ถึงจะสิ้นหวังแค่ไหนหรือท้อถอยเพียงใดสิ่งเดียวที่ทำได้คือก้มหน้ากัดฟันทนมันต่อไป…แต่นั่นมันใช้ไม่ได้สำหรับการเจอกับเ้า..สิ่งนี้
“ม..ไม่..จริง”
“น..นั่น..ออร์ค!!”
“อุๆๆๆๆ!!”
ตู้ม!!!
ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อราวกับม้าป่าสีเขียวของพวกมันแค่เพียงได้ชายตามองทุกคนพลันต้องตัวสั่นด้วยความกลัวแล้วและมันจะยิ่งกลัวมากขึ้นหากพวกมัน..หิว
ตู้ม!!
พวกมันฟาดกระบองไม้ลงบนร่างกายของมนุษย์คนแล้วคนเล่าและหยิบขึ้นมาฉีกกินรัหว่างทางเพื่อบรรเทาความหิวโหย
คมเขี้ยวที่เต็มปากของพวกมันบดขยี้ชิ้นเนื้อของเหล่ามนุษย์อย่างไม่ยากเย็นมันเขมือบไปคนแล้วคนเล่าแต่แค่นั้นก็ยังคงไม่สาแก่ใจ
“พ..พวก..พวกมันเข้ามาได้ยังไง!?”
เสียงหวีดร้องของเหล่าชาวบ้านดังขึ้นด้วยความสงสัยปนกับความโกรธแค้นเพราะจริงๆแล้วเหล่าชาวบ้านที่เป็ผู้ใหญ่นั้นแทบทุกคนก็รู้วาเหตุกันทั้งนั้น
“ไอ้าเวรตะไล!!!”
ตู้ม!!
***
“แฮ่กๆๆ”
เสียงหอบแรงของอิกนิสดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เปียกแฉะไปด้วยเืสีแดงฉาน
“อุๆๆๆๆ!”
เสียงร้องไล่หลังอิกนิสนั้นไม่ต่างจากเป็ตัวช่วยเตือนความจำว่าตนยังคงพักไม่ได้
“อึ่ก”
ถึงจะไม่เคยร่ำเรียนตำราแต่เื่พื้นฐานบางอย่างนั้นอิกนิสก็รู้อย่าง
“น…นั่น”
การที่พวกออร์คนั้นจมูกดีแต่สายตาไม่ได้เื่
แปะ!
อิกนิสทำการหยิบโคลนที่อยู่บนพื้นแล้วรีบนำมันมาทารอบๆตัวของตนเองอย่างร้อนรน
ก่อนที่จะรีบวิ่งเข้าไปซ่อนในพุ่มไม้ด้วยท่าทีสั่นกลัวพร้อมกับคราบน้ำตาที่เริ่มปรากฏ
“ได้โปรด…..ได้โปรด”
อิกนิสกล่าวพึมพำเสียงสั่น
“อุๆๆ..*ฟุดฟิดๆๆ”
‘ทำไม…..ทำไม…ทำไม…ทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไมทำไม’
ภายในหัวของอิกนิสนั้นนอกจากการมีชีวิตรอดไปวันๆก็ไม่มีอะไรอีกเลยแต่วั้นนี้…มันคืออะไรกันมีแต่เื่ที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมด
ทำไม?ถึงต้องมาเฉียดตายในที่แบบนี้..ทำไม?ต้องเป็วันนี้..ทำไม?ถึงต้อง…เกิดมาแบบนี้
..ทำไม..กัน?
“อุๆ”
แต่ดูเหมือนในวันที่โชคร้ายก็ยังเหลือโชคดีไว้บ้าง..ออร์คนั้นเดินผ่านพุ่มไม้ที่อิกนิสหลบอยู่ไปโดยไม่แม้แต่จะหันมาชายตามองเสียด้วยซ้ำเมื่อเห็นดังนั้น..น้ำตาก็เริ่มพลั่งพลูออกมา
“ฮึก..ฮึก..ร…รอด…แล้ว”
..อิกนิสยิ้มออกมาก่อนที่จะตระหนักว่า…ความจริงแล้วนั้น..พวกออร์คไม่ได้สายตาแน่เลยสักนิดเดียว
“อุ!”
“หือ?”
ตู้ม!!!!!!
เสียงกระบองไม้ดังขึ้นราวกับเสียงะเินั้นเป้นเสียงสุดท้ายที่อิกนิสได้ยิน..ก่อนที่จะไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว
ความมืด..มันมืดจนแม้ลืมตาก็มองอะไรไม่เห็นแม้แต่ความรู้สึกนั้นก็ยังคงเลือนลางราวกับไร้ซึ่งตัวตน
[ความพยายาม ความอดทน ความหนักแน่น]
ถ้อยคำกล่าวที่ราวกับเสียงกระซิบแต่กลับดังกังวาลนั้นแล่นเข้ามาภายในหัวของอิกนิสอย่างเลี่ยงไม่ได้
[ความอ่อนแอ ความโกรธแค้น]
ภายหลังเสียงที่ได้ยินนั้นแสดงถึงความเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด
[ทุกสิ่งนั้นเป็ตัวขับเคลื่อนให้กับชายผู้โอนอ่อน]
แต่ฉับพลันเสียงนั้นก็เหมือนกับสกใสขึ้นทันใด
[เยี่ยงนั้นแล้วการจะไม่ให้รางวัลแก่ผู้ที่คู่ควรคงมิอาจทำได้]
เมื่อกล่าวจบเสียงนั้นก็แปรเปลี่ยนคล้าจะสร้างความฮึกเหิม
[เพราะอ่อนแอจึงถูกเหยียบย่ำ เพราะเคียดแค้นถึงยังคง มีชีวิต เพราะอดทนถึงยังยอมรับความอัปยศ]
ถ้อยคำที่ราวกับดูถูกพลั้งพลูออกมาราวกับน้ำฝน
[ความพ่ายแพ้อย่างน่าอดสูนำมาซึ่งความตายแต่มันจัก ไม่เป็เยี่ยงนั้นอีกต่อไปเมื่อเ้าเสียซึ่งกายเนื้อ..เ้าจะได้รับซึ่งส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์ของผู้ที่พิชิตเ้า]
เสียงนั้นกล่าวอย่างเชื่องช้าก่อนจะตามมาด้วยคำพร่ำเพ้อ
[พระผู้เป็เ้าอาจไม่มีอยู่จริงแต่นั่นไม่สำคัญ..ด้วยความ กล้าที่จะเผชิญกับชีวิตจนถึงบัดนี้ข้าในนามที่มิอาจเอื้อนเอ่ยขอมอบ..พละกำลังแห่งออร์คให้เ้า]
เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกอย่างก็เริ่มสว่าวขึ้นและภาพแรกที่อิกนิสนั้นเห็น..คือหยดน้ำที่ไหลลงมาจากท้องฟ้า
ซ่า~
“อึก..”
ตุบ
อิกนิสเคาะหัวของตนเองเพื่อขับไล่ความมึนงงที่เกิดขึ้นก่อนที่จะหันไปมองรอบๆ
“ฮึก…ฮึก…”
อิกนิสยิ้มทั้งน้ำตาที่ไหลรวมกับน้ำฝนอย่างห้ามไม่ได้
อิกนิสได้แต่กัดฟันและดันตัวเองออกมาจากพื้นด้วยท่าทีทุลักทุเล
ปัก
“อึก”
แม้จะลื่นจนล้มเพราะโคลนที่ติดอยู่บางส่วนก็ตาม
‘รอดแล้วรอดแล้วรอดแล้วรอดแล้ว!!!’
คำเหล่านี้ดังอยู่ในหัวอิกนิสอยู่แทบจะตลอดเวลาเมื่อลุกขึ้นมาได้อิกนิสก็รีบวิ่งหนีเข้าไปในป่าเพราะถ้าหันกลับเข้าไปด้านในชนบทคงไม่แคล้วโดนตัดคอเป็แน่
โดยที่ตัวอิกนิสเองนั้นไม่ได้สังเกตเลยแม้แต่น้อยว่าร่างกายของตนเองนั้นสูงใหญ่และบึกบึนมากขึ้นกว่าคนอายุยี่สิบที่ขาดสารอาหารควรจะเป็..นั่นรวมถึงฟันอันแหลมคมที่เกินมนุษย์ด้วย