นางฟ้า คำเดียวเท่านั้นที่เอกอนให้นิยามกับความงามของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขานี่ได้ ทั้งริมฝีปากที่เรียวบาง จมูกโด่งได้รูป และดวงตากลมโตที่หรี่ลงมองพวกเขาอยู่นั้น มันรับกันหมดจนแทบหาที่ติไม่ได้ ทำให้เขานึกชมเชยพนักงานที่ออกแบบ NPC ตัวนี้จริง ๆ ซึ่งถ้าหากเธอมีตัวตนบนโลกที่ไม่ใช่เกมส์ล่ะก็ เขานี่แหละจะเป็นคนแรกที่จะจีบเธอ
“ผู้มาเยือนทั้ง 3 พวกท่านปราถนาในมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ใช่หรือไม่” NPC หญิงสาวที่มีรูปกายประดุจนางฟ้าเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง ปลุกให้เอกอนที่กำลังเคลิ้มกับความงามให้กลับมามีสติอีกครา
“ใช่” เป็นราเชลไอซ์ที่ตอบ ดูเหมือนเขาจะมีความกระตือรือร้นมากกว่าคนอื่นๆ
“เช่นนั้นแล้ว พวกท่านจงรับการทดสอบของเหล่าทวยเทพเถิด”
สิ้นเสียงของเธอ ห้วงอากาศรอบกายของพวกเอกอนก็เริ่มบิดเบี้ยวไม่เป็นรูป จนพวกเขาทั้ง3 รู้สึกโคลงเคลงไปมาแต่ไม่นานเสียงระบบก็ดังขึ้น เพื่อบอกสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญต่อไป
‘ผู้เล่นทั้ง 3 ได้รับการทดสอบจากทวยเทพผู้ปกปักษ์วิหารเทวะมนตรา เนื่องจากเป็นการทดสอบเพื่อรับทักษะมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ จึงไม่สามารถยกเลิกได้ระหว่างรับการทดสอบ...
...กรุณารอสักครู่ระบบกำลังนำท่านเข้าสู่บททดสอบ...’
วูบ!
และแล้วเอกอนก็รู้สึกเหมือนราวกับถูกกระชากลงเบื้องล่าง แต่ไม่นานเขาก็ถูกแสงสีขาวบางอย่างที่สว่างวาบจากเบื้องหลังกลืนหายไป ในขณะที่ดราก้อนฟิช และราเชลไอซ์ก็ประสบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ต่างกัน...
“ข้ามีนามว่า เพลตัล เจ้าคือผู้รับการทดสอบของข้าหรอกหรือ”
เอกอนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ เมื่อพบว่ามีเสียงใครบางคนพูดอยู่ไม่ไกล และทันทีที่เปลือกตาของเขาเผยอขึ้น ก็ปรากฏว่าผู้ที่เป็นเจ้าของเสียงนั้น กำลังลอยนิ่ง ๆ อยู่เหนือพื้นหลายฟุตด้วยปีกสีขาวบริสุทธิ์ทั้ง8 ซึ่งอยู่ห่างจากเขาไปไม่มาก ใบหน้าของผู้พูดนั้นถูกสวมทับด้วยหมวกเหล็ก ที่มีสัญลักษณ์ของมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์สลักอยู่ ดังนั้นเอกอนจึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตอนนี้ผู้ที่อยู่ห่างออกไปกำลังมีสีหน้าเช่นไร
“นายเป็น NPC หรือ มอนสเตอร์” เอกอนหลุดถามออกไปก่อนจะระวังตัวมากขึ้น พร้อมกับเผลอบีบไม้เท้าดวงจิตมังกรจนแน่น ในขณะที่สายตาก็จ้องมองผู้ที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา
“ข้าเป็น NPC”
เพลตัลตอบ แต่เอกอนกลับกลอกตาไปมาเพื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบ ก็พบว่านอกจากพื้น ที่ทำขึ้นด้วยปุยเมฆสีขาว จนกว้างสุดลูกหูลูกตานี่แล้ว เขาก็ไม่พบสิ่งใดอีกแม้กระทั่งร่างของดราก้อนฟิชหรือราเชลไอซ์ ซึ่งทำให้เดาได้ว่าพวกเขาคงถูกสุ่มให้เข้าไปในมิติใดก็มิติหนึ่งแน่ๆ
“เจ้าพร้อมจะรับการทดสอบหรือยัง” เพลตันเอ่ยถามขึ้นมา เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามทำท่ากลอกสายตาไปมาเหมือนค้นหาอะไรบางอย่าง
“การทดสอบ” เอกอนกลอกตาดำของเขากลับมาที่เพลตันอีกครั้ง แล้วทวนคำอย่างสงสัย
“ถูกต้องแล้ว เจ้ามาที่วิหารเทวะมนตราก็เพื่อทักษะมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ไม่ใช่หรอกเหรอ”
“ใช่” เอกอนตอบไปแบบนั้น แม้ในความเป็นจริงแล้ว เขาจะไม่ได้ตั้งใจจะมารับทักษะมหาเวทย์ที่ว่านี้ในตอนแรกๆ
“ดังนั้นเจ้าก็ต้องรับการทดสอบ” เอกอนหรี่สายตาลงอย่างใช้ความคิด แล้วนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่
“ตกลง” ในที่สุดเขาก็ตอบออกมา พร้อมกับคลายมือจากไม้เท้าดวงจิตมังกรออก เมื่อรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังเกรงแล้วบีบมันไว้แน่น
“ดีมาก...ถ้างั้นจงฟังสิ่งที่ข้าจะบอกให้ดีๆ ” เพลตันเว้นช่วงไป ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “การทดสอบของข้าไม่มีอะไรมาก แค่ภายใน 15 นาที เจ้าจะต้องต้านการโจมตีของข้าให้อยู่โดยห้ามโจมตีกลับ แต่ต้องทำให้ข้าถูกเจ้าโจมตี 1 ครั้ง”
“อะไรนะ” เอกอนโพล่งอุทานอย่างตกใจ นี่จะให้เขายืนตั้งรับการโจมตีที่มีเงื่อนไขให้ทำร้ายNPC 1ครั้งโดยไม่ให้โจมตีอย่างนั้นเหรอ มันจะเป็นไปได้ไง
“หึ” ดูเหมือน NPC ผู้เป็นคนตั้งแบบทดสอบจะไม่สนใจในคำอุทานตกใจนั่นของเอกอนสักนิด กลับส่งเสียงในลำคออย่างแผ่วเบา แล้วค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นจากพื้นมากกว่าเดิม จนกลายเป็นอยู่เหนือเอกอนในที่สุด
“เริ่มการทดสอบได้”
วูบ!
ทักษะเทวะมนตรา คลื่นแสงผ่าพิภพ
ทักษะมหาเวทย์ดูดดาว แบล็คโฮล
ตูม!
+++++++++++++++++++++
...กระบวนท่านั่นมันอะไรกัน....
...ผมต้องแข็งแกร่งขึ้นอีก....
...จำไว้ไร้ดาบแข็งแกร่งที่สุด....
...ไหนล่ะจุดสิ้นสุดของความแข็งแกร่ง....
...หุบปากไปเลยนะ เจ้าดาบปากเน่า....
แว่วเสียงหลากหลายที่ดังขึ้นรอบกายผม มันอื้ออึงอยู่อย่างนี้มานานถึง 10 นาทีเต็ม แต่กระนั้นผมก็ยังคงหลับตาและไม่สนใจที่จะลืมตาดูต้นตอของเสียง ตอนนี้ผมรู้สึกตัวเบาโหวงอย่างน่าประหลาด เมื่อผ่านพ้นวินาทีที่รู้สึกอึดอัด ตอนผนึกออร่าลงบนหน้าผากครั้งสุดท้ายนั้นเมื่อ 30 นาทีก่อน
“นี่...ลืมตาสิ”
ใครบางคนกำลังบอกให้ผมทำตามที่สั่ง ซึ่งในตอนแรกผมคิดว่ามันคงเป็นหนึ่งในสรรพเสียงที่ดังอยู่ข้างหูแต่เมื่อมันพูดซ้ำ ๆ ด้วยประโยคที่คล้าย ๆ กันนี้ 2-3 รอบ ผมก็เริ่มระแคะระคายทันที แต่กระนั้นก็ยังคงไม่ลืมตา เพราะเกรงว่าอาจจะผิดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการหลอมรวมทักษะได้
“ยังไม่ลืมตาอีกเหรอ” อีกครั้งที่เสียงนั่นดังขึ้นอีก หากคราวนี้มีอารมณ์เหมือนกับจะรำคาญเจืออยู่ด้วย
“อืม….”
ผมครางเสียงในลำคอออกมา ก่อนจะค่อย ๆ ปรือตาขึ้นช้า ๆ ในที่สุดผมก็พ่ายแพ้ให้กับความอยากรู้ของตัวเอง และสิ่งแรกที่ผมพบหลังจากลืมตาขึ้นก็คือ ห้องสีครีมอ่อนที่ดูนวลตาและปราศจากเฟอนิเจอร์ตกแต่ง รอบ ๆ ตัวผมนั้นมีหน้าจอโฮโลแกรมขนาดเล็กนับร้อยลอยล่องไปทั่ว ซึ่งหน้าจอเหล่านั้นกำลังฉายภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาต่างของผมอยู่ ทั้งฉากต่อสู้สมัยเด็ก ฉากพูดคุย ฉากตอนทำภารกิจ และอีกหลายฉากที่มันกรอฉายซ้ำไปซ้ำมา และผมก็เดาว่ามันคงเป็นที่มาของเสียงที่ดังอื้ออึงเมื่อครู่แน่นอน
“ลืมตาแล้วสินะ”
จู่ ๆ ใบหน้าของคน ๆ หนึ่งที่ละม้ายคล้ายกับตัวผมก็ก้มลงมาจ้องมองใกล้ๆ และเมื่อสายตาของผมเพ่งเล็งสังเกตุใบหน้านั่นดีๆ ก็พบว่ามันไม่ใช่แค่คล้าย แต่นั่นคือใบหน้าของผมเลยต่างหาก
“นายเป็นใคร” ผมถามออกไป แต่ผู้ที่มีใบหน้าเหมือนผมนั้นกลับเพียงแค่กระพริบตาเร็วๆ 2-3 ทีเป็นทำนองบอกว่า ผมไม่รู้จักจริง ๆ หรือ
“ข้าก็เป็นคัมภีร์หลอมรวมเพลงดาบปัญจวชิราไง”
ตอบเสร็จเจ้าตัวก็ยกหน้าตัวเองที่ก้มมองผมขึ้น ก่อนจะเดินอ้อมมาอยู่ข้างหน้าผม เป็นผลให้ตัวผมเองต้องค่อย ๆ ลุกขึ้นช้า ๆ แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องไปยังร่างบุคคล ที่แทบจะเรียกได้ว่าคัดลอกมาจากตัวผมทุกกระเบียดนิ้ว
“คัมภีร์” ผมทวนคำอย่างสงสัย
“ใช่ แปลกใจเหรอ” มันถามกลับมา แต่ผมก็ไม่ได้เอ่ยตอบแต่อย่างใด กระนั้นใบหน้าผมที่เหมือนจะมีเครื่องหมายคำถามแปะติดหน้าผากอยู่ ก็เป็นตัวบ่งบอกอย่างดีว่าผมทั้งแปลกใจและสงสัยในเวลาเดียวกัน
“เอาเป็นว่าที่นี่เรียกว่าห้วงแห่งจิต...”
“มันคืออะไร..” ผมถามขัดขึ้นมาก่อนที่มันจะได้อธิบายต่อ
“ก็ส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจเจ้าไง” เจ้าตัวตอบอย่างรำคาญก่อนจะเริ่มอธิบายต่อจากที่พูดก่อนหน้า
“ก็อย่างที่บอกที่นี่คือห้วงแห่งจิตใจของเจ้า ซึ่งหากต้องการจะหลอมรวมทักษะเพลงดาบปัญจวชิราก็ต้องทำมันที่นี่เท่านั้น” ผมยังคงสงสัยในคำอธิบายนั้น และเหมือนผู้ที่บอกว่าตัวเองคือคัมภีร์หลอมรวมฯ จะรู้ว่าผมยังไม่เข้าใจจึงได้อธิบายต่ออย่างอารมณ์เสีย
“เจ้านี่โง่หรือแกล้งโง่กันแน่เนี้ย...ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรานั้นเป็นเพลงดาบที่เกิดขึ้นจากภายใน ดังนั้นหากต้องการจะหลอมรวมก็ต้องเริ่มจากในใจเจ้านั้นแหละ แล้วการที่เจ้าทำตามข้อความของหนังสือคัมภีร์นั่นก็เป็นการเปิดประตูสู่ใจเจ้าเอง โดยมีข้าเป็นผู้นำทาง”
“หมายความว่า ข้อความที่ออกมาจากคัมภีร์ทั้งหมดนั่น เป็นเพียงแค่วิธีเข้าถึงส่วนลึกของใจแค่นั้นเองเหรอ”
“ถูกต้อง...เริ่มฉลาดมาบ้างแล้วนี่” ผมขยับเท้าเข้าใกล้ร่างของบุคคลที่เหมือนผมนั่นอีกนิด และคำชมในตอนหลังก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย
“นายบอกว่าเป็นคัมภีร์ แต่ทำไมถึงมีหน้าตาเหมือนผมล่ะ” แม้จะมีคำถามหลากหลายที่ผมยังสงสัย แต่ดูเหมือนคำถามนี้จะคาใจผมมากที่สุด
“ข้าสร้างขึ้นจากจิตใต้สำนึกของเจ้า”
“อืม!....แล้วการหลอมรวมล่ะ…” ผมเว้นช่วงพูดไป แต่เมื่อเห็นว่าคัมภีร์หลอมรวมฯทำสีหน้างง ๆ ผมจึงอธิบายเพิ่ม “ผมหมายถึงให้เอาทักษะเพลงดาบขั้นที่ 1 กับ 2มาผสมกันงั้นเหรอ”
“ถูกครึ่งเดียว”
“ทำไม”
“จริงอยู่ที่การหลอมรวมทักษะนั้นคือการเอาเพลงดาบทั้งสองขั้นมารวมกัน แต่นั้นมันผลลัพท์ต่างหาก สิ่งที่สำคัญของการหลอมรวมคือความเข้าใจ”
“ความเข้าใจ” เป็นครั้งสองที่ผมทวนคำของฝ่ายตรงข้ามด้วยความสงสัย
“ตามที่พูดนั่นแหละ...มันคือการที่เจ้าต้องรู้จักความหมายและการเข้าถึงแก่นแท้ของกระบวนท่าดาบ” คัมภีร์หลอมรวมฯ ที่ถอดแบบรูปร่างผมนั้นหยุดพูดกะทันหัน แล้วมองหน้าของผมนิ่ง ๆ ที่ตอนนี้มันยังคงแสดงสีหน้าไม่เข้าใจในความหมายที่มันพูด
“สรุปก็คือเจ้าต้องหาความเหมือนบนความแตกต่างของทั้งสองกระบวนท่า จากนั้นก็ใช้ความเหมือนนั่นโจมตีออกมาเป็นทักษะนั่นแหละคือการหลอมรวม”
“เข้าใจแล้ว”
ผมอุทานออกมาทันที เมื่อสมองผมกระจ่างชัดในสิ่งที่ต้องทำ แม้ฟังจากสิ่งที่เจ้าคัมภีร์นั่นสรุปมันจะดูเรียบๆ แต่ผมคิดว่ามันคงไม่ง่ายนักหากต้องมานั่งแยกแยะว่า ระหว่างทั้งสองทักษะมีส่วนไหนที่เหมือนกัน แล้วส่วนไหนที่ต่างกัน แต่สิ่งสำคัญสุดเห็นจะเป็นการใช้นี่แหละ เพราะแม้จะรู้แล้วว่ามันเหมือนกันตรงไหน แต่ปัญหาคือเราจะใช้มันออกได้ยังไง
เคร้ง!
อะไรบางอย่างถูกเจ้าคัมภีร์หลอมรวมนั่นเขวี้ยงมาตรงข้างหน้าผม และเมื่อก้มมองดี ๆ ก็พบว่ามันเป็นดาบเล่มหนึ่งที่ถูกเสียบลงบนพื้นห้องพอดี ผมเงยหน้ามองดูผู้ที่ส่งดาบมาให้อย่างขอคำอธิบาย แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะเพียงแค่กระดิกนิ้ว เพื่อเรียกหน้าจอโฮโลแกรมที่กำลังล่องลอยไปทั่วห้องมา2 หน้าจอ จากนั้นก็ส่งมันมาทางที่ผมยืนอยู่
“นี่มัน”
ผมอุทานออกมาทันทีเมื่อเห็นว่าหน้าจอทั้งสอง กำลังฉายภาพผมตอนใช้ทักษะเพลงดาบปัญจวชิราอยู่ โดยในจอแรกนั้นแสดงภาพของกระบวนท่าชี้ทางมาร ส่วนจอที่สองแสดงภาพของกระบวนท่าทะลวงใจอสูร แต่เมื่อเจ้าคัมภีร์หลอมรวมฯ เอ่ยพูดอะไรบางอย่างออกมาก็ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอพวกนั้นเพื่อฟัง
“เจ้าลองมองดูความแตกต่างและความเหมือนของทักษะที่เห็น แล้วลองโจมตีออกมาสิ” สิ้นคำพูดนั้นผมก็ก้มหน้าไปมองหน้าจอที่ฉายภาพการต่อสู้นั่นอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มยกมือเกาคางอันเป็นนิสัยติดตัวเวลาใช้ความคิด ตอนนี้ผมกำลังเพ่งมองทั้งสองภาพอย่างแน่วแน่
“ความเหมือนอย่างนั้นเหรอ...”
ผมเปรยออกมาอย่างเลื่อนลอย ในขณะที่สายตาก็ไล่เรียงหาความเหมือนของทักษะทั้งสอง เท่าที่ดูนั้นตอนนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ทั้งสองทักษะมีเหมือนกันคือ การที่ใช้ปราณดาบเป็นจำนวนมากให้รวมพุ่งเป็นกลุ่มเดียวเพื่อโจมตีศัตรู แต่นั่นมันเป็นเพียงแค่รูปแบบภายนอก ความเหมือนจริง ๆ ของมันคือการที่ต้องการให้ศัตรูถูกโจมตีเป็นจุดเดียวต่างหาก ฉะนั้นผมน่าจะลองใช้ทั้งสองทักษะพร้อมกันดู
หมับ!
ผมคว้าด้ามดาบขึ้นมาทันใด แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อผมค้นพบความจริงว่าการใช้ทักษะทั้งสองพร้อมกันนั้นมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเพราะทักษะแรกผมต้องถือดาบไว้กับมือ ส่วนทักษะที่สองผมต้องปล่อยดาบให้เป็นอิสระ ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้ออกได้พร้อม ๆ กัน
“แบบนี้นี่เอง...”
ผมเปรยออกมาอีกครั้งเมื่อความเข้าใจบางอย่างมันวาบขึ้นมาในสมอง ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากด้ามดาบ แล้วเดินเลยดาบนั่นไปเพื่อเข้าใกล้เจ้าคัมภีร์หลอมรวมฯนั่นอีกนิด ในเมื่อถ้าจับดาบแล้วไม่สามารถใช้ได้ทั้งสองทักษะพร้อมกัน งั้นก็ไม่ต้องใช้ดาบก็สิ้นเรื่อง
“หึ ๆๆ เยี่ยมจริง ๆ ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะเข้าใจเร็วขนาดนี้ ถูกแล้วล่ะนักดาบน่ะหากจับดาบแล้ว จะไม่สามารถแสดงทักษะเพลงดาบได้พร้อม ๆ กัน แต่ว่าไม่มีดาบแบบนี้เจ้าจะใช้ทักษะยังไงล่ะ”
“เรื่องนั้นผมรู้ครับ”
ผมฉีกยิ้มกว้างส่งให้ก่อนจะแผ่พลังออร่าออกไปทั่วร่างกาย จากนั้นผมก็ค่อย ๆ ไหลพลังออร่าที่ออกมา ให้ไปรวมเป็นกลุ่มก้อนตรงหน้า ก่อนจะบังคับมันให้ยืดขยายเป็นรูปร่างของดาบเล่มหนึ่ง และที่ผมสามารถคิดวิธีใช้ทักษะดาบทั้งสองพร้อมกันได้นั้น ก็ต้องขอบคุณดราก้อนฟิช ที่ทำให้ผมนึกถึงดาบที่ทำจากพลังออร่าของเขา และนั่นก็ทำให้ผมคิดว่าหากผมสร้างดาบขึ้นมาจากพลังออร่าได้แล้วละก็ มันก็จะสามารถใช้ทักษะทั้งสองได้พร้อมกัน เนื่องจากว่าทักษะแต่ละทักษะนั้นใช้พลังออร่าเป็นพื้นฐาน แต่เพราะถ้าใช้กับอาวุธมันก็จะแสดงได้แค่ทักษะเดียวต่อครั้ง นั่นก็หมายความว่าถ้าหากดาบนั่นเป็นพลังออร่าแล้วละก็มันก็จะสามารถใช้1 ดาบต่อหนึ่งทักษะได้ และเพียงแค่ผมสร้างดาบจากพลังออร่าขึ้นมาสักสองเล่มเท่านี้ผมก็จะสามารถใช้สองทักษะได้พร้อมกันแล้ว ซึ่งมันเป็นการทลายข้อกำหนดของอาชีพนักดาบ ที่สามารถถืออาวุธได้แค่ชิ้นเดียว ซึ่งแน่นอนว่ามันใช้ได้แค่ทักษะเดียวต่อครั้ง และถึงแม้จะมีอาวุธอีกชิ้นในมืออีกข้าง มันก็ไม่สามารถแสดงผลของทักษะได้เนื่องจากข้อกำหนดที่ว่านั้น สรุปก็คือถือได้กวัดแกว่งสู้ได้ แต่ใช้ทักษะไม่ได้นั่นเอง กระนั้นแม้จะใช้พลังออร่าสร้างดาบขึ้นมาแต่มันต้องมีข้อกำหนดแน่นอน เพราะไม่งั้นดราก้อนฟิชคงเสกดาบมันสัก 10เล่มแล้วถล่มศัตรูด้วยทักษะพร้อม ๆ กันแน่ ๆ
(*พลังออร่าที่ถูกบีบอัดเป็นดาบนั้นไม่นับเป็นอาวุธ ดังนั้นจึงสามารถถือไว้เกินหนึ่งอันได้ โดยที่มันสามารถแสดงทักษะได้ทุกอัน หากว่าสามารถสร้างขึ้นได้เกินสองเล่มนะครับ ไม่เหมือนอาวุธดาบจริง ๆ ที่สามารถถือไว้ได้แค่1 เล่มแล้วแสดงทักษะได้แค่ 1ทักษะต่อครั้งตามข้อกำหนดของอาชีพนักดาบที่ให้ถืออาวุธได้แค่ชิ้นเดียว)
วูบ!
ผมพยายบีบอัดพลังออร่าให้เป็นรูปดาบขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้เม็ดเหงื่อใส ๆ เริ่มจะไหลออกมาอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่บรรยากาศรอบ ๆ ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ แต่ก็นั่นแหละการบีบอัดพลังออร่าเป็นดาบมันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย แต่กระนั้นในที่สุดผมก็สามารถบีบพลังออร่าให้กลายเป็นดาบสีฟ้าใสเล่มหนึ่งขึ้นมา
‘ผู้เล่นเควินบรรลุเงื่อนไขการใช้ทักษะ ได้รับทักษะติดตัว ทักษะตกผลึกพลังออร่า ระดับ 1 ค่ะ’
ผมฉีกยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินเสียงระบบ นั่นหมายความว่าผมทำสำเร็จแต่ที่ระบบบอกว่ามันเป็นทักษะติดตัวนั้น เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากตอนผมเริ่มเกมส์ใหม่ ๆ แล้วลองใช้พลังออร่าในแบบนี้ละก็ ตอนนี้ผมคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้ แต่ก็นั่นแหละคนเราไม่สามารถสมบูรณ์แบบได้ทุกอย่าง ยังไงมันก็ต้องมีเรื่องที่เรียกว่าเส้นผมบังภูเขาไม่หนึ่งก็สองเรื่องเป็นธรรมดา
ติ๊ด!
ทักษะตกผลึกพลังออร่า ระดับ 1
*****************
เป็นทักษะที่ทำให้พลังออร่ามีรูปร่างขึ้นมา ส่วนพลังโจมตีนั้นจะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง
ยิ่งความแข็งแกร่งผู้ใช้มากเท่าใดพลังโจมตีก็มากขึ้นเท่านั้น
อนึ่งทักษะตกผลึกพลังออร่านั้นในระดับต่ำ ๆ จะสามารถทำให้เป็นรูปร่างได้แค่ชิ้นเดียว
เมื่อระดับสูงขึ้นไปจึงสามารถสร้างได้หลายชิ้น
โดยอัตราอยู่ที่20 ระดับต่อ 1 ชิ้น สูงสุด 5 ชิ้น (ระดับ 100)
ผมเรียกหน้าต่างขึ้นมาศึกษารายละเอียดของทักษะใหม่ทันที แต่ก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่อพบว่า แม้จะสร้างดาบขึ้นมาได้แต่มันก็ทำได้แค่อันเดียว ผมจำเป็นต้องทำให้ระดับทักษะมันสูงขึ้นจึงจะสามารถสร้างได้สองเล่มขึ้นไป แต่ถ้าหากว่าผมคิดไม่ผิดละก็นะ....
หมับ!
เร็วเท่าความคิคผมหันกลับไปด้านหลังพร้อมกับคว้าดาบที่เสียบอยู่กับพื้นนั่นขึ้นมาด้วยมือขวา ในขณะที่มือซ้ายก็บังคับดาบผลึกใสนั่นให้ลอยไปข้างหน้า พร้อม ๆ กับร่างของผมก็ทะยานตามไปเช่นกัน และในชั่วพริบตานั่นเองผมก็เปิดใช้ทักษะทีเดียวสองทักษะ โดยที่มือขวาใช้ออกด้วยกระบวนท่าชี้ทางมาร ซึ่งในเวลาเดียวกันมือซ้ายก็บังคับดาบให้ใช้ออกด้วยทักษะทะลวงใจอสูร
วูบ!
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา ชี้ทางมาร ผสาน ขั้นที่ 2 ทะลวงใจอสูร
ซูม!
@@@@@@@@@@@@@@@@@@