“อา…”
กลิ่นแรกที่ทลายฟ้าััได้หลังลืมตาตื่นไม่ใช่กลิ่นคาวเืหรือกลิ่นเหงื่ออันคุ้นเคย แต่กลับเป็กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรผสมกับกลิ่นผ้าสะอาดที่แทรกซึมเข้ามาในทุกลมหายใจ
เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ใช่โครงเหล็กหลังคาฮอลล์หรือแสงไฟ LEDที่แสบตา แต่เป็เพดานไม้สีเข้มสลักลวดลายเถาวัลย์วิจิตรบรรจง
แสงแดดอุ่นๆ ส่องลอดผ่านผ้าม่านเนื้อบางสีครีมอาบไล้ไปทั่วห้องด้วยแสงสีนวลตา
"...นี่ที่ไหน?"
เขาพยายามยันกายลุกขึ้นแต่ร่างกายกลับตอบสนองได้ไม่ดั่งใจนัก กล้ามเนื้อที่เคยแกร่งดั่งหินผาและสั่งการได้แม่นยำบัดนี้กลับอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง
แขนทั้งสองข้างสั่นระริกจนรับน้ำหนักไม่ไหวทรุดฮวบลงจมไปกับฟูกนุ่มอีกครั้ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกหวังเรียกสติแต่กลับรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกเหมือนปอดไม่คุ้นเคยกับอากาศจนต้องไอโขลกออกมาชุดใหญ่
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"!@#$%^...&()_!"*
เสียงใสของใครบางคนดังแว่วเข้ามาทลายฟ้าหันขวับไปตามเสียง—แล้วก็ต้องชะงัก
เด็กสาววัยราวเด็กมัธยมปลายนั่งอยู่ข้างเตียงผมสีน้ำตาลอ่อนถูกรวบมวยเรียบร้อย ใบหน้าจิ้มลิ้มมีรอยกระเล็กน้อยบนแก้ม ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกปนโล่งอก
เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีน้ำตาลนวลทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีขาวสะอาด—ไม่ใช่ชุดพยาบาลไม่ใช่เสื้อผ้าแฟชั่นที่เขาเคยเห็น แต่เป็ชุดเหมือนแม่บ้านที่เห็นตามบ้านคนมีตัง
เธอกำลังเบิกตากว้างมองเขามือที่กำผ้าชุบน้ำสั่นเทาเหมือนเห็นผี
"เธอ...พูดอะไร?"ทลายฟ้าเอ่ยถาม แต่เสียงที่หลุดจากลำคอทำให้เขาสะดุ้ง—มันไม่ใช่เสียงทุ้มต่ำห้าวหาญของชายวัย28 ปี แต่มันคือเสียงแหลมเล็ก แหบพร่าเหมือนเสียงของเด็กหนุ่มที่กำลังเข้าสู่วัยแตกเนื้อ
*"...!@#$%^& ()_+!..."
เด็กสาวตอบกลับด้วยภาษาที่เขาไม่เข้าใจรัวคำพูดเร็วปรื๋อด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย ฟังคล้ายภาษาตระกูลยุโรปผสมละตินโบราณ แต่แปลกหูอย่างบอกไม่ถูก
ทลายฟ้าขมวดคิ้วพยายามจับใจความ แต่มันว่างเปล่า—ไม่ใช่อังกฤษ ไม่ใช่ไทย ไม่ใช่จีนไม่ใช่ภาษาใดในโลกที่เขารู้จัก
"เฮ้…เดี๋ยวก่อน" เขายกมือปรามให้เธอหยุด
เด็กสาวชะงักทันทีเธอเอียงคอมองเขาอย่างงุนงง ก่อนจะผงกศีรษะรับเบาๆ แล้วตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
"ดาสะ..."
นั่นคงแปลว่า'รับทราบ' หรือ 'ค่ะ' รึเปล่านะ? เขาเดาในใจพลางสูดหายใจลึกพยายามกดข่มหัวใจที่เต้นระรัวให้สงบลง
ตั้งสติ...
เขาเริ่มกวาดสายตาสำรวจรอบห้องเตียงไม้โบราณขนาดใหญ่ ผนังหินสีเทาเรียบเย็น โคมไฟโลหะรูปทรงแปลกตา ข้างในมีเทียนที่ดับแล้ววางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
ไม่มีเครื่องช่วยหายใจไม่มีสายน้ำเกลือระโยงระยาง ไม่มีเสียงปี๊บๆ ของมอนิเตอร์วัดชีพจร
นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล...ไม่ใช่ยิม... และไม่ใช่โลกที่เขารู้จัก
เขากัดฟันรวบรวมแรงดันตัวลุกขึ้นนั่งอีกครั้งคราวนี้ความรู้สึกหนักอึ้งแผ่ซ่านไปทั่วร่าง โดยเฉพาะ่หน้าท้องและต้นขา
ร่างกายนี้...อุ้ยอ้าย ไร้กล้ามเนื้อ อ่อนแออย่างน่าสมเพชน้ำหนักตัวกดทับข้อต่อจนรู้สึกปวดร้าวไปหมด
เด็กสาวถลันตัวเข้ามาจะช่วยพยุงแต่เขายกมือห้ามไว้
"ไม่ต้อง...ฉันไหว—"
เขาชะงัก...พูดไปเธอก็คงไม่รู้เื่
ทลายฟ้าหลับตาแน่นสมองประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง
ฝันเหรอ?
เพี๊ยะ!
เสียงตบหน้าตัวเองดังสนั่นลั่นห้องความเจ็บแสบแล่นพล่านบนผิวแก้ม—ไม่ใช่ความรู้สึกด้านชาแบบในฝัน มันเจ็บจริงเจ็บชัดเจน เด็กสาวสะดุ้งเฮือก ยกมือทาบอกด้วยความใ
เขาก้มมองมือตัวเองอีกครั้งหมุนข้อมือไปมา กำแบ... กำแบ... ััของอากาศที่ไหลผ่านิั จังหวะชีพจรที่เต้นตุบๆที่ปลายนิ้ว ทุกอย่างมัน "จริง"เกินไป
เขาตัดสินใจเหวี่ยงขาลงจากเตียง—หรือพยายามจะทำ
แต่ทันทีที่เท้าแตะพื้นร่างที่หนักอึ้งก็เสียหลักคะมำไปข้างหน้า เด็กสาวหวีดร้องเสียงหลงรีบพุ่งเข้ามารับร่างของเขาไว้ได้ทันท่วงที
ััจากตัวเธอ...อุ่น นุ่ม และมีน้ำหนัก
นี่คือความจริง
ทลายฟ้าหัวเราะแห้งๆในลำคอเหมือนคนเสียสติ ความเย็นะเืแล่นพล่านไปตามสันหลัง
เขาเงยหน้ามองเด็กสาวที่กำลังพร่ำบ่นอะไรบางอย่างด้วยความเป็ห่วงก่อนจะค่อยๆ หันไปมองกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง
ภาพที่สะท้อนกลับมา...ทำให้เืในกายเขาแทบจะจับตัวเป็น้ำแข็ง
ในกระจกนั้น...คือเด็กชายอ้วนท้วนวัยราวเด็กมัธยมต้น ผมสีดำยาวรุงรังเหมือนคนไม่ดูแลตัวเองใบหน้ากลมป้อมแก้มยุ้ย ผิวขาวซีดเผือดเหมือนคนป่วยที่ไม่เคยโดนแดด ดวงตาเล็กๆเบิกกว้างสะท้อนความตื่นตระหนกสุดขีดสวมชุดนอนผ้าลินินตัวโคร่งที่ดูหรูหราแต่รุ่มร่าม
ไม่ใช่ทลายฟ้า...
ไม่ใช่นักสู้ผู้เกรียงไกร...
ไม่ใช่ชายผู้พิชิตสังเวียนโลก...
เขายืนจ้องภาพสะท้อนนั้นนิ่งงันเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง ริมฝีปากสั่นระริกขณะเปล่งเสียงแ่เบาที่ดังดั่งเสียงฟ้าร้องในใจ
"...นี่ไม่ใช่ฉันฉันอยู่ที่ไหนกัน"
เด็กสาวมองเขาตาปริบๆด้วยความไม่เข้าใจ
แต่สำหรับทลายฟ้าคำตอบมันกระแทกเข้าใส่หน้าอย่างจังราวกับหมัดน็อกเอาต์
เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน...แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง