
“อาถรรพ์แห่งป่า เป็ตำนานบอกเล่ากันมานาน คนอยู่ป่า จะเชื่อว่า ผืนป่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง คนเข้าป่าจึงต้องเคารพ หรือบางครั้งการหายไปของคนหลงป่า ก็ไม่มีคำอธิบาย”
ข่าวการค้นพบซากเครื่องบินเล็ก ที่สองนักบินฝึกหัด นำเครื่องบิน ฝึกบิน แบบ 4 ที่นั่ง รุ่น CESSNA 172 พร้อมนักบินอีก 2 คน ที่หายสาบสูญไปในป่าเขาใหญ่ โดยเครื่องบินเล็กลำนี้หายสาบสูญไปเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2550 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างเครื่องกำลังบินจากสนามบินเล็ก จ.นครราชสีมา มุ่งหน้าสนามบินดอนเมือง แต่หลังจากที่เครื่องออกบินได้ประมาณ 40 นาที ก็ขาดการติดต่อ และหายไปจากจอเรดาร์ ใน่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บริเวณรอยต่อจังหวัดนครราชสีมา-นครนายก หลังจากที่เครื่องบินเล็กลำดังกล่าวสูญหายไป ก็มีการระดมเ้าหน้าที่ออกค้นหาต่อเนื่อง แต่เบื้องต้นกลับไม่พบร่องรอย
ตลอด่เวลา 5 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวของนักบินฝึกหัด ซึ่งมีคุณพ่อเป็อดีตกัปตัน ต่างระดมสรรพกำลังประสานกับหลายหน่วยงาน ออกตามหา ผู้เป็พ่อก็ขึ้นบินหลายรอบ สำรวจแทบทุกตารางนิ้วในป่าเขาใหญ่ แต่ไม่พบ ราวกับว่า มีอะไรบังตา...
เื่ราวความเชื่อใน อาถรรพ์ป่า จะว่าไปมีมานมนาน โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่า หรือ พรานป่า ต่างก็เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้มีจริง แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ยังไม่มีคำอธิบายเกี่ยวกับเื่เหล่านี้
กรณี เหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2552 ที่ ด.ช.คนหนึ่ง วัย 7 ปี ไปเที่ยวพร้อมกับครอบครัว และได้ลงเล่นน้ำตกกรองแก้ว ซึ่งวันดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวมากมาย แต่เมื่อทุกคนจะขึ้นรถ กลับมองหาเด็กชายคนนี้ไม่เจอ ทีแรกคิดว่าลืม เมื่อกลับไปดูยังจุดที่ลงเล่นน้ำ กลับไม่พบ เมื่อตามหาโดยรอบก็ไม่เจอ จากนั้นจึงแจ้งความ และระดมหน่วยกู้ภัยออกตามหา เนื่องจากเกรงว่าจะพลัดหลง หรือติดในน้ำตก จุดใดจุดหนึ่ง เพราะน้ำตกมีหลายชั้น แต่ก็ไม่มีวี่แวว จากนั้นค้นหาต่อในวันที่ 15 เมษายน ก็ยังไม่พบ จนวันที่ 16 เมษายน มีการนิมนต์พระมาทำพิธีทางไสยศาสตร์ แต่ก็ยังไม่พบ กระทั่งวันที่ 17 เมษายน จู่ๆเ้าหน้าที่ก็พบร่างของเด็กคนดังกล่าว นอนสลบอยู่ไม่ไกลจากโขดหินที่เธอลงเล่นน้ำ ทั้งๆที่จุดดังกล่าว ก็มีการค้นหามาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ทุกๆฝ่ายทั้งญาติ และเ้าหน้าที่ที่ค้นหา ต่างก็ยืนยันว่า ไม่ใช่เื่โกหก ไม่มีใครเอาเด็กไปซ่อน และทุกคนก็ค้นหากันอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่เจอในเวลานั้น
กรณีนั้น ถือว่าโชคดีที่ยังตามตัวเจอ เพราะยังมีหลายกรณี ที่หายไปในป่าเขาใหญ่ โดยที่ไม่ได้กลับออกมา ฉกเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับผม
ผมได้มีโอกาสไปท่องกาดเมืองผีที่จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอไชยปราการ แนวราบเขาชันสูง ดินบนหน้าผาที่ถูกฝนกัดเซาะเป็วิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เรียกอีกอย่างว่า แกรนแคนย่อน ใน่เช้าเราจะได้ัักับทะเลหมอกที่สวยงาม แสงแดดที่กระทบกับล่องลึกของผาเกิดเป็เงาที่สวยงาม
ออกเดินทางในเวลา่เช้าตรูเดินทางเข้ามายังตัวเมือง อำเภอฝาง
เพื่อหาข้อมูลและสอบถาม ข้อมูลการเดินทางจะไปที่นั้น ผมมาถึงทางเข้าประมาณบ่าย3ของวันนั้น เนื่องจาก่เช้าผมตะเวนเที่ยวในตัวเมืองหาซื้ออุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เมื่อมาทางปากทางเข้าก็พบ กับชายแก่คล้ายผู้ใหญ่บ้าน กล่าวทักทายผม
“อ้าย ไปจะแอ่วตางบนก่า ตรงไปอย่างเดียวห้ามออกนอกเส้นทาง แล้วจะไปลืมของไหว้ เน้อ”
ชายแก่พูดติดสำเนียงภาคเหนือ ผมก็สงสัยในคำพูดเพราะบางคำผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
จับใจความได้แค่ว่า ให้วางของสดกับเหล้าในหน้าเต็นท์
เวลาใกล้ภพค่ำแล้ว ผมยังคงเดินขึ้นเขายังยากลำบากแต่วิวรอบๆช่างสวยงาม ราวกับหลุดออกมาจากปกหนังสือท่องเที่ยว จนเดินมาถึงทางแยก ผมจำได้ คนแก่เตือนผมว่าตรงไปห้ามออกนอกเส้นทาง แต่ผมไม่แน่ใจว่าทางตรงคือทางไหน เพราะทางแยกข้างหน้าผมนั้นมีแค่เลี้ยวทางซ้าย และทางขวา ผมเลยตัดสินใจเชื่อหลักทฤษฏีตอนเด็กๆที่ทุกคนมักใช้คือ ขวาร้าย ซ้ายดี เมื่อผมออกเดินทางมาซักพักหนึ่ง ตอนนั้นก็เป็เวลาดึกมากๆแล้วสุดท้ายผมก็เจอกับที่พักกลางทางเป็ศาลาวัดเก่าๆ แต่เอ้ะมันมีศาลาวัดแถวนี้ได้ยังกัน หรือจะเป็วัดที่พระธุดงค์ มาใช้พักกันแน่
ผมเลยตัดสินใจทำจุดพักเต็นท์ที่นี้ ในยามดึกผมก็นั่งชมดาวที่ส่องสว่างบนฟ้า พร้อมกับจิบเบียร์เย็นๆ ช่างเป็บรรยากาศที่มีความสุขจริงๆ
ในคืนนั้นผมกำลังเข้านอนก็นึกปวดฉี่ขึ้นมา จึงได้ไปหาพุ่มไม้ใกล้ๆแถวนั้นเพื่อปลดทุกข์
ในขณะที่ผมกำลังปลดทุกข์อยู่นั้นหายตาเหลือบไปเห็นสองสาวกำลังอาบน้ำข้างๆคลองน้ำ ผมไม่ปล่อยโอกาสให้เสียเปล่าจึงได้นั่งมองอยู่นาน เมื่อสองสาวอาบน้ำเสร็จพวกเธอเหมือนกำลังจะเดินกลับที่พัก
ในใจผมไม่ได้ฉุดคิดเลยว่าในป่าในเขา ทำไมพวกเธอมาอยู่ที่นี้
ผมเลยตัดสินใจเดินตามพวกเธอไป (แอบโรคจิตอ่ะเนอะ555) เดินตามมาสักพักก็เห็นป้ายหมู่บ้าน ตัวหนังสือผมไม่แน่ใจว่าเป็ภาษาอะไร ผมก็ไม่ได้เอ้ะใจอะไรอาจเป็ภาษาท่องถิ่นก็ได้ เมื่อเดินมาถึงยังภายในหมู่บ้าน
กับพบว่ากำลังมีตลาดกลางคืนอยู่ชาวบ้านต่างมาขายของกันอย่างคับคลั่ง ผู้คนมาซื้อของใช้จ่ายกัน ผมละสายตาไปจากสองสาวแล้วไปสนใจของค้าของขาย มีทั้งเนื้อหมู เนื้อกวาง ของป่า ราวกับว่าตลาดนี้หลุดมาจากยุคโบราณ ผมได้เข้าไปถามซื้อผักผลไม้กับป้าคนหนึ่ง ผมหยิบเงินแบงก์ให้ป้า แต่ว่าป้ากับไม่รับ ป้าบอกกลับมาว่าผู้คนที่นี้ไม่ใช่จ่ายด้วยเงิน แต่จะจ่ายด้วยการแลกของกัน ในเนื้อตัวผมไม่มีของมีค่าอะไรเลย แต่ป้าก็ให้ของผมกลับมาแล้วบอกว่า
“ไว้ ก๊อยมาส๊ายเน้อลูก”
ผมกล่าวขอบคุณป้า แล้วก็เดินไปตามตลาด เผลิดเพลินกับชีวิตชนบท
ในคืนนั้นผมกลับมายังจุดพักเต็นท์เวลาก็เลยเที่ยงคืนแล้วข้าวของพกเต็มพะรุงพะรัง ผมเอากองรวมกับสัมภาระของตัวเอง ผมจึงเข้านอนในเวลาตอนมา ในช่องเวลาที่ผมกำลังนอนนั้น ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินวนรอบเต็นท์ผม
ผมก็รู้แล้วว่าอาจจะเป็ผี แน่นอน
ผมพยายามข่มตานอน แล้วเอาพระที่แขวนไว้ที่คอ มาพนมมือแล้วสวดมนต์แผ่เมตตา จู่ๆเสียงฝีเท้าก็เงียบลงชั่วขณะ จากนั้นไม่กี่นาทีต่อมาผมลืมตาขึ้น กวาดสายตาไปรอบๆว่าไม่มีผีอยู่แล้ว จนชำเลืองมองไปยังปลายเท้า ผมเห็นเป็ลางๆว่า มี หญิงวัยกลางคนกำลังนั่งกอดเข่าจ้องมองมายังที่ผม ผีตนนั้นพูดเสียงแ่ๆว่า เป็ภาษาเหนือท้องถิ่น
จับใจความคล้ายๆว่ามา ทวงอะไรบ้างอย่าง
ผมใกลัวเป็อย่างมาก จะขยับไปไหนก็ไม่ได้ สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือ สวดมนต์ต่อไป ผีตนนั้นยังนั่งอยู่อย่างนั้น
ในใจผมครุ่นคิดผมไม่ได้เอาอะไรไปจากเขาสักนิด จนเวลาใกล้รุ่งเช้า ผีตนนั้นก็หายไป ในตอนเช้าผมรีบเก็บข้าวของ ในขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น ก็นึกได้ถึงคำเตือนว่ามีลุงแก่ๆท่าทางใจดีพูดไว้ว่า
อย่าลืมวางของสดๆกับเหล้าไว้หน้าเต็นท์
หรือว่านี้อาจจะเป็คำเตือน วางของเส้นไหว้ให้เ้าที่เ้าทาง
ในเช้าวันนั้นผมรีบวิ่งลงมาจากเขา เข้าไปยังหมู่บ้านที่ปากทาง ชาวบ้านเล่าให้ผมฟังว่า ชายแก่ที่ผมเห็นนั้นคงจะเป็เ้าเมืองที่นี้ เมืองที่เคยมียังในอดีต ณ บริเวณนี้ ส่วนตลาดที่ผมเห็นก็เป็ตลาดเมืองผี เป็ที่มาของชื่อกาดเมืองผี ที่’กาด’ภาษาเหนือแปลว่าตลาด
ชาวบ้านถามกลับมาอีกว่าผมได้ซื้อของอะไรบนนั้นโดยที่ไม่ได้จ่ายเงินหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าใช่ ผมจึงได้หยิบของสิ่งนั้นให้ชาวบ้านดู แต่ทว่าภายในถุงนั้นมีเพียงแค่กิ่งไม้ใบไม้แห้ง