ซูหยุนรู้สึกเพียงว่าทิวทัศน์เบื้องหน้าแปรเปลี่ยนไปฉับพลัน รู้ตัวอีกทีเขาก็มายืนอยู่ในสถานที่ที่ทิวทัศน์งดงามราวกับภาพวาด อัดแน่นไปด้วยพลังิญญาที่เข้มข้นจนแทบจับต้องได้
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ เอ่ยถามขึ้น "ที่นี่คือที่ไหนหรือ?"
ผู้าุโเฉียนปรายตามองกัวเลี่ยงแวบหนึ่ง สื่อความหมายชัดเจน เ้าเป็ศิษย์ประสาอะไร? ข้าเป็ใคร? ต้องให้ข้าอธิบายทุกเื่เองเลยรึไง?
กัวเลี่ยงจนปัญญา จึงจำใจอธิบายให้ซูหยุนฟังอย่างเสียไม่ได้
ซูหยุนถึงได้บางอ้อ ที่แท้แดนลับขนาดย่อมแห่งนี้ คือสถานที่เก็บตัวฝึกตนที่เตรียมไว้สำหรับศิษย์ที่จะเดินทางไปลุย แดนลับหลิงเสวียน โดยเฉพาะ ที่นี่พลังิญญาหนาแน่น ทิวทัศน์เจริญหูเจริญตา แถมยังไม่มีเื่ทางโลกมารบกวน นับเป็์สำหรับการบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง
เขาหันขวับไปมองกัวเลี่ยง สีหน้าฉายแววไม่พอใจ "ที่ดีๆ แบบนี้ ทำไมไม่รีบบอกข้าแต่แรก?"
กัวเลี่ยงมองค้อนกลับ ในใจก่นด่าไม่หยุด ไอ้ตัวประหลาดเอ๊ย เข้าสำนักมาไม่เท่าไหร่ก็พุ่งไปถึงขั้นผลัดเปลี่ยนกายาแล้ว วันๆ เอาแต่คิดแผนต้มตุ๋นหาเงิน จะมีกะจิตกะใจมาหมกตัวฝึกหนักอยู่ที่นี่เรอะ?
จังหวะนั้น ผู้าุโเฉียนก็เอ่ยเสียงเรียบ "ออกมากันได้แล้ว"
สิ้นเสียง ประตูถ้ำฝึกตนรอบทิศก็เปิดออก ศิษย์ชายหญิงรวมเจ็ดแปดคนเดินเรียงรายออกมา เป็ชายห้าหญิงสาม แต่ละคนกลิ่นอายลึกล้ำ ไม่ด้อยไปกว่ากัวเลี่ยงที่ยืนอยู่ข้างกายเขาเลยแม้แต่น้อย
อืม... ซูหยุนแอบคิดในใจ ทำไมข้าถึงรู้สึกแปลกๆ เหมือนเอาศิษย์พี่กัวมาเป็หน่วยวัดความเก่งไปซะแล้ว?
ศิษย์เหล่านี้ส่วนใหญ่เข้ามาเก็บตัวที่นี่ั้แ่ก่อนซูหยุนจะเข้าสำนัก จึงแทบไม่ออกไปโลกภายนอกและไม่คุ้นหน้าซูหยุน แต่ในเมื่อซูหยุนเข้ามาที่นี่ได้ ฝีมือย่อมไม่ธรรมดา พวกเขาจึงพากันจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทว่ามีชายผมสั้นคนหนึ่งเก็บอาการตื่นเต้นไม่อยู่ ถึงกับร้องทักออกมา "ศิษย์น้องซู! ไม่เจอกันนานเลยนะ!"
คนผู้นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็ ฟางเหวิน ศิษย์สายในที่เคยร่วมมือกับซูหยุนเล่นละครตบตาคนอื่นนั่นเอง เดิมทีเขาเก็บตัวอยู่ที่นี่ แต่เพราะสนิทกับกัวเลี่ยง จึงยอมออกไปช่วยแสดงละครฉากนั้น ไม่นึกว่านอกจากจะได้ค่าจ้างก้อนโตแล้ว ยังได้กำไรเป็มิตรภาพกับซูหยุนอีก ท่าทีของเขาที่มีต่อซูหยุนจึงดูอบอุ่นเป็พิเศษ
ซูหยุนเห็นฟางเหวินก็ยิ้มกว้าง ประสานมือทักทาย "คราวนั้นต้องขอบคุณศิษย์พี่มากที่ช่วยเหลือ ข้ายังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนเลย หวังว่าศิษย์พี่คงไม่ถือสานะขอรับ"
ฟางเหวินตบอก ดัง ปึก "ศิษย์น้องพูดอะไรอย่างนั้น วันหน้าถ้ามีเื่ให้พี่ชายคนนี้ช่วย ก็บอกมาได้เลย ข้าไม่มีปฏิเสธ!"
ปกติฟางเหวินเป็คนอัธยาศัยดี แต่ก็ใช่ว่าจะคบหาใครได้ง่ายๆ เมื่อคนอื่นเห็นเขาสนิทสนมกับซูหยุนขนาดนี้ แถมยังมีท่าทีเกรงใจอยู่หน่อยๆ ทุกคนจึงเริ่มประเมินซูหยุนสูงขึ้นไปอีกขั้น
กัวเลี่ยงมองฟางเหวินด้วยสายตาเอือมระอา ไอ้เงินค่าจ้างนั่นข้าก็หักจากส่วนแบ่งสี่ส่วนของข้ามาจ่ายให้เ้าแท้ๆ จะไปขอบคุณไอ้เด็กเปรตตัวต้นเื่มันทำไม?
ผู้าุโเฉียนกระแอมไอสองที บรรยากาศเงียบกริบทันตา เขาหันมาสั่งซูหยุน "เก้าคนนี้ ข้ายกให้เ้าจัดการ... จงงัดทุกวิธีที่มี ทำให้พวกเขายกระดับขึ้นไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้!"
เหล่าศิษย์ทั้งเก้าได้ยินคำสั่งก็งุนงง มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความสงสัย
แต่กัวเลี่ยงกลับใจหายวาบ หน้าถอดสี ที่อาจารย์พูด... คงไม่ได้หมายความว่าจะให้ซูหยุนไล่ทุบศิษย์พี่เหล่านี้เรียงตัวเหมือนที่ทำกับพวกสายนอกหรอกนะ...
ซูหยุนเองก็แปลกใจ "ถ้าผู้าุโเฉียนลงมือเอง ผลลัพธ์น่าจะดีกว่าข้าทำตั้งเยอะไม่ใช่หรือขอรับ?"
ผู้าุโเฉียนตวาดแว้ด "ให้ทำก็ทำเถอะน่า ถามมากจริง!"
ในใจเขาก็แอบกระดากอายเหมือนกัน ใช่ว่าเมื่อก่อนไม่เคยมีใครลองทำแบบนี้ แต่กับศิษย์ระดับ ขั้นสร้างรากฐาน มันได้ผลน้อยนิด ยิ่งกับระดับ ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา ยิ่งแทบไม่เห็นผล นานวันเข้าวิธีโบราณคร่ำครึแบบนี้จึงถูกลืมเลือนไป
แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้าุโเฉียนสังเกตเห็นความผิดปกติของพวกศิษย์สายนอก พอสืบลึกลงไปก็รู้ว่าเป็ฝีมือซูหยุน เขาหารือกับเ้าสำนักเย่จงและผู้าุโคนอื่นๆ จนได้ข้อสรุปว่า พลังปราณของซูหยุนมีความมหัศจรรย์บางอย่างที่แม้แต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจ ดังนั้นงาน 'นวด' นี้ จึงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าซูหยุนอีกแล้ว
เ้าสำนักเย่จงพอได้ยินเื่นี้ก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบอนุมัติให้จับตัวซูหยุนมาใช้แรงงานทันที
แน่นอนว่าเื่นี้เขาบอกความจริงกับซูหยุนไม่ได้ ขืนไอ้เด็กนี่รู้ว่าตัวเองมีของดี เดี๋ยวจะยิ่งเหลิงจนกู้ไม่กลับ
ซูหยุนตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ "ผู้าุโเฉียนอาจไม่ทราบ... แต่วิธีนี้มันเปลืองพลังจิตพลังใจของศิษย์มากเลยนะขอรับ..."
ผู้าุโเฉียนมุมปากกระตุก ไอ้เด็กเวร! กล้าย้อนคำพูดข้าเรอะ! เขาโบกมือปัดรำคาญ "วางใจเถอะ ถ้าเ้าทำได้ดี ทางสำนักมี 'ของกำนัลชิ้นใหญ่' รอเ้าอยู่แน่นอน!"
ซูหยุนรอประโยคนี้อยู่แล้ว รีบรับคำแข็งขัน "ผู้าุโเฉียนวางใจได้! ศิษย์รับรองว่าผลงานต้องออกมาเป็ที่น่าพอใจแน่นอน!"
ผู้าุโเฉียนโยนป้ายหยกให้หนึ่งอัน "นี่คือป้ายผ่านเข้าออกแดนลับ เก็บไว้ให้ดี"
พูดจบ ร่างของเขาก็หายวับไปในพริบตา ่เวลาสั้นๆ ที่อยู่กับซูหยุน เขาเริ่มรู้สึกว่าการบำเพ็ญเพียรฝึกจิตมาหลายสิบปีแทบจะสูญเปล่า แอบรู้สึกเห็นใจกัวเลี่ยงขึ้นมาตะหงิดๆ การมีศิษย์น้องแบบนี้... ไม่ง่ายเลยจริงๆ
กัวเลี่ยงยืนสมองโล่งขาวโพลน มองดูซูหยุนที่เดินย่างสามขุมเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
ซูหยุนยื่นมือออกไป รวบรวมพลังปราณ แล้วตบปุไปที่ไหล่ของกัวเลี่ยง...
ตูม!
กัวเลี่ยงรู้สึกเหมือนมีคลื่นพลังมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่ร่างกาย พร้อมกับแรงสั่นะเืลึกลับ เส้นลมปราณและทะเลพลังในร่างสั่นไหวไปตามจังหวะนั้น ร่างกายของเขาหลุดจากการควบคุมทันที เซถลาล้มลงไปนอนกองกับพื้น ขยับตัวไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว
เหล่าศิษย์ที่เหลือเห็นซูหยุนลงมือทีเผลอ แล้วกัวเลี่ยงก็ล้มไปง่ายๆ แบบนั้น ก็พากันจ้องมองซูหยุนด้วยสายตาโกรธเคือง
ศิษย์ร่างกำยำคนหนึ่งตะคอกถาม "เ้าทำบ้าอะไร!"
ซูหยุนทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์ "อ้าว ไม่ได้ยินที่ผู้าุโเฉียนสั่งเหรอ? ข้ากำลังช่วย 'ขัดเกลา' พลังให้พวกท่านไง จะได้ก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นก่อนถึงเวลาสำคัญ"
ศิษย์ผู้นั้นชะงักไป เมื่อนึกถึงคำพูดของอาจารย์ก็เริ่มลังเลว่าซูหยุนอาจจะพูดจริง แต่เขาก็รู้เื่การฝึกฝนดี อย่าว่าแต่ซูหยุนเลย ต่อให้เ้าสำนักมาเอง ก็ทำไม่ได้หรอกที่จะให้คนที่ยังไม่เลื่อนระดับมีความก้าวหน้าแบบก้าวะโโดยไม่ทำลายรากฐาน อาจารย์จะไม่รู้เื่นี้เชียวรึ? ทำไมถึงส่งเด็กนี่มา?
คิดได้ดังนั้น เขาก็แค่นยิ้มเย็น "ศิษย์น้อง พูดจาโอ้อวดก็ให้มันมีขอบเขตหน่อย เ้ากับข้าต่างก็อยู่ขั้นผลัดเปลี่ยนกายาเหมือนกัน จะมาช่วยขัดเกลาพลังให้ข้าได้ยังไง? หรือว่าเ้าใช้คำโกหกหลอกลวงผู้าุโเฉียนมา?"
ซูหยุนปรายตามองเขา แล้วส่งกระแสเสียงถามฟางเหวิน "ศิษย์พี่ คนนี้ใครกัน? ไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์ข้าหรือไง?"
ฟางเหวินยิ้มแห้ง "เขาชื่อ จ้าวเหยียน ฝีมือแกร่งที่สุดในหมู่พวกเรา แต่คนในนี้ส่วนใหญ่บ้าฝึกวิชา ไม่ค่อยสนเื่ทางโลก เลยไม่ค่อยรู้เื่ราวของเ้าเท่าไหร่..."
ซูหยุนพยักหน้าเข้าใจ แล้วชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้วใส่จ้าวเหยียน
จ้าวเหยียนงง "หมายความว่าไง?"
ซูหยุนยิ้มตาหยี "หมายความว่า... ข้าจะทำให้ศิษย์พี่ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปหนึ่งเดือน!"
"สามหาว!" จ้าวเหยียนคำรามลั่น ะเิพลังปราณพุ่งเข้าใส่ซูหยุนทันที!
ซูหยุนยืนไพล่หลังนิ่งสนิท ท่าทางไม่ยี่หระนั้นยิ่งยั่วโทสะจ้าวเหยียนให้พุ่งสูงขึ้น ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
ในจังหวะที่จ้าวเหยียนประชิดตัว ซูหยุนเพียงแค่ยื่นมือขวาออกมา กลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งกว่าจ้าวเหยียนหลายเท่าตัวปะทุขึ้น เพียงแค่ผลักเบาๆ ร่างของจ้าวเหยียนก็ชะงักกึก รู้สึกเหมือนมีูเาที่มองไม่เห็นกดทับลงมา ความเร็วลดฮวบ แรงกดดันมหาศาลจนขยับตัวไม่ได้
ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือไม่ถึงหนึ่งวา ซูหยุนอ้าปาก เปล่งเสียงหนักแน่น
"จง-ลง-ไป!"
ตึง!
จ้าวเหยียนรู้สึกเหมือนโดนค้อนปอนด์ั์ทุบ ร่างร่วงลงไปกองกับพื้นในสภาพเดียวกับกัวเลี่ยง ความรู้สึกชาหนึบแล่นพล่านไปทั่วร่าง ขยับไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
เขาพยายามฝืนเงยหน้ามองซูหยุน แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว "เ้า..."
ซูหยุนถอนหายใจ ทำหน้าเหงาๆ ชนะง่ายไปหน่อย ขาดรสชาติยังไงไม่รู้
ทันใดนั้น ฟางเหวินก็ะโเชียร์เสียงดัง "เยี่ยม! ศิษย์น้องซูยอดเยี่ยมมาก! พวกข้าเลื่อมใสจริงๆ!"
ซูหยุนตาวาว หันไปมองฟางเหวิน ศิษย์พี่คนนี้รู้ใจข้าจริงๆ
เขาโบกมืออย่างถ่อมตน (ปลอมๆ) "ไม่มีอะไรมาก แค่มือมันคุ้นน่ะ"
สายตาเหลือบมองจ้าวเหยียนที่นอนแอ้งแม้งด้วยความเสียดาย ถ้าไม่ได้รับปากผู้าุโลู่ไว้ วันนี้คงไถเงินได้อีกหลายตังค์...
ฟางเหวินถือโอกาสนี้ สาธยายวีรกรรม (ที่ใส่สีตีไข่เพิ่มไปหน่อย) ของซูหยุนให้ทุกคนฟัง
เมื่อเห็นความเก่งกาจของซูหยุนกับตา บวกกับคำยืนยันจากปากฟางเหวิน เหล่าศิษย์ที่เหลือก็เลิกสงสัยในคำพูดของผู้าุโเฉียนทันที สายตาที่มองซูหยุนเปลี่ยนจากสงสัยเป็ยำเกรง
แม้พวกเขาจะบ้าพลัง แต่ก็ไม่ใช่คนหัวโบราณคร่ำครึ รู้ดีว่านี่คือโอกาสทองที่จะได้ยกระดับตัวเอง จึงพากันประสานมือคารวะซูหยุนอย่างพร้อมเพรียง "ถ้าเช่นนั้น... ต้องรบกวนศิษย์น้องด้วยแล้ว!"
ซูหยุนยิ้มกริ่ม พอใจสุดๆ ศิษย์พี่พวกนี้... น่ารักกว่าไอ้พวกข้างนอกนั่นเยอะเลยแฮะ...
......
หนึ่งเดือนผ่านไป
แสงสว่างวาบขึ้น ร่างของซูหยุนปรากฏขึ้นที่หลังเขา เขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก สภาพดูอิดโรยเล็กน้อย
เขาพึมพำกับตัวเอง "อันตราย... อันตรายจริงๆ!"
ไม่ใช่เพราะใช้พลังเยอะจนเพลีย แต่เป็เพราะตอนที่เขาช่วย 'ขัดเกลา' ให้ศิษย์พี่หญิงเ่าั้ สายตาที่พวกนางมองมามัน... หวานเชื่อมจนน่าขนลุก!
ปกติเขาหน้าด้านจะตาย ถ้าเป็เมื่อก่อนคงยืดอกรับความชื่นชมพวกนั้นอย่างภาคภูมิใจ แต่พอนึกถึงใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูของ เย่ซวน ลอยเข้ามาในหัว เขาก็รู้สึกร้อนตัวขึ้นมาดื้อๆ พอเสร็จภารกิจปุ๊บ ก็รีบเผ่นแน่บออกมาจากแดนลับทันที
"พี่ซู! บ่นอะไรอันตรายๆ เหรอ?" เสียงหวานใสเสียงหนึ่งดังขึ้น
ซูหยุนกำลังใจลอย ไม่ทันระวังตัว พอได้ยินเสียงคุ้นหูถึงกับสะดุ้งโหยง หันขวับไปมอง ก็เห็นเย่ซวนยืนทำหน้าสงสัยอยู่ไม่ไกล
ซูหยุนกระแอมไอแก้เก้อ "อะ... อ๋อ ข้าหมายถึงตอนที่ลงเขาเมื่อเดือนก่อนน่ะ อันตรายสุดๆ ไปเลย"
เย่ซวนโดนเบี่ยงประเด็นตามคาด สีหน้าเปลี่ยนเป็เป็ห่วงทันที "นั่นสิ ผู้ฝึกตนขั้นขัดเกลาิญญาตั้งสามคนแน่ะ! ถ้าพี่ซูไม่รอบคอบ หาศิษย์พี่ไปคุ้มกันล่วงหน้า ป่านนี้คงแย่ไปแล้ว!"
นางกำหมัดแน่น แก้มป่องด้วยความโมโห "พวกสำนักเสวี่ยซานี่น่ารังเกียจจริงๆ!"
ซูหยุนลอบถอนหายใจ โชคดีที่ศิษย์พี่เย่ไม่ได้บอกนางเื่ที่ข้าเกือบโดนยึดร่าง ไม่งั้นคงไม่ได้จบแค่ยืนบ่นแบบนี้แน่
แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะบอกความจริง จึงยิ้มปลอบใจ "ด้วยฝีมือศิษย์พี่เย่ แค่ขั้นขัดเกลาิญญากระจอกๆ สามคน ทำอะไรข้าไม่ได้หรอกน่า..."
"ว่าแต่..." ซูหยุนรีบเปลี่ยนเื่ "เ้ามาหาข้ามีธุระอะไรหรือเปล่า?"
พอได้ยินคำถาม เย่ซวนก็หน้าแดงแปร๊ด บิดตัวม้วนต้วนด้วยความเขินอาย "เอ่อ... คือว่า... ท่านแม่ ของข้า... อยากเจอพี่น่ะ..."
ห๊า!?
ซูหยุนหายใจสะดุดขาแทบอ่อน ฮูหยินเ้าสำนักอยากเจอข้า? งานเข้าแล้วไหมล่ะ!