-15-
เหตุวุ่นวายในวังตะวันออก
ระหว่างที่เดินไปยังตำหนักของพระชายาหลิว ขันทีน้อยผู้หนึ่งซอยเท้าอย่างรวดเร็วมาหาหัวหน้าขันทีเกาจื่อที่เดินตามหลังชิงหลิน กระซิบกระซาบกันอยู่ครู่หนึ่ง หัวหน้าขันทีก็ซอยเท้าถี่เร็วผ่านนางไป
“ทูลองค์รัชทายาท เกิดเื่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงร้อนรนของหัวหน้าขันทีหรือเกากงกง ทำให้ฉีเฟยหลงหยุดเดิน
“หือ? เื่อันใดหรือ” ฉีเฟยหลงถามเสียงเรียบ
“ดูเหมือนอาชา์ทั้งสามกำลังประท้วงพ่ะย่ะค่ะ”
“ประท้วง?” ฉีเฟยหลงทวนคำของขันทีคนสนิท คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ
“พ่ะย่ะค่ะ ผู้ดูแลอาชา์แจ้งว่ามันไม่ยอมแตะต้องอาหารเลยั้แ่มาอยู่ที่นี่ หากปล่อยทิ้งไว้กระหม่อมเกรงว่า...”
“ไปคอกม้าหลังวัง!” ฉีเฟยหลงเสียงเข้มขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาตึงขึ้นสองส่วน นับแต่มาถึงวังก็ล่วงเลยมากว่าสิบสองชั่วยามแล้ว ขืนยังเป็เช่นนี้อาชา์คงเหลือแต่ชื่อ
“หม่อมฉันขอตามเสด็จด้วยได้หรือไม่เพคะ” พระชายาหลิวเอ่ยขออนุญาตเสียงหวาน
“เ้าแน่ใจหรือ” ฉีเฟยหลงถามเพื่อความแน่ใจ
“เพคะ หม่อมฉันเองก็อยากจะเห็นอาชา์สักครั้ง” พระชายาตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนหวาน ดูงดงามนักในสายตาชิงหลิน
“ได้ ตามใจเ้า” ฉีเฟยหลงพยักหน้า ก่อนจะหันมากล่าวเป็เชิงบังคับอีกคน “หยางเริ่น เ้าก็มาด้วยกันเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลินค้อมศีรษะลงตอบรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อีกใจก็คิดว่าดีเหมือนกัน เพราะนางก็ตั้งใจจะหาโอกาสไปคอกม้าอยู่แล้ว
ณ คอกม้าของวังตะวันออก
ชิงหลินถึงกับอึ้งเมื่อได้เห็นคอกม้าที่กว้างใหญ่ผิดกับที่คาดไว้มาก คะเนแล้วคงกินพื้นที่มากกว่าสิบไร่ และที่นางไม่รู้อีกอย่างคือ ฉีเฟยหลงชื่นชอบม้าเป็พิเศษ ดังนั้นที่นี่จึงมีม้าพันธุ์ดีและหายากมากกว่าสิบตัว มีคนเลี้ยงม้าคอยดูแลตัวต่อตัว ประคบประหงมราวกับไข่ในหิน
“เ้าเป็หัวหน้าดูแลอาชา์หรือ” ฉีเฟยหลงถาม เมื่อนั่งลงบนพรมในศาลาซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฝ้าดูเหล่าอาชา พระชายาหลิวอยู่ด้านขวา ส่วนชิงหลิน ขันที และเหล่านางกำนัลยืนอยู่ด้านนอกศาลา ท่ามกลางแดดร้อนจ้าเพราะล่วงเข้ายามซื่อแล้ว
“ทูลองค์รัชทายาท เป็กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”
ชิงหลินมองชายวัยกลางคนที่นั่งคุกเข่ากับพื้นดินอย่างสนใจ เขามีรูปร่างหนา บึกบึน ผิวคล้ำแดด หน้าตาใจดี แตกต่างจากรูปร่าง
“นำอาชา์มาที่นี่” ฉีเฟยหลงสั่งเสียงเข้ม
“เอ่อ...ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมไร้สามารถ นับแต่นำอาชา์ทั้งสามมาอยู่ในคอกเรียบร้อย หลังจากนั้นมันก็ไม่ยอมกินอาหาร ซ้ำยังไม่ยอมเชื่อฟังอันใดเลยพ่ะย่ะค่ะ” บุรุษร่างหนากราบทูลด้วยน้ำเสียงร้อนรน ภายในใจหวาดหวั่น กลัวว่าจะทำให้องค์รัชทายาทกริ้ว
“เหลวไหล!” ฉีเฟยหลงตบโต๊ะดังปัง ทำเอาขันทีและเหล่านางกำนัลทรุดลงนั่งคุกเข่า ขณะที่ชิงหลินมองซ้ายทีขวาทีแล้วรีบคุกเข่าตาม
“พระอาญามิพ้นเกล้า!” บุรุษร่างหนาหมอบกับพื้น ร่างหนาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
“องค์รัชทายาท โปรดอย่ากริ้วเลยเพคะ ให้โอกาสชายผู้นี้อีกสักครั้ง หากยังทำผิดซ้ำค่อยลงอาญา เช่นนี้ดีหรือไม่เพคะ” พระชายาเตือนเสียงหวาน
“ก็ได้ เห็นแก่ความมีเมตตาของพระชายา เราจะให้โอกาสเ้า”
“เป็พระกรุณายิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แม้จะรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ยังไร้หนทาง บุรุษร่างหนาถอนใจยาว รู้สึกสงสารตัวเองขึ้นมาครามครัน
“ทูลองค์รัชทายาท”
“มีอันใดอีกเสี่ยวเกาจื่อ” สีหน้ากลับมาเครียดขึงขึ้นอีกครา
“เอ่อ...รายงานแจ้งว่าม้าตัวอื่นๆ พากันประท้วงตามอาชา์ทั้งสามด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงรีบรายงานด้วยสีหน้าหวาดหวั่นและกังวล
นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่
“ว่าอย่างไรนะ! ดี ดียิ่งนัก” ฉีเฟยหลงกำมือแน่น พยายามระงับความกริ้วสุดกำลัง ข้ารับใช้ทุกคนต่างอกสั่นขวัญแขวน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“องค์รัชทายาท...” พระชายาหลิวไม่รู้จะกล่าวปลอบอย่างไรดี ได้แต่กุมมือหนาของฉีเฟยหลงไว้
ขณะที่ทุกคนตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด นางกำนัลนางหนึ่งลอบมองไปรอบๆ แล้วก็ต้องประหลาดใจ เมื่อบุรุษรูปงามคล้ายสตรีอุ้มพยัคฆ์น้อยหายไป
‘คุณชายหยางหายไป? ั้แ่เมื่อใดกัน’
คนถูกนึกถึงแอบหลบออกมาแล้วเดินลิ่วตรงดิ่งไปยังคอกอาชา์อย่างรีบร้อน เพราะเป็ห่วงพวกมันที่ไม่ได้กินอะไรเลย ครั้นมาถึงนางก็เห็นอาชา์ทั้งสามตัวยืนสงบนิ่ง หันหลังให้กองหญ้าและผลไม้อยู่ภายในคอกไม้สี่เหลี่ยม หลังคามุงด้วยใบไม้ที่คล้ายใบจาก เหมือนกับคอกม้าที่เรือนพสุธา
ด้านหน้าคอกม้ามีทั้งหญ้าแห้ง หญ้าสด ผลท้อ และผลไม้อีกหลายชนิดในสภาพสมบูรณ์ บ่งบอกให้รู้ว่ามันไม่ได้แตะต้องอาหารเหล่านี้เลย
ชิงหลินมัวแต่สนใจอาชา์จนไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติว่า นอกจากอาชา์ทั้งสามที่หันหลังให้อาหารแล้ว ยังมีอาชาตัวอื่นที่ทำตามทั้งสามตัวนั้นอย่างพร้อมเพรียง
“เป็อะไรไปหรือ ทำไมจึงไม่กินอาหาร”
เสียงร้องถามของชิงหลินเรียกความสนใจจากอาชา์ทั้งสามให้หมุนตัวกลับมาแทบจะพร้อมกัน
“เ้าเองหรือ” อาชา์สีทองร้องขึ้น
“อืม ข้าเอง ท่านยังไม่ตอบข้า ทำไมจึงไม่กินอาหาร”
“กินกิน ดีดี” เ้าพยัคฆ์น้อยที่นิ่งมานานร้องบอกอาชา์
“จะกินเข้าไปได้อย่างไร อาชา์เช่นพวกเราต้องกินอาหารจากป่านั่นเท่านั้น” อาชา์สีน้ำตาลเพศเมียแค่นเสียงบอก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งอวดดีและไม่สบอารมณ์เป็อย่างมาก
“เอ๋? เท่าที่ข้าดู หญ้านี่ก็เป็ชนิดเดียวกับหญ้าที่ป่านั่นนี่” ชิงหลินก้มตัวหยิบหญ้าสดตรงหน้าขึ้นมาพิจารณา
“เ้าช่างโง่เขลานัก แม้จะเป็หญ้าชนิดเดียวกัน แต่รสชาติแตกต่างกันลิบลับ เปรียบดั่งฟ้ากับเหว แล้วจะให้พวกข้ากินอาหารชั้นเลวเช่นนี้ได้อย่างไร” อาชา์สีดำเชิดหัวบอกอย่างยโส คำตอบของมันเล่นเอามุมปากชิงหลินกระตุก ไม่คิดมาก่อนว่าม้าจะเื่มากขนาดนี้!
“ยุ่งยาก เื่มาก ยุ่ง...อุ๊บ”
ชิงหลินรีบเอามือปิดปากเ้าพยัคฆ์น้อยทันที พร้อมกับยิ้มแห้งๆ ให้อาชา์สีดำที่ทำท่าไม่พอใจด้วยการพ่นลมออกมาหลายครั้ง นางไม่สนใจอาการดิ้นขลุกขลัก ร้องอู้อี้ๆ ทั้งยังใช้เท้าหน้าปัดป่ายอุ้งมือให้พ้นจากใบหน้าของมันด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะแจ้งให้เขาเปลี่ยนหญ้าให้ แต่ว่าตอนนี้ท่านทนกินอาหารเหล่านี้ไปก่อนได้หรือไม่” ชิงหลินหันไปต่อรองกับอาชา์สีทอง
“แต่ว่า...” อาชา์สีดำคิดจะคัดค้าน
“ได้ ข้าจะกิน” อาชา์สีทองสรุป ทำให้อาชา์ทั้งสองไม่กล้าคัดค้านอีก ส่วนตัวอื่นๆ ต่างทำตามอาชา์สีทองอย่างว่าง่าย เมื่อเห็นอาชา์เริ่มกินอาหารตรงหน้า จึงค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย นางยืนดูพวกมันอยู่นานเกือบหนึ่งเค่อ ก่อนจะหมุนกายเตรียมกลับไปยังศาลาเพื่อกราบทูลองค์รัชทายาท
แปะๆๆ
เสียงปรบมือของใครคนหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลจากจุดที่ยืนอยู่นัก นางจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย พอเห็นว่าเป็ใครก็เผลออุทาน แล้วรีบสาวเท้าไปหาทันทีด้วยใจที่หวาดหวั่น เพราะไม่รู้ว่าพวกเขามานานหรือยัง
“ยอดเยี่ยม เ้าช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ฮ่าๆๆ” ฉีเฟยหลงชื่นชมไม่หยุดหย่อน ใบหน้าแย้มยิ้มยินดี ผิดกับพระชายาหลิว ข้ารับใช้ และผู้ดูแลอาชา์ ที่ล้วนมีสีหน้าประหลาดใจ
โดยเฉพาะหัวหน้าผู้ดูแลอาชา์ที่อยากจะเข้าไปสอบถามขอความรู้จากเขายิ่งนัก แต่ติดตรงองค์รัชทายาทประทับที่นี่ จึงทำได้เพียงชำเลืองมองผู้ที่ช่วยให้ตนรอดวิกฤติมาได้อย่างหวุดหวิดด้วยความตื้นตันใจ
พระชายาหลิวนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า เมื่อเกากงกงรายงานว่าคุณชายหยางหายตัวไป ยังไม่ทันได้สั่งการอันใดลงไปก็มีทหารนายหนึ่งเข้ามารายงานว่า พบคุณชายหยางอยู่ที่คอกอาชา์ นางเห็นพระสวามีของนางยิ้มและรีบเร่งมาที่นี่อย่างรวดเร็ว ไม่ได้ใส่ใจนางเลยก็นึกน้อยใจอยู่บ้าง แต่พอได้เห็นอาชา์ทั้งสามยอมกินอาหารแต่โดยดี ความน้อยเนื้อต่ำใจก็พลันหายไปสิ้น ซ้ำยังรู้สึกขอบคุณคุณชายผู้นี้ เพราะหากเกิดเหตุอันใดกับอาชา์ สวามีของนางอาจถูกตำหนิจากฮ่องเต้และเหล่าขุนนางผู้ไม่หวังดีเป็แน่
“พระองค์ชมเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าพูดอันใดกับมันหรือ”
ชิงหลินสะดุ้งที่จู่ๆ ฉีเฟยหลงก้มลงมากระซิบเบาๆ ข้างหูให้ได้ยินแค่สองคน
“เอ่อ...” นางถอยออกมาหนึ่งก้าวอย่างลืมตัว ทั้งยังก้มหน้าต่ำ จึงไม่เห็นท่าค้างชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยืดตัวตรงเต็มความสูง และเอาสองมือไพล่หลังขององค์รัชทายาท
ฉีเฟยหลงที่ใบหน้าแย้มยิ้มถูกความขุ่นเคืองเข้ามาแทนที่ทันที ด้วยไม่เคยมีสตรีนางใดทำเช่นนี้กับตนมาก่อน ด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวทำให้น้ำเสียงที่สั่งเข้มและทรงอำนาจโดยไม่รู้ตัว
“ดูแลอาชา์ให้ดี อย่าให้มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก!”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าผู้ดูแลอาชา์ตอบรับอย่างหนักแน่น
“หยางเริ่น!”
เสียงเรียกค่อนข้างดังทำเอาชิงหลินสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง ขานรับด้วยใบหน้าซีดเผือด “พ่ะย่ะค่ะ”
“ไปรอเราที่ห้องทรงอักษร” สั่งจบก็หมุนกายไปทางพระชายา “ไปเถิด เราจะส่งเ้ากลับตำหนัก”
“เพคะ องค์รัชทายาท” พระชายาหลิวตอบรับเสียงหวาน พร้อมรอยยิ้มงดงามน่าหลงใหล
ณ ห้องทรงอักษร
ชิงหลินที่อุ้มเ้าพยัคฆ์น้อยเดินไปเดินมาอยู่ในห้องราวเสือติดจั่น จนถูกสายตาตำหนิจากเกากงกง นางจึงเลือกนั่งลง แล้ววางฟานฟานน้อยไว้บนโต๊ะที่ปูด้วยผ้าเรียบลื่นสีทองคล้ายผ้าซาติน ชายผ้าโดยรอบปักรูปสัตว์มงคลสีแดง ดูงดงามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
“อา...สวยจัง” มือเรียวยกชายผ้าที่ทิ้งตัวขึ้นมาดูใกล้ๆ อย่างสนอกสนใจ โดยไม่ได้รับรู้ถึงการมาของฉีเฟยหลง ที่สั่งห้ามมิให้เกากงกงประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้าให้รู้ตัว ซ้ำยังสั่งให้ปิดประตูและให้ข้ารับใช้ทุกคนออกไปยืนห่างจากประตูให้มากที่สุด เหลือเพียงเกากงกงผู้เดียว
“ถ้าเ้าอยากได้ เรายินดียกให้” เสียงที่ดังอยู่เหนือศีรษะทำเอาชิงหลินสะดุ้งเป็ครั้งที่สาม
นางคิดในใจ ‘หากเป็โรคหัวใจ คงได้ช็อกตายไปนานแล้ว!’
ฉีเฟยหลงยืนหลังตรง เอาสองมือไพล่หลัง ก้มศีรษะลงเล็กน้อย หลุบตามองสตรีในคราบบุรุษหน้าหวานที่แหงนคอตั้งบ่า อ้าปากตาค้างมองตนอยู่ ก็นึกขบขันระคนเอ็นดู
“เอ่อ...โปรดประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลินรีบลุกขึ้นทำความเคารพเมื่อตั้งสติได้
“หึๆ นั่งลงสิ” ฉีเฟยหลงผายมืออนุญาตให้นางนั่งลง
“เอ่อ...พ่ะย่ะค่ะ” หญิงสาวในคราบหนุ่มหน้าหวานทำท่าจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นสายตาไม่พอใจแกมบังคับก็จำใจนั่งลง เอื้อมมือไปอุ้มฟานฟานน้อยจากโต๊ะลงมาวางไว้บนตักแล้วก้มหน้าต่ำ
“อยู่ที่นี่ ทำตัวตามสบายเถิด”
น้ำเสียงอ่อนโยนและเป็กันเองของฉีเฟยหลงทำให้นางผ่อนคลายลงเล็กน้อย แล้วเงยหน้าเอ่ยเบาๆ “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“เราเพิ่งบอกไปเองว่าให้ทำตัวตามสบาย ยังไม่ทันกะพริบตาเ้าก็ลืมแล้วหรือ” ฉีเฟยหลงแสร้งทำตาดุใส่นาง
“เอ่อ...โปรดประทานอภัยพ่ะย่ะ...เอ่อ...เพคะ” ชิงหลินรีบเปลี่ยนคำที่บ่งบอกสถานะแทบไม่ทัน เมื่อสบตากับดวงตาดุดุจพญาเหยี่ยวของเขาที่จ้องมา
“หึๆ เอาเถิด เ้าคงรู้ว่าเราเรียกเ้ามาด้วยเื่ใด”
“เื่อาชา์ใช่หรือไม่เพคะ”
“ใช่ เราอยากรู้สาเหตุของเื่นี้ พร้อมทั้งหนทางแก้ไข” ฉีเฟยหลงพยักหน้า น้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง ไม่หลงเหลือคราบความเ้าสำราญให้เห็น
“เป็เพราะอาหารเพคะ”
พอได้ฟังคำตอบจากหญิงสาว ฉีเฟยหลงก็อดที่จะถามต่อไม่ได้ “อาหาร? อย่างไร เท่าที่เรารู้ อาหารของอาชา์ล้วนดีเลิศ”
“ทูลองค์รัชทายาท หม่อมฉันหมายถึงแหล่งที่มาของอาหารเพคะ อาชา์คุ้นเคยกับอาหารที่ป่านั้น จึงไม่พอใจกับอาหารที่มาจากที่อื่น ทำให้ความอยากอาหารลดลงตามไปด้วยเพคะ” ชิงหลินอธิบายเสียยืดยาวด้วยหวังว่าเขาจะเข้าใจ
“ความหมายของเ้าก็คือ...หากเป็อาหารจากที่ป่านั้นก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้”
“ทูลองค์รัชทายาท คาดว่าจะเป็เช่นนั้นเพคะ” ถ้อยคำกังวานใสหนักแน่นและไร้ซึ่งความหวาดกลัวของสตรีผู้นี้ ทำให้ฉีเฟยหลงชื่นชอบยิ่งนัก
คราแรกฉีเฟยหลงเพียงแค่นึกสนุก อยากจะกลั่นแกล้งแม่ทัพหนุ่มซึ่งเป็สหายสนิทของตนเล่นเท่านั้น จึงได้ตั้งเงื่อนไขนี้ขึ้น แต่ความพิเศษของสตรีผู้นี้ก็ทำให้เขาอยากจะเก็บนางไว้เองเสียแล้ว
“เอ่อ...องค์รัชทายาทเพคะ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปนางจึงลองเรียก
ฉีเฟยหลงพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็ปกติแล้วพยักหน้าอนุญาต “อืม ลองทำตามที่เ้าว่า คงไม่เสียหายอันใด”
“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันจะรีบไปแจ้งให้หัวหน้าผู้ดูแลอาชา์ทราบเดี๋ยวนี้ ทูลลาเพคะ” ชิงหลินยินดีจนเผลอยิ้มกว้างอวดฟันขาวเรียงเป็ระเบียบ ตากลมโตเป็ประกายสุกใสดั่งดวงดารา ช่วยขับใบหน้าจิ้มลิ้มให้มีเสน่ห์บริสุทธิ์ชวนหลงใหลมากกว่าเดิมหลายเท่า ความงดงามนั้นทำเอาฉีเฟยหลงตะลึง
“อะ...อืม” กว่าจะค้นหาเสียงตนเองเจอก็ผ่านไปครู่ใหญ่ และนางก็จากไปไกลแล้ว “น่าเสียดายที่นางมีคู่หมายแล้ว หาไม่...ข้าไม่มีทางปล่อยนางให้หลุดมือไปเช่นนี้แน่”
หลังออกมาจากห้องอักษร ชิงหลินก็รีบนำข่าวไปแจ้งหัวหน้าผู้ดูแลอาชา์ จากนั้นก็เดินกลับห้องพัก ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หลับตาพริ้มอย่างมีความสุขเพราะมีฟานฟานน้อยอยู่ในอ้อมแขนตลอดเวลา
ฝ่ายเ้าพยัคฆ์น้อยดิ้นออกมานั่งข้างๆ ตัวนาง มองใบหน้านางนิ่ง ก่อนจะนอนลงเอาคางเกยท่อนแขน่บนของนาง แล้วหลับตามนางไป
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามชิงหลินจึงรู้สึกตัวตื่น
“ตื่นแล้ว ตื่นแล้ว หิวหิว” ฟานฟานน้อยร้องบอกนางทันที เมื่อเห็นนางยันกายลุกนั่งห้อยขาด้วยท่าทางเกียจคร้าน
“อืม ข้าก็หิวเหมือนกัน” ตอบกลับเสียงอู้อี้เล็กน้อย ก่อนจะชะงักเมื่อเฟิ่งอิงส่งเสียงมาจากหน้าประตู
นางรีบสำรวจตัวเองแล้วเดินมานั่งที่โต๊ะพร้อมกับส่งเสียง “เข้ามาสิเฟิ่งอิง” เมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งลงเรียบร้อยจึงเอ่ยถาม “กินอะไรมาหรือยัง”
“ยังขอรับ” เพราะรีบร้อนกลับคฤหาสถ์สกุลชิงั้แ่ยามเหม่าด้วยเื่สำคัญ ทำให้เฟิ่งอิงไม่มีเวลาแม้แต่จะดื่มน้ำ พอเสร็จธุระก็รีบเร่งกลับมาทันที
“งั้นก็กินด้วยกัน” ชิงหลินบังคับกลายๆ ก่อนจะหันไปสั่งให้นางกำนัลที่ยืนรอตรงหน้าประตูนำอาหารเข้ามา “ทำไม รังเกียจที่จะร่วมโต๊ะกับข้าหรือ” เมื่อเห็นเขาทำท่าจะปฏิเสธ ใบหน้าจิ้มลิ้มก็งอง้ำจนชายหนุ่มต้องขยับกายอย่างร้อนรน
“มิได้ขอรับ! เพียงแต่...” น้ำเสียงจริงจังเกินเหตุของเฟิ่งอิงทำเอาชิงหลินที่หน้าง้ำกลั้นหัวเราะไม่ได้
“คิกๆๆ อา...ขอโทษ ข้าแค่หยอกเ้าเล่น โกรธหรือ” ชิงหลินหยุดหัวเราะและเอ่ยขอโทษเขา เมื่อเห็นใบหน้าคมเข้มตึงขึ้น ั์ตาคมเรียวดุกระตุกอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าน้อยมิกล้าโกรธคุณหนูหรอกขอรับ”
น้ำเสียงเขาเรียบนิ่ง แต่นางรับรู้ได้ว่าเขาเคืองนางอยู่ เพราะคำเรียกแทนตัวเองที่เปลี่ยนไปนั่นเอง เล่นเอานางหน้าเจื่อนก่อนจะขยับปากเอ่ย “ข้าขอโทษ”
เฟิ่งอิงมองใบหน้าจิ้มลิ้ม เห็นว่านางสำนึกผิดและกล่าวขอโทษอย่างจริงใจก็ถอนใจยาวพลางกล่าว “ข้าน้อยมิกล้าขอรับ คุณหนูเป็นาย ข้าน้อยเป็เพียงบ่าว มีสิทธิ์อันใดไปโกรธเคืองท่านกัน” พอกล่าวออกไปก็นึกแปลกใจตนเอง ว่าเหตุใดต้องกล่าวถ้อยคำที่เหมือนตัดพ้อเช่นนั้น คิดได้ดังนั้นเลยลอบมองดูปฏิกิริยาของนาง ก็พลันประหลาดใจกับรอยยิ้มที่ดูเ้าเล่ห์ไม่น่าไว้ใจของนาง
“เฟิ่งอิง ข้ามีของจะให้เ้า หลับตาสิ”
“ของ? แล้วเหตุใดต้องให้ข้าน้อยหลับตา”
“กล้าขัดคำสั่งข้าหรือ”
“ข้าน้อยมิกล้า เพียงแต่...”
“งั้นก็รีบหลับตา เร็วเข้า!” คำสั่งของเ้านายข้ารับใช้เช่นเขาไหนเลยจะกล้าขัด เฟิ่งอิงจึงหลับตาลงอย่างไม่เต็มใจนัก
“ห้ามลืมตาจนกว่าข้าจะบอก และห้ามขยับด้วย”
เฟิ่งอิงพยักหน้ารับ แต่กลับขมวดคิ้วเข้มด้วยความไม่สบายใจ เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่านางจะทำอันใดกับตน
ชิงหลินอมยิ้มพอใจที่เห็นเขายอมทำตาม และอดขำไม่ได้กับความเป็คนขี้ใจน้อยของเขา ใครเล่าจะไปคิดว่าผู้ชายตัวโตยังกับตึกจะขี้งอนขี้น้อยใจเหมือนเ้าฟานฟานน้อยของนางอย่างนี้ “ห้ามลืมตานะ!” กำชับเสียงเข้มเมื่อเห็นเขาขยับตัวทำท่าจะลืมตา แล้วหันไปค้นหาบางอย่างในหีบผ้าของตนต่อ พอเจอสิ่งที่้าก็เดินกลับมานั่งที่เดิมแล้วเอ่ย “ยื่นมือมาสิ อย่าเพิ่งลืมตานะ”
เฟิ่งอิงยื่นมือขวาออกมา คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างสงสัย เมื่อมีบางสิ่งวางลงตรงกลางฝ่ามือก็ลืมตาขึ้นมองทันทีที่นางอนุญาต
“นี่มัน...ถุงเครื่องหอม” เฟิ่งอิงมองถุงเครื่องหอมใบเล็กเพียงครึ่งฝ่ามือสีเงินเงางาม ปักรูปพยัคฆ์สีดำอย่างประณีตอยู่ตรงกลางทั้งสองด้าน กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยมาแตะนาสิกช่วยลดความตึงเครียดภายในใจได้อย่างดีเยี่ยม เขายอมรับอย่างหมดใจว่าถูกใจและชื่นชอบถุงหอมนี้ยิ่งนัก
“ใช่ ของขวัญวันเกิดจากข้า” ชิงหลินยิ้มยามที่เฉลย มือซ้ายเท้าคาง มือขวาลูบขนฟานฟานน้อยที่ตอนนี้นอนราบอยู่บนโต๊ะ รออาหารอย่างใจจดใจจ่อ
“ของขวัญวันเกิด? ท่านทราบได้อย่างไรว่าวันนี้เป็วันเกิดของข้า” เฟิ่งอิงเลิกคิ้วถาม เพราะจำได้ดีว่ามีเพียงนายท่านผู้เดียวที่รู้วันเกิดของตน หรือว่า...
“ใช่ ท่านพ่อบอกข้าเอง ดังนั้นข้าจึงทำถุงหอมนี้ให้เ้า ถุงหอมนี้ข้าใส่สมุนไพรที่ช่วยในการนอนหลับด้วย หวังว่าเ้าจะชอบ” เหตุผลที่เลือกทำถุงเครื่องหอมให้ เพราะสังเกตว่าเขาไม่พกของพวกนี้เลย และน่าจะมีอาการนอนไม่ค่อยหลับด้วย นางรู้ได้อย่างไรน่ะหรือ ก็ขอบตาที่เหมือนหมีแพนด้านั่นอย่างไรล่ะ
“ขอบคุณขอรับ ข้าจะเก็บรักษาอย่างดี” เฟิ่งอิงเลือกที่จะเก็บถุงเครื่องหอมไว้ในอกเสื้อ แทนที่จะแขวนเช่นบุรุษอื่น พลางส่งยิ้มอ่อนโยนให้นาง รอยยิ้มที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น
“เฮ้อ ค่อยยังชั่ว หายโกรธแล้วใช่หรือไม่” ชิงหลินพิงพนักเก้าอี้ สีหน้าผ่อนคลายขึ้นหลายส่วน
เฟิ่งอิงพยักหน้าโดยที่รอยยิ้มยังคงอยู่ และดูท่าจะไม่จางหายไปง่ายๆ เช่นทุกครั้ง ความรู้สึกแปลกๆ เริ่มจู่โจมเฟิ่งอิงอีกครั้ง มันทั้งรุนแรงและทรงอานุภาพยิ่งกว่าที่ผ่านมา จนสามารถทลายเกราะน้ำแข็งที่ห่อหุ้มใจให้แตกออกเป็เสี่ยงๆ เขาจะปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไปไม่ได้! เมื่อตระหนักได้ดังนั้น...
คิ้วหนาได้รูปขมวดเข้าหากันแน่น รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้าคมเข้มทันที ความเ็ปปรากฏอยู่ในดวงตาคมเรียวดุ เฟิ่งอิงก้มหน้าลงหลบสายตาสตรีตรงหน้า เพื่อปกปิดความรู้สึกหวั่นไหวที่คุกคามหัวใจน้ำแข็งที่ปราศจากเกราะแข็งแรงคุ้มกันอย่างสุดกำลัง
“คุณชาย อาหารพร้อมแล้วเ้าค่ะ”
“อืม รีบนำมาเร็วเข้า” ชิงหลินรีบบอก
“อาหาร กินกิน หิวหิว” ฟานฟานน้อยลุกขึ้นยืนสี่ขา ตากลมๆ เล็กๆ สีเทาเป็ประกายจับจ้องอาหารที่นางกำนัลทยอยยกเข้ามา กลิ่นหอมของอาหารทำเอาน้ำลายหยดลงบนโต๊ะ
เห็นมันมีอาการตะกละจนออกนอกหน้าแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าระอา ก้มลงกระซิบที่หูมันเบาๆ เพื่อไม่ให้เป็ที่ผิดสังเกต “เด็กดี รออีกเดี๋ยวนะ”
ด้วยก่อนหน้านี้ที่รีบไปหาหัวหน้าผู้ดูแลอาชา์ เพราะอยากถามว่าพวกเขาเห็นสิ่งที่นางทำมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคำตอบของเขาก็ทำให้นางสบายใจขึ้น ที่อย่างน้อยความลับเื่ที่นางพูดคุยกับสัตว์ได้ยังไม่ถูกเปิดเผย ที่วังนี้จึงมีเพียงองค์รัชทายาทและองครักษ์ของพระองค์ที่รู้อยู่ก่อนแล้วเท่านั้น
นางยังเสียเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง เพราะเขาเอาแต่เซ้าซี้ถามถึงวิธีสยบอาชา์ จนนางลำบากใจและรำคาญในเวลาเดียวกัน จะให้บอกว่านางสื่อสารกับพวกมันได้ มีหวังโดนหัวเราะเยาะและหาว่าเพี้ยนเป็แน่!
“ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้แล้วละ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง เพราะถ้าเป็เื่ของพวกมันทีไร นางเป็ต้องลืมตัวทุกที
เฟิ่งอิงมองหญิงสาวคีบอาหารเข้าปากสลับกับบ่นพึมพำกับตนเอง ก็สงสัยนักแต่ไม่ได้เอ่ยถาม ด้วยเป็มารยาทพื้นฐานที่ห้ามพูดคุยกันเวลากินอาหาร
ฝ่ายเ้าฟานฟานน้อยที่กินอาหารอยู่บนพื้นเงยหัวขึ้นมาจากชามนมแพะ มองหลินหลินของมันที่จ้องอกเสื้อของเฟิ่งอิงซึ่งเก็บของที่หลินหลินให้อย่างไม่พอใจนัก
หลังมื้อกลางวันผ่านไป เฟิ่งอิงก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน ชิงหลินเลือกที่จะเดินย่อยในสวนด้านหน้าตำหนักองค์รัชทายาท โดยพกอุปกรณ์เขียนรูปติดมาด้วย หญิงสาวนั่งในเก๋งสีขาวริมสระบัว ปล่อยเ้าฟานฟานให้วิ่งเล่นเพื่อย่อยอาหารท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ นางมองดูมันครู่หนึ่งแล้วจึงเริ่มร่างภาพูเาจำลองฝั่งตรงข้ามซึ่งมีต้นโบตั๋นที่ออกดอกปลูกเรียงรายอยู่ด้านหน้า สีแดงสดของดอกโบตั๋นที่บานสะพรั่งตัดกับสีดำของูเาจำลอง ก่อให้เกิดความงามที่ชวนหลงใหลและน่ายำเกรง
พอเริ่มลงมือ สมาธิอันดีเยี่ยมก็เริ่มทำงาน ทุกสิ่งยกเว้นรูปที่กำลังเขียนถูกลบออกไปจากสมอง โสตประสาทถูกปิดกั้น ไม่รับรู้เื่ราวรอบตัว ประหนึ่งตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง...
ชิงหลินมองมือที่ไร้ดินสออย่างงุนงง เงยหน้าขึ้นจะต่อว่าผู้ที่ขัดขวางการเขียนรูปของนาง กลับพบหญิงสาววัยใกล้เคียงกับนาง รูปโฉมงดงามแต่ยังด้อยกว่าพระชายาหลิวอยู่หนึ่งส่วน นางอยู่ในอาภรณ์สีชมพูบานเย็น เกล้าผมสูง ตกแต่งด้วยเครื่องประดับทองมากชิ้นจนดูรกตามากกว่าจะสวยงามในสายตาของชิงหลิน กำลังมองมาด้วยสายตาเหยียดหยามและไม่เป็มิตร
“ท่านผู้นี้คือพระสนมจางเหลียงตี้ ยังไม่รีบทำความเคารพอีก!” ขันทีประจำตัวของจางหวั่นชิงตวาดชิงหลินในคราบคุณชายหยางเริ่น
“เอ่อ...ถวายพระพรพระสนม” ชิงหลินรีบลุกขึ้นทำความเคารพทันที ไม่ได้กลัวแต่ไม่อยากหาเห่าใส่หัวเพราะต้องอยู่ที่นี่อีกหลายวัน ทั้งยังไม่อยากสร้างศัตรูโดยใช่เหตุ
“เ้าคือหยางเริ่น ผู้ฝึกสอนพยัคฆ์?”
“พ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลินตอบกลับด้วยความสุภาพอ่อนน้อม
“ดี ทหาร...โบยมันห้าสิบไม้ โทษฐานปล่อยปละละเลยจนสร้างความเสียหายแก่ตำหนักหยกท้อของข้า!”
“เอ๊ะ!” นี่มันเื่อะไรกัน? ปล่อยปละละเลย? สร้างความเสียหาย?
ขณะที่ชิงหลินงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่นั้น ก็มีทหารสองนายเข้ามาหิ้วปีกนางออกมาจากเก๋ง ผลักนางอย่างแรงจนล้มลงไม่พอ ยังจับนางนอนคว่ำหน้า กดศีรษะลงกับพื้นหญ้าที่ทั้งชื้นและเย็น ซ้ำยังเอาผ้ายัดปากไม่ยอมให้นางส่งเสียง
ตุบ! ตุบ!
ทุกครั้งที่ไม้ฟาดลงมา ชิงหลินก็สะดุ้งจนตัวโยน เ็ปจวนเจียนจะขาดใจ น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย พยายามกลั้นก้อนสะอื้นสุดกำลัง จะร้องก็ร้องไม่ได้เพราะปากถูกยัดด้วยผ้า ทั้งมือและเท้าถูกชายสี่คนกดไว้จนขยับไม่ได้
‘นี่ฉันจะต้องมาตายอย่างอนาถอีกแล้วหรือ ท่านยม...ท่านอยู่ไหน มาช่วยฉันที...’
“อี้เอิ๋น เอิ้งอิง อ้วยอ้าอ้วย” (พี่เหวิน เฟิ่งอิง ช่วยข้าด้วย)
นางถูกฟาดไปราวสิบครั้งก็หมดสติไป จึงไม่ได้รับรู้ว่าเ้าชายขี่ม้าขาวที่มาช่วยไว้เป็ใคร
ล่วงเข้ายามซวี ชิงหลินรู้สึกตัวในท่านอนตะแคง ตากลมโตกะพริบถี่ๆ เพื่อปรับสายตา เมื่อกลอกตาไปรอบๆ จึงรู้ว่าอยู่ในห้องพักในเรือนรับรองของตัวเอง ก่อนจะชะงักเมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นที่มือข้างหนึ่ง หลุบตามองข้างเตียงจึงเห็นเสี้ยวหน้าหล่อเหลางดงามที่หลับอยู่ เขาใช้แขนซ้ายรองศีรษะต่างหมอน มือขวาวางอยู่บนฝ่ามือของนาง
“พี่เหวิน?” อุทานออกมาอย่างแปลกใจด้วยเสียงเบาหวิว หากเป็คนธรรมดาที่ไร้วรยุทธ์คงไม่ได้ยิน แต่มู่หลิ่งเหวินเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมือยอดเยี่ยม จึงได้ยินอย่างชัดเจนและตื่นขึ้นมาทันที
“ตื่นแล้วหรือ เป็เช่นไรบ้าง ปวดแผลมากหรือไม่ แล้ว...” เขาถามรัวจนชิงหลินต้องยกมือห้าม
“จะให้ข้าตอบข้อไหนก่อนดีเ้าคะ” หญิงสาวมองตามเขาที่ลุกขึ้นมานั่งข้างเตียง สองมือรวบมือเรียวเล็กมากุมไว้แล้วบีบเบาๆ
“เ้า...เ้านี่มัน...ยังมีแก่ใจมาล้อเล่นอยู่อีกหรือ” แม่ทัพหนุ่มอยากจะจับนางฟาดเสียสักสองสามที โทษฐานที่ทำให้ตนเป็ห่วง
“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเ้าคะ แล้วท่านมาได้อย่างไร แล้วใครเป็คนเปลี่ยนชุดให้ข้า แล้วเฟิ่งอิงไปไหน ฟานฟานน้อยด้วย”
คราวนี้กลับเป็นางเสียเองที่ตั้งคำถามมากมายโดยที่แม่ทัพหนุ่มมิได้ทักท้วงหรือสั่งห้าม ซ้ำยังส่งยิ้มให้พร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งจับปอยผมที่ตกลงมาด้านหน้าทัดหูให้นางอย่างอ่อนโยน ดวงตาคมทรงเสน่ห์จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าจิ้มลิ้มทว่าซีดเซียวของนางนิ่ง เสี้ยวหนึ่งมันกระตุกวาบอย่างโกรธเคืองแฝงความโเี้ เมื่อหวนนึกถึงใบหน้าของผู้ที่บังอาจทำร้ายดวงใจของตนดวงนี้จนเกือบสิ้นชีพ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าพลางเอ่ย “หมดหรือยัง”
ชิงหลินที่เขินอายกับการกระทำอันอ่อนโยน เงยหน้าขึ้นย้อนถาม “เ้าคะ?”
“คำถามของเ้า”
‘ตาบ้านี่ ถ้าไม่ได้แกล้งนางสักวันจะลงแดงตายหรือไงนะ’
“หึๆ ข้าจะถือว่าหมดคำถามแล้ว” แม่ทัพหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่มพลางเลิกคิ้วล้อเลียน จึงถูกนางค้อนให้เสียวงใหญ่
“คำตอบแรก ข้อที่สี่และข้อสุดท้ายเป็ข้าเองที่อุ้มเ้ามาที่นี่ ส่วนเ้าพยัคฆ์น้อยอยู่กับเฟิ่งอิงนอกประตู จะเข้ามาต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากข้าเท่านั้น”
“คำตอบข้อสองเว้นไว้ก่อน...”
“คำตอบข้อที่สาม เนื่องจากเ้าปลอมตัวเป็ชาย ฉะนั้นผู้ที่สมควรเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เ้า...เ้าคิดว่า...ควรเป็ผู้ใด” แม่ทัพหนุ่มก้มลงกระซิบที่หูนางเบาๆ ริมฝีปากอุ่นร้อนััติ่งหูของนางอย่างจงใจ
“อุ๊ย!” ชิงหลินย่นคอด้วยความใ เดิมที่หน้าแดงอยู่แล้วก็ยิ่งแดงก่ำลามไปทั่วทั้งตัว รู้สึกเหมือนตัวร้อนไข้ขึ้นอย่างไรไม่รู้กับการกระทำที่ฉวยโอกาสของเขา
“อา...ตอบให้ข้าชื่นใจหน่อยเป็ไร...ว่าน่าจะเป็ผู้ใด” แม่ทัพหนุ่มผละออกห่าง แต่มือยังคงเกาะกุมมือเรียวเล็กไว้ตลอดมิยอมปล่อย
“เฟิ่งอิง” แกล้งตอบเป็คนอื่นทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็เขา แต่หมั่นไส้ที่เขาแกล้งไม่หยุดหย่อนจนนางทำตัวไม่ถูก
“เ้าแน่ใจ?” แม่ทัพหนุ่มถามย้ำเสียงเข้ม กดดันร่างเล็กที่ลอยหน้าลอยตาตอบแบบไม่คิด
“แน่ใจเ้าค่ะ” ชิงหลินเชิดหน้าตอบด้วยท่าทางมั่นใจ
“แน่ใจนะ? ไม่มีคำตอบอื่น” แม่ทัพหนุ่มถามย้ำอีกครั้ง ดวงตาคมทรงเสน่ห์พราวระยับดั่งดารายามค่ำคืน
“แน่ใจ” พอพูดจบนางเป็ต้องอุทานร้องอุ๊ยออกมาเมื่อเขาจุมพิตนางเร็วๆ โดยที่ไม่ทันตั้งตัว
“บอกข้าใหม่อีกทีว่าสมควรเป็ผู้ใด” แม่ทัพหนุ่มก้มลงมาช้าๆ สายตาจับจ้องใบหน้าจิ้มลิ้มที่แดงก่ำดั่งผลอิงเถา
“เอ่อ...เป็...เป็...”
“หือ?” เข้าไปใกล้กว่าเดิมจนััได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของนาง
“เป็...เป็...ท่าน...ที่เหมาะสมที่สุด พอใจหรือยัง ฮึ!” รีบตอบอย่างรวดเร็วเพราะกลัวโดนรังแกอีก ยอมรับว่ายามนี้นางทั้งโมโหทั้งอายผสมปนเปกันไปหมด
“อา...เสียดายจัง ไม่คิดว่าเ้าจะรีบยอมแพ้เร็วเช่นนี้”
“ท่าน...ท่าน...ฮึ่ย!” คำตอบของเขาทำเอานางโมโหจนหน้าดำหน้าแดง พยายามสลัดมือออกจากการเกาะกุม หวังประทุษร้ายเขาสักทีสองทีให้หายเคืองแต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่เพียงไม่ปล่อยทว่าเขากลับจับมือนางแน่นกว่าเดิมอีก
“หึๆ ส่วนคำตอบข้อที่สองงง...” แม่ทัพหนุ่มลากเสียงยาวพลางเหล่มองคู่หมายที่เง้างอน ทั้งยังเบือนหน้าคล้ายไม่สนใจ แต่หูเล็กกลับเอียงมาทางเขา บอกให้รู้ว่านางตั้งใจฟังอยู่ หาได้เมินเฉยอย่างที่แสดงออกไม่ เขาจงอดที่จะขบขันไม่ได้ นางช่างน่ารักยิ่ง มองดูคู่หมายอย่างเพลิดเพลินแล้วก็หวนนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายชั่วยามก่อน
เมื่อแม่ทัพหนุ่มมาขอเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทด้วยเื่ของอาชา์ และตั้งใจมาเยี่ยมเยียนนาง ขณะที่เดินตามขันทีน้อยมายังห้องทรงอักษร สายตาคมเหลือบไปเห็นร่างเล็กที่คุ้นตาไวๆ จึงคิดจะตามไป แต่ติดตรงที่องค์รัชทายาทรออยู่ แม่ทัพหนุ่มจึงได้แต่ตัดใจ คิดว่ารอให้เสร็จงานแล้วค่อยไปหานางในภายหลัง
การหารือเป็ไปอย่างเคร่งเครียดและเป็ความลับ ด้วยเนื้อหาสำคัญไม่ใช่เื่อาชา์ แต่เกี่ยวกับตำแหน่งองค์รัชทายาทที่ถูกอิทธิพลมืดเข้าคุกคาม ดังนั้นองค์รัชทายาทจึงรับสั่งให้ปิดประตู และให้ข้ารับใช้ถอยห่างจากประตูให้มากที่สุด เหลือไว้เพียงเกากงกงซึ่งเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องทรงอักษร
การหารือจบลงเป็เวลาเดียวกับพระชายาหลิวเสด็จนำขบวนเหล่านางกำนัลเข้ามาพร้อมด้วยอาหารคาวหวาน ซึ่งแม่ทัพหนุ่มต้องอยู่ร่วมด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
หลังมื้อกลางวันผ่านไป พระชายาหลิวที่อยู่ร่วมเสวยและสนทนาครู่หนึ่งกำลังจะกลับตำหนัก ทันใดนั้นเกากงกงก็ทูลรายงานว่าพระสนมจางเหลียงตี้รับสั่งโบยคุณชายหยางอยู่ในอุทยานด้านหน้าตำหนัก เพียงเท่านั้นแม่ทัพหนุ่มก็ลุกขึ้นพรวดพราดผลุนผลันออกไป ทำเสียมารยาทต่อหน้าองค์รัชทายาท
เมื่อมาถึง ภาพคู่หมายนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นที่เปียกชื้น แขนขาถูกตรึงด้วยทหารถึงสี่นาย มีขันทีร่างอ้วนหน้าตาอัปลักษณ์เป็ผู้ลงมือโบยนางอย่างโเี้ไร้การยั้งมือ โทสะก็ปะทุถึงขีดสุด ดั่งไฟบรรลัยกัลป์ที่พร้อมจะแผดเผาผู้คนให้มอดไหม้ในชั่วพริบตา
แม่ทัพหนุ่มตรงเข้าไปใช้กำลังภายในซัดขันทีร่างอ้วนจนกระเด็นไปไกล ตามด้วยทหารทั้งสี่ที่มัวแต่ตะลึงไม่ทันได้ป้องกันตนเองจนสลบเหมือดไปตามๆ กัน ก่อนจะช้อนร่างบอบบางที่สลบไสลของนางไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม เหาะทะยานกลับไปยัง้องพักรับรอง ไม่สนใจใครนอกจากนางที่อยู่ในอ้อมกอด ท่ามกลางเสียงกรีดร้องใของเหล่าขันทีและนางกำนัล
เมื่อมาถึงหน้าห้องพักในเรือนรับรอง เป็เวลาเดียวกับที่ประตูห้องข้างๆ ถูกเปิดออกโดยเฟิ่งอิง คาดว่าเป็เพราะเสียงกรีดร้องที่ห่างออกไปราวครึ่งลี้ แม้จะแ่เบาจนจับใจความไม่ได้ แต่ด้วยความสามารถของหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ดำ เื่นี้คงง่ายดั่งปอกกล้วยเข้าปาก
แม่ทัพหนุ่มตวัดสายตาตำหนิที่เต็มไปด้วยโทสะให้เฟิ่งอิง ก่อนจะอุ้มนางเข้ามาภายในห้องพัก ไม่ใส่ใจกับใบหน้าซีดสลดและเ็ปของอีกฝ่าย ซ้ำยังปิดประตูลั่นดาลจากด้านใน ปล่อยให้อีกฝ่ายรั้งอยู่ด้านนอก เพื่อลงโทษที่ปล่อยให้นางตกอยู่ในอันตราย ก่อนเข้ามาเขายังไม่ลืมหันไปสั่งนางกำนัลที่ยืนก้มหน้าซีดๆ ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดเกรงกับโทสะตนให้นำน้ำอุ่นมาเตรียมไว้ให้พร้อม แล้วไล่ออกไปจนหมด
มู่หลิ่งเหวินค่อยๆ วางร่างที่สลบไสลไม่ได้สติของนางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล มองดูแผ่นหลังบอบบาง แม้จะเห็นไม่ค่อยชัดนักด้วยอาภรณ์ที่สวมเป็สีดำ แต่กลิ่นคาวเืและความเปียกชุ่มทั่วทั้งแผ่นหลังก็บอกได้เป็อย่างดีถึงความโเี้ของเ้าขันทีอัปลักษณ์นั่น
โทสะพลันพุ่งขึ้นเกือบทะลุฟ้า และค่อยๆ ลดลงช้าๆ อย่างยากเย็น ครั้นเมื่อใจเย็นลงแล้วก็พุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่คู่หมาย โดยเริ่มจากตรวจชีพจรของนาง เมื่อเห็นว่านางปลอดภัย เพียงแต่ทนความเ็ปทรมานไม่ไหวจึงได้สลบไปก็คลายใจลงหนึ่งส่วน
“ต้องตรวจดูาแและใส่ยา...” กล่าวได้เพียงเท่านั้นแม่ทัพหนุ่มก็เริ่มใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้องถอดชุดให้นาง แม่ทัพหนุ่มจับนางให้อยู่ในท่านั่งหันหน้าเข้าหา แล้วจับศีรษะเล็กให้พิงกับร่างแกร่งของตน
มือใหญ่สั่นเทาเล็กน้อยยามที่ปลดสายผ้าคาดเอวสีขาวออกทิ้งลงพื้น พลางลอบกลืนน้ำลายเมื่อนึกถึงสิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ แม่ทัพหนุ่มถอนใจออกมา หลับตาลงใช้ใจและมือทำงาน มือข้างหนึ่งโอบเอวคอดกิ่ว อีกมือก็ค่อยๆ ปลดชุดของนางออกทีละชิ้นๆ จนเหลือเพียงซับชั้นในตัวจิ๋วจึงค่อยลืมตาขึ้น
หัวไหล่ขาวผ่องเนียนละเอียดที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำเอาแม่ทัพรู้สึกร้อนรุ่มจนเืฉีดพุ่งไปทั่วร่าง ความปรารถนาก่อเกิดขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้ เขาสะบัดศีรษะเพื่อไล่ความปรารถนาในใจ ก่อนจะเอนร่างของนางให้ซบกับไหล่อีกข้างเพื่อตรวจดูแผลและใส่ยาให้นางได้ถนัด
ดวงตาคมทรงเสน่ห์ไล่จากไหล่เล็กมนเรื่อยลงมา คิ้วเข้มย่นเข้าหากัน ดวงตาทอประกายกราดเกรี้ยวเมื่อเห็นผิวขาวผ่องราวหิมะถูกแทนที่ด้วยรอยแผลหลายรอย เืสีแดงไหลซึมออกมาจากรอยแตกยับของาแ บางส่วนไหลลงไปด้านล่างหายเข้าไปในชุดที่ถูกปลดลงมากองอยู่ที่เอว กลบความขาวผ่องเกือบทั่วทั้งแผ่นหลังดังผ้าขาวถูกย้อมด้วยสีแดง แม่ทัพหนุ่มเ็ปใจยิ่งนัก สองครั้งแล้วที่นางต้องพบกับอันตรายทั้งที่เขาอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ไม่อาจปกป้องนางได้
“พี่ขอโทษขอโทษที่ปล่อยให้เ้าต้องเจ็บตัวครั้งแล้วครั้งเล่า พี่สัญญาจะไม่ให้ผู้ใดมาทำร้ายเ้าได้อีก...พี่สัญญา”
แม่ทัพหนุ่มกล่าวขอโทษนางพร้อมให้คำมั่นอย่างหนักแน่นกับร่างที่สลบไสลของคู่หมาย จุมพิตศีรษะนางอย่างรักใคร่สองสามครั้ง จากนั้นจึงเริ่มเช็ดล้างเืที่หลังก่อน ก็พลันชะงักอีกครั้งเมื่อสังเกตเห็นลอยสีฟ้าบริเวณรอยแผลที่ถูกโบยของนาง ด้วยความสงสัยแม่ทัพหนุ่มจึงลุกขึ้นวางนางให้นอนคว่ำหน้าลง ใช้หมอนรองหันศีรษะให้หันมาทางตน จากนั้นจึงเพ่งมองกลางหลังของนาง
“รอยสักสีฟ้า? อืม หน้าตาเหมือนัแต่มีปีก” แม่ทัพหนุ่มพึมพำกับตนเอง มองดูรอยสักกลางหลังของนางอย่างอัศจรรย์ใจ นางมีรูปเช่นนี้อยู่บนตัวได้อย่างไร หรือว่า...จะเกี่ยวข้องกับเื่ที่นางสื่อสารกับสัตว์เ่าั้ได้
กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนความ เล่นเอาแม่ทัพหนุ่มเหน็ดเหนื่อยแทบสิ้นเรี่ยวแรง เพราะต้องตั้งสติให้มั่นคง ไม่ให้เผลอทำเื่ไม่งามที่อาจจะสร้างความเสื่อมเสียให้นางได้ ก่อนจะฟุบหลับข้างเตียงด้วยความอ่อนเพลีย
“พี่เหวิน พี่เหวิน” ชิงหลินที่แกล้งเมินเขาเป็ฝ่ายทนไม่ไหว เมื่อเห็นเขานั่งนิ่งมองนางไม่พูดไม่จา คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ จึงเอ่ยปากเรียกเขาเสียเอง
“หืม? มีอันใดหรือ” แม่ทัพหนุ่มตื่นจากภวังค์แล้วแกล้งเอ่ยถาม
“เป็อะไรไปเ้าคะ ปล่อยให้ข้าเรียกตั้งนาน” นางถามด้วยความเป็ห่วงเพราะไม่เคยเห็นเขาเหม่อลอยแบบนี้มาก่อน
“ห่วงข้าหรือ”
“คะ...ใครห่วงท่านกัน”
“ปากแข็ง”
“ขะ...ข้าเปล่า”
“จริงหรือ อืมม” แม่ทัพหนุ่มแกล้งโน้มใบหน้าลงมาใกล้แก้มขาวเนียนที่เ้าของยังคงนอนตะแคงมาทางตน
“ทะ...ท่านเลิกแกล้งข้าเสียที ข้าโมโหแล้วนะ!” นางขู่เขาทั้งคำพูดและหน้าตา
“อา...ก็ได้ ก็ได้ ข้าเลิกแกล้งเ้าแล้วก็ได้” เขายกมือทั้งสองขึ้นคล้ายกับยอมแพ้ จึงถูกนางสะบัดหน้าใส่เสียจนคอแทบเคล็ด
“เข้าเื่จริงจังเสียที ขอให้เ้าตอบแต่ความจริง อย่าคิดปิดบังข้า ไม่เช่นนั้น...” แม่ทัพหนุ่มโน้มใบหน้าหล่อเหลางดงามราวเทพเซียนลงมาใกล้แล้วกระซิบเบาๆ “อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
ชิงหลินลอบกลืนน้ำลายไม่ได้กลัวคำขู่เขา แต่กลัวสายตาวิบวับกับรอยยิ้มเ้าเล่ห์ของเขาต่างหาก “ถาม?..เื่อะไรหรือเ้าคะ”
“ที่มาของรอยสักกลางหลังของเ้า”
“ทะ...ท่าน...แอบดูข้า!”
“หากหลับตาแล้วข้าจะทำแผลใส่ยาให้เ้าได้เช่นไรกันเล่า”
ชิงหลินจนด้วยคำพูดเพราะมันคือความจริง แต่ถึงอย่างนั้น... ‘โอ๊ย!...ถูกเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้วเนี่ย...’ ะโก้องอยู่ในใจ
“ข้าเป็บุรุษที่ค่อนข้างสุภาพและมีมารยาทมากพอ เ้าอย่ากังวลไปนักเลย” เขาตอบหน้าตาเฉย
‘สุภาพ? มีมารยาท? ตรงไหน? หมายถึงปากว่ามือถึงทุกทีที่เจอกัน? บ้านท่านสิ!’
“ตอบได้หรือยัง” แม่ทัพหนุ่มถามย้ำ มองข้ามความขุ่นเคืองในดวงตากลมโต
“ฮึ!...ข้าก็ไม่รู้หรอกว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร พอฟื้นขึ้นมาก็มีรอยสักนี้แล้ว”
“รูปร่างคล้ายั...แต่มีปีก” แม่ทัพหนุ่มตั้งข้อสังเกต
“เอ่อ...ข้าคิดว่าคงเป็ัต่างสายพันธุ์เหมือนพวกเราอย่างไรเ้าคะที่มีมากมายหลายเผ่าพันธุ์”
“อืม อาจเป็เช่นนั้น แล้วเกี่ยวข้องกับเื่ที่เ้าสื่อสารกับเหล่าสัตว์ได้...ใช่หรือไม่”
“เอ่อ..น่าจะเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ” ชิงหลินเออออกับคำสันนิษฐานของเขาเพราะไม่กล้าบอกความจริง
“อืม..ข้าเข้าใจแล้ว...แล้ว...”
“ยังมีอีกหรือเ้าคะ” นางโอดครวญเมื่อเห็นว่าเขายังจะถามต่อ
“ข้าเพียงอยากจะถามว่า...าแสาหัสขนาดนั้น ไยเ้าดูไม่เ็ปเลยเล่า” แม่ทัพหนุ่มถามตลอดเวลาที่นางได้สติ จนบัดนี้น่าจะราวสองเค่อแล้ว แต่นางยังคงทำตัวปกติไม่ร้องโอดครวญอย่างที่ควรจะเป็
“เอ๊ะ ไม่ใช่เพราะท่านสกัดจุดความเ็ปให้ข้าหรอกหรือ” หญิงสาวย้อนถามเขาเพราะั้แ่ได้สติก็ไม่รู้สึกเ็ปสักนิดเดียว
“...มีจุดที่ว่าเสียเมื่อไรกันเล่า” แม่ทัพหนุ่มตอบเสียงจริงจัง คิ้วเข้มขมวดกันแน่น ดวงตาคมทรงเสน่ห์จ้องใบหน้าจิ้มลิ้มที่ยังคงซีดเซียวอย่างจับผิด เมื่อเห็นเพียงความจริงใจไร้การเสแสร้งแกล้งทำของนางก็ให้อัศจรรย์ใจยิ่งขึ้นไปอีก นางช่างเป็สตรีที่ลึกลับชวนให้ประหลาดใจอยู่เรื่อย แม่ทัพหนุ่มจึงสาบานกับตนเองในใจว่าจะปกป้องสตรีที่งดงามและล้ำค่าผู้นี้ด้วยชีวิต
“พักเื่นี้ไว้ก่อนเถอะเ้าค่ะ ข้าอยากพบเฟิ่งอิงกับฟานฟาน...” ชิงหลินส่งสายตาอ้อนวอนเขา
“ก็ได้” มู่หลิ่งเหวินกลั้นใจตอบแบบไม่เต็มใจนัก ก่อนจะเดินออกไปด้วยท่าทางกระแทกกระทั้น