บทที่ 3 เจตจำนงและปณิธาน
สถาปัตยกรรมภายในท้องพระโรงมันแตกต่างออกไปจากสุสานของตระกูลไวท์ยอร์กอย่างสิ้นเชิง หากจะบอกว่าสุสานของตระกูลไวท์ยอร์กมีแต่โรงศพกับตัวอักษรประหลาดบนกำแพง ท้องพระโรงแห่งนี้เองก็เต็มไปด้วยขุมทรัพย์จำนวนมหาศาลกว่าที่แอรีสจะประเมินค่าของมันได้ และเท่าที่เขาลองสำรวจอย่างละเอียดก็พบว่ามันไม่ได้สิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากเขาอยู่ที่นี่
นอกเหนือจากนั้นแอรีสก็ยังได้สังเกตเห็นอีกว่าทั้งสองฝั่งของท้องพระโรง จะมีแท่นหินอยู่ทั้งหมด 12 ตำแหน่งโดยที่แท่นหินในแต่ละตำแหน่งเองก็จะมีโครงกระดูกของมนุษย์ยืนอยู่ทุกตำแหน่ง ซึ่งในแท่นหินตำแหน่งสุดท้ายใกล้กับโครงกระดูกที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สีเืกับยังไม่มีโครงกระดูกมนุษย์ประจำตำแหน่งอยู่ ด้วยความสงสัยแอรีสจึงเร่งฝีเท้าของตัวเองเพื่อไปสำรวจบริเวณดังกล่าว
ไม่รู้ทำไมยามที่มาอยู่แท่นหินตรงนี้ภายในจิตใจของแอรีสกับมีความหวังอย่างน่าประหลาด แม้ว่าเขาจะรู้ว่าการคาดหวังมากเกินไปก็มักจะทำให้ผิดหวังมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าหากแท่นหินตรงนี้เป็พื้นที่สำหรับบิดาของเขาเท่ากับว่าสิ่งที่เขาทำลงไปไม่ได้สูญเปล่า
“ได้โปรดใช่ทีเถอะ!…”
แอรีสได้แต่ภาวนาในใจพร้อมใช้สองมือปัดกวาดฝุ่นที่เกาะติดอยู่กับแท่นหินให้หายไป เวลาผ่านไม่นานแอรีสก็เริ่มที่จะเห็นเค้าร่างของตัวอักษรที่ถูกสลักชัดเจนขึ้น จนกระทั่งเมื่อแอรีสปัดฝุ่นที่เกาะอยู่จนหมดไป สีหน้าของเขาก็แสดงออกถึงความยินดีภายในใจมันรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก มันคล้ายกับว่าปัญหาที่มันค้างคาอยู่ในใจของเขามานานบัดนี้มันได้ถูกคลี่คลายลงแล้ว
“เอเรส เดอะ ไวท์ยอร์ก…เห็นหรือเปล่าท่านพ่อในที่สุดข้าก็สามารถหาสถานที่พักผ่อนของท่านจนพบ…”
ตัวอักษรที่สลักคำว่า เอเรส เดอะ ไวท์ยอร์ก ที่สลักอยู่บนแท่นหินมันทำให้แอรีสรู้สึกมีความสุขมากจริงๆ อย่างน้อยในตอนนี้เขาก็สามารถจะทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับบิดาจนลุล่วงได้แล้ว โดยที่แอรีสไม่ต้องลงมือทำอะไรโครงกระดูกของผู้เป็บิดาก็ตอบสนองต่อแท่นหินโดยตรงทันที พวกมันเคลื่อนย้ายออกมาจากถุงผ้าในมือของแอรีส ก่อนที่สุดท้ายจะต่อกันจนมีรูปร่างเหมือนกับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ขาดเืเนื้อเท่านั้น
สำหรับแอรีสแล้วเขาไม่รู้สึกใกับสิ่งที่เกิด อาจจะเป็เพราะว่าั้แ่เขาเริ่มเข้ามายังภายในสุสานของตระกูลไวท์ยอร์กจนถึงที่นี่ ก็มีเื่แปลกประหลาดเกิดขึ้นมากมาย จนแอรีสไม่ได้ตื่นเต้นกับมันอีกต่อไปสิ่งเดียวที่ยังทำให้เขาสงสัยก็คือโครงกระดูกมนุษย์ที่นั่งอยู่บัลลังก์สีเืต่างหาก เพราะในขณะที่โครงกระดูกตามแท่นหินทุกจุดปราศจากการสวมใส่เสื้อผ้า
ทว่าทางด้านของโครงกระดูกมนุษย์ที่นั่งอยู่บัลลังก์กับแต่งกายราวกับาา ไม่ว่าจะเป็ของตกแต่งชิ้นไหนก็แลดูมีราสูงเกินกว่าจะประเมินค่าได้ แน่นอนว่าด้วยความสงสัยของแอรีสเขาจึงได้เดินขึ้นไปสำรวจโครงกระดูกที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทันที ยังไงเสียภายในท้องพระโรงแห่งนี้ก็ไม่มีใครอยู่แล้วนอกจากเขาการจะขึ้นมาสำรวจก็คงจะไม่มีใครมาต่อว่าเขา
“ทำไมโครงกระดูกถึงเป็สีทอง?…เดี๋ยวก่อนนะนี่มันเืจริง!”
แอรีสไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามนุษย์เรานั้นจะมีสีของโครงกระดูกเป็สีอื่นนอกจากสีขาวอยู่ด้วย อีกทั้งเมื่อเขาได้เลื่อนสายตามองลงไปยังตัวของบัลลังก์ แอรีสก็ได้ทราบความจริงว่าสีของบัลลังก์ที่เหมือนกับเืมันไม่ได้มาจากสีแดงธรรมดาแต่มันมาจากเืของจริงต่างหาก ที่น่าแปลกก็คือหยดเืเหล่านี้มาจากที่ใดกันแน่ ทั้งที่เ้าของบัลลังก์ก็เป็เพียงแค่โครงกระดูกเท่านั้น
แกรก! แกรก!
ใน่วิินาทีที่แอรีสกำลังยื่นหน้าเข้าใกล้โครงกระดูกมากกว่ากว่าเดิมเพื่อมองอย่างละเอียด อยู่ดีๆโครงกระดูกที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ก็ขยับขึ้นมาอย่างฉับพลันและจับไหล่ทั้งข้างของแอรีสเอาไว้ จนแอรีสไม่สามารถจะขยับตัวออกไปจากบริเวณนี้ได้ ยิ่งเขาพยายามดิ้นให้หลุดมากเท่าไหร่ แอรีสก็ััได้ว่าไหล่ของเขาถูกโครงกระดูกจับไว้แน่นกว่าเดิม
“อะไรกันอีกละเนี่ย! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเห็นอยู่เป็ภาพลวงตาหรือไม่เพราะในขณะที่แอรีสกำลังถูกจับอยู่ เขาก็เห็นคลื่นพลังแปลกประหลาดบางอย่างกำถูกส่งต่อมาจากโครงกระดูกมนุษย์สู่ร่างกายของเขา กระบวนการดังกล่าวกินเวลาไปถึง 10 นาทีจนกระทั่งเมื่อแอรีสรู้สึกได้ว่ามือของโครงกระดูกมนุษย์ที่จับเขาอยู่อ่อนกำลังลง เขาก็ทำการสะบัดตัวออกทันทีจนโครงกระดูกแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆ
แอรีสที่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดกับตนเมื่อสักครู่คืออะไร เขาก็เตรียมตัวจะออกไปที่นี่ทันที สถานที่แห่งนี้มันมีเื่เกินสามัญสำนึกของเขาจนเกินไป คงจะเป็ทางเลือกที่ดีกว่าหากแอรีสเลือกที่จะออกไป น่าเสียดายที่แอรีสยังไม่ได้ก้าวเท้าไปไหนร่างกายของเขาก็ทรุดลงกับพื้นอย่างกะทันหัน ความรู้สึกร้อนลุ่มภายในกายเหมือนกับตอนที่เดินขึ้นบันไดมายังที่นี่มันได้หวนกลับมาอีกครั้ง มิหนำซ้ำยังรุนแรงมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า
“ความทรงจำพวกนี้ไม่ใช่ของข้า…พวกมันมาจากที่ไหนกัน?...”
คล้ายกับมีเข็มเป็พันเล่มฝังอยู่ในหัวของแอรีส ความทรงที่ไม่รู้ว่าเป็ของใครมันได้ฉายขึ้นมาโสตประสาทของเขาอย่างบ้าคลั่ง ภาพของใครสักคนหนึ่งที่กำลังถูกศัตรูจากทั่วสารทิศรุมล้อมเอาไว้ ภาพของใครสักคนที่นั่งอยู่บนบัลงก์แล้วเฝ้ามองผู้คนที่อยู่เบื้องล่าง แม้แต่ภาพของการที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็ที่รักไปก็ถูกฉายขึ้นมาด้วย ณ ตอนนี้แอรีสมีีความรู้สึกเหมือนตนเองจะเป็บ้าไปเนื่องจากไม่สามารถตอบสนองต่อความทรงจำที่ปรากฎขึ้นมาในสมองได้ทัน
[เจตจำนงของข้าได้ถูกส่งต่อ…ปณิธานแห่งข้าจะคงอยู่…ยามเมื่อประชาชนแห่งเราตกอยู่ในความทุกข์ยาก…เมื่อนั้นราชันย์เหนือาาจะปรากฎตัวขึ้นอีกครั้ง…]
สิ่งสุดท้ายที่แอรีสจำได้ก่อนจะหมดสติไปก็คือคำพูดของใครบางคนที่ดังอยู่ในหัวของเขา แน่นอนว่าแอรีสไม่ได้ได้อยู่ในสภาพที่จะค้นหาว่าเ้าของบทพูดเมื่อสักครู่นั้นเป็ใคร ลำพังเพียงแค่เขายังสามารถประคองสติของตนให้อยู่ได้ก็นับเป็เื่ยากลำยากแล้ว ก่อนที่เปลือกตาทั้งสองข้างจะแอรีสจะปิดลงภาพของท้องพระโรงที่อยู่เบื้องหน้าเขาในตอนนี้ก็กลับกลายเป็ความมืดมิดทันที….