อุกกาบาตขนาดใหญ่ตกลงมาจากฟากฟ้า โลกมนุษย์ตกเข้าสู่ยุคแห่งความสิ้นหวังหลังจากมีสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดปรากฎตัวตามหลังอุกกาบาตที่เป็สัญญาณเตือนภัยแจ้งให้ทุกคนทั่วโลกทราบถึงการมาของพวกมัน หลังจากอุกกาบาตสร้างความสั่นสะท้านไปทั่วทั้งโลก อุโมงมิติหรืออีกในชื่อเรียกหนึ่งว่า สตาร์ฟอส ก็ได้เปิดกว้างเหนือน่านฟ้าทวีปทั้ง 7 ส่งสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่มหึมาลงมาจัดการกับมนุษย์ ทุกคนล้วนรู้จักมันในชื่อ มอนสเตอร์
ในยุคที่โลกมนุษย์ถูกรุกรานจากสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่เดินทางผ่านอุโมงมิติชื่อ สตาร์ฟอส มนุษย์ตกเป็ผู้ถูกล่าหลังจากที่อาวุธทุกอย่างของพวกเขาไร้ผลกับสิ่งที่บุกมาถล่มโลก ไม่ว่าจะเป็ะุเจาะเกราะรถถัง ขีปนาวุธ อาวุธสุดไฮเทคหรือจะเป็อาวุธร้ายแรงที่สุดอย่างหัวรบนิวเคลียร์ ทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนไร้ผลไม่สามารถทำลายมอนสเตอร์ได้ มันกลับเป็การเสริมความแข็งแกร่งให้มอนสเตอร์แทนเพราะพวกมันสามารถดูดกลืนพลังเหล่านี้ได้
แต่ในไม่ช้ามนุษย์ก็เริ่มที่จะปรับตัวและเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการฆ่ามอนสเตอร์ที่ฆ่าไม่ตาย หากอาวุธของพวกเขาไม่สามารถฆ่าพวกมันได้ คงมีสิ่งเดียวที่จะฆ่ามอนสเตอร์เหล่านี้ได้คือสิ่งที่เดินทางมากับพวกมัน ทุกวันนี้มนุษย์ทุกคนรู้จักพลังนั้นในชื่อ ฟอสเอนเนอร์จี้หรือที่เรียกติดปากว่า มานา ด้วยการยืมพลังของมอนสเตอร์แล้วใช้ตัวเองเป็สื่อกลางในการใช้งานทำให้มนุษย์ทรงพลังมากยิ่งขึ้นจนสามารถฆ่าพวกมันได้
แต่การรับฟอสเอนเนอร์จี้เข้าสู่ร่างกายโดยตรงกลับทำให้มนุษย์ตกตาย จึงทำให้มนุษย์ต้องวิจัยเกี่ยวกับฟอสเอนเนอร์จี้เพื่อนำไปใช้งานในรูปแบบอื่นที่มนุษย์ทนรับพลังของมันได้ จนออกมาอยู่ในรูปแบบชุดเกราะ
การบุกของมอนสเตอร์ทำให้หลายประเทศล่มสลาย ประเทศน้อยใหญ่ที่เหลือรอดเริ่มก่อตั้งกลุ่มขึ้นมารับมือกับพวกมัน สร้างอาณาเขตปิดกั้นโดยลงไปอาศัยอยู่ใต้พื้นดิน มันเป็สถานที่เดียวที่มนุษย์สามารถอยู่อาศัยได้
แต่หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นชุดเกราะทรงพลังเก็บนำพลังของฟอสเอนเนอร์จี้มาใช้โดยไร้ผลเสียกับมนุษย์ พวกเขาก็เริ่มสามารถฆ่ามอนสเตอร์ได้อีกครั้ง ด้วยชุดเกราะนี้เองมนุษย์จึงเริ่มเป็ฝ่ายล่าแล้วเริ่มโต้กลับ ถึงอย่างนั้นสิ่งที่มนุษย์มีก็ยังไม่มากพอจะกลับขึ้นไปอาศัยอยู่บนพื้นดิน
โดยชุดเกราะที่ใช้สำหรับต่อสู้มีชื่อเรียกว่า นาโนสูท เป็ชุดเกราะที่สามารถเพิ่มศักยภาพทางด้านการต่อสู้ของมนุษย์ให้สูงยิ่งขึ้น ด้วยการนำฟอสเอนเนอร์จี้จากมอนสเตอร์มาเป็แหล่งพลังงานในการใช้งาน แล้วนำชิ้นส่วนมอนสเตอร์มาสร้างชุดเกราะ ยิ่งผู้ที่มีการซิงโครไนซ์เข้ากับเอนเนอร์จี้ฟอสได้ในระดับสูง พวกเขาก็สามารถรีดประสิทธิภาพของชุดเกราะออกมาได้สูงเช่นเดียวกัน
ระดับการซิงโครไนซ์แบ่งออกเป็ 7 ระดับด้วยกัน ต่ำสุดคือระดับ F ระดับสูงขึ้นไปอีกนิดคือระดับ E D C B A และระดับสูง S ยิ่งผู้ที่สามารถซิงโครไนซ์ได้ในระดับสูง พวกเขาก็ยิ่งดึงพลังของฟอสเอนเนอร์จี้ออกมาได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งระดับการซิงโครไนซ์ไม่สามารถเลื่อนระดับได้ ทุกคนจะต้องผูกมัดกับระดับไปจนตาย
“แอชเชอร์ แอชเชอร์ แอชเชอร์ ! ”
เสียงร้องก้องกังวานรอบด้านส่งไปให้ชายผู้ถูกเรียกว่าแอชเชอร์กำลังนอนบนพื้นดิน แอชเชอร์ แอสลาส ชื่อที่ใครต่างหัวเราะเยาะหลังจากได้ยิน แม้เขาจะเป็ถึงหนึ่งในครูฝึกของสถานที่แห่งนี้ กลับไม่มีใครสนใจในตำแหน่งของเขาเลยสักคนเดียว ด้วยความสามารถที่ซิงโครไนซ์กับฟอสเอนเนอร์จี้ได้เพียงแค่ระดับ D เท่านั้น เขาจึงถูกเหล่านักเรียนที่กำลังฝึกเพื่อส่งไปแนวหน้ามองเป็เพียงแค่คนกระจอก
อาจารย์ที่มีความสามารถซิงโครไนซ์เพียงระดับ D ไม่สามารถสอนพวกเขาให้แข็งแกร่งได้ เพียงแต่เด็กเหล่านี้ไม่รู้ความจริงว่าชุดฝึกซ้อมที่สวมใส่ มันไม่ได้ทำให้ใครเหนือกว่าใคร พลังของทุกคนที่นี่ต่อให้จะสามารถซิงโครไนซ์ได้ในระดับ S ก็ไม่สามารถแข็งแกร่งมากกว่าคนที่ซิงโครไนซ์ระดับ F ได้ สิ่งที่จะทำให้แข็งแกร่งในการฝึกซ้อมได้คือประสบการณ์ของพวกเขา ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับพลังของฟอสเอนเนอร์จี้ของชุดฝึกซ้อมที่สวมใส่
ในวันนี้ชื่อของแอชเชอร์ก็ถูกเรียกด้วยความไม่นับถืออีกครั้ง จากเหล่าคนที่อยู่รอบๆที่เป็นักเรียนของเขา การที่ถูกหัวเราะเยาะก็เพราะว่าเขากำลังนอนล้มตัวอยู่บนพื้นดิน โดยมีเท้าของนักเรียนหัวกะทิในคลาสของตัวเองเหยียบอยู่บนยอดหน้าไม่ยอมยกออกไป จากการที่เขาพ่ายแพ้ในการต่อสู้แบบตัวต่อตัวที่นักเรียนของเขาขอร้องให้ทำ
การที่เขาพ่ายแพ้ไม่ใช่เพราะเขากระจอก ไม่ใช่เพราะเขาอ่อนแอด้านร่างกาย ด้วยประสบการณ์เป็ครูฝึกนอกจากจะฝึกต่อสู้ให้กับนักเรียนแล้วเขายังต้องออกไปแนวหน้าเพื่อจัดการกับมอนสเตอร์ ด้วยประสบการณ์ที่มีหลายสิบปี เขาไม่มีทางพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
การต่อสู้มันถูกกำหนดเอาไว้ั้แ่ยังไม่เริ่มให้เขาเป็ผู้พ่ายแพ้ มันไม่เกี่ยวกับความสามารถของนักเรียนหัวกะทิผู้ท้าทายที่มีความสามารถในการซิงโครไนซ์ระดับ A สิ่งๆนี้ไม่สามารถนำมาใช้ในการฝึก มันไม่ได้เป็สิ่งที่ทำให้ชุดเกราะฝึกซ้อมทรงพลังจนพอจะข่มขู่เขาได้
ด้วยสิ่งที่ถูกจำกัดเอาไว้เป็เื่ง่ายที่แอชเชอร์จะเอาชนะนักเรียนเหล่านี้ กลับกลายเป็ว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้ เนื่องจากนักเรียนที่เอาชนะเขา เป็ลูกของผู้มีอำนาจในเขตที่เขาอาศัย ครั้งก่อนเขาเคยเอาชนะมันได้ง่ายดายด้วยประสบการณ์ที่ต่างกัน เขากลับถูกผู้บัญชาการเรียกตัวไปพบ
ทว่าเขากลับไม่เห็นผู้บัญชาการเลยสักคนเดียว ภายในห้องรับรองมีเพียงแค่เขาที่นั่งตัวตรงรอการมาของผู้บัญชาการ ในระหว่างรอเขากลับถูกคลุมหัวด้วยถุงสีดำ รู้ตัวอีกทีเขาก็ฟื้นที่ห้องพยาบาลจำเป็ต้องพักรักษาตัวเป็อาทิตย์ แอชเชอร์จึงรู้ว่าผู้มีอำนาจไม่พอใจกับการชนะของตัวเขา
“แอชเชอร์ แกไม่ได้ยินที่ทุกคนเรียกหรือไง ลุกขึ้นมาสิ แกไม่อยากสู้เพื่อกู้หน้าคืนเหรอ ฉันเป็แค่นักเรียนเท่านั้นนะ ฮ่าๆๆ หรือว่าแกไม่มีแรงมากพอจะทำมัน”
ไม่มีเสียงตอบจากแอชเชอร์หลังจากเขาถูกอีกฝ่ายยั่วยุให้ลุกขึ้นสู้ แม้เขาจะมีแรงอยู่เต็มเปี่ยมก็ตาม การสู้กลับจะทำให้เขาต้องนอนรักษาตัวเป็เวลานาน เขาจึงทำเพียงแค่ยิ้มเยาะ ยิ้มให้กับความอวดดีของมันที่คิดว่าเหนือกว่า ด้วยประสบการณ์ที่เขาจะต้องนำออกมาสอนนักเรียน มันกลับอวดเบ่งว่าตัวเองเหนือกว่าโดยไม่รู้ว่าพ่อของมันคอยหนุนหลัง จึงทำให้ประสบการณ์ที่เขาจะสอนยังคงอยู่กับตัวเองไม่มีใครได้รับไป
การยิ้มของเขาที่ส่งให้ก็เพราะว่าเขามองเห็นอนาคตได้ว่ามันจะต้องตายไปกับความอวดดี หลังจากเดินทางไปแนวหน้า ต่อให้มันจะมีครูสอนพิเศษก็ตามที เขาคิดว่าประสบการณ์ที่ตัวเองมีล้ำค่ากว่าครูสอนพิเศษเ่าั้แน่นอน
การอยู่มาได้จนอายุ 40 ปีของเขาด้วยการเป็เพียงแค่ครูฝึกที่สามารถซิงโครไนซ์ระดับ D ไม่ใช่เพราะเขาโชคดีจนรอดจากสนามรบ แต่เป็เพราะเขามีความสามารถมากพอจะเอาตัวรอด ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานี้เองทำให้เขายังคงมีชีวิต
การที่เขายังคงเป็ครูฝึกที่นี่ทั้งๆที่มีความสามารถในการซิงโครไนซ์ระดับ D ที่นักเรียนมองว่าอ่อนแอในบรรดาครูฝึก ความจริงสำหรับแอชเชอร์กลับไม่เป็อย่างนั้น เขาไม่ได้อ่อนแอในบรรดาครูฝึกหากนำหลักสูตรมาใช้เหมือนกัน เขาสามารถแบ่งประสบการณ์ออกมาสอนได้ไม่ต่างจากเหล่าครูฝึกที่มีความสามารถซิงโครไนซ์ในระดับสูง
การที่เขาเป็ครูฝึกที่ทุกคนมองว่าอ่อนแอที่สุดก็เพราะว่าเขาเป็ระดับ D ที่เป็ความเชื่อผิดๆว่าอ่อนแอ แต่สำหรับเขาระดับที่เป็มันกลับแลกมาด้วยหลายอย่าง ในมุมมองของคนอื่นเขาอาจจะเป็คนอ่อนแอ แต่ในมุมมองของเขา ตัวเองเป็ผู้แข็งแกร่ง เนื่องจากระดับ D ที่ออกไปแนวหน้าล้วนตกตาย ต่อให้จะเป็เพื่อนร่วมรุ่นที่ฝึกซ้อมด้วยกันมีความสามารถในการซิงโครไนซ์ระดับ A ล้วนเสียชีวิต
ครูฝึกเช่นเขาจึงไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ไม่ได้มาเพราะความห่วย มันกลับได้มาเพราะระดับอื่นๆที่มีความสามารถในการสอน ตกตาย จึงเหลือเพียงแค่เขาที่เป็ระดับ D ที่ไม่ยอมตายตกเหมือนครูฝึกอื่นๆที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาสอนไม่ซ้ำหน้าทุกๆปี จึงยืนยันได้อย่างดีว่าเขาแข็งแกร่งพอจะสอนนักเรียน
“เหอะ รอยยิ้มนี้มันอะไร แกกำลังดูถูกฉันสินะ ได้ ฉันจะบอกบางอย่างให้ก็แล้วกัน แฟนของแกน่ะฉันได้เธอแล้วและเธอก็สมยอมฉันด้วย ฮ่าๆๆ เป็ไงแอชเชอร์ แกยังจะยิ้มอยู่อีกไหม”
เส้นเืปูดโปนขึ้นมาบริเวณใบหน้าของแอชเชอร์ ก่อนที่เขาจะบิดเท้าของนักเรียนหัวกะทิจนทำให้ตัวของมันล้มลง เขาที่เป็ฝ่ายลุกยืนขึ้นมาได้จึงใช้งานความเร็วเข้าไปเตะเข้ากลางท้องน้อยจนทำให้นักเรียนหัวกะทิจุก แอชเชอร์ไม่หยุดแม้เขาจะรู้ว่าสิ่งที่จะเกิดต่อจากนี้เป็อะไรก็ตาม เขาได้กระทืบมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เตะไปยังจุดต่างๆที่เป็จุดอ่อน สุดท้ายเขาก็ทำลายพวงไข่ใต้หว่างขาของมัน จนทำให้เกิดเสียงร้องโอดโอยดังไปทั่วสนาม
เหล่านักเรียนที่อยู่รอบข้างต่างหวาดหวั่นกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน่ 1 นาทีที่ผ่านมา พวกเขาไม่คิดเลยว่าครูฝึกผู้ที่อ่อนแอจะกลายเป็คนที่น่ากลัวแบบนี้ ความเร็ว ทักษะหมัด ทักษะการเคลื่อนที่ล้วนเชี่ยวชาญมากกว่าครูฝึกที่พวกเขาเคยเห็นมา
“แอชเชอร์ไม่ อย่า หยุด อย่าทำเขา!”
เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นด้านข้างสนาม ก่อนที่หญิงสาวชื่อลิเวียร์จะวิ่งเข้ามาด้วยความรู้สึกวิตกพลางชี้หน้าด่าแอชเชอร์ที่ทำรุนแรงเกินไปพร้อมกับปิดชุดเกราะของเขาเพื่อลดพลังต่อสู้ให้ต่ำลง อย่างไรก็ตามในระหว่างที่แอชเชอร์ยืนนิ่งเป็ตอไม้เพื่อทบทวนสิ่งต่างๆว่าจะทำอะไรต่อจากนี้ไปหลังจากเกิดเื่มากมาย ทั้งถูกคนที่รักนอกใจ ทั้งจะถูกผู้มีอำนาจลงโทษ
ทันใดนั้นเขากลับโกธรเมื่อนักเรียนหัวกะทิได้ควักปืนออกมายิงเขาจนะุตัดขั้วหัวใจ ไม่ให้โอกาสเขาได้ถูกกองทัพลงโทษ แม้ะุปืนจะฆ่ามอนสเตอร์ไม่ได้ กลับฆ่าเขาที่เป็มนุษย์ได้ ถึงอย่างนั้นชุดเกราะฝึกซ้อมกลับสามารถป้องกันะุได้เพียงแต่ว่าแฟนของเขาได้ทำการปิดระบบไปก่อนหน้านี้เพราะกลัวว่าเขาจะทำร้ายนักเรียนมากเกินไป แต่การปิดของเธอกลับทำร้ายเขาเอง
“ชิ พี่แอร์เรียล ผมขอโทษที่ไม่สามารถตามหาพี่ได้อีกต่อไป”
ดวงตาค่อยๆปิดลงพร้อมกับตัวทิ้งลงไปนอนบนพื้นดินด้วยความรู้สึกหนักอึ้งที่เกิดขึ้นนี้ แอชเชอร์ทำได้เพียงกวาดตามองรอบๆมองดูใบหน้าของทุกๆคน ที่ไม่ได้รู้สึกผิดกับการตายของเขาเลยสักนิด เขาจึงฉีกยิ้มหวังว่าตัวเองจะไม่รอดจากเหตุการณ์นี้ ถ้าเขารอดเขาจะขอออกจากการเป็ครูฝึกไปอยู่แนวหน้า ที่นั่นจะเป็สถานที่ที่เขาใช้เล่นงานพวกมันทุกๆคนโดยเฉพาะตระกูลคาเทียร์ของไอ้เด็กเวรที่ยิงปืนทะลุกลางหน้าอกของเขา