เมื่อหลี่ตู้ก้าวออกจากดันเจี้ยนแสงตะวันก็เริ่มลับขอบฟ้าแล้ว
เขาแบกร่างอันอ่อนล้าที่เปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มใจจากการผจญภัยในวันนี้ตรงไปยังหอการค้าเทียนไห่
ณหอการค้าเทียนไห่
นี่คือหอการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลานเฉิงและมีสมาคมเทียนไห่จากนครเทียนไห่หนุนหลัง แทบทุกการซื้อขายวัสดุในเมืองหลานเฉิงไม่ว่าจะเป็อุปกรณ์ เครื่องมือ และยา ล้วนเกิดขึ้นที่นี่
“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า มีอะไรให้ดิฉันรับใช้คะ?” พนักงานต้อนรับเห็นหลี่ตู้ก็รีบเดินเข้ามาถามไถ่ทันที
หลี่ตู้ไม่ได้ตอบในทันทีแต่หยิบกรงเล็บราชันย์หมาป่าออกมา พร้อมเอ่ยปากถาม “อันนี้ขายได้เท่าไร?”
พนักงานรับกรงเล็บราชันย์หมาป่าไปตรวจสอบโดยละเอียด
“คุณลูกค้า กรงเล็บราชันย์หมาป่าชิ้นนี้เป็ไอเท็มที่เพิ่งดร็อปมาวันนี้คุณภาพยอดเยี่ยม หากท่าน้าขายให้หอการค้าของเรา พวกเรารับซื้อในราคา 980แต้มเทพค่ะ”
“ดี ขายเลย แล้วฉันจะขอซื้อของอย่างอื่นด้วย”
“เชิญตามสบายค่ะ”
จากนั้นหลี่ตู้ก็รีบตรวจสอบรายการสินค้าของหอการค้าเทียนไห่ทันทีสายตาของเขาจับจ้องไปที่หมวดตำราสกิล
[ศรวายุ]: ตำราสกิลอาชีพสายโจมตีระยะไกล ระดับปราณีต ข้อจำกัดอาชีพ: Lv.15ยิงศรหลายสายออกไปพร้อมกับพลังวายุซึ่งจะพุ่งทะลุเป้าหมายด้วยความเร็วสูง ราคา: 2,380 แต้มเทพ
[ะุวารี]: ตำราสกิลอาชีพสายเวทมนตร์ ระดับยอดเยี่ยม ข้อจำกัดอาชีพ: Lv.7อัญเชิญลูกบอลน้ำโจมตี ทำให้เป้าหมายเปียกสร้างความเสียหายและชะลอการเคลื่อนไหวเป็เวลา 15 วินาทีราคา: 890 แต้มเทพ
......
บอกเลยว่ามีตำราสกิลหลายเล่มที่ทำให้หลี่ตู้ใจเต้นระรัว
แต่ยิ่งเป็ตำราสกิลระดับสูงเท่าไรราคาก็ยิ่งสูงตามไปด้วย หลี่ตู้ในตอนนี้ยังไม่มีปัญญาจะซื้อ
สุดท้ายเขาก็พลิกไปที่หน้าแรกสุด และพบตำราสกิลที่ถูกที่สุดอยู่้า
[สกัด]: ตำราสกิลไม่จำกัดอาชีพ เหมาะสำหรับทุกอาชีพแยกไอเท็มจากร่างของสัตว์อสูรที่ตายแล้ว มีโอกาสสำเร็จ 1%-99% อัตราความสำเร็จจะเพิ่มขึ้นตามระดับเลเวลของผู้ใช้ ราคา: 80 แต้มเทพ
“ฉันเอาอันนี้ แล้วก็ขอเป้สะพายหลังธรรมดาขนาดใหญ่อีกใบ”
“ได้ค่ะท่าน รวมทั้งหมด 120 แต้มเทพค่ะ”
หลี่ตู้พยักหน้าจากนั้นก็รูดบัตรทันที
หลังจากรูดบัตรแต้มเทพของเขาก็เหลือเพียงพันกว่าแต้มเท่านั้น
ก่อนที่จะขายกรงเล็บราชันย์หมาป่าชีวิตของหลี่ตู้ค่อนข้างขัดสน มีแต้มเทพในบัตรไม่ถึงสองร้อยแต้มการใช้จ่ายในวันนี้จึงถือเป็การใช้จ่ายจำนวนมากสำหรับเขา
แต่ทั้งหมดนี้คือค่าใช้จ่ายที่จำเป็
สกิลแยกไอเท็มนั้นไม่จำเป็ต้องอธิบายส่วนกระเป๋าเป้คือสิ่งที่หลี่ตู้เอาไว้ใช้เก็บของที่ได้มาจากการล่าเขาไม่มีเครื่องรางมิติ จึงทำได้แค่ใช้เป้สะพายหลังเช่นนี้
เมื่อออกจากหอการค้าหลี่ตู้ก็ตั้งใจจะกลับบ้าน
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“โอ้โหเฮะ! นี่มันขยะตัวท็อปของเรานี่นา ถึงขนาดเดินมาจากหอการค้าเชียวหรือมีเงินแล้ว?”
หลี่ตู้หันกลับไปก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง
ใช่แล้วเขาคือเจี่ยงเหยียนินั่นเอง
เขาเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเอ่ยน้ำเสียงเ็า “ในเมื่อมีเงินแล้วหนี้ 500 แต้มเทพที่นายติดฉันไว้ จะคืนเมื่อไร? ฉันอารมณ์ไม่ดี พรุ่งนี้ฉันต้องได้เห็นแต้มเทพ!”
สีหน้าของหลี่ตู้พลันมืดครึ้ม“ฉันไม่เคยติดหนี้ นายอย่าหวังว่าจะได้มันไปจากฉันแม้แต่แต้มเดียว!”
เจี่ยงเหยียนิได้ยินเช่นนั้นก็พลันบังเกิดโทสะ“ดี ดีมาก! กล้าต่อปากต่อคำกับฉันแบบนี้หรือ?”
“นายคอยดูเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะทำให้ครอบครัวนายฉิบหาย!”
คำพูดนี้จุดชนวนโทสะของหลี่ตู้ให้ไฟลุกโชนเขากำหมัดแน่น แค่นเสียงเ็า “นายกล้าก็ลองดูสิ!ฉันอาจจะหยุดอะไรไม่ได้ แต่ฉันฆ่านายได้แน่!”
คำพูดที่เปี่ยมด้วยเจตนาสังหารนี้ทำให้เจี่ยงเหยียนิใจากนั้นเขาก็โกรธแทบคลั่งและทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ลูกน้องที่อยู่ข้างกายเขากลับเอ่ยขึ้นเสียก่อน
“คุณชายเจี่ยง จะไปถือสาอะไรกับคนอย่างมัน อายุขัยเหลือน้อยแล้วทำตัวกัดคนไปทั่วเหมือนหมาบ้า”
เจี่ยงเหยียนิได้ยินดังนั้นก็ค่อย ๆ ใจเย็นลง
หากเขาบีบให้หลี่ตู้จนมุมจริงๆ อีกฝ่ายที่มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรบ้าบิ่นลงไปบ้าง
เมื่อคิดได้ดังนั้นเจี่ยงเหยียนิจึงเอ่ยปากว่า “ฮึ! หลี่ตู้ฉันใจกว้างพอที่จะไม่ถือสาเงินที่นายติดหนี้ฉันไว้”
“แต่พรุ่งนี้นายต้องสู้กับฉันบนลานประลองของโรงเรียน ถ้านายแพ้นายต้องคุกเข่ากราบฉันหน้าโรงเรียนสามวันสามคืน แล้วฉันจะให้อภัยทุกอย่างนายกล้ารับคำท้าไหม?”
หลี่ตู้ถามกลับ“แล้วถ้าฉันชนะล่ะ?”
“ชนะ?” เจี่ยงเหยียนิหยิบบัตรสีทองออกมาโบกไปมาต่อหน้าหลี่ตู้“เห็นบัตรทองใบนี้ไหม?”
“นี่คือบัตร VIP ของธนาคารแต้มเทพต้าเซี่ยมีแต้มเทพหนึ่งหมื่นแต้มอยู่ในนี้ ทั้งชีวิตนายก็หาไม่ได้หรอก! ถ้านายชนะบัตรใบนี้ก็เป็ของนาย”
“ดี หวังว่าพรุ่งนี้นายจะไม่เสียใจ”
หลี่ตู้พูดจบก็เดินออกไปทันที
......
ผ่านไปไม่นานหลี่ตู้ก็กลับถึงบ้าน
ตอนที่กลับมาถึงบ้านก็เป็เวลาใกล้ค่ำแล้ว
“พี่คะ! กลับมาแล้วเหรอ”
ทันทีที่มาถึงประตูบ้านเสียงหวานใสก็ดังขึ้น เด็กสาวในเสื้อสีขาววิ่งออกมาก่อนจะะโเข้าสู่อ้อมกอดของหลี่ตู้
“หนูรอพี่นานมากเลยค่ะ ถ้าพี่ไม่กลับมาเสียที ท้องฟ้าคงมืดหมดแล้ว”
เมื่อมองเด็กสาวคนนี้ความอบอุ่นก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของหลี่ตู้
“พี่กลับมาแล้วนี่ไง สุ่ยเซิง หิวหรือยังล่ะเรา”
“ท้องหนูร้องแล้วค่ะ! พี่รีบไปทำกับข้าวเลย”
“คร้าบ คร้าบ”
ชีวิตประจำวันที่แสนอบอุ่นนี้เป็ความสุขน้อยนิดที่หลี่ตู้มีใน่สิบแปดปีที่ผ่านมา
เด็กสาวคนนี้ชื่อหลี่สุ่ยเซิงที่จริงเธอไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆ ของเขา เมื่อตอนหลี่ตู้สี่ขวบพ่อแม่ของเขาเก็บเด็กผู้หญิงที่ยังอยู่ในผ้าอ้อมได้
เด็กสาวคนนั้นถูกพ่อแม่ทอดทิ้งปล่อยให้ลอยมาตามแม่น้ำ
ตอนที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาเธอยังอายุไม่ถึงหนึ่งขวบด้วยซ้ำเมื่อพ่อของหลี่ตู้ตัดสินใจว่าจะรับเลี้ยงก็พูดขึ้นประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า“ในเมื่ออุ้มเธอมาจากน้ำ งั้นก็เรียกว่าสุ่ยเซิงแล้วกัน”
เนื่องจากสองปีต่อมาพ่อแม่ก็เสียชีวิตไปในอุบัติเหตุเหมืองแร่สุ่ยเซิงจึงจำหน้าพ่อแม่ไม่ได้ และหลี่ตู้ก็เป็เพียงคนเดียวที่เลี้ยงดูเธอมาจนโต
สำหรับสุ่ยเซิงแล้วหลี่ตู้ไม่ได้เป็แค่พี่ชาย แต่ยังเป็เหมือนพ่อด้วย
เมื่อโตขึ้นสุ่ยเซิงก็งดงามน่ารัก เป็สาวงามในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอไม่ขาดโอกาสแยกจากหลี่ตู้เพื่อไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า
ความจริงแล้วั้แ่สุ่ยเซิงอายุหกขวบก็มีคน้ารับอุปถัมภ์เธอแล้วและหลังจากนั้นก็มีคนพูดถึงเื่นี้อยู่บ่อยครั้ง เพราะผู้คนไม่คิดว่าหลี่ตู้เด็กคนหนึ่งจะสามารถเลี้ยงดูน้องสาวได้
แต่สุ่ยเซิงไม่ยอมจากไปไหนและหลี่ตู้ก็ไม่ยอมเช่นกัน
เป็ความจริงที่หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตสุ่ยเซิงก็เป็เหมือนที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของหลี่ตู้เขาอดทนเผชิญความอัปยศอดสูมาตลอดหลายปีนี้ได้ก็เพราะเธอคนเดียว
อาจเป็เพราะเคยถูกทอดทิ้งมาก่อนแม้ชีวิตจะยากลำบาก แต่สุ่ยเซิงก็ไม่ยอมจากหลี่ตู้ไป
แน่นอนอาจเป็เพราะหลี่ตู้เป็คนที่เลี้ยงดูเธอมาั้แ่เด็กด้วยเช่นกัน
ทั้งสองคนพึ่งพาอาศัยกันมาจนถึงทุกวันนี้สุ่ยเซิงได้กลายเป็ส่วนหนึ่งในชีวิตของหลี่ตู้ไปแล้ว