แสงทองรำไรของยามเช้าเริ่มสาดส่องผ่านม่านมุกของตำหนักหยางซิน กระทบเข้ากับพระพักตร์ของฮ่องเต้ที่ยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา ทันใดนั้น วรกายที่ปกคลุมด้วยฉลองพระองค์ผ้าไหมชั้นเลิศก็กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง พระหทัยเต้นรัวเร็วประหนึ่งกลองศึกที่รัวกระหน่ำ ก่อนที่ดวงพระเนตรจะเบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องบรรทม
"แฮก... แฮก..."
ฮ่องเต้ทรงหอบหายใจรัวเร็ว เหงื่อกาฬไหลโซมวรกายจนฉลองพระองค์เปียกชุ่ม พระองค์ทรงรีบยันวรกายลุกขึ้นประทับนั่ง ทรงกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องบรรทมที่คุ้นเคยด้วยความมึนงง สติสัมปชัญญะที่เพิ่งกลับคืนมาพยายามแยกแยะระหว่างความจริงและภาพนิมิตที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทว่าสิ่งที่น่าตื่นตระหนกที่สุดกลับไม่ใช่ภาพที่เห็น แต่เป็น 'ความรู้สึก' ที่ยังคงตกค้างอยู่บนวรกายอย่างเด่นชัด
พระองค์ทรงรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ยังคงซ่านสยิวอยู่ตามจุดต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะความรู้สึกอึดอัดและรัญจวนใจที่กึ่งกลางลำตัวที่ยังคงเด่นชัดประหนึ่งว่าเพิ่งผ่านบทรักที่ดุดันมาเพียงครู่เดียว เมื่อทรงก้มลงมองภายใต้ผ้าห่มไหม ก็พบว่าท่อนเนื้อแห่งความเป็นชายของพระองค์กำลังตื่นตัวและแข็งขึงอย่างรุนแรงจนปวดหนึบ และที่น่าอับอายที่สุดคือมีหยาดน้ำใสๆ ไหลซึมออกมาจากส่วนปลายจนเปียกชุ่มฉลองพระองค์ชั้นใน
"นี่ข้า... ฝันเปียกเช่นนั้นหรือ?" สุรเสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
ฮ่องเต้ทรงขมวดพระขนงแน่น ทรงพยายามหาเหตุผลมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น "คงเป็นเพราะช่วงนี้ข้าตรากตรำราชกิจหนักเกินไป อีกทั้งยังเรียกใช้สนมในวังหลังบ่อยครั้งจนเก็บเอาไปฟุ้งซ่าน... ใช่ ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ ความฝันวิปริตที่ข้ากลายเป็นสตรีและถูกรุกรานเช่นนั้น คงเป็นเพียงผลจากความเครียดที่สะสมมานาน"
ทว่ายิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพเหตุการณ์ในฝันกลับยิ่งแจ่มชัดขึ้นในมโนสำนึก พระองค์ทรงจำได้ถึงวินาทีที่ร่างกายบุรุษเพศแปรเปลี่ยนเป็นสตรีที่บอบบาง ความรู้สึกที่ทรวงอกขยายตัวขึ้นจนหนักอึ้งและไวต่อสัมผัสยังคงหลอกหลอนอยู่บนผิวหนัง พระองค์ทรงจำได้ถึงความหวาดหวั่นยามที่ถูกมือหนาของบุรุษลึกลับผู้นั้นบีบเค้นสะโพกมนอย่างรุนแรง ความรู้สึกที่ถูก 'เปิดบริสุทธิ์' ที่แสนเจ็บปวดทว่ารัญจวนใจจนแทบขาดใจนั้น มันช่างเหมือนจริงเสียจนพระองค์ทรงเผลอเอื้อมพระหัตถ์ไปลูบไล้บริเวณโคนขาของตัวเองด้วยความระแวง
ในความฝันนั้น พระองค์ทรงถูกกระทำประหนึ่งเป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่ง ท่วงท่าที่พิสดารและดุดันที่บุรุษผู้นั้นยัดเยียดให้นั้นยังคงทำให้พระหทัยสั่นระรัว ทรงจำได้ถึงเสียงครางกระเส่าของตัวเองที่หวานใสและน่าอับอาย เสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังระงมในห้วงนิมิตยังคงแว่วอยู่ในโสตประสาท ทุกครั้งที่บุรุษผู้นั้นกระแทกกระทั้นเข้าสู่ร่างกายใหม่ของพระองค์ ความรู้สึกสุขสมที่พุ่งทะยานถึงขีดสุดจนวรกายกระตุกเกร็งนั้น มันช่างเป็นรสชาติที่แปลกใหม่และรุนแรงยิ่งกว่าการร่วมรักกับสนมคนใดในวังหลังที่พระองค์เคยประสบมา
"เหตุใดข้าถึงได้ฝันถึงเรื่องที่น่าอัปยศเช่นนี้... ข้าคือมังกร ข้าคือเจ้าแผ่นดิน..."
พระองค์ทรงเหลือบมองไปข้างวรกาย พบว่ากุ้ยเฟยยังคงหลับสนิทอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ใบหน้าของนางดูสงบนิ่งและไม่มีวี่แววของความผิดปกติใดๆ ซึ่งช่วยยืนยันในพระทัยว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงจินตนาการที่เกิดขึ้นในห้วงนิทราเท่านั้น ทว่าความรู้สึก 'โหยหา' ที่ยังคงค้างคาอยู่ในจิตวิญญาณกลับเป็นสิ่งที่สลัดออกไปได้ยากยิ่ง พระองค์ทรงรู้สึกละอายใจที่พบว่าร่างกายของพระองค์ในโลกความจริงกำลังตอบสนองต่อความทรงจำของการเป็น 'ผู้ถูกกระทำ' ในฝันอย่างรุนแรง
แต่สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือ อาการปวดพระเศียรที่เคยเต้นตุบๆ ประหนึ่งมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา บัดนี้กลับเบาบางลงอย่างน่าอัศจรรย์ ความรู้สึกเบาสบายที่แผ่ซ่านไปทั่วศีรษะทำให้พระองค์ทรงนึกถึงการรักษาของหมอหญิงหลินเอ๋อร์เมื่อวานนี้ขึ้นมาทันที
"หัตถเวชของนางช่างอัศจรรย์นัก... เพียงครั้งเดียวอาการปวดที่เรื้อรังมานานปีกลับทุเลาลงได้ถึงเพียงนี้"
ฮ่องเต้ทรงลอบถอนพระทัย ความสับสนในใจเริ่มถูกแทนที่ด้วยความคาดหวังในการรักษาครั้งที่สองที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ พระองค์ทรงอยากจะรู้ว่าหากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาการปวดนี้จะหายขาดไปหรือไม่ และในส่วนลึกของพระทัย... พระองค์ทรงอยากจะพิสูจน์ว่าความรู้สึกวาบหวามที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงผลข้างเคียงจากการรักษาหรือเป็นเพียงความฟุ้งซ่านของพระองค์เองกันแน่
---
ภายในห้องลับที่เงียบสงัดของจวนสกุลซุน กลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ ตกกระทบลงบนกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่สะท้อนภาพของหลินเอ๋อร์ในชุดหมอหญิงสีขาวสะอาดตา หลินเฟิงในร่างจำแลงกำลังบรรจงจัดแต่งปอยผมอย่างใจเย็น นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามโครงหน้าของตัวเองในกระจก พลางนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงนิมิตเมื่อคืนนี้ด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด
"พลังมังกร... ช่างเป็นมวลพลังที่บริสุทธิ์และหอมหวานยิ่งนัก"
เขาลอบหลับตาลง สัมผัสถึงกระแสพลังสีทองจางๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในจุดชีพจร พลังที่เขาดูดซับมาจากฮ่องเต้ผ่านบทรักในฝันนั้นไม่ได้เพียงแค่เพิ่มตบะจิ้งจอกให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังทำให้เขารู้สึกถึงความเชื่อมโยงบางอย่างที่เขาสามารถใช้เป็น 'สายป่าน' ในการดึงดูดจิตวิญญาณของมังกรให้ถลำลึกเข้ามาหาเขาได้ง่ายขึ้น ผิวพรรณของหลินเอ๋อร์ในยามนี้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลประหนึ่งบุปผาที่เพิ่งได้รับน้ำค้างยามเช้า รัศมีแห่งเสน่หาที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงขึ้นจนแม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกได้ว่า หากใครได้สบตาในยามนี้คงยากที่จะถอนตัวขึ้น
หลินเฟิงเริ่มทบทวนถึงปฏิกิริยาที่น่าจะเกิดขึ้นกับฮ่องเต้ในเช้านี้ เขาจินตนาการถึงใบหน้าที่สับสนและวุ่นวายใจของเจ้าแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่ยามที่ตื่นขึ้นมาพบกับร่องรอยแห่งราคะที่ไม่มีที่มาที่ไป ความรู้สึกวาบหวามที่เขาจงใจฝังไว้ในจิตใต้สำนึกของอีกฝ่ายนั้น คือหมากตัวสำคัญที่จะทำให้การรักษาในวันนี้เต็มไปด้วยความหมายที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่รักษาอาการปวดพระเศียร แต่เขาต้องการสร้าง 'ความโหยหา' ที่ฮ่องเต้เองก็ไม่อาจหาคำตอบได้
ในระหว่างที่บรรจงจัดเตรียมย่ามยา หลินเฟิงหยิบขวดโหลสมุนไพรต่างๆ ขึ้นมาตรวจสอบอย่างพิถีพิถัน เขาเลือกใช้ตัวยาที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ และมีสรรพคุณในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งจะช่วยให้สัมผัสยามที่เขาทำการนวดเฟ้นนั้นตราตรึงใจยิ่งขึ้น ทุกย่างก้าวและการกระทำในวันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของหมอหญิงผู้สำรวมและนอบน้อม ทว่าในความนอบน้อมนั้นจะต้องแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่เย้ายวนอย่างไม่ตั้งใจ เพื่อให้ฮ่องเต้ทรงเป็นฝ่ายลอบสังเกตและค้นหาความลับในตัวเขาเอง
"ระบบ... เตรียม 'โอสถนารีจำแลง' ระดับสูงไว้ให้ข้า 1 ชุด"
เขาสื่อสารผ่านจิตอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้น แสงสีฟ้าจางๆ ก็วาบขึ้นในมโนสำนึก พร้อมกับเสียงตอบรับที่ราบเรียบของระบบที่ยืนยันการจัดเตรียมไอเทมสำคัญเข้าสู่คลังเก็บของ หลินเฟิงลอบยิ้มอย่างเยือกเย็น แม้จะยังไม่ได้ระบุเวลาที่จะใช้ แต่นี่คือ 'ไพ่ตาย' ที่จะเปลี่ยนกระดานอำนาจนี้ไปตลอดกาล การมีสิ่งนี้ไว้ในมือทำให้เขารู้สึกเหมือนกุมโชคชะตาของมังกรไว้ได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
เขาตรวจสอบความเรียบร้อยของชุดหมอหญิงอีกครั้ง จงใจจัดแต่งผ้าคลุมหน้าให้ทิ้งตัวลงอย่างพอเหมาะเพื่อสร้างความลึกลับน่าค้นหา ทุกรายละเอียดตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงชายผ้าถูกตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลินเฟิงรู้ดีว่าการเผชิญหน้าในวันนี้จะเป็นการทดสอบความอดทนของฮ่องเต้ และเขาก็พร้อมที่จะเป็นผู้กุมบังเหียนในเกมแห่งความปรารถนานี้
"หานซี... เตรียมรถม้าได้แล้ว ถึงเวลาที่เราจะไปดูผลงานของข้าในวังหลวงเสียที"
เสียงของเขาที่สั่งการหานซีนั้นราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่เหนือกว่า บัดนี้เขารู้สึกพร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่ใจกลางอำนาจอีกครั้ง เพื่อเริ่มการรักษาครั้งที่สองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม พายุลูกใหญ่ที่ถูกห่อหุ้มด้วยกลิ่นหอมของบุปผากำลังจะพัดเข้าสู่ใจกลางอำนาจของแผ่นดิน และครั้งนี้... มังกรผู้ยิ่งใหญ่จะไม่มีวันหนีพ้นใยเสน่หาที่เขาถักทอขึ้นมาได้อย่างแน่นอน
---
บรรยากาศภายในตำหนักหยางซินยามนี้ดูเหมือนจะถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งความปรารถนาที่มองไม่เห็น หลินเอ๋อร์ก้าวเข้าสู่พื้นที่ส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ด้วยท่วงท่าที่ประหนึ่งเทพธิดาจำแลงกายมา ทุกย่างก้าวของนางแฝงไปด้วยจังหวะที่เย้ายวนใจโดยธรรมชาติ กลิ่นหอมรัญจวนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของนางไม่ใช่เพียงกลิ่นเครื่องหอมทั่วไป แต่เป็นกลิ่นอายแห่งเสน่หาของจิ้งจอก 8 หางที่เข้มข้นจนอากาศรอบกายดูเหมือนจะสั่นไหว
"ถวายบังคมเพคะ... ฝ่าบาท"
สุรเสียงของนางนุ่มนวลและกังวานใสประหนึ่งเสียงระฆังเงินที่สั่นคลอนหัวใจผู้ฟัง ฮ่องเต้ทรงจ้องมองร่างอ้อนแอ้นที่ย่อกายลงตรงหน้าด้วยสายพระเนตรที่สั่นไหว พระองค์ทรงรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่แผ่ออกมาจากสตรีผู้นี้ แรงดึงดูดที่ทำให้พระองค์ทรงลืมเลือนความเหนื่อยล้าจากการทรงงานไปจนสิ้น
ในขณะที่หลินเอ๋อร์ก้มหน้าลงถวายบังคม หลินเฟิงลอบสังเกตปฏิกิริยาของฮ่องเต้อย่างละเอียด เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังมังกรที่ปั่นป่วนและไม่สงบ ความรู้สึกโหยหาที่เขาฝังไว้ในห้วงนิมิตเมื่อคืนกำลังส่งผลต่อจิตใจของมังกรอย่างเห็นได้ชัด การที่ฮ่องเต้ทรงจ้องมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเมื่อวาน แสดงให้เห็นว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความปรารถนากำลังงอกงามอย่างสมบูรณ์
"เริ่มการรักษาเถิด... ข้าต้องการให้เจ้าช่วยบรรเทาความหนักอึ้งนี้"
สุรเสียงของฮ่องเต้ที่ตรัสออกมานั้นแฝงไปด้วยความหมายซ่อนเร้น คำว่า 'ความหนักอึ้ง' ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่อาการปวดพระเศียรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึกอึดอัดใจที่เกิดขึ้นหลังจากความฝันเมื่อคืนด้วย หลินเฟิงเข้าใจดีถึงความหมายที่แท้จริงของคำเหล่านี้ และเขาก็พร้อมที่จะ 'บรรเทา' ความทุกข์ทรมานของมังกรด้วยวิธีการที่พิเศษที่สุด
หลินเอ๋อร์ขยับกายเข้าใกล้พระวรกายจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน นางเริ่มลงมือรักษาด้วยการนวดเฟ้นที่แฝงไปด้วยเล่ห์กล ปลายนิ้วเรียวสวยที่สัมผัสลงบนผิวพระวรกายนั้นร้อนผ่าวและนุ่มนวลประหนึ่งกำมะหยี่ชั้นเลิศ ทุกครั้งที่นางกดเน้นลงบนจุดชีพจร หลินเฟิงจะส่งปราณจิ้งจอกที่เข้มข้นที่สุดเข้าสู่ร่างกายของมังกร กระตุ้นให้กระแสเลือดในกายของฮ่องเต้ไหลเวียนพลุ่งพล่านจนพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ
การสัมผัสในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง หลินเฟิงใช้เทคนิคการนวดที่ผสมผสานระหว่างศาสตร์การแพทย์และศิลปะการยั่วยวน ปลายนิ้วของเขาไม่ได้เพียงแค่กดจุดชีพจรเพื่อบรรเทาอาการปวด แต่ยังสร้างความรู้สึกเสียวซ่านที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของฮ่องเต้ การที่เขาใช้ปราณจิ้งจอกผสมผสานกับการสัมผัสทำให้ทุกจุดที่นิ้วของเขาผ่านไปกลายเป็นจุดอ่อนไหวที่ส่งสัญญาณความสุขไปยังสมอง
ในจังหวะที่นางโน้มตัวลงเพื่อฝังเข็ม หลินเฟิงจงใจขยับกายให้ชุดหมอหญิงที่ดูสำรวมนั้นเลื่อนหลุดออกอย่างแนบเนียน เผยให้เห็นเนินอกขาวผ่องที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจ และลาดไหล่เนียนละเอียดที่สะท้อนแสงเทียนจนดูเป็นประกายเร่าร้อน ผิวพรรณของนางในยามนี้ดูมีชีวิตชีวาและเย้ายวนใจจนฮ่องเต้ที่ประทับอยู่ใกล้ชิดถึงกับต้องกลั้นหายใจ พระหัตถ์ที่วางอยู่บนพระเพลาเผลอกำแน่นจนเส้นพระโลหิตปูดโปน
การเปิดเผยร่างกายอย่างไม่ตั้งใจนี้ไม่ใช่การบังเอิญ หลินเฟิงคำนวณทุกการเคลื่อนไหวอย่างพิถีพิถัน เขารู้ดีว่าการให้เห็นเพียงเล็กน้อยจะกระตุ้นจินตนาการของฮ่องเต้มากกว่าการเปิดเผยทั้งหมด ความงามที่ปรากฏแล้วหายไปอย่างรวดเร็วนั้นจะทำให้ผู้มองเกิดความอยากรู้อยากเห็นและความโหยหาที่ลึกซึ้งกว่าการมองเห็นอย่างเต็มตา
"ฝ่าบาท... ทรงรู้สึกร้อนหรือไม่เพคะ?"
หลินเอ๋อร์กระซิบถามที่ข้างพระกรรณ ลมหายใจอุ่นๆ ของนางที่เป่ารดผิวพระวรกายนั้นประหนึ่งเปลวไฟที่จุดชนวนความปรารถนาให้ลุกโชน นางจงใจขยับปลายนิ้วลูบไล้ผ่านลำคอและแผ่นหลังของฮ่องเต้อย่างอ้อยอิ่ง สัมผัสที่แผ่วเบาทว่ากลับสร้างความซ่านสยิวไปถึงไขสันหลัง ฮ่องเต้ทรงรู้สึกเหมือนมังกรที่ถูกพันธนาการด้วยใยไหมแห่งราคะที่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัดแน่น
ในขณะที่ทำการฝังเข็ม หลินเฟิงใช้โอกาสนี้ในการสร้างความใกล้ชิดมากขึ้น เขาโน้มตัวลงจนเกือบจะแนบชิดกับร่างกายของฮ่องเต้ กลิ่นหอมจากผมและผิวกายของนางที่ผสมผสานกับกลิ่นสมุนไพรสร้างบรรยากาศที่เร้าอารมณ์อย่างไม่อาจต้านทานได้ ทุกครั้งที่นางขยับตัว ฮ่องเต้จะรู้สึกถึงความนุ่มนวลของร่างกายที่เบียดชิดเข้ามา ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเหมือนถูกล้อมรอบด้วยเสน่หาที่ไม่อาจหลบหนีได้
"หม่อมฉันจะใช้เทคนิคพิเศษในการนวดเฟ้นเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตเพคะ ฝ่าบาทอาจจะทรงรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อย แต่นั่นเป็นสิ่งปกติเพคะ"
หลินเอ๋อร์แจ้งให้ทราบล่วงหน้าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานแต่มั่นใจ นางเริ่มใช้เทคนิคการนวดที่ผสมผสานระหว่างการรักษาและการยั่วยวน ปลายนิ้วเลื่อนไล้ไปตามเส้นกล้ามเนื้อด้วยแรงกดที่พอเหมาะ สร้างความรู้สึกที่อยู่ระหว่างการรักษาและการเล้าโลม ทุกการสัมผัสของนางดูเหมือนจะมีจุดประสงค์ในการรักษา แต่กลับสร้างผลข้างเคียงที่ทำให้ฮ่องเต้ทรงรู้สึกเสียวซ่านไปทั่วร่างกาย
ดวงตาของหลินเอ๋อร์ที่จ้องมองมานั้นฉ่ำวาวและเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน นางแสร้งทำเป็นจดจ่อกับการรักษา ทว่าทุกท่วงท่ากลับเป็นการยั่วยวนที่รุนแรงที่สุด ร่างกายที่อ้อนแอ้นของนางเบียดชิดกับพระวรกายจนฮ่องเต้ทรงสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและกลิ่นกายสาวที่หอมจนแทบคลั่ง ความร้อนรุ่มที่กึ่งกลางลำตัวของเจ้าแผ่นดินพุ่งทะยานขึ้นจนถึงขีดสุด พระองค์ทรงรู้สึกอยากจะกระชากร่างของหมอหญิงผู้นี้ลงมาบดขยี้ด้วยความเสน่หาเสียเดี๋ยวนี้
หลินเฟิงสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของฮ่องเต้อย่างชัดเจน การหายใจที่เร็วขึ้น การเต้นของหัวใจที่แรงขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการตอบสนองของร่างกายที่ไม่อาจปกปิดได้ เขารู้ว่าแผนของเขากำลังดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ มังกรผู้ยิ่งใหญ่กำลังตกอยู่ในกับดักแห่งความปรารถนาที่เขาวางไว้อย่างชาญฉลาด
"เจ้า... เจ้าช่างมีหัตถ์ที่วิเศษนัก" สุรเสียงของฮ่องเต้สั่นพร่าและแหบพร่าด้วยแรงอารมณ์
คำชมเชยนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ฝีมือการรักษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึกที่นางสร้างให้เกิดขึ้นในร่างกายของพระองค์ด้วย ฮ่องเต้ทรงรู้สึกเหมือนถูกสะกดด้วยเวทมนตร์ที่ทำให้พระองค์ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสผิวหนัง พระองค์จะรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านไปทั่วร่างกาย
หลินเฟิงลอบยิ้มอย่างผู้ชนะภายใต้ใบหน้าที่ดูนอบน้อม เขาขยับกายถอยห่างออกมาเล็กน้อยอย่างมีชั้นเชิง ทิ้งให้ฮ่องเต้ทรงรู้สึกโหยหาและอ้างว้างอย่างกะทันหัน เขาจงใจจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยด้วยท่าทางที่ดูขัดเขินประหนึ่งสาวน้อยที่เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอเปิดเผยเนื้อหนัง ซึ่งนั่นยิ่งเป็นการสาดน้ำมันเข้ากองไฟแห่งความปรารถนาของมังกรให้ลุกโชนยิ่งขึ้น