THE ONLINE WAR ฝ่าวิกฤติออนไลน์ทะลุโลก (Episode 1)

    บทที่ 44 หลอมรวมเพลงดาบ (มหาเวทเทวะพิสุทธิ์ ท่อนที่ 1)


                    นางฟ้า คำเดียวเท่านั้นที่เอกอนให้นิยามกับความงามของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขานี่ได้  ทั้งริมฝีปากที่เรียวบาง  จมูกโด่งได้รูป  และดวงตากลมโตที่หรี่ลงมองพวกเขาอยู่นั้น  มันรับกันหมดจนแทบหาที่ติไม่ได้  ทำให้เขานึกชมเชยพนักงานที่ออกแบบ NPC ตัวนี้จริง ๆ   ซึ่งถ้าหากเธอมีตัวตนบนโลกที่ไม่ใช่เกมส์ล่ะก็  เขานี่แหละจะเป็นคนแรกที่จะจีบเธอ

                    “ผู้มาเยือนทั้ง 3 พวกท่านปราถนาในมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ใช่หรือไม่”    NPC หญิงสาวที่มีรูปกายประดุจนางฟ้าเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง  ปลุกให้เอกอนที่กำลังเคลิ้มกับความงามให้กลับมามีสติอีกครา

                    “ใช่”    เป็นราเชลไอซ์ที่ตอบ  ดูเหมือนเขาจะมีความกระตือรือร้นมากกว่าคนอื่นๆ

                    “เช่นนั้นแล้ว  พวกท่านจงรับการทดสอบของเหล่าทวยเทพเถิด”

                    สิ้นเสียงของเธอ  ห้วงอากาศรอบกายของพวกเอกอนก็เริ่มบิดเบี้ยวไม่เป็นรูป   จนพวกเขาทั้ง3 รู้สึกโคลงเคลงไปมาแต่ไม่นานเสียงระบบก็ดังขึ้น เพื่อบอกสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญต่อไป

                ‘ผู้เล่นทั้ง 3 ได้รับการทดสอบจากทวยเทพผู้ปกปักษ์วิหารเทวะมนตรา เนื่องจากเป็นการทดสอบเพื่อรับทักษะมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์  จึงไม่สามารถยกเลิกได้ระหว่างรับการทดสอบ...

                ...กรุณารอสักครู่ระบบกำลังนำท่านเข้าสู่บททดสอบ...’

                วูบ!

                    และแล้วเอกอนก็รู้สึกเหมือนราวกับถูกกระชากลงเบื้องล่าง แต่ไม่นานเขาก็ถูกแสงสีขาวบางอย่างที่สว่างวาบจากเบื้องหลังกลืนหายไป  ในขณะที่ดราก้อนฟิช  และราเชลไอซ์ก็ประสบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ต่างกัน...

     

                    “ข้ามีนามว่า  เพลตัล เจ้าคือผู้รับการทดสอบของข้าหรอกหรือ”

                    เอกอนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ   เมื่อพบว่ามีเสียงใครบางคนพูดอยู่ไม่ไกล  และทันทีที่เปลือกตาของเขาเผยอขึ้น  ก็ปรากฏว่าผู้ที่เป็นเจ้าของเสียงนั้น  กำลังลอยนิ่ง ๆ อยู่เหนือพื้นหลายฟุตด้วยปีกสีขาวบริสุทธิ์ทั้ง8 ซึ่งอยู่ห่างจากเขาไปไม่มาก  ใบหน้าของผู้พูดนั้นถูกสวมทับด้วยหมวกเหล็ก ที่มีสัญลักษณ์ของมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์สลักอยู่ ดังนั้นเอกอนจึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตอนนี้ผู้ที่อยู่ห่างออกไปกำลังมีสีหน้าเช่นไร

                    “นายเป็น NPC หรือ  มอนสเตอร์”    เอกอนหลุดถามออกไปก่อนจะระวังตัวมากขึ้น  พร้อมกับเผลอบีบไม้เท้าดวงจิตมังกรจนแน่น  ในขณะที่สายตาก็จ้องมองผู้ที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา 

                    “ข้าเป็น NPC”   

                    เพลตัลตอบ แต่เอกอนกลับกลอกตาไปมาเพื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบ  ก็พบว่านอกจากพื้น ที่ทำขึ้นด้วยปุยเมฆสีขาว  จนกว้างสุดลูกหูลูกตานี่แล้ว  เขาก็ไม่พบสิ่งใดอีกแม้กระทั่งร่างของดราก้อนฟิชหรือราเชลไอซ์  ซึ่งทำให้เดาได้ว่าพวกเขาคงถูกสุ่มให้เข้าไปในมิติใดก็มิติหนึ่งแน่ๆ

                    “เจ้าพร้อมจะรับการทดสอบหรือยัง”    เพลตันเอ่ยถามขึ้นมา  เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามทำท่ากลอกสายตาไปมาเหมือนค้นหาอะไรบางอย่าง 

                    “การทดสอบ”  เอกอนกลอกตาดำของเขากลับมาที่เพลตันอีกครั้ง  แล้วทวนคำอย่างสงสัย

                    “ถูกต้องแล้ว เจ้ามาที่วิหารเทวะมนตราก็เพื่อทักษะมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ไม่ใช่หรอกเหรอ”

                    “ใช่”    เอกอนตอบไปแบบนั้น  แม้ในความเป็นจริงแล้ว  เขาจะไม่ได้ตั้งใจจะมารับทักษะมหาเวทย์ที่ว่านี้ในตอนแรกๆ

                    “ดังนั้นเจ้าก็ต้องรับการทดสอบ”    เอกอนหรี่สายตาลงอย่างใช้ความคิด  แล้วนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่

                    “ตกลง”    ในที่สุดเขาก็ตอบออกมา   พร้อมกับคลายมือจากไม้เท้าดวงจิตมังกรออก  เมื่อรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังเกรงแล้วบีบมันไว้แน่น

                    “ดีมาก...ถ้างั้นจงฟังสิ่งที่ข้าจะบอกให้ดีๆ ”     เพลตันเว้นช่วงไป  ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง   “การทดสอบของข้าไม่มีอะไรมาก  แค่ภายใน 15  นาที  เจ้าจะต้องต้านการโจมตีของข้าให้อยู่โดยห้ามโจมตีกลับ  แต่ต้องทำให้ข้าถูกเจ้าโจมตี 1 ครั้ง”

                    “อะไรนะ”   เอกอนโพล่งอุทานอย่างตกใจ    นี่จะให้เขายืนตั้งรับการโจมตีที่มีเงื่อนไขให้ทำร้ายNPC  1ครั้งโดยไม่ให้โจมตีอย่างนั้นเหรอ มันจะเป็นไปได้ไง

                    “หึ”    ดูเหมือน NPC ผู้เป็นคนตั้งแบบทดสอบจะไม่สนใจในคำอุทานตกใจนั่นของเอกอนสักนิด   กลับส่งเสียงในลำคออย่างแผ่วเบา  แล้วค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นจากพื้นมากกว่าเดิม  จนกลายเป็นอยู่เหนือเอกอนในที่สุด

                    “เริ่มการทดสอบได้”

                วูบ!

                    ทักษะเทวะมนตรา    คลื่นแสงผ่าพิภพ

                    ทักษะมหาเวทย์ดูดดาว    แบล็คโฮล

                    ตูม!

    +++++++++++++++++++++

                ...กระบวนท่านั่นมันอะไรกัน....

                ...ผมต้องแข็งแกร่งขึ้นอีก....

                ...จำไว้ไร้ดาบแข็งแกร่งที่สุด....

                ...ไหนล่ะจุดสิ้นสุดของความแข็งแกร่ง....

                ...หุบปากไปเลยนะ  เจ้าดาบปากเน่า....

                    แว่วเสียงหลากหลายที่ดังขึ้นรอบกายผม  มันอื้ออึงอยู่อย่างนี้มานานถึง 10  นาทีเต็ม  แต่กระนั้นผมก็ยังคงหลับตาและไม่สนใจที่จะลืมตาดูต้นตอของเสียง  ตอนนี้ผมรู้สึกตัวเบาโหวงอย่างน่าประหลาด  เมื่อผ่านพ้นวินาทีที่รู้สึกอึดอัด  ตอนผนึกออร่าลงบนหน้าผากครั้งสุดท้ายนั้นเมื่อ  30 นาทีก่อน

                    “นี่...ลืมตาสิ”

                    ใครบางคนกำลังบอกให้ผมทำตามที่สั่ง  ซึ่งในตอนแรกผมคิดว่ามันคงเป็นหนึ่งในสรรพเสียงที่ดังอยู่ข้างหูแต่เมื่อมันพูดซ้ำ ๆ ด้วยประโยคที่คล้าย ๆ กันนี้ 2-3 รอบ  ผมก็เริ่มระแคะระคายทันที  แต่กระนั้นก็ยังคงไม่ลืมตา  เพราะเกรงว่าอาจจะผิดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการหลอมรวมทักษะได้

                    “ยังไม่ลืมตาอีกเหรอ”     อีกครั้งที่เสียงนั่นดังขึ้นอีก  หากคราวนี้มีอารมณ์เหมือนกับจะรำคาญเจืออยู่ด้วย  

                    “อืม….”     

                    ผมครางเสียงในลำคอออกมา  ก่อนจะค่อย ๆ ปรือตาขึ้นช้า ๆ   ในที่สุดผมก็พ่ายแพ้ให้กับความอยากรู้ของตัวเอง   และสิ่งแรกที่ผมพบหลังจากลืมตาขึ้นก็คือ  ห้องสีครีมอ่อนที่ดูนวลตาและปราศจากเฟอนิเจอร์ตกแต่ง  รอบ ๆ ตัวผมนั้นมีหน้าจอโฮโลแกรมขนาดเล็กนับร้อยลอยล่องไปทั่ว ซึ่งหน้าจอเหล่านั้นกำลังฉายภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาต่างของผมอยู่  ทั้งฉากต่อสู้สมัยเด็ก  ฉากพูดคุย ฉากตอนทำภารกิจ และอีกหลายฉากที่มันกรอฉายซ้ำไปซ้ำมา และผมก็เดาว่ามันคงเป็นที่มาของเสียงที่ดังอื้ออึงเมื่อครู่แน่นอน

                    “ลืมตาแล้วสินะ”

                    จู่ ๆ ใบหน้าของคน ๆ หนึ่งที่ละม้ายคล้ายกับตัวผมก็ก้มลงมาจ้องมองใกล้ๆ  และเมื่อสายตาของผมเพ่งเล็งสังเกตุใบหน้านั่นดีๆ ก็พบว่ามันไม่ใช่แค่คล้าย  แต่นั่นคือใบหน้าของผมเลยต่างหาก

                    “นายเป็นใคร”       ผมถามออกไป  แต่ผู้ที่มีใบหน้าเหมือนผมนั้นกลับเพียงแค่กระพริบตาเร็วๆ  2-3 ทีเป็นทำนองบอกว่า  ผมไม่รู้จักจริง ๆ หรือ

                    “ข้าก็เป็นคัมภีร์หลอมรวมเพลงดาบปัญจวชิราไง”  

                    ตอบเสร็จเจ้าตัวก็ยกหน้าตัวเองที่ก้มมองผมขึ้น  ก่อนจะเดินอ้อมมาอยู่ข้างหน้าผม   เป็นผลให้ตัวผมเองต้องค่อย ๆ ลุกขึ้นช้า ๆ   แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องไปยังร่างบุคคล  ที่แทบจะเรียกได้ว่าคัดลอกมาจากตัวผมทุกกระเบียดนิ้ว

                    “คัมภีร์”   ผมทวนคำอย่างสงสัย

                    “ใช่   แปลกใจเหรอ”    มันถามกลับมา  แต่ผมก็ไม่ได้เอ่ยตอบแต่อย่างใด กระนั้นใบหน้าผมที่เหมือนจะมีเครื่องหมายคำถามแปะติดหน้าผากอยู่  ก็เป็นตัวบ่งบอกอย่างดีว่าผมทั้งแปลกใจและสงสัยในเวลาเดียวกัน

                    “เอาเป็นว่าที่นี่เรียกว่าห้วงแห่งจิต...”

                    “มันคืออะไร..”   ผมถามขัดขึ้นมาก่อนที่มันจะได้อธิบายต่อ 

                    “ก็ส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจเจ้าไง”     เจ้าตัวตอบอย่างรำคาญก่อนจะเริ่มอธิบายต่อจากที่พูดก่อนหน้า  

                    “ก็อย่างที่บอกที่นี่คือห้วงแห่งจิตใจของเจ้า  ซึ่งหากต้องการจะหลอมรวมทักษะเพลงดาบปัญจวชิราก็ต้องทำมันที่นี่เท่านั้น”    ผมยังคงสงสัยในคำอธิบายนั้น และเหมือนผู้ที่บอกว่าตัวเองคือคัมภีร์หลอมรวมฯ  จะรู้ว่าผมยังไม่เข้าใจจึงได้อธิบายต่ออย่างอารมณ์เสีย

                    “เจ้านี่โง่หรือแกล้งโง่กันแน่เนี้ย...ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรานั้นเป็นเพลงดาบที่เกิดขึ้นจากภายใน ดังนั้นหากต้องการจะหลอมรวมก็ต้องเริ่มจากในใจเจ้านั้นแหละ แล้วการที่เจ้าทำตามข้อความของหนังสือคัมภีร์นั่นก็เป็นการเปิดประตูสู่ใจเจ้าเอง  โดยมีข้าเป็นผู้นำทาง”

                    “หมายความว่า  ข้อความที่ออกมาจากคัมภีร์ทั้งหมดนั่น  เป็นเพียงแค่วิธีเข้าถึงส่วนลึกของใจแค่นั้นเองเหรอ”

                    “ถูกต้อง...เริ่มฉลาดมาบ้างแล้วนี่”          ผมขยับเท้าเข้าใกล้ร่างของบุคคลที่เหมือนผมนั่นอีกนิด  และคำชมในตอนหลังก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย

                    “นายบอกว่าเป็นคัมภีร์  แต่ทำไมถึงมีหน้าตาเหมือนผมล่ะ”     แม้จะมีคำถามหลากหลายที่ผมยังสงสัย  แต่ดูเหมือนคำถามนี้จะคาใจผมมากที่สุด

                    “ข้าสร้างขึ้นจากจิตใต้สำนึกของเจ้า”

                    “อืม!....แล้วการหลอมรวมล่ะ…”   ผมเว้นช่วงพูดไป  แต่เมื่อเห็นว่าคัมภีร์หลอมรวมฯทำสีหน้างง ๆ  ผมจึงอธิบายเพิ่ม  “ผมหมายถึงให้เอาทักษะเพลงดาบขั้นที่ 1 กับ 2มาผสมกันงั้นเหรอ”

                    “ถูกครึ่งเดียว”

                    “ทำไม”

                    “จริงอยู่ที่การหลอมรวมทักษะนั้นคือการเอาเพลงดาบทั้งสองขั้นมารวมกัน  แต่นั้นมันผลลัพท์ต่างหาก  สิ่งที่สำคัญของการหลอมรวมคือความเข้าใจ”

                    “ความเข้าใจ”   เป็นครั้งสองที่ผมทวนคำของฝ่ายตรงข้ามด้วยความสงสัย

                    “ตามที่พูดนั่นแหละ...มันคือการที่เจ้าต้องรู้จักความหมายและการเข้าถึงแก่นแท้ของกระบวนท่าดาบ”    คัมภีร์หลอมรวมฯ ที่ถอดแบบรูปร่างผมนั้นหยุดพูดกะทันหัน  แล้วมองหน้าของผมนิ่ง ๆ   ที่ตอนนี้มันยังคงแสดงสีหน้าไม่เข้าใจในความหมายที่มันพูด

                    “สรุปก็คือเจ้าต้องหาความเหมือนบนความแตกต่างของทั้งสองกระบวนท่า จากนั้นก็ใช้ความเหมือนนั่นโจมตีออกมาเป็นทักษะนั่นแหละคือการหลอมรวม”   

                    “เข้าใจแล้ว”  

                    ผมอุทานออกมาทันที  เมื่อสมองผมกระจ่างชัดในสิ่งที่ต้องทำ  แม้ฟังจากสิ่งที่เจ้าคัมภีร์นั่นสรุปมันจะดูเรียบๆ   แต่ผมคิดว่ามันคงไม่ง่ายนักหากต้องมานั่งแยกแยะว่า  ระหว่างทั้งสองทักษะมีส่วนไหนที่เหมือนกัน  แล้วส่วนไหนที่ต่างกัน   แต่สิ่งสำคัญสุดเห็นจะเป็นการใช้นี่แหละ  เพราะแม้จะรู้แล้วว่ามันเหมือนกันตรงไหน  แต่ปัญหาคือเราจะใช้มันออกได้ยังไง

                เคร้ง!

                    อะไรบางอย่างถูกเจ้าคัมภีร์หลอมรวมนั่นเขวี้ยงมาตรงข้างหน้าผม  และเมื่อก้มมองดี ๆ ก็พบว่ามันเป็นดาบเล่มหนึ่งที่ถูกเสียบลงบนพื้นห้องพอดี ผมเงยหน้ามองดูผู้ที่ส่งดาบมาให้อย่างขอคำอธิบาย  แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะเพียงแค่กระดิกนิ้ว  เพื่อเรียกหน้าจอโฮโลแกรมที่กำลังล่องลอยไปทั่วห้องมา2 หน้าจอ จากนั้นก็ส่งมันมาทางที่ผมยืนอยู่

                    “นี่มัน”  

                    ผมอุทานออกมาทันทีเมื่อเห็นว่าหน้าจอทั้งสอง  กำลังฉายภาพผมตอนใช้ทักษะเพลงดาบปัญจวชิราอยู่  โดยในจอแรกนั้นแสดงภาพของกระบวนท่าชี้ทางมาร  ส่วนจอที่สองแสดงภาพของกระบวนท่าทะลวงใจอสูร  แต่เมื่อเจ้าคัมภีร์หลอมรวมฯ  เอ่ยพูดอะไรบางอย่างออกมาก็ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอพวกนั้นเพื่อฟัง

                    “เจ้าลองมองดูความแตกต่างและความเหมือนของทักษะที่เห็น  แล้วลองโจมตีออกมาสิ”    สิ้นคำพูดนั้นผมก็ก้มหน้าไปมองหน้าจอที่ฉายภาพการต่อสู้นั่นอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มยกมือเกาคางอันเป็นนิสัยติดตัวเวลาใช้ความคิด  ตอนนี้ผมกำลังเพ่งมองทั้งสองภาพอย่างแน่วแน่

                    “ความเหมือนอย่างนั้นเหรอ...”    

                    ผมเปรยออกมาอย่างเลื่อนลอย   ในขณะที่สายตาก็ไล่เรียงหาความเหมือนของทักษะทั้งสอง   เท่าที่ดูนั้นตอนนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ทั้งสองทักษะมีเหมือนกันคือ  การที่ใช้ปราณดาบเป็นจำนวนมากให้รวมพุ่งเป็นกลุ่มเดียวเพื่อโจมตีศัตรู   แต่นั่นมันเป็นเพียงแค่รูปแบบภายนอก  ความเหมือนจริง ๆ ของมันคือการที่ต้องการให้ศัตรูถูกโจมตีเป็นจุดเดียวต่างหาก  ฉะนั้นผมน่าจะลองใช้ทั้งสองทักษะพร้อมกันดู

                หมับ!

                    ผมคว้าด้ามดาบขึ้นมาทันใด  แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อผมค้นพบความจริงว่าการใช้ทักษะทั้งสองพร้อมกันนั้นมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเพราะทักษะแรกผมต้องถือดาบไว้กับมือ  ส่วนทักษะที่สองผมต้องปล่อยดาบให้เป็นอิสระ  ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้ออกได้พร้อม ๆ กัน

                    “แบบนี้นี่เอง...”   

                    ผมเปรยออกมาอีกครั้งเมื่อความเข้าใจบางอย่างมันวาบขึ้นมาในสมอง ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากด้ามดาบ แล้วเดินเลยดาบนั่นไปเพื่อเข้าใกล้เจ้าคัมภีร์หลอมรวมฯนั่นอีกนิด   ในเมื่อถ้าจับดาบแล้วไม่สามารถใช้ได้ทั้งสองทักษะพร้อมกัน  งั้นก็ไม่ต้องใช้ดาบก็สิ้นเรื่อง

                    “หึ ๆๆ  เยี่ยมจริง ๆ  ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะเข้าใจเร็วขนาดนี้  ถูกแล้วล่ะนักดาบน่ะหากจับดาบแล้ว  จะไม่สามารถแสดงทักษะเพลงดาบได้พร้อม ๆ กัน  แต่ว่าไม่มีดาบแบบนี้เจ้าจะใช้ทักษะยังไงล่ะ”

                    “เรื่องนั้นผมรู้ครับ”    

                    ผมฉีกยิ้มกว้างส่งให้ก่อนจะแผ่พลังออร่าออกไปทั่วร่างกาย  จากนั้นผมก็ค่อย ๆ ไหลพลังออร่าที่ออกมา  ให้ไปรวมเป็นกลุ่มก้อนตรงหน้า ก่อนจะบังคับมันให้ยืดขยายเป็นรูปร่างของดาบเล่มหนึ่ง   และที่ผมสามารถคิดวิธีใช้ทักษะดาบทั้งสองพร้อมกันได้นั้น  ก็ต้องขอบคุณดราก้อนฟิช ที่ทำให้ผมนึกถึงดาบที่ทำจากพลังออร่าของเขา และนั่นก็ทำให้ผมคิดว่าหากผมสร้างดาบขึ้นมาจากพลังออร่าได้แล้วละก็  มันก็จะสามารถใช้ทักษะทั้งสองได้พร้อมกัน  เนื่องจากว่าทักษะแต่ละทักษะนั้นใช้พลังออร่าเป็นพื้นฐาน  แต่เพราะถ้าใช้กับอาวุธมันก็จะแสดงได้แค่ทักษะเดียวต่อครั้ง  นั่นก็หมายความว่าถ้าหากดาบนั่นเป็นพลังออร่าแล้วละก็มันก็จะสามารถใช้1 ดาบต่อหนึ่งทักษะได้ และเพียงแค่ผมสร้างดาบจากพลังออร่าขึ้นมาสักสองเล่มเท่านี้ผมก็จะสามารถใช้สองทักษะได้พร้อมกันแล้ว   ซึ่งมันเป็นการทลายข้อกำหนดของอาชีพนักดาบ ที่สามารถถืออาวุธได้แค่ชิ้นเดียว ซึ่งแน่นอนว่ามันใช้ได้แค่ทักษะเดียวต่อครั้ง  และถึงแม้จะมีอาวุธอีกชิ้นในมืออีกข้าง  มันก็ไม่สามารถแสดงผลของทักษะได้เนื่องจากข้อกำหนดที่ว่านั้น  สรุปก็คือถือได้กวัดแกว่งสู้ได้  แต่ใช้ทักษะไม่ได้นั่นเอง   กระนั้นแม้จะใช้พลังออร่าสร้างดาบขึ้นมาแต่มันต้องมีข้อกำหนดแน่นอน  เพราะไม่งั้นดราก้อนฟิชคงเสกดาบมันสัก 10เล่มแล้วถล่มศัตรูด้วยทักษะพร้อม ๆ กันแน่ ๆ

                (*พลังออร่าที่ถูกบีบอัดเป็นดาบนั้นไม่นับเป็นอาวุธ  ดังนั้นจึงสามารถถือไว้เกินหนึ่งอันได้  โดยที่มันสามารถแสดงทักษะได้ทุกอัน    หากว่าสามารถสร้างขึ้นได้เกินสองเล่มนะครับ  ไม่เหมือนอาวุธดาบจริง ๆ ที่สามารถถือไว้ได้แค่1 เล่มแล้วแสดงทักษะได้แค่ 1ทักษะต่อครั้งตามข้อกำหนดของอาชีพนักดาบที่ให้ถืออาวุธได้แค่ชิ้นเดียว)

                วูบ!

                    ผมพยายบีบอัดพลังออร่าให้เป็นรูปดาบขึ้นเรื่อยๆ     จนตอนนี้เม็ดเหงื่อใส ๆ เริ่มจะไหลออกมาอีกครั้ง  ทั้ง ๆ ที่บรรยากาศรอบ ๆ ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่  แต่ก็นั่นแหละการบีบอัดพลังออร่าเป็นดาบมันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย แต่กระนั้นในที่สุดผมก็สามารถบีบพลังออร่าให้กลายเป็นดาบสีฟ้าใสเล่มหนึ่งขึ้นมา

                ‘ผู้เล่นเควินบรรลุเงื่อนไขการใช้ทักษะ ได้รับทักษะติดตัว  ทักษะตกผลึกพลังออร่า ระดับ 1 ค่ะ’

                    ผมฉีกยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินเสียงระบบ  นั่นหมายความว่าผมทำสำเร็จแต่ที่ระบบบอกว่ามันเป็นทักษะติดตัวนั้น เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากตอนผมเริ่มเกมส์ใหม่ ๆ แล้วลองใช้พลังออร่าในแบบนี้ละก็  ตอนนี้ผมคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้  แต่ก็นั่นแหละคนเราไม่สามารถสมบูรณ์แบบได้ทุกอย่าง  ยังไงมันก็ต้องมีเรื่องที่เรียกว่าเส้นผมบังภูเขาไม่หนึ่งก็สองเรื่องเป็นธรรมดา

                ติ๊ด!

     

    ทักษะตกผลึกพลังออร่า  ระดับ  1

    *****************

    เป็นทักษะที่ทำให้พลังออร่ามีรูปร่างขึ้นมา  ส่วนพลังโจมตีนั้นจะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง

    ยิ่งความแข็งแกร่งผู้ใช้มากเท่าใดพลังโจมตีก็มากขึ้นเท่านั้น

    อนึ่งทักษะตกผลึกพลังออร่านั้นในระดับต่ำ ๆ จะสามารถทำให้เป็นรูปร่างได้แค่ชิ้นเดียว

    เมื่อระดับสูงขึ้นไปจึงสามารถสร้างได้หลายชิ้น

    โดยอัตราอยู่ที่20 ระดับต่อ 1 ชิ้น   สูงสุด 5 ชิ้น  (ระดับ 100)

     

                    ผมเรียกหน้าต่างขึ้นมาศึกษารายละเอียดของทักษะใหม่ทันที   แต่ก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่อพบว่า  แม้จะสร้างดาบขึ้นมาได้แต่มันก็ทำได้แค่อันเดียว  ผมจำเป็นต้องทำให้ระดับทักษะมันสูงขึ้นจึงจะสามารถสร้างได้สองเล่มขึ้นไป  แต่ถ้าหากว่าผมคิดไม่ผิดละก็นะ....

                หมับ!

                    เร็วเท่าความคิคผมหันกลับไปด้านหลังพร้อมกับคว้าดาบที่เสียบอยู่กับพื้นนั่นขึ้นมาด้วยมือขวา  ในขณะที่มือซ้ายก็บังคับดาบผลึกใสนั่นให้ลอยไปข้างหน้า  พร้อม ๆ กับร่างของผมก็ทะยานตามไปเช่นกัน   และในชั่วพริบตานั่นเองผมก็เปิดใช้ทักษะทีเดียวสองทักษะ  โดยที่มือขวาใช้ออกด้วยกระบวนท่าชี้ทางมาร  ซึ่งในเวลาเดียวกันมือซ้ายก็บังคับดาบให้ใช้ออกด้วยทักษะทะลวงใจอสูร

                วูบ!

                    ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา  ชี้ทางมาร ผสาน  ขั้นที่ 2  ทะลวงใจอสูร

                ซูม!

     

    @@@@@@@@@@@@@@@@@@

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องTHE ONLINE WAR ฝ่าวิกฤติออนไลน์ทะลุโลก (Episode 1) ที่คุณอ่าน