หลายเดือนแล้วนับจากวันที่ข่าวรอบสังหารอ๋องหลี่แห่งแคว้นจินแพร่ไปทั่วทุกแคว้น การล้างสังหารครอบครัวหรือตระกูลนั้นไม่ใช่เรื่ืองแปลก หากแต่ครอบครัวหรือตระกูลที่ว่านี่เป็ถึงเชื้อพระวงศ์ ไหนเลยชาวบ้านร้านตลาดจะไม่สนใจ หลิวอี้เขียนจดหมายไปหาพี่ชายด้วยความเป็ห่วง แต่ก็ไม่มีจดหมายฉบับใดเลยที่ถูกส่งกลับมา ถึงในข่าวจะบอกว่ามีคนรอดเพียงคนเดียว ซึ่งก็คือพี่ชายของเขา แต่ด้วยความเป็ห่วงไหนเลยน้องชายจะอยู่ได้อย่างสงบ ทั้งพี่ชายที่เป็ห่วงทั้งหญิงสาวที่หลงรัก หลิวอี้ในเวลานี้จิตใจไม่สงบสุขเท่าใดนัก สิ่งเดียวที่ช่วยเขาได้คือสมาธิญาณ ยิ่งหลิวอี้มุ่งมั่นเพียงใดจิตใจยิ่งกลับมาสงบเท่านั้น นานวันเข้าเขาก็พบว่าในจิตใจเขาของมีที่ว่างซ่อนอยู่ ในมิติเล็ก ๆ นี่ บอกถึงทุกสิ่งอย่างของตัวเขาเอง มันช่วยให้หลิวอี้เข้าใจตัวตนของตัวเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะทักษะพิเศษออร่าเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์นั่น หลายเดือนก่อนเขาสามารถทำได้เพียงเปิดปิดพลังของมัน แต่ยามนี้ยิ่งศึกษาพวกมันนานเท่าใด เขาก็ยิ่งรู้จักมันมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดเขาก็สามารถควบคุมอาณาเขตรัศมีของมันได้ ตลอดจนควบคุมความหนาแน่นและปริมาณของพลังยามเมื่อ้าใช้มัน หากจะกล่าวให้เข้าใจได้ง่าย ๆ คือ บัดนี้หลิวอี้กลายเป็เ้าของพลังออร่าเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง ซึ่งมิติเล็ก ๆ นี่ หลิวอี้ตั้งชื่อมันว่า ‘มิติจิตใจ’ มันเหมือนโลกในความฝันที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ยามออกจากญาณก็เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน
เมื่อสามารถควบคุมจิตใจตัวเองได้ดีขึ้น มันก็ทำให้เขาเกิดสติและทบทวนเื่ต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด ทำให้เขาพอเข้าใจได้ว่าพี่ชายของเขาคงไม่สะดวกที่จะตอบกลับจดหมาย เพราะเวลานี้ศักดิ์สถานะของเขาหาใช่อ๋องน้อยอีกต่อไป แต่เป็ถึงอ๋องหลี่และยังเป็ว่าที่องค์ชายรัชทายาทของแคว้น งานต่าง ๆ ต้องมากล้นจนยากที่จะมีเวลา เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลิวอี้จึงสบายใจยิ่งขึ้น ไม่นานก็มีกลุ่มทหารจากแคว้นจินมาหาหลิวอี้ พวกเขาได้นำสารจากหลี่เทียนชื่อ นกพิราบสีขาวหลายสิบตัวและผ้าที่ถูกม้วนเก็บพับมาอย่างดี
_____________________________
ถึงน้องเล็ก
ข้าต้องขอโทษที่ไม่สามารถส่งจดหมายมาหาเ้าได้ ข้าหวังว่าเ้าจะเข้าใจ เวลานี้ด้วยสถานะใหม่ของข้าทำให้เวลาว่างนั้นน้อยลง มีงานมากมายที่ข้าต้องจัดการสะสาง ข้ารู้สึกมีความสุขมากยามเมื่อได้รับจดหมายจากน้องชายเช่นเ้า มันทำให้ข้ามีแรงและกำลังใจในการทำงานยิ่ง ที่ข้ารอดมาได้ต้องขอบคุณสายสัมพันธ์ของเ้าโดยแท้ เพราะพวกมันข้าจึงสามารถจัดการกับพวกมือสังหารและมีชีวิตรอดเช่นนี้ได้ ข้ามีโชควาสนานักที่ได้เป็พี่ชายเ้า
ในครั้งนี้ข้าได้ไหว้วานนายทหารคนสนิทของฮ่องเต้ นำสารฉบับนี้และฝูงนกพิราบที่ข้าได้เลี้ยงดูพวกมันมาเป็อย่างดี เ้าจงเลี้ยงดูมันให้ดีและใช้พวกมันเป็พิราบสื่อสารสำหรับพวกเรา นอกจากนี้ผ้าที่เ้าให้ข้าไปนั้น ข้าขอคืนมันให้กับเ้า เพราะข้าคงไม่มีโอกาสได้ใช้มัน อย่างน้อยเ้าจะได้ไว้ใช้ห่อข้าวของเวลาเดินป่าหาสมุนไพร หากเป็ไปได้เ้าช่วยตอบแทนด้วยโอสถระดับสูงแก่พวกเหล่าทหารกลุ่มนี้ด้วย
ปล. ข้าอยากเห็นหน้านางในฝันของเ้านัก จงวาดนางฝากพวกทหารมา
จากพี่ใหญ่สุดหล่อ
_____________________________
หลิวอี้เมื่ออ่านจดหมายเสร็จก็ขอบคุณเหล่าทหารที่เป็ธุระแสนยากลำบากในครั้งนี้ เขาให้พวกนายทหารเข้าพักยังเรือนรับรอง เพื่อหลอมโอสถระดับสูงต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับเหล่าทหารแต่ละคน ส่วนภาพวาดของสาวงามนั้นหลิวอี้วาดนางเกือบทุกวัน จึงไม่ต้องเสียเวลาวาดใหม่ พอเขียนจดหมายถึงพี่ชายเสร็จก็จัดการฝากพวกมันให้กับนายทหารพร้อมโอสถระดับสูงจำนวนมากเพื่อเป็ค่าตอบแทน
แล้ววันเวลาก็ผ่านพ้นไป งานเทศกาลตรุษได้กลับมาถึงอีกครั้ง ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเมืองหลิว ได้เจริญตอบโตอย่างมากจากประชากรราว 5 พันคน แต่เพียงแค่ 1 ปี ประชากรของเมืองแห่งนี้ได้เพิ่มขึ้นมาถึง 1 หมื่น 5 พันกว่าคน ขอบเขตตัวเมืองก็ขยับขยายออกจนกลายเป็เมืองระดับกลาง ด้วยจำนวนประชากรที่มากขึ้น ฮ่องเต้จึงแต่งตั้งหลิวฟงเป็เ้าเมือง พร้อมพระราชทานชื่อเมืองใหม่ว่า หลิวหลง(刘龙) นอกจากนี้ยังพระราชทานเงินทุนให้มาตกแต่งบ้านเมืองอีก 100 ชั่ง ทำให้เมืองหลิวหลงเวลานี้สวยงามมากยิ่งขึ้น คลองน้ำสายสำคัญถูกปูด้วยแผ่นหินตลอดสาย พร้อมตกแต่งสองข้างลำคลองด้วยไม้ดอกหลายชนิดเพิ่มสีสัน ทุกถนนซอกซอยถูกปูด้วยแผ่นศิลาเพื่อให้ผู้คนเดินเหินได้สะดวก ทำให้เมืองแห่งนี้สวยงามและแตกต่างกว่าเมืองใด อากาศถ่ายเทสะดวก ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ที่เติบโตตลอด 2 ข้างทาง ทำให้เมืองนี้เป็เมืองที่สวยงามน่าสนใจ จนกลายเป็เมืองที่ผู้คนอยากย้ายเข้ามาอยู่อาศัยมากกว่าเดิม
เวลานี้หลิวอี้อายุ 16 ปีแล้ว งานที่ทำให้เขาได้ออกท่องเที่ยวไปต่างบ้านต่างเมืองครั้งแรก คือการคุ้มกันสินค้าเพื่อเดินทางไปเมืองหลวงแคว้นมู่ ถึงการค้าขายอยู่ที่เมืองหลิวหลงจะค้าขายดีเพียงได้ แต่การกระจายสินค้าไปยังบ้านเมืองแคว้นอื่นนั้นสามารถเพิ่มมูลค่าของพวกมันได้มหาสารตามระยะทาง ซ้ำยังเป็การท่องเที่ยวไปในตัว ทั้งนี้การเดินทางไปค้าขายนั้นมีความเสี่ยงเช่นกัน ทั้งภัยจากธรรมชาติตลอดจนการปล้นฆ่าของกลุ่มโจร แน่นอนว่าตระกูลหลิวเองก็มีกองกำลังผู้คุ้มกันของตระกูลเช่นกัน โดยกองคาราวานที่หลิวอี้ต้องเดินทางไปด้วยนั้น มีหัวหน้าผู้คุ้มกันนามว่า ‘เอี้ยคัง’ เป็ผู้ดูแล เขาเป็ชายหนุ่มอายุ 22 ปี ั้แ่เขาข้ามาอยู่กับตระกูลหลิวเมื่อ 4 ปีก่อน ด้วยการส่งเสริมของหลิงฟง เอี้ยคังในเวลานี้จึงมีระดับบ่มเพาะถึงระดับภูผาขั้นปลาย ซึ่งถือได้ว่าเป็กำลังสำคัญของตระกูลหลิวในเวลานี้ ส่วนผู้คุ้มกันคนอื่น ๆ เองระดับพลังก็อยู่ที่ภูผาขั้นต้นถึงขั้นกลาง ถือได้ว่ากองคุ้มกันกลุ่มนี้เป็ระดับแนวหน้าของแคว้นเลยก็ว่าได้
ตัวหลิวอี้เองนั้นสนิทกับเอี้ยคัง เพราะหากวันใดเอี้ยคังไม่เดินทางไปไหน เขาก็จะเข้ามาพูดคุยเล่าเื่การเดินทางให้หลิวอี้ฟังอยู่เสมอ พอหลิวอี้รู้ว่าการเดินทางของเขาในครั้งนี้ได้เอี้ยคังเดินทางไปด้วย หลิวอี้ก็สบายใจอย่างมาก อย่างน้อย ๆ เขาก็มีคนคอยพูดคุยไม่ให้เบื่อหน่ายในระหว่างการเดินทาง เพราะหากเป็หัวหน้าหน่วยคนอื่นหรือผู้คุ้มกันคนอื่น พวกเขาเ่าั้มักเว้นช่องว่างกับหลิวอี้มากเกินไป ซึ่งต่างจากเอี้ยคังที่พวกเขารู้จักกันมานานและได้พูดคุยด้วยกันเสมอมา กองคาราวานสินค้าตระกูลหลิวในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย ม้าเทียมรถ 6 คัน บรรทุกสิ้นค้า 3 คัน เสบียง 1 คัน พลคุ้มกันและของใช้ที่จำเป็อีก 2 คัน จำนวนผู้คุ้มกันรวมหลิวอี้ด้วยมี 23 คน จุดหมายปลายทางของการค้าในครั้งนี้คือเมืองหลวงมู่โจ๋ง(木崇) ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับนานถึง 8 เดือน นอกจากการค้าแล้วหลิวอี้ยังได้รับภารกิจจากบิดาอีกหนึ่งเื่คือ การส่งจดหมายไปยังศิษย์น้องร่วมสำนักของบิดา หรือจะเรียกว่าอาจารย์อาของหลิวอี้ก็นับว่าไม่ผิดนัก เส้นทางที่พวกหลิวอี้ต้องใช้นั้นจะต้องผ่านเมืองฮอง ทุ่งแห่งความตาย ผ่านแคว้นตี้ เพื่อไปยังแคว้นมู่ที่อยู่สุดขอบทวีปติดกับทะเลตะวันตก มันทำให้หลิวอี้รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เพราะนี่คือการผจญภัยครั้งแรกของเขา
(แผนที่ทวีปธาตุทั้งหก ประกอบด้วย 1 แผ่นดิน 10 หมู่เกาะ)

หลิวอี้ขี่ม้านำขบวนคู่กับเอี้ยคัง ก่อนจะตามด้วยรถม้าแล้วปิดท้ายด้วย ผู้คุ้มกันขี่ม้าระวังหลังอีก 3 คน จากคำบอกเล่าของเอี้ยคังเส้นทางที่พวกเขาต้องใช้นั้นส่วนที่ยากลำบากสุดมีเพียงพื้นที่ทุ่งแห่งความตายเท่านั้น มันเป็พื้นที่แห้งแล้งใกลู้เาไฟที่มีขนาดใหญ่โตเพียง 1 เดียวบนทวีปแห่งนี้ โดยทุ่งแห่งนี้เป็เขตแดนรอยต่อระหว่างแคว้นฮั่วและแคว้นตี้นั่นเอง ในพื้นที่นั้นเอี้ยคังเล่าว่ามีหมู่บ้านอยู่เพียง 3 หมู่บ้าน ซึ่งตั้งรกรากอยู่กลางพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ ท่ามกลางความแห้งแล้ง แถมคนทั้ง 3 หมู่บ้านต่างใช้แซ่เดียวกัน การจะเดินทางผ่านทุ่งแห่งความตายนั้นต้องใช้เวลานานถึง 1 เดือนเต็ม ซึ่งฟังดูเป็อะไรที่ยากลำบากมากในการเดินทางผ่านที่แห่งนี้ ส่วนเส้นทางอื่นนั้นก็มี แต่จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นไปอีก 3 เดือน ดังนั้นแล้วการเดินทางผ่านทุ่งแห่งความตายจึงเป็เส้นทางลัดที่รวดเร็วที่สุดก็ว่าได้
หลิวอี้รู้สึกขอบคุณหลี่เทียนชื่อย่างมากที่มอบผ้าวิเศษของมหาเทพฯ คืนให้กับเขา เพราะเวลานี้ไม่ว่าหลิวอี้จะแบกข้าวของส่วนตัวมากเพียงใด มันก็เบาสบายเหมือนเขาไม่ได้แบกอะไรเลย นอกจากผ้าผืนนี้จะมีความทนทานสูง ลดน้ำหนักของสิ่งที่ถูกมันห่อคลุมหายไปจนหมด มันยังขยายขนาดได้ตาม้า แต่ถึงอย่างนั้นความสามารถของมันมากสุดก็แค่สามารถคลุมรถม้าทั้งคันได้เท่านั้น แต่สิ่งที่หลิวอี้ใช้ห่อนั้นก็เป็เพียงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวเล็กน้อยของเขา ส่วนของอย่างอื่นเขาได้ฝากไว้กับรถม้าที่ขับตามมา
เมื่อถึงเมืองฮองพวกเขาจำต้องพักค้างคืน พร้อมกับหาซื้อข้าวของที่เป็เอกลักษณ์เพื่อนำไปขายเพิ่มเติมในระหว่างเดินทาง เพื่อเป็รายได้เล็กน้อยให้กับผู้คุ้มกัน พวกเขาจะได้มีกำลังใจในการเดินทางที่ยาวไกล ในจำนวนเ่าั้ที่จำเป็ต้องมีคือของแลกเปลี่ยนกับน้ำและอาหาร ที่จะไว้ใช้แลกกับหมู่บ้านทั้ง 3 ในทุ่งแห่งความตาย
“น้องอี้เ้าไม่สนใจบ้างหรือ” เอี้ยคังถามชายหนุ่มผู้เป็เ้านายอย่างเป็กันเอง
“พวกท่านไปเถอะ ข้าจะอยู่จัดการเื่ที่พักให้พวกท่านเอง” หลิวอี้ตอบไปตามตรง
“น้องอี้ หากเลยจากเมืองนี้แล้วเ้าจะไม่พบเจอสำนักโคมเช่นนี้แล้วนะ กว่าจะพบแบบนี้อีกทีก็นู้นเลย เมืองชายแดนแคว้นตี้” เอี้ยคังยังพยายามคะยั้นคะยอหนุ่มวัย 16 ปี
“ฮ่า ๆ พี่คังข้ารู้ว่าท่านหวังดีในเรืองแบบนี้กับข้ามาตลอด แต่ไว้ให้ข้าอยากมีส่วนร่วมก่อนจะดีกว่า เอาเป็ว่าท่านนำเงินเหล่านี้ไปเป็ค่าใช้จ่ายให้พี่น้องดีกว่าไหม” หลิวอี้โยนถุงเงินให้เอี้ยคังตัดบท ก่อนจะเดินหนีไปจองที่พักและติดต่อเื่คุ้มกันสินค้ากับทางโรงเตี๊ยมแทน
“เห้อ แล้วเมื่อไหร่เ้าจะได้เปิดโลกเฉกเช่นชายหนุ่มละน้องอี้” เอี้ยคังได้แต่บ่นพร้อมส่ายหัวให้ความอ่อนต่อโลกของหลิวอี้ ก่อนจะแจกเงินให้พี่น้องได้ไปเที่ยวสุขสำราญตามภาษาชายฉกรรจ์
ถ้าจะให้เขาบอกว่าเขานั้นอายที่จะเปลือยกายต่อหน้าหญิงสาว ก็คงได้ถูกเอี้ยคังล้อไปจนแต่งงานเป็แน่ สู้หนีห่างกับเื่พวกนี้ไปเลยจะดีกว่า นี่คือสิ่งที่เขาคิดในใจ สิ่งที่เอี้ยคังยังไม่รู้ก็คือ หลิวอี้รู้ดีว่าชายหญิงนั้นสามารถกระทำอะไรกันได้บ้าง หาใช่คุณชายน้อยที่เติบโตมาแบบที่เอาแต่เล่าเรียนเขียนอ่านจนไร้ซึ่งประสบการณ์ชีวิตของผู้ชาย เพราะหลายปีก่อนหลี่เทียนชื่อสอนสั่งเขาเกี่ยวกับเื่พวกนี้มาแล้วจนละเอียด จะว่าเช่นใดได้หลี่เทียนชื่อที่เป็ถึงอ๋องผู้นั้น ครั้งที่ยังเป็เพียงอ๋องน้อยวัย 12 13 ปี นางกำนัลพี่เลี้ยงมากมายได้ถวายตัวเป็นางน้อย ๆ ให้ประสบการณ์กับเขาไม่เว้นวัน เรืองพวกนี้จึงถูกเล่าถ่ายทอดสอนสั่งหลิวอี้มาเป็ฉาก ๆ ทำให้หลิวอี้ตื่นเต้นมากอยู่เหมือนกันในสมัยนั้น พอคิดถึงตรงนี้หลิวอี้ก็นึกขำกับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองนัก แต่มีอีกเื่หนึ่งที่หลิวอี้แอบรู้สึกสงสารหญิงสาวเหล่านี้เป็พิเศษ ไม่ใช่เพราะเรืองที่พวกนางใช้ร่างกาย แต่เพราะเื่เกี่ยวกับโอสถที่พวกนางต้องจำใจกิน จากที่หลี่เทียนชื่อเคยเล่าให้เขาฟังคือ นางกำนัลที่ถวายการรับใช้ในตำหนัก จะต้องดื่มกินโอสถคุมกำเนิดทุกวัน เพื่อไม่ให้เกิดข้าผิดพลาดขึ้นมา ส่วนพวกหญิงสาวในสำนักโคมเหล่านี้ก็เช่นกัน ที่หลิวอี้นึกสงสารเพราะว่าโอสถที่พวกนางดื่มกินทุกวันนั้น หากกินติดต่อเป็ระยะเวลานาน จะทำให้มดลูกของหญิงสาวเสียหาย และไม่อาจให้กำเนิดบุตรธิดาได้อีกเลย ซึ่งนับว่าเป็เคราะห์กรรมของมนุษย์อย่างแท้จริง
เมื่อเช้าวันใหม่มาถึงคาราวานตระกูลหลิวจึงได้ออกเดินทางไปทางทิศตะวันตก เพื่อไปยังจุดหมายปลายทางของพวกเขา ซึ่งพวกหลิวอี้ใช้เวลาไม่ถึง 7 วันก็เดินทางมาถึงเขตแดนทุ่งแห่งความตาย ในสายตาของหลิวอี้นั้นมองเห็นเพียงพื้นดินที่แห้งแล้ง ปรากฏเนินเขาหินสลับไปมาสองข้างเส้นทาง ที่ขอบฟ้าไกลทางทิศเหนือสามารถมองเห็นทิวเขาของูเาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ มันใหญ่โตจนสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลเช่นนี้
“เอาละ คืนนี้พวกเราพักกันที่นี่ อย่าลืมสำรองน้ำสะอาดเอาไว้จำนวนมาก เผื่อพวกม้าด้วย” เอี้ยคังบอกกับทุกคนในคณะคุ้มกัน
“น้องอี้ ข้าว่าเ้าเก็บน้ำมาน้อยเกินไปนะ อย่างน้อยเ้าต้องสำรองพวกมันมากกว่าที่เ้าถืออยู่อีก 3 เท่า”
เมื่อหลิวอี้ได้ยิน เขานึกแทบไม่ออกเลยว่าเส้นทางที่ต้องเดินผ่านนั้นมันทุรกันดารเพียงใด แต่ถึงแบบนั้นเมื่อเอี้ยคังบอกกล่าวเขาก็จัดแจงสำรองน้ำเพิ่มมากกว่าเดิมทันที ดูเหมือนว่าการผจญภัยในทุ่งแห่งความตายจะต้องลำบากอย่างมากเป็แน่…
โปรดติดตามตอนต่อไป…