ตอนที่ 3: เสียงเตือนที่ไร้คนฟัง กับราตรีเืริมกำแพงตะวันออก
สามวันผ่านไปนับจากคืนที่กาลเวลาหยุดนิ่งในหอตำรา กู้เสวียนใช้ชีวิตประหนึ่งไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ตื่นแต่เช้ามืดมากวาดลานฝึก หอบฟืน ตักน้ำ รับใช้ศิษย์พี่ทุกคนด้วยอาการก้มต่ำอย่างเคย ทว่าในดวงตาคู่นั้น โลกทั้งใบหาได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
ทุกครั้งที่ฝีเท้าของเขาผ่านกำแพงด้านทิศตะวันออก สายตาจะเหลือบมองเสาหินต้นนั้นโดยไม่รู้ตัว เส้นสายค่ายกลป้องกันที่ครั้งหนึ่งเขาเห็นเป็เพียงรอยสลักธรรมดา บัดนี้ปรากฏชัดในสายตาประหนึ่งแผนผังเรืองแสงลอยซ้อนทับอยู่บนผิวหิน และรอยร้าวที่ตำแหน่งองศาที่สามนั้น มันขยายกว้างขึ้นกว่าเมื่อสามวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งส่วนสิบ กลายเป็สามส่วนสิบแล้วหรือ กู้เสวียนกัดริมฝีปาก มือที่กำด้ามไม้กวาดเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว กระแสพลังป้องกันที่เคยรั่วไหลอย่างเงียบเชียบมานานนับสิบปี บัดนี้เริ่มสั่นไหวถี่ขึ้นทุกครั้งที่ยามค่ำคืนมาเยือน ประหนึ่งเขื่อนที่รอยแตกกำลังลามลึกเข้าไปในเนื้อหิน
เขารู้ดีว่ามิควรยุ่งเื่นี้ ศิษย์สวะไร้รากปราณอย่างเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยปากพูดเื่ค่ายกลของสำนัก แต่ความหวั่นเกรงบางอย่างกลับกัดกินอยู่ในอก เป็ความรู้สึกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนตลอดร้อยปีแห่งชีวิตอันไร้ค่า
บ่ายวันนั้น เขาตัดสินใจเดินไปหา เถ้าแก่อู๋ ผู้าุโชราผู้ดูแลค่ายกลป้องกันของสำนักมาั้แ่รุ่นบรรพชน แม้จะรู้แก่ใจว่าโอกาสที่คำพูดของตนจะได้รับความสนใจนั้นแทบเป็ศูนย์
ท่านผู้าุโ กู้เสวียนคุกเข่าลงตรงประตูตำหนักเล็กของเถ้าแก่อู๋ เสียงสั่นเครือ ข้าสังเกตเห็นว่าค่ายกลด้านกำแพงตะวันออกมีจุดรั่วไหล อาจก่อความเสียหายร้ายแรงได้ ขอท่านโปรดตรวจสอบ
เสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นก่อนที่เขาจะพูดจบ เถ้าแก่อู๋เปิดประตูออกมา ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความขบขันปนรำคาญ เ้าศิษย์สวะไร้รากปราณ จะมารู้เื่ค่ายกลได้อย่างไรกัน? ค่ายกลนี้ข้าดูแลมาสี่สิบปี มิเคยมีปัญหาสักครา เ้าอย่ามาเสียเวลาข้าด้วยเื่เพ้อเจ้อเลย กลับไปกวาดลานฝึกของเ้าเถอะ
แต่ท่านผู้าุโ ข้าเห็นด้วยตาตัวเองว่า...
พอ! เสียงตะคอกดังก้อง เ้าคิดว่าตาของเ้าจะมองเห็นสิ่งที่ข้าผู้บำเพ็ญมาห้าสิบปีมองมิเห็นงั้นหรือ? ไปให้พ้น ก่อนข้าจะรายงานเื่ความเหลวไหลของเ้าต่อท่านอาจารย์ใหญ่!
ประตูปิดลงตรงหน้า กู้เสวียนยืนนิ่งอยู่กลางลานหินเย็นเยียบ กำมือแน่นจนเล็บจิกลงในฝ่ามือ ความรู้สึกอัดอั้นพลุ่งพล่านขึ้นในอก แต่ไม่มีสิ่งใดที่เขาทำได้มากไปกว่านี้
เขาหารู้ไม่ว่า ในเวลาเดียวกันนั้น ห่างออกไปสามลี้จากกำแพงสำนัก กลุ่มเงาร่างในชุดดำสนิทกำลังหมอบซุ่มอยู่หลังแนวป่าทึบ จับตามองกำแพงตะวันออกด้วยสายตาเยือกเย็น
จุดที่หัวหน้าบอกไว้ อยู่ตรงเสาต้นที่สามจากประตูใหญ่ ชายร่างสูงในกลุ่มกระซิบ นิ้วชี้ไปยังกำแพงไกลลิบ สายลับของนิกายเข่นิญญาสืบมาสามเดือนเต็ม ยืนยันว่าจุดนั้นรั่วมานานแล้วโดยไม่มีใครรู้
คืนนี้พระจันทร์มืด เหมาะแก่การชิงยาะในแดนโอสถของสำนักนี้ที่สุด อีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้น น้ำเสียงเ็าไร้ความปรานี สังหารทุกคนที่ขวางทาง ไม่ต้องเหลือรอดสักคน
ค่ำคืนนั้นมาถึงเร็วกว่าที่กู้เสวียนคาดคิด เขานอนพลิกตัวไปมาบนที่นอนฟางเก่าในห้องเล็กท้ายหอตำรา ใจมิสงบเลยสักนิด ลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่างคืนนี้มีบางอย่างผิดปกติ มิใช่ความผิดปกติที่คนทั่วไปจะััได้ แต่สำหรับสายตาที่มองเห็นเส้นสายกฎเกณฑ์ของโลกอย่างเขา ริ้วลมที่ควรไหลเรียบเสมอ กลับบิดเบี้ยวเป็ระลอกแปลกตา ประหนึ่งมีบางสิ่งขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ผลักอากาศให้หนีหายไปข้างหน้า
ไม่ใช่ลมธรรมดา กู้เสวียนลุกขึ้นนั่งทันที หัวใจเต้นรัว
เขาคว้าเสื้อคลุมเก่าสวมใส่อย่างเร่งรีบ แล้วเดินย่องออกจากห้องมุ่งตรงไปยังกำแพงตะวันออกโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แม้จะรู้ว่าหากถูกจับได้ว่าออกจากที่พักยามวิกาลโดยไม่มีอนุญาต โทษที่รอคอยคงมิเบา
เมื่อไปถึงระยะที่มองเห็นเสาค่ายกลต้นนั้น กู้เสวียนต้องกลั้นหายใจ เส้นสายพลังป้องกันที่เคยรั่วไหลอย่างช้า ๆ บัดนี้กำลังสั่นไหวรุนแรง เขาไม่มีเวลาคิดต่อ เสียงหวีดหวิวคล้ายลูกศรตัดผ่านอากาศดังแว่วมาจากด้านนอกกำแพง
ตึง!
เสียงบางอย่างกระแทกเข้ากับผิวค่ายกล แสงสีทองอ่อนพวยพุ่งขึ้นเป็ชั่วขณะก่อนจะดับวูบลง รอยร้าวที่เคยเป็เพียงเส้นบางแตกกระจายลามไปทั่วทั้งเสาในพริบตา ค่ายกลป้องกันของสำนักถูกทำลายลงแล้ว!
มีคนบุกรุก!! เสียงะโของยามรักษาการณ์ดังก้องขึ้นจากบนกำแพง ตามด้วยเสียงฆ้องเตือนภัยที่กระหึ่มสะท้อนไปทั่วทั้งสำนัก
ห้าเงาร่างในชุดดำะโข้ามซากค่ายกลที่แตกทลายเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดาบในมือของแต่ละคนสะท้อนแสงจันทร์เสี้ยววาววับ เสียงกรีดร้องของยามที่ถูกฟันล้มลงดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความชุลมุน เืสาดกระเซ็นย้อมพื้นหินเป็สีดำในความมืด
กู้เสวียนหลบซ่อนตัวอยู่หลังกองไม้ฟืนใกล้กำแพง มือทั้งสองสั่นระริก เขาไม่มีปราณ ไม่มีฝีมือ มีเพียงร่างกายอ่อนแอของศิษย์สวะร้อยปีเท่านั้น หากถูกพบเห็น เขาคงสิ้นชีพในพริบตาโดยมิทันได้ต่อสู้
ทว่าสมองของเขากลับไม่หยุดคำนวณ ทิศทางลม ระยะห่างของผู้บุกรุกแต่ละคน มุมของแสงจันทร์ที่ทอดเงาลงบนพื้น น้ำหนักของกองฟืนตรงหน้า ทุกสิ่งประมวลผลออกมาเป็ตัวเลขและเส้นสายในหัวของเขาโดยอัตโนมัติ
ศิษย์พี่หลายคนวิ่งกรูออกมาจากตำหนักต่าง ๆ พร้อมกระบี่ในมือ ซุนเหลียงนำหน้าเข้าปะทะกับหนึ่งในผู้บุกรุกทันที
ซัด!
หมัดของซุนเหลียงกระแทกใส่แขนของศัตรูที่ยกดาบขึ้นกัน เสียงกระดูกร้าวแทรกปนเสียงคำรามเ็ป แต่ศัตรูอีกคนกลับสวนดาบเข้าทางด้านข้างที่เขาเปิดช่องว่างไว้
ฉับ!
เืพุ่งกระจาย ซุนเหลียงทรุดลงกับพื้นพร้อมแผลลึกที่สีข้าง เสียงร้องโหยหวนของศิษย์พี่คนอื่นดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความสับสนอลหม่าน
พวกมันมุ่งตรงไปทางแดนโอสถ! เสียงะโดังมาจากกำแพง
กู้เสวียนกัดฟันแน่น สายตามองไปยังทิศทางที่ผู้บุกรุกกำลังบุกไป เส้นทางนั้นตัดผ่านลานหินที่มีบ่อน้ำเก่าตั้งอยู่ตรงกลาง เขาจำได้ดี เพราะตนเองเคยตักน้ำจากบ่อนั้นมานับพันครั้งตลอดร้อยปีที่ผ่านมา ความคิดหนึ่งพุ่งแล่นเข้าสมองอย่างรวดเร็ว รอกไม้ที่ใช้ตักน้ำจากบ่อ ผูกติดกับเชือกเส้นหนาที่พาดผ่านคานหินเหนือบ่อ หากคำนวณมุมและแรงให้ถูกต้อง...
กู้เสวียนคลานออกจากที่ซ่อนอย่างเงียบที่สุด มุ่งตรงไปยังบ่อน้ำก่อนที่กลุ่มผู้บุกรุกจะมาถึง หัวใจเต้นรัวราวกองศึก มือสั่นเทาขณะดึงเชือกรอกให้ตึงพร้อมผูกปมพิเศษตามที่คำนวณไว้ในหัว โดยใช้ก้อนหินหนักที่วางเรียงรายอยู่ข้างบ่อผูกถ่วงปลายเชือกอีกด้าน
สามลมหายใจต่อมา กลุ่มผู้บุกรุกทั้งห้าวิ่งฝ่าความมืดมาถึงลานหินตรงกลาง หนึ่ง สอง สาม... กู้เสวียนตัดเชือกที่ผูกยึดก้อนหินถ่วงด้วยมีดเล็กที่พกติดตัวไว้เก็บฟืน
ครืน!
ก้อนหินหนักหลายสิบชั่งดิ่งลงจากที่สูง ดึงรอกให้หมุนพลิกอย่างรวดเร็ว คานไม้เหนือบ่อที่รับน้ำหนักมานานหลายสิบปีแตกหักลงมาทันที เสาหินข้างบ่อที่ถูกดึงเอียงตามแรงเหวี่ยงพังครืนลงมาขวางเส้นทางพอดิบพอดี
ผู้บุกรุกที่วิ่งนำหน้าชะงักฝีเท้าไม่ทัน
โครม!
เศษหินและฝุ่นสีเทาฟุ้งกระจายปกคลุมทั่วบริเวณ เสียงร้องโหยหวนของผู้บุกรุกสองคนที่ถูกซากปรักหักพังทับร่างดังแทรกอยู่ในกลุ่มควันฝุ่น อีกสามคนที่เหลือถูกกักไว้อีกฟากหนึ่งของกองซาก ไม่อาจฝ่าข้ามมาได้ในทันที
อะไรวะนั่น! หัวหน้ากลุ่มผู้บุกรุกคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว สายตากราดมองหาต้นเหตุ แต่มองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากกองซากปรักหักพังและฝุ่นควันคลุ้ง
จังหวะเวลาไม่กี่ลมหายใจนั้นเพียงพอแล้ว
ล้อมพวกมันไว้!! เสียงของท่านอาจารย์ใหญ่ดังกังวานขึ้นจากด้านหลัง ตามมาด้วยฝูงศิษย์พี่ระดับสูงหลายสิบคนที่กรูเข้าปิดล้อมผู้บุกรุกทั้งสามที่เหลือไว้ในพริบตา เสียงดาบปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วลาน ประกายไฟจากโลหะเสียดสีสาดกระเซ็นในความมืด ผู้บุกรุกที่ถูกล้อมพยายามดิ้นรนหาทางหนี แต่ด้วยจำนวนที่เสียเปรียบและจังหวะที่เสียไปจากอุปสรรคกลางทาง ทั้งสามจึงถูกปราบลงภายในเวลาไม่ถึงร้อยลมหายใจ ถูกจับเป็เชลยมัดมือไพล่หลังคุกเข่าเรียงแถวกลางลาน
ส่วนอีกสองคนที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ก็ถูกศิษย์พี่อีกกลุ่มลากตัวออกมาจับกุมไว้ได้เช่นกัน แม้จะาเ็สาหัสแต่ยังไม่ถึงตาย
กู้เสวียนหมอบซ่อนตัวอยู่หลังกองฟืนเดิมตลอดเวลา มองความชุลมุนที่เกิดขึ้นด้วยดวงตาที่ยังสั่นระริกจากความหวาดกลัว มือทั้งสองยังคงเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง เขาไม่ได้ฆ่าใคร ไม่ได้ต่อสู้กับใครด้วยกำลังแม้แต่น้อย มีเพียงรอก เชือก และก้อนหินที่ใช้ตามความเคยชินในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
เมื่อความชุลมุนสงบลง ท่านอาจารย์ใหญ่เดินตรวจดูซากปรักหักพังกลางลานด้วยสีหน้าครุ่นคิด สายตาจับจ้องไปที่รอกไม้และเชือกที่ยังผูกปมประหลาดอยู่ ก่อนหันไปสั่งเถ้าแก่อู๋ที่วิ่งมาถึงในสภาพหน้าซีดเผือด
ตรวจสอบค่ายกลด้านกำแพงตะวันออกให้ละเอียด ทำไมจึงพังทลายลงได้ง่ายดายเช่นนี้ น้ำเสียงของท่านอาจารย์ใหญ่เ็าอย่างน่ากลัว และหาให้ได้ว่า ใครเป็ผู้จัดวางกับดักบริเวณบ่อน้ำนี้ไว้
เถ้าแก่อู๋หน้าซีดยิ่งกว่าเดิม ก้มหัวคำนับจนแทบจรดพื้น ไม่กล้าเอ่ยคำใด กู้เสวียนหลบตามองซากปรักหักพังที่ตนสร้างขึ้น รู้สึกโล่งอกปนความกลัวที่ปะปนกันอย่างประหลาด เขารีบย่องกลับไปยังห้องพักท้ายหอตำราอย่างเงียบที่สุดก่อนที่แสงตะเกียงจะส่องมาถึงที่ซ่อนของตน
ทว่าเมื่อเดินผ่านเงามืดใต้ชายคาตำหนักหลังหนึ่ง เขากลับรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่ตนอย่างเงียบงัน กู้เสวียนหันขวับไปมอง แต่ไม่พบผู้ใด มีเพียงเงาของเสาไม้ทอดยาวอยู่บนพื้นหินภายใต้แสงจันทร์เสี้ยวเท่านั้น
เขาไม่รู้เลยว่า บนหลังคาตำหนักสูงสุดของสำนัก ร่างหนึ่งในชุดขาวเรียบง่าย ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดมาั้แ่ต้นด้วยดวงตาที่เปี่ยมด้วยความสนใจอย่างลึกซึ้ง
รอก เชือก และก้อนหิน... เสียงกระซิบแ่เบาลอยหายไปกับสายลม ศิษย์สวะร้อยปีคนนั้น น่าสนใจกว่าที่คิดไว้มากนัก
รุ่งเช้าวันถัดมา ข่าวการบุกรุกของกลุ่มมือสังหารจากนิกายลึกลับกลายเป็เื่เล่าขานทั่วทั้งสำนัก ทุกคนต่างพูดถึงค่ายกลที่พังทลายลงอย่างน่าประหลาด และกับดักปริศนากลางลานหินที่ไม่มีใครยอมรับว่าเป็ฝีมือของตน กู้เสวียนกลับไปทำหน้าที่กวาดลานฝึกตามปกติ ก้มหน้าก้มตาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือที่จับด้ามไม้กวาดยังคงรู้สึกเย็นเฉียบเมื่อนึกถึงภาพซากปรักหักพังและเสียงร้องโหยหวนเมื่อคืน
แต่ลึกลงไปในส่วนหนึ่งของหัวใจ มีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบงัน เขายังไม่รู้หรอกว่า สายตาที่จับจ้องมาจากที่สูงเมื่อคืนนี้ กำลังจะกลายเป็จุดเริ่มต้นของเส้นทางที่จะพาเขาก้าวออกจากความมืดมิดแห่งการเป็ ศิษย์สวะไร้ค่า ไปสู่หนทางที่ไม่มีวันหวนกลับ