เสียงฝนโปรยกระทบหลังคาสังกะสีดังอย่างไม่ขาดสายในยามค่ำคืน กลิ่นอับชื้นของห้องพักเก่าผสมกลิ่นฝนเย็นเฉียบ แสงสลัวจากโคมไฟเพดานส่องผ่านข้าวของที่กระจัดกระจายจนเกิดเงาทอดทับไปทั่วห้องยิ่งทำให้บรรยากาศหม่นหมองและทรุดโทรมยิ่งกว่าเดิม
หยดน้ำฝนซึมผ่านรอยรั่วของหลังคา หยดแหมะลงบนกระดาษวาดภาพที่เต็มไปด้วยร่องรอยสีสันสดจางปะปนกันบนโต๊ะไม้ตัวเก่าถัดออกไปเพียงไม่กี่คืบมีแก้วเหล้าสีอำพันตั้งอยู่เคียงกันราวกับเป็เพื่อนคู่ทุกข์
เปลือกตาหนักอึ้งของชายเ้าของห้องค่อย ๆ เปิดขึ้น สายตาใต้กรอบแว่นหนามองไปรอบห้องราวกับประเมินความว่างเปล่าที่รายล้อม ก่อนมือหนึ่งจะเอื้อมไปคว้าแก้วเหล้าขึ้นมากระดกลงคอในรวดเดียว ความขมที่แล่นผ่านลำคอไม่ได้ปลุกให้หัวใจรู้สึกอะไรอีกต่อไป
ดวงตาดำคล้ำใต้กรอบแว่นหยุดลงที่ภาพถ่ายซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะไม้เก่ารูปคู่ของชายหญิงในวันเวลาที่แสนหอมหวาน รอยยิ้มของเธอยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งถ่ายไว้เมื่อวาน
“ฝนตกแบบนี้… เธอจะห่มผ้ามั้ยนะ” เสียงแ่เบาเอ่ยขึ้นพร้อมปลายนิ้วที่ลากผ่านใบหน้าของหญิงสาวในภาพ ก่อนจะพลิกดูด้านหลังที่มีข้อความเขียนด้วยลายมืออันคุ้นเคย
‘01:01:2×××
สุขสันต์วันครบรอบ 1 ปีนะต้น ขอบคุณที่พาไปดินเนอร์นะ -ฟ้า-’
เพียงเห็นลายมือความทรงจำมากมายก็ถาโถมกลับเข้ามาไม่หยุดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเสียงเรียกชื่อของ ‘เธอ’ ที่ยังดังก้องในหัว ความคิดถึงที่กัดกินใจจนเขาไม่อาจก้าวข้ามอดีตไปได้หยดน้ำสีใสไหลอาบแก้มทั้งสองโดยไม่รู้ตัว
เสียงสะอื้นแ่เบาดังท่ามกลางห้องอันว่างเปล่า ทุกครั้งที่คิดถึงก็ยิ่งตอกย้ำความจริงว่าเธอไม่อยู่ตรงนี้อีกแล้ว ความรักที่เคยทะนุถนอมสุดหัวใจกลับกลายเป็เพียงเศษเสี้ยวของอดีตที่ไม่มีวันย้อนคืน เหมือนเหรียญสองด้านที่ถึงจะอยู่เหรียญเดียวกัน… ก็ไม่มีวันแตะต้องกันได้
‘ฟ้า’ลูกสาวเพียงคนเดียวของนายมนตรี เศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลทางวิชาการ เป็หญิงสาวที่ได้รับการเลี้ยงดูดั่งแก้วตาดวงใจทั้งยังเป็คู่หมั้นของทายาทตระกูลเก่าแก่ ขณะที่ชายหนุ่มเป็คนธรรมดาเป็แค่เพียงจิตรกรหนุ่มผู้มีเพียงหัวใจและฝีมือปลายพู่กัน
ความต่างระหว่างฐานะและชื่อเสียงเป็กำแพงที่พ่อของเธอสร้างขึ้นด้วยมือของตัวเอง และเป็กำแพงเดียวกันที่พังทลายความรักของทั้งสองลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี…
ชายเ้าของห้องค่อย ๆ หลับตาอีกครั้ง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงในความทรงจำที่ยังหลอกหลอน
-9 เดือนที่แล้ว-
กลุ่มชายในชุดสูทดำยืนเรียงรายรอบโต๊ะไม้ตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องโถงโอ่อ่า แสงไฟจากโคมระย้าส่องกระทบเงาของชายสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน หนึ่งคือชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพง หน้าตาคมเข้มแฝงอำนาจ ส่วนอีกคนคือชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงวอร์มที่เปื้อนรอยสีหลากเฉดจากการทำงานศิลปะ
ความเงียบหนักอึ้งปกคลุมห้องจนได้ยินเพียงเสียงจากกาน้ำเดือดปุด ๆ ก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“คุณเรียกผมมามีอะไรหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงนิ่งแต่แฝงความระแวง สายตาภายใต้กรอบแว่นจับจ้องชายวัยกลางคนไม่วางตา
“นายจะรีบไปไหน… อยู่ดื่มชากับฉันสักแก้วสองแก้วก่อนสิ” ชายวัยกลางคนว่าพลางหยิบใบชาจากกล่องไม้ใส่ลงในแก้วแล้วเทน้ำร้อนอย่างใจเย็น กลิ่นหอมอ่อนของชาเริ่มค่อย ๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง
“ถ้าคุณจะมาเกลี้ยกล่อมให้ผมไปทำงานด้วย ได้โปรดเลิกคิดเถอะนะครับ”
ชายวัยกลางคนหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ย “ฉันล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ฉันเสนองานที่มั่นคงให้นายก็ปฏิเสธ เสนอจะเปิดสตูดิโอให้นายก็ไม่เอา นาย้าอะไรกันแน่?”
“ผมแค่้าอะไรที่ทำด้วยตัวเอง ไม่ได้อยากให้ใครมาช่วย” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ ดวงตาแน่วแน่สะท้อนแรงศรัทธาในศิลปะและศักดิ์ศรี
“ดื้อด้านซะจริง…” ชายวัยกลางคนหัวเราะหยันบางเบา
“ชีวิตแบบนี้ของนายจะเอาอะไรมาดูแลลูกสาวฉันกัน?” เขาพูดพลางคนน้ำชาในแก้วกระเบื้องใบงาม
ชายหนุ่มชะงักก่อนถามกลับ “คุณ้าจะสื่ออะไรกันแน่?”
“นายเลิกกับลูกสาวฉันเถอะนะ” สายตาคมของชายวัยกลางคนหันกลับมา
คำพูดนั้นดังชัดเจนและเย็นเยียบพอจะทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นสะดุด
“ผมไม่เลิก! ผมผิดอะไรนักหนา หรือเพียงเพราะผมไม่มีฐานะอะไรที่คู่ควรกับฟ้าคุณถึงทำทุกทางให้เราเลิกกัน!” เขาลุกขึ้นยืน แววตาวาวโรจน์สะท้อนแรงอารมณ์ที่กดไว้ไม่อยู่
“นายจะไปมีชีวิตเร่ร่อนที่ไหนฉันก็ไม่ว่า…” ชายวัยกลางคนวางกาน้ำลงบนจานรองอย่างใจเย็น
“แต่นายจะเอาลูกสาวฉันไปลำบากด้วยไม่ได้”
“แต่ผมจะไม่ให้เธอลำบาก—”
“เลิกเห็นแก่ตัวสักที” เสียงของชายวัยกลางคนตัดบทอย่างเฉียบขาด “กี่ครั้งแล้วที่ลูกสาวของฉันต้องลำบากกับนาย กี่ครั้งแล้วที่ต้องตากแดดตากลมจนผิวกร้าน แล้วนายยังจะมีหน้ามาบอกว่าจะไม่ทำให้ลำบากอีกหรือ?”
สายตาคมกริบจ้องตรงเข้าในดวงตาของชายหนุ่ม ราบเรียบแต่แฝงแรงกดดันจนอีกฝ่ายพูดไม่ออก
“ผม… ผม—” เสียงของชายหนุ่มสั่นเครือไม่อาจเอ่ยคำใดได้
“เลิกเอาชีวิตของลูกสาวคนอื่นไปลำบากกับนายเถอะ” ชายวัยกลางคนว่าพลางวางบัตรเครดิตสีดำและกระดาษจดตัวเลขจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะ
“ในนี้มีเงินที่พอจะทำให้นายสบายไปจนแก่ถ้านายใช้ให้ถูก เอาไปแล้วเลิกยุ่งกับลูกสาวฉัน”
“ผมไม่เลิก… ผมไม่—” เสียงแ่สั่นสะท้อนความลังเล ดวงตาภายใต้กรอบแว่นเริ่มพร่าด้วยน้ำตา
“นายจะดื้อดึงไปถึงไหน…” ชายวัยกลางคนถอนหายใจ
“ลูกสาวฉันต้องลำบากอีกแค่ไหนนายถึงจะพอใจ?”
เขายกแก้วชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง “ฉันไม่รังเกียจหรอกนะ ถ้านาย้าความช่วยเหลือจากฉัน ขอเพียงอย่างเดียวอย่ามายุ่งกับลูกสาวฉันอีก”
ชายหนุ่มหลุบตาลงต่ำ มือกำแน่นจนเส้นเืปูดขึ้น “ก็ได้ ผมจะไป… ผมไม่ได้้าเงินหรือความช่วยเหลือจากคุณ แต่คุณสัญญากับผมได้มั้ยว่าฟ้าจะมีความสุข”
“ไว้ใจเถอะ ลูกสาวฉันจะมีความสุขอย่างแน่นอน ส่วนตัวนายก็ไปตามทางของนายเถอะ”
ชายวัยกลางคนมองอีกฝ่ายอย่างเวทนาปนเหนื่อยหน่าย “เด็กน้อยอย่างนายไม่รู้หรอกว่านายพลาดอะไรไปบ้าง ฉันเคยแนะนำอะไรหลายอย่างให้นาย แต่สุดท้ายนิสัยนายกลับไม่ฟังอะไรที่ฉับบอกไปเลย”
“ผมไม่ได้เป็แบบนั้นสักหน่อย…” เขาก้มหน้า ไม่ยอมสบตา ก่อนจะหันหลังรีบเดินออกจากห้อง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงกระทบพื้น
“นายน่ะมีความสามารถนะ” เสียงของชายวัยกลางคนดังไล่หลัง “แต่ความหยิ่งยโสไม่ฟังใครของนาย จะทำให้นายมาไกลได้แค่เท่านี้ แต่ฉันก็หวังว่านายจะมีวันที่ประสบความสำเร็จ… แล้ววันนั้นนายคงจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด”
ฝีเท้าของชายหนุ่มหยุดลงชั่วขณะ ก่อนเสียงเงียบงันจะกลืนทุกอย่างไป
“ผมลาแล้วนะครับ… คุณมนตรี”