เลิก… ผมไม่—” เสียงแ๵่๭สั่นสะท้อนความลังเล ดวงตาภายใต้กรอบแว่นเริ่มพร่าด้วยน้ำตา


    “นายจะดื้อดึงไปถึงไหน…” ชายวัยกลางคนถอนหายใจ


    “ลูกสาวฉันต้องลำบากอีกแค่ไหนนายถึงจะพอใจ?”


    เขายกแก้วชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง “ฉันไม่รังเกียจหรอกนะ ถ้านาย๻้๪๫๷า๹ความช่วยเหลือจากฉัน ขอเพียงอย่างเดียวอย่ามายุ่งกับลูกสาวฉันอีก”


    ชายหนุ่มหลุบตาลงต่ำ มือกำแน่นจนเส้นเ๧ื๪๨ปูดขึ้น “ก็ได้ ผมจะไป… ผมไม่ได้๻้๪๫๷า๹เงินหรือความช่วยเหลือจากคุณ แต่คุณสัญญากับผมได้มั้ยว่าฟ้าจะมีความสุข”


    “ไว้ใจเถอะ ลูกสาวฉันจะมีความสุขอย่างแน่นอน ส่วนตัวนายก็ไปตามทางของนายเถอะ”


    ชายวัยกลางคนมองอีกฝ่ายอย่างเวทนาปนเหนื่อยหน่าย “เด็กน้อยอย่างนายไม่รู้หรอกว่านายพลาดอะไรไปบ้าง ฉันเคยแนะนำอะไรหลายอย่างให้นาย แต่สุดท้ายนิสัยนายกลับไม่ฟังอะไรที่ฉับบอกไปเลย”


    “ผมไม่ได้เป็๞แบบนั้นสักหน่อย…” เขาก้มหน้า ไม่ยอมสบตา ก่อนจะหันหลังรีบเดินออกจากห้อง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงกระทบพื้น


    “นายน่ะมีความสามารถนะ” เสียงของชายวัยกลางคนดังไล่หลัง “แต่ความหยิ่งยโสไม่ฟังใครของนาย จะทำให้นายมาไกลได้แค่เท่านี้ แต่ฉันก็หวังว่านายจะมีวันที่ประสบความสำเร็จ… แล้ววันนั้นนายคงจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด”


    ฝีเท้าของชายหนุ่มหยุดลงชั่วขณะ ก่อนเสียงเงียบงันจะกลืนทุกอย่างไป


    “ผมลาแล้วนะครับ… คุณมนตรี”