“งามหรือไม่เจ้าคะ” ป๋ายฮวาหยิบหน้ากากสีดำมาใส่
เฟยหลงส่ายหน้าช้าๆ “ไม่เหมาะ”
ป๋ายฮวาเบ้ปากก่อนจะวางหน้ากากคืนแผงลอย เปลี่ยนใจหันไปสนใจถังหูลู่แทน ผลไม้เคลือบน้ำตาลสีแดง พอกัดกินเข้าไปจะมีรสชาติทั้งเปรี้ยวและหวาน นับว่าเป็นขนมอีกหนึ่งอย่างที่นางชื่นชอบมากที่สุด
“เอาหนึ่งไม้เจ้าค่ะ” ป๋ายฮวาดึงผ้าคลุมหน้าออกกัดกินถังหูลู่ทันที มือบางยัดผ้าสีขาวใส่มือเฟยหลงเมื่อรังเกียจว่ามันทำให้กินของอร่อยไม่ถนัดมือ
เฟยหลงรับผ้ามาก่อนจะจ่ายเงินให้พ่อค้าอย่างอ่อนใจ เงินในถุงผ้าซึ่งมีมากมายทั้งก้อนเงินก้อนทองและเหรียญอีแปะถูกยัดใส่มือเขาตั้งแต่เดินเข้ามาในงานแล้ว ไม่รู้ว่าตัวตนของนางเป็นใคร แต่แค่สมบัติของนางก็มีให้ใช้ไม่หมดแม้ว่าตลอดระยะเวลา 7 ปีนางจะไม่เคยทำงานหาเงินเลยก็ตาม
ของมากมายในเรือนล้วนเป็นสมบัติของนางทั้งสิ้น ทุกชิ้นขอแค่สุ่มหยิบออกมาก็มีค่าควรเมือง หากเป็นสมบัติของเขาที่แม่นมซ่อนเอาไว้เช่นที่นางเคยบอกคงหมดไปตั้งแต่สร้างเรือนแล้ว แม้จะสงสัยแต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยถามอยู่ดี เขาทำได้เพียงกลืนความสงสัยทั้งหมดลงท้องเงียบๆ
เฟยหลงมองหญิงสาวซึ่งกำลังเดินสำรวจทุกแผงลอยด้วยความตื่นเต้น บางครั้งยืนมองการแสดง บางครั้งลากเขาไปนั่งกินอาหารจานใหม่ๆ ที่นางสนใจ ดวงตาดอกท้อเปล่งประกายดั่งแสงของดวงดาวบนท้องฟ้า โดยไม่รู้ตัวในสายตาของเขาก็มีแค่เงาร่างของนางคนเดียวเท่านั้น
“ปีหน้าเรามาเที่ยวอีกดีหรือไม่เจ้าคะ” ป๋ายฮวาคลี่ยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้ม ในมือของนางข้างหนึ่งถือโคมไฟส่วนอีกมือก็ถือขนมกัดกินไปด้วย เมื่อได้มาเดินด้วยตัวเองถึงรู้ว่าในโลกมนุษย์มีของอร่อยอีกมากมาย
เฟยหลงมองท่าทางของหญิงสาวทั้งที่มือทั้งสองข้างยังถือโคมไฟให้นาง ดวงตานิลเปล่งประกายอ่อนโยนทะลุออกมาจากหน้ากากทำให้รู้ว่าชายหนุ่มก็กำลังอารมณ์ดีเช่นกัน เดิมทีคิดว่าตัวเองไม่ชอบความวุ่นวายและเสียงดัง เขามองรอบตัวซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงหัวเราะ เสียงจุดประทัดหรือเสียงการแสดงข้างทางโหวกเหวกโวยวายจนแยกไม่ออก บางครั้งก็ได้ยินพ่อค้าตะโกนเรียกลูกค้าเข้าไปดูจับจ่ายซื้อของแผงลอย บางครั้งได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กน้อยหรือบ้างก็ได้ยินเสียงร้องไห้ เสียงตะโกนวุ่นวายรอบตัวเขา แต่เมื่อประสานสายตาเข้ากับดวงตาดอกท้อซึ่งกำลังโค้งจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ลักยิ้มของนางบุ๋มลึกจนเขาอยากจะลองเอานิ้วจิ้มดูสักครั้ง
“อืม” ชายหนุ่มพยักหน้าตอบเงียบๆ ความวุ่นวายข้างตัวคล้ายเงียบลงเพราะในสายตาเขาเหลือเพียงนัยน์ตาดอกท้อของหญิงสาวข้างกาย ร่างกายราวกับหลุดเข้าไปในโลกมายาอีกโลกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นและความอ่อนโยนของนางทำให้เขาเผลอฉีกยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว
“ต่อไปเราจะมาเที่ยวด้วยกันทุกปี” เฟยหลงแก้คำพูดของนางใหม่ รู้สึกไม่พอใจที่นางบอกว่าปีหน้าจะมาเที่ยวเทศกาลอีกครั้ง ในใจรู้สึกคันคะเยอจนต้องเปลี่ยนประโยคใหม่ ไม่ใช่แค่ปีหน้าปีเดียว แต่เป็นทุกปีนับจากนี้
ในทุกปี พวกเราจะมาเที่ยวงานเทศกาลด้วยกัน
ป๋ายฮวาหัวเราะ “จะได้อย่างไร ข้าคิดว่าอาการเจ็บปวดของคุณชายเหมือนจะน้อยลงเรื่อยๆ นะเจ้าคะ ถ้าหากรักษาคุณชายต่อไป อาจจะอีกสัก 10 ปี คุณชายก็คงหายเจ็บปวดแล้ว เมื่อคุณชายเติบใหญ่ ข้าก็คลายความกังวลแล้วเจ้าค่ะ”
ในความคิดของป๋ายฮวา นางไม่กล้าอยู่เคียงข้างเขานานเกินไป หากวันหนึ่งมหาเทพเติบใหญ่ ไม่ได้รับบาดเจ็บจากรอยสายฟ้าที่สวรรค์สาปและมีความสามารถดูแลตนเองได้ นางก็สามารถวางใจกลับสี่ทะเลแปดดินแดนได้แล้ว ถึงตอนนั้น หลังจากมหาเทพหลุดพ้นเคราะห์สวรรค์ นางค่อยถือโอกาสขึ้นไปวังเมฆานิลเพื่อคำนับเขาสักครั้งก็พอแล้ว
เดิมทีเทพเซียนก็ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับชะตาชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งได้ ตอนนี้นับว่าสวรรค์เมตตาและเพราะพลังเทพมายาของท่านยายเล็ก หากนางยังเอ้อระเหยอยู่ในโลกมนุษย์นานเกินไป ถึงตอนนั้น สวรรค์คงยากจะให้อภัยแล้วเช่นกัน
“เมื่อคุณชายเติบใหญ่ ข้าก็วางใจได้แล้วเจ้าค่ะ” ป๋ายฮวาฉีกยิ้มอ่อนโยน
“ข้ายังไม่โต และยังไม่หายเจ็บปวด” เฟยหลงเอ่ยแย้ง คำพูดของนางราวกับวางแผนไว้ว่าจะอยู่เคียงข้างเขาจนกระทั่งเติบใหญ่เท่านั้น และพอเขาเติบใหญ่นางก็จะจากเขาไปใช่หรือไม่ ในใจรู้สึกปวดหนึบว่างเปล่าคล้ายสิ่งสำคัญหายไป จู่ๆ เขาก็รู้ซึ้งแล้วว่าความหวาดกลัวเป็นอย่างไร
ป๋ายฮวาคลี่ยิ้มไม่ใส่ใจ พูดปลอบเขาว่า “ได้ๆ ข้าจะอยู่กับคุณชายจนเติบใหญ่เป็นแม่ทัพของแคว้นเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”
เฟยหลงขมวดคิ้วจ้องมองหญิงสาวข้างกายนิ่ง หากวันใดเขาเติบใหญ่นางจะไปจากเขาใช่หรือไม่ สีสันในดวงตาของเขาพลันหม่นลง ชายหนุ่มก้มหน้ามองพื้นพร้อมกำมือแน่น
เขาควรจะรู้ตัวนานแล้วว่านางไม่เคยบอกว่าจะอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป นางไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นสาวใช้ของเขาเลยแม้แต่น้อย หากเป็นสาวใช้นางต้องรู้สิว่าสาวใช้มักจะขายตัวติดตามเจ้านายตลอดชีวิต หากเจ้านายไม่อนุญาตบ่าวก็ต้องติดตามนายจนตัวตาย แต่นางไม่เคยพูดคำนี้กับเขาเลย จู่ ๆ ความคิดที่อยากเข้าร่วมสนามรบของเขาก็คล้ายจะไม่สำคัญถึงเพียงนั้นแล้ว
เพราะเดินเที่ยวจนดึกเมื่อกลับมาถึงห้อง ป๋ายฮวาและเฟยหลงก็เข้านอนกันคนละฝั่งของเตียงนอนเช่นทุกวัน ในยามอิ๋นหญิงสาวตื่นขึ้นมาคล้ายกลายเป็นความเคยชินก่อนจะยื่นมือไปกุมข้อมือเขาไว้แน่น ใช้เวลาไม่นาน ทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงบ
ป๋ายฮวาจ้องมองชายหนุ่มข้างกายครู่หนึ่งพร้อมเอื้อมมือไปหยิบปลายผ้าห่มสีดำมาห่มให้เขาเพื่อป้องกันลมหนาว ก่อนจะเผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยล้าทุกครั้งหลังจากใช้พลังเซียนบรรเทาอาการเจ็บให้เฟยหลง ในเวลาเดียวกันดวงตานิลก็ลืมตาขึ้นมาช้าๆ เฟยหลงมองฝ่ามือเล็กสีขาวซึ่งกำลังกุมข้อมือเขาไว้ไม่ปล่อย อาจจะเพราะเหนื่อยเกินไปทำให้ทุกครั้งนางมักจะนอนหลับทั้งที่ยังกุมมือของเขาไว้
ภายในเงามืด ดวงตามังกรสีนิลเปล่งประกายหันไปจ้องมองหญิงสาวที่กำลังนอนหลับสนิทก่อนจะส่งเสียงเรียกชื่อนางแผ่วเบาว่า “ป๋ายเหนียง” เฟยหลงพลิกฝ่ามือครั้งหนึ่งเพื่อเป็นฝ่ายกุมมือของนางเอง ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงกระชับมือให้แน่นกว่าเดิมราวกับว่าหากไม่จับไว้แน่นพอ นางอาจจะหนีเขาไปได้
ก้นบึ้งของดวงตาพลันผุดความหวาดกลัวสายหนึ่งวาบผ่าน คิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันอีกครั้งเมื่อเขามีเรื่องให้ใช้ความคิด เขารู้ตัวนานแล้วว่าอาการเจ็บปวดจากรอยสายฟ้าหายไปเพราะนาง
เขารู้ดีว่านางไม่ใช่มนุษย์เช่นเดียวกับเขา
นางมีพลังบางอย่างที่เขาไม่รู้จัก ตัวตนของนางล้วนเป็นปริศนาคล้ายกลุ่มหมอกหนาทึบ หญิงสาวไม่พูดเขาก็ไม่กล้าถามเพราะกลัวว่าจะทะเลาะเช่นวันนั้นอีก จากที่ตอนเด็กนางเป็นฝ่ายเอาใจเพื่อไม่ให้เขาไล่นางออกจากเรือน กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เป็นเขาที่ต้องใช้ความคิดทุกวิถีทางเพื่อรั้งนางไว้ ก่อนจะเอ่ยหรือทำสิ่งใดเขาเริ่มระวังคำพูดการกระทำของตัวเองมากขึ้น
แม้แต่ตอนนี้ที่เขาเป็นเจ้านายส่วนนางเป็นบ่าวรับใช้ เขายังไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดที่ทำให้พวกเขาทั้งสองทะเลาะกันรุนแรงอีก หลายปีมานี้เขาไม่มีความกล้าที่จะถามเรื่องตัวตนของนางอีกครั้ง แต่ความรู้สึกคล้ายมีเงามืดในจิตจส่งผลให้เขารู้สึกหวาดกลัวไม่น้อยหากวันหนึ่งไม่มีนางอยู่เคียงข้างกายอีกแล้ว และเขายังไม่รู้อีกว่าจะไปตามหานางได้จากที่ไหน
ความรู้สึกพึ่งพา ความรู้สึกหวงแหน ความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเขามีเพียงเวลาที่อยู่ใกล้ชิดกับนางเท่านั้น นางเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียวที่ก้าวเข้ามาในโลกอันมืดมิดของเขา ความสำคัญของนางไม่ใช่สิ่งที่ใครก็มาแทนที่ได้
นับวันเขายิ่งชอบความรู้สึกที่มีนางอยู่ข้างกาย เพียงแค่คิดว่าหากวันใดไร้เงานางเคียงข้าง ความรู้สึกหวาดกลัวที่ถาโถมเข้ามาจนมือและขาเย็นเฉียบ คล้ายร่างกายจมลงไปในน้ำเย็นจนหายใจไม่ออก เฟยหลงขยับเข้าไปใกล้ป๋ายฮวาอย่างรวดเร็วเพื่อซึมซับความอบอุ่นจากร่างกายของนาง มีแค่อุณหภูมิของคนข้างกายเท่านั้น จึงจะสามารถทำให้ความหวาดกลัวในจิตใจลดน้อยลงได้
มือเย็นเฉียบยื่นมือไปคว้าเอวบางก่อนจะกระชับกอดไว้แน่น ร่างเล็กของนางฝังลึกลงในอ้อมกอดของเขาโดยไม่รู้สึกตัวตื่น ใบหน้าคมฝังลงบนไหล่ของนางคล้ายเด็กน้อยหวาดกลัวความมืด หลังจากรับรู้ว่ายังมีนางอยู่ข้างกายจึงสามารถทำให้เขาสงบจิตใจที่ว้าวุ่นได้ นับวันหญิงสาวยิ่งสำคัญกับชีวิตเขามากขึ้นเรื่อยๆ จนเฟยหลงไม่กล้าคิดภาพวันที่ไม่มีนาง
เช้าวันรุ่งขึ้น
ดวงตาดอกท้อลืมตาขึ้นเมื่อรู้ว่าแสงแดดแยงตาตัวเองจนรู้สึกแสบตา ป๋ายฮวายันตัวลุกขึ้นนั่งก่อนจะมองรอบตัว ความรู้สึกอบอุ่นนอนหลับสบายในยามค่ำคืนทำให้นางตื่นสายกว่าทุกวัน อาจจะเป็นเพราะเมื่อคืนนางเดินเที่ยวเทศกาลจนเหนื่อยวันนี้จึงตื่นสายกว่าทุกวันแน่นอน ป๋ายฮวายักไหล่ไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อยที่ตนเองตื่นสายทั้งที่เป็นบ่าวรับใช้
“เฮ้อ” ป๋ายฮวาใช้อาคมสำรวจร่างกายของตัวเองรอบหนึ่งก่อนจะถอนหายใจด้วยความเศร้าเพราะพลังของนางตั้งแต่นำมาใช้รักษาเฟยหลงก็คล้ายกับว่ามันจะค่อยๆ ลดตบะบำเพ็ญลงไปเรื่อยๆ แม้รากฐานเซียนจะไม่เสียหายแต่ตบะเซียนของนางมีเพียงหกพันปีเองนะ ในโลกของเทพเซียนนางยังเป็นเพียงดรุณีน้อยเท่านั้นเอง
ยิ่งใช้พลังเซียนช่วยเฟยหลงนางก็ยิ่งเหมือนมนุษย์ขึ้นไปทุกที นับวันก็ยิ่งนอนหลับพักผ่อนเหมือนคนทั่วไป กินดื่มคล้ายกันเพื่อประทังความหิว “ช่างเถอะๆ ไม่คิดแล้ว” ป๋ายฮวาส่ายหัวรัวไม่สนใจก่อนจะลุกขึ้นนั่งและเดินออกไปด้านนอก ตัดความคิดทั้งหมดออกจากตัวเพราะยิ่งคิดยิ่งเศร้า
นางมีอายุหกพันปีเท่านั้น อายุยังน้อยยังเหลือเวลาอีกมากในการบำเพ็ญเพียร คงไม่เป็นไรมากหรอก ดีกว่าต้องถูกสวรรค์ลงโทษเพราะแอบกินผลท้อสวรรค์ หรือหากรอดไปได้ แต่ถ้าหากนางทิ้งเฟยหลงไว้คนเดียว เมื่อมหาเทพคืนสู่วังเมฆานิลต้องคิดบัญชีกับนางแน่นอน ถึงตอนนั้นหากเขายังคิดถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนในโลกมนุษย์สักเล็กน้อย อาจจะไม่ถือสาหงส์น้อยอย่างนางใช่หรือไม่
ตอนนี้คงทำได้เพียงช่วยเหลือเฟยหลงไปก่อน อย่างน้อยก็เปลืองพลังเซียนไม่กี่ร้อยปีแลกกับช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บของเฟยหลงในทุกวัน แม้ไม่สามารถลบล้างความผิดได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็สามารถลดหย่อนโทษได้.... ใช่หรือไม่....
เมื่อกลับห้องของตัวเองและเปลี่ยนชุดเสร็จ ป๋ายฮวาเดินออกมาจากห้องก็เห็นชายหนุ่มในชุดสีดำกำลังนั่งรอคอยนางอยู่แล้วอยู่ในห้องโถง “ตื่นแล้วหรือ” เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวก่อนจะก้มหน้าลงใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดดาบโลหิตนิลหลังจากฝึกดาบในช่วงเช้าเสร็จ
ป๋ายฮวาเม้มปากเดินเข้าไปแตะไหล่เขาเบาๆ เพื่อให้เขาหันมาสนใจ “ถ้าข้าไม่ตั้งใจทำบางเรื่องผิดไป หรือก่อเรื่องให้คุณชายเดือดร้อน คุณชายจะให้อภัยข้าได้หรือไม่เจ้าคะ” ปลายเสียงงึมงำอยู่ในลำคอด้วยความประหม่า
เฟยหลงเงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้ารู้สึกผิดของหญิงสาว ริมฝีปากบางเม้มจนเป็นสีแดงระเรื่อคล้ายหวาดกลัวคำตอบ ดวงตากลมโตเบิกกว้างรอคอยคำตอบคล้ายเด็กน้อยทำความผิดมาแล้วกำลังสารภาพผิด มือเล็กจิกปลายกระโปรงตัวเอง แม้จะกลัวแต่ก็ไม่เดินหนีจากไปไหนและยังกล้ายอมรับความผิดของตัวเอง
ท่าทางน่าสงสารของนางทำให้เขารู้สึกทั้งอ่อนใจทั้งสงสาร เฟยหลงแสร้งทำท่าคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบนางว่า “หากไม่ตั้งใจ ข้าก็ให้อภัยให้ได้”
“จริงหรือเจ้าคะ แต่ถ้าหากข้าทำผิดแล้วเผลอทำร้ายคุณชายด้วยล่ะ คุณชายจะโกรธหรือไม่เจ้าคะ” ป๋ายฮวาถามเสียงตื่นเต้นเพราะได้รับคำตอบที่นางอยากได้ยินที่สุด
เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่น “เจ้าทำเรื่องไม่ดีอะไรลับหลังข้าอย่างนั้นหรือ”
“มะ ไม่มีเจ้าค่ะ ไม่มีจริงๆ เมื่อคืนข้าฝันร้าย ฮ่าๆๆ” ป๋ายฮวารีบโบกมือก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน
เฟยหลงมองท่าทางที่ผิดปกติของนาง ริมฝีปากที่กำลังจะอ้าถามแต่เสียงของคนเปิดประตูด้านหน้าทำให้เขาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าจับดาบโลหิตนิลขึ้นมาและเดินไปเบื้องหน้าใช้ตัวบังหญิงสาวไว้ด้านหลัง
“ใคร” เฟยหลงร้องตะโกนเสียงดังกระชับดาบไว้แน่นทันทีที่ได้ยินเสียงจากหน้าประตูเรือน ยังไม่ทันได้เตรียมตัว คนเดินนำหน้าก็นำกลุ่มข้ารับใช้บุกเข้ามาจนถึงภายในลานกว้างแล้ว
เรือนหลังนี้ไม่มีแขกมาเยือนหลายปี
ไม่รู้ว่าวันนี้ใครกล้าบุกเข้ามาในเรือนของพวกเขา
“ข้าไม่อยู่ 7 ปี เรือนหลังนี้เปลี่ยนไปมากจนแทบจะจำไม่ได้” เสียงทุ้มที่ไม่คุ้นเคยเอ่ยเสียงดังมาจากลานกว้าง พร้อมๆ กับการปรากฏตัวของชายหนุ่มในชุดผ้าไหมล้ำค่าสีน้ำเงินกลางเรือน และตามมาด้วยข้ารับใช้อีกสองคนในชุดองครักษ์สีดำ
เฟยหลงขมวดคิ้วเมื่อรู้ว่าผู้มาเยือนเป็นใคร ซื่อจื่อเว่ยชีหลาน บุตรชายของอ๋องเว่ยชี กลับมาจากเมืองหลวงและเดินทางมาถึงแดนเหนือแล้ว
ชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม มือทั้งสองข้างไพล่หลัง ท่าทางหยิ่งยโสและเจ้าเล่ห์ในคนเดียวกัน ดวงตาเหยี่ยวกวาดตามองรอบเรือนด้วยความสนใจ
“ไม่กล่าวยินดีต้อนรับพี่ชายกลับมาหน่อยหรือ” เว่ยชีหลานพูดกลั้วหัวเราะ ป๋ายฮวาซึ่งหลบอยู่ด้านหลังเอียงตัวแอบมองชายเจ้าเล่ห์ดั่งสุนัขจิ้งจอกด้วยความสงสัย ในใจรู้สึกว่าเขาต่างไปจากเมื่อ 7 ปีก่อนเกินไปหน่อยหรือไม่ เมื่อก่อนเด็กคนนี้มักจะนิ่งเงียบและเอาแต่ใจไม่ใช่หรือ เหตุใดโตมาถึงเป็นหนุ่มเสเพลไปได้