ณเขตล่าสัตว์ในวันถัดมา จ้าวอวี้หร่านพาร่างกายที่มีาแของนางยื่นหน้าออกไปด้อมๆมองๆ อยู่หน้ากระโจม แล้วกลับเข้ามาซุกตัวอ่านหนังสือต่อ
่ใกล้เที่ยงนางยังไม่ได้ยินเสียงประกาศว่าฮ่องเต้เสด็จกลับมา จึงได้เตรียมตัวจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยและมารออยู่ที่เขตล่าสัตว์
คิดไม่ถึงว่าคนที่อยู่เหนือความคาดหมายจะโผล่มา
คนผู้นี้คือสวีจิ้งเหอเป็เส้าจานซื่อ[1]ในสำนักดูแลกิจการส่วนพระองค์ในองค์รัชทายาทส่วนยศของเขาในอนาคตก็คือผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในสภาขุนนาง
สำนักดูแลกิจการส่วนพระองค์ในองค์รัชทายาทเป็หน่วยงานสมุหนายกในตำหนักบูรพาถวายงานของตำหนักบูรพาให้กับองค์รัชทายาท รวมถึงคอยสังเกตการอบรมฝึกวินัยของซานกง[2] เรียกได้ว่าเป็เสนาธิการขององค์รัชทายาทนั่นเอง
คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็คนที่เซวียนเหวินฮ่องเต้วางใจและมอบให้นาง ให้นางปลูกฝังผู้ใต้บังคับบัญชาที่สามารถไว้วางใจได้
การปรากฏตัวของสวีจิ้งเหอในครั้งนี้อย่างแรกมาเพื่อเยี่ยมเยียน อย่างที่สองมาเพื่อรายงานเื่ที่เซวียนเหวินฮ่องเต้ให้นางดูแลการซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำที่เจ้อเจียงก่อนหน้านี้
เื่ที่ให้ตรวจสอบสถานการณ์ความเสียหายที่เจ้อเจียงนั้นมีการทำหนังสือพับส่งเข้ามาแล้ว
ภารกิจบ้านเมืองต้องมาเป็อันดับแรก จ้าวอวี้หร่านรับเอาหนังสือพับมาด้วยสีหน้านิ่งขรึม
นางเปิดอ่านอย่างละเอียดแล้วก็พบว่าเนื้อหาข้างในเหมือนกับชาติที่แล้วไม่ผิดเพี้ยน การซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำที่เจ้อเจียงเป็โครงการสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของนางก่อนจะขึ้นครองราชย์แต่ต่อมากลับเกิดเื่ขึ้น นางจึงฝังใจกับเื่นี้มาก
นางกวาดตาอ่านอยู่หลายรอบแต่กลับไม่มีการกล่าวถึงสถานการณ์ความเสียหาย นางจึงเงยหน้าถามสวีจิ้งเหอ“สวีจานซื่อคิดว่าเขื่อนกั้นน้ำครั้งนี้จะต้องซ่อมแซมอย่างไรจึงจะหยุดยั้งการทำงานเอาหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชาได้”
เมื่อสวีจิ้งเหอได้ยินคำว่า‘ทำงานเอาหน้า’ เข้าก็ขมวดคิ้ว
เขามองกลับไปด้วยความประหลาดใจราวกับ้ายืนยันให้แน่ชัดว่าก่อนหน้านี้นางได้พูดคำนี้ออกมาจริงหรือไม่ทำงานเอาหน้างั้นหรือ หรือทรงเกรงว่าในเจ้อเจียงจะมีขุนนางฉวยโอกาสยักยอกเงิน
จะบอกว่าอาจมีการเพ็ดทูลเบื้องสูงอย่างนั้นหรือ
เหมือนเขาจะลืมตัวจนเผยสีหน้าไม่แน่ใจออกมาเมื่อจ้าวอวี้หร่านที่ทำหน้าขรึมอยู่ได้เห็นท่าทีแบบนั้นของเขาก็เผยยิ้มออกมา
สวีจิ้งเหอผู้นี้เป็คนที่ถูกเลือกให้เข้าสภาขุนนางหลังจากนางขึ้นครองราชย์และคอยช่วยนางสู้รบตบมือกับซ่งิเจิง เขาเป็คนไม่หนักแน่นเช่นนี้ั้แ่เมื่อไรกัน
จากตอนนี้จนถึงตอนที่นางขึ้นครองราชย์ก็ห่างกันเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าสวีจิ้งเหอผู้ไม่รู้จักเก็บสีหน้าท่าทางในตอนนี้จะกลายเป็ขุนนางาุโสวีผู้ทำงานด้วยความจริงจังและเปี่ยมล้นด้วยอำนาจบารมีในภายภาคหน้า
ปีนี้เขาน่าจะอายุแค่ยี่สิบหกปีใช่ไหม
จ้าวอวี้หร่านส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆสวีจิ้งเหอใจเต้นตุบๆ อยู่พักหนึ่ง ไม่เข้าใจว่าองค์รัชทายาทผู้ปั้นหน้านิ่งมาตลอดนั้นหัวเราะออกมาเพราะเหตุใดแต่รอยยิ้มนั้น ช่างให้ความรู้สึกเหมือนแสงอาทิตย์อันอบอุ่น…ดูงดงามและสดใส
สวีจิ้งเหอรู้สึกใกับคำว่างดงามและสดใสสองคำนี้ั์ตาอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็หวาดกลัวขึ้นมาทันที
คำนี้ไม่ควรถูกใช้กับผู้ที่มีบารมีเปี่ยมล้นอย่างองค์รัชทายาทแต่เขาดันคิดออกไปโดยไม่รู้ตัว นั่นเป็เพราะองค์รัชทายาททรงมีรูปโฉมงดงามเกินไปใช่ไหม
เดี๋ยวนี้บุรุษผู้มีกิริยานุ่มนวลและดูมีมารยาทต่างก็ถูกมองว่างดงามกันทั้งนั้นการที่จ้าวอวี้หร่านมีรูปโฉมที่ดูละเอียดลออเช่นนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนพากันคิดอะไรมากในเมื่อบุรุษเช่นนี้ก็มีให้เห็นอยู่เกลื่อนถนน
สวีจิ้งเหอรีบร้อนก้มหน้าก้มตาคิดว่าตนกำลังไม่ให้ความเคารพต่อองค์รัชทายาท น้ำเสียงฟังดูประหม่า “องค์ชายกระหม่อมเสียมารยาทแล้ว ในตอนนี้กระหม่อมเองก็จนปัญญาที่จะตอบคำถามขององค์ชายพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมไร้ซึ่งความสามารถ”
“สวีเส้าจานซื่อไม่จำเป็ต้องทำเช่นนี้ข้าก็ถามไปเรื่อยไม่ได้คิดอะไร เื่นี้ข้าจะกราบทูลต่อเสด็จพ่อ ดูว่าเสด็จพ่อทรงมีความเห็นประการใดแล้วค่อยเอามาหารือกัน”
นางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนสวีจิ้งเหอจึงรู้สึกโล่งอกและทูลลากลับไป
ตอนที่เขาเดินออกไปนั้นนางจ้องมองแผ่นหลังของเขาอย่างเหม่อลอยอยู่พักหนึ่ง คิดไม่ถึงเลยว่าจะรู้สึกคุ้นเคยแบบนี้แล้วทันใดนั้นนางก็หัวเราะออกมา
ก็ต้องคุ้นเคยน่ะสิลองนับดูแล้ว สวีจิ้งเหอเข้ามายังสำนักดูแลกิจการส่วนพระองค์ในองค์รัชทายาทได้หกเจ็ดปีแล้วรวมกับระยะเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันในชาติที่แล้ว พวกเขาต่างก็ไปมาหาสู่กันมามากกว่าสิบปี
จ้าวอวี้หร่านนั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะทรงงานเหม่อมองไปยังแสงแดดที่ลอดเข้ามาตรงข้างประตู นางพลันตกอยู่ในภวังค์ ใน่ที่กำลังดำดิ่งราวกับนางััได้ถึงความเ็ปรุนแรงบริเวณหน้าอก
เพียงลืมตาขึ้นนางแล้วย้อนกลับไปในอดีตคืนนั้นเสียงแห่งความอลหม่าน เสียงร้องอย่างทุกข์ทรมาน ทั้งยังมีความรู้สึกเ็ปที่ทรวงอกราวกับโดนของมีคมทิ่มแทงเข้ามาจนเกือบทะลุ ทั้งหมดนั่นเป็ความฝันอย่างนั้นหรือ
ระหว่างที่ตกอยู่ในภวังค์ราวกับนางได้เห็นเงาร่างเลือนรางนั้นอีกครั้ง เงานั่นคลำมือไปตามลำคอของนาง…
“องค์ชาย!ฝ่าาเสด็จกลับมาจากในป่าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เฉิงสี่เรียกนางไปสองรอบแล้วนี่เป็ครั้งที่สามที่เขารายงานด้วยความหวาดกลัวและเนื้อตัวที่สั่นเทา
พอจ้าวอวี้หร่านรู้สึกตัวก็พบว่าตนเองกำลังกำเสื้อตัวนอกไว้แน่นั้แ่เมื่อไรก็ไม่รู้ หน้าผากก็ยังเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น
นางค่อยๆตั้งสติ พูดขึ้นอย่างสงบว่า “ข้ารู้แล้ว”
เกี้ยวจอดรออยู่ด้านนอกเมื่อเห็นนางออกมาแล้วจึงรีบลดคานแบกลงทันที เมื่อได้รับคำสั่งแล้วก็พานางไปส่งยังสถานที่
บริเวณที่พักด้านนอกป่ามีคนมารออยู่จำนวนไม่น้อยในนั้นมีพระสนมหลายพระองค์ที่กำลังถือผ้าเช็ดหน้าพลางหัวเราะต่อกระซิก ถูกรายล้อมไปด้วยเหล่าสตรีสูงศักดิ์อีกทีดูราวกับหมู่มวลบุปผชาติหลากสีสัน ไม่เหมือนกับบรรยากาศในเขตล่าสัตว์เลยสักนิด เหมือนกับงานเลี้ยงของบรรดาหญิงสาวที่จัดขึ้นในสวนเสียมากกว่า
เมื่อองค์รัชทายาทมาถึงผู้คนต่างก็พากันลดตัวถวายความเคารพ
จ้าวอวี้หร่านดำรงตำแหน่งรัชทายาทมาหลายปีกิริยาท่าทางและการพูดจาก็ประพฤติได้เหมาะสมมาโดยตลอด ตอนนี้ก็เช่นกัน นางค่อยๆ เผยยิ้มขึ้นที่มุมปากเอ่ยออกไปอย่างเรียบง่ายว่าไม่ต้องมากพิธี นางแสดงออกด้วยท่าทีงามสง่าสมกับเป็องค์รัชทายาทที่นางคิดมาแล้วเป็อย่างดีน้ำเสียงราบเรียบ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความทรงพลัง
ซ่งิเจิงที่ค่อยๆขี่ม้ามาถึงก็ได้เห็นเข้ากับฉากนี้พอดี ต้องยอมรับว่านางมีศักยภาพมากพอที่จะขึ้นเป็ประมุข
แต่น่าเสียดายนางต้องมาพ่ายแพ้เพราะตัวเองเป็พระธิดา
ส่วนเขาก็ต้องมาแพ้เพราะนางเป็พระธิดาอีกเช่นกัน
“องค์ชายเพิ่งเสด็จมาถึงอย่างนั้นหรือ กระหม่อมเพิ่งล่าจิ้งจอกหิมะมาได้ตัวหนึ่งเอามาทำเป็เสื้อคลุมไร้แขนให้องค์ชายก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว”
ซ่งิเจิงพลิกตัวลงจากม้าด้วยความว่องไวแค่พริบตาก็ถือจิ้งจอกหิมะตัวนั้นอยู่ตรงหน้านางแล้ว
จ้าวอวี้หร่านเผยยิ้มน้อยๆเพียงเหลือบตาไปยังร่างของจิ้งจอกตัวนั้น “ขอบพระทัยเสด็จอา”
นางไม่ได้ยื่นมือออกไปรับ
ซ่งิเจิงเองก็ไม่ได้ใส่ใจออกคำสั่งให้บ่าวรับใช้มาเอาไป โดยให้เอาไปส่งที่ห้องเย็บปัก
เขารีบร้อนจนมิได้คำนึงถึงฤดูกาลคิดแต่จะต้องถลกหนังมาทำเป็เสื้อผ้าให้นางให้ได้
จ้าวอวี้หร่านรู้สึกว่าเขาชอบทำตัวเข้าใจยากทำทีเป็มิตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อก่อนเขาเคยเป็แบบนี้หรือ
แต่ยังไงเขาก็ยังเอาแต่ใจเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
คนหนึ่งเอาแต่มองสำรวจส่วนอีกคนก็ไม่แสดงอาการใด รถม้าพระที่นั่งของฮ่องเต้กลับมาถึงแล้ว มีองครักษ์เสื้อแพรคอยอยู่ข้างกาย
เห็นได้ชัดว่าเซวียนเหวินฮ่องเต้ทรงสนุกสนานอย่างเต็มที่ ดูมีชีวิตชีวาและสำราญพระทัยอย่างที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว
หมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ถูกคนลากเข้ามาก่อนจะวางลงกับพื้นจนเกิดเสียงดัง ‘ตึง’
ทุกคนมองไปที่หมีตัวนั้นรีบคุกเข่าลงพร้อมร้องะโว่าฝ่าาทรงมีพระปรีชากล้าหาญยิ่ง จ้าวอวี้หร่านเองก็รวบชุดและคุกเข่าลงในใจกลับรู้สึกกังวลกับสุขภาพของเสด็จพ่อ
เมื่อวานนี้นางเห็นอย่างชัดเจนว่าโรคเก่าของพระองค์ได้กำเริบขึ้น
ตามร่างกายของหมีตัวนั้นมีลูกธนูนับสิบดอกปักอยู่ ทั้งยังพันเอาไว้ด้วยสายรัดสีเหลืองอีกเจ็ดแปดเส้นซึ่งนั่นเป็ศรที่ฮ่องเต้ได้ใช้ต่อกันมา
แต่แค่เซวียนเหวินฮ่องเต้สบายพระทัยนางเองก็จะยินดีกับพระปรีชาของเสด็จพ่อ
หลังจากฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ทำตัวตามสบายจ้าวอวี้หร่านก็ตรงเข้าไปประคองไว้ แต่แขนของพระองค์พลันหนักอึ้ง จนต้องออกแรงจับนางเอาไว้แน่น
นางขมวดคิ้วเห็นว่าสีพระหน้าของเสด็จพ่อดูผิดปกติจากหางตา
“รัชทายาท ยืดตัวตรงไว้ พ่อคงจะแก่มากแล้วจริงๆ…”
น้ำเสียงของเซวียนเหวินฮ่องเต้ฟังดูอ่อนแรงแต่ก็ยังพยายามรักษาให้อยู่ในระดับปกติสุดความสามารถ มีเพียงนางเท่านั้นที่ได้ยินมือของจ้าวอวี้หร่านสั่นระริก
เสด็จพ่อกำลังฝืนอยู่จริงๆ!
ดวงตาเรียวรีของนางฉายแววตื่นตระหนกเท้าทั้งสองข้างพลันหนักอึ้ง นางรู้สึกกังวลใจ แต่ใบหน้าก็ยังคงเรียบเฉย!
เซวียนเหวินฮ่องเต้ถูกนางคอยประคองให้ค่อยๆก้าวเดิน ในใจก็รู้สึกสงบลงได้บ้าง
บัดนี้พระญาติของฮองเฮาเป็ฝ่ายกุมอำนาจศัตรูอันแข็งแกร่งจากภายนอกก็คอยหาจังหวะจะเข้ามาตะครุบเหยื่อ ตัวเขาทำได้เพียงพยายามรักษาความมั่นคงในราชสำนักเอาไว้และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ฮ่องเต้จะต้องมีพลานามัยที่แข็งแรง
ดังนั้นเขาจึงต้องออกไปล่าหมี
ซ่งิเจิงที่เดินตามอยู่ด้านหลังก็คล้ายจะจับสังเกตได้เขาเห็นว่าที่รอยเท้าของจ้าวอวี้หร่าน ดูจะถูกใช้แรงกดมากกว่าปกติ เมื่อนึกถึงคืนที่ฝ่าาไอออกมาใจเขาก็หล่นวูบ
ไม่อาจฝืนชะตาฟ้าลิขิตได้จริงๆใช่หรือไม่
เซวียนเหวินฮ่องเต้พยายามยืนหยัดไปจนถึงตอนมอบรางวัลจนกลับมาถึงกระโจมแล้วล้มตัวลงบนแท่นบรรทมอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีก จ้าวอวี้หร่านจ้องมองสีหน้าของเสด็จพ่อที่ค่อยๆซีดเซียว ดวงตาเรียวรีทอประกายสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่เข้าขั้นวิกฤติ
ซ่งิเจิงยืนอยู่ด้านนอกมองเห็นไหล่แบบบางของนางลู่ลง เขาเม้มริมฝีปากแน่น
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรจ้าวอวี้หร่านก็ยืดตัวขึ้น เดินมาด้านนอกและสั่งกับขันที “ไปบอกที่ครัวให้เตรียมของว่างมื้อค่ำข้ามีเื่สำคัญต้องคุยกับเสด็จพ่อ ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน แล้วก็ฝากบอกหมอหลวงหลินให้มาตรวจชีพจรให้ข้า”
เสียงแหลมเล็กของขันทีขานรับต่อๆกัน จากนั้นโค้งตัวลงแล้วจากไป
ซ่งิเจิงรู้ดีว่านางกำลังช่วยปกปิดสถานการณ์พลานามัยของฮ่องเต้มีคนคิดปองร้ายอยู่รอบด้านแบบนี้ ช่างไม่ง่ายสำหรับนางเลยจริงๆ
ไม่นานเหล่าองค์ชายก็รู้เื่ที่รัชทายาทได้ร่วมหารือกับเซวียนเหวินฮ่องเต้เกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองจนถึงดึกดื่นค่อนคืน ทั้งยังเรียกหลินซิ่งอานไปช่วยตรวจดูอาการของรัชทายาทโดยกินเวลาไปหนึ่งชั่วยามเต็มๆ
พอองค์ชายใหญ่รู้เข้าั์ตาก็เกิดแวววูบไหว เมื่อได้ยินคนสนิทมารายงานข่าวโดยกระซิบเสียงต่ำ “องค์ชาย สายในกองทหารองครักษ์มีรายงานที่เชื่อถือได้ว่าโอสถถูกส่งเข้าไปในกระโจม องค์รัชทายาทจะต้องเสวยยาไปแล้วเป็แน่ เมื่อครู่ยังเห็นว่าดีๆอยู่ ตอนนี้กลับมาเสวยยาอีก เกรงว่าจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลพ่ะย่ะค่ะ”
ั์ตาขององค์ชายใหญ่เกิดประกายขึ้นวูบหนึ่ง
ในกระโจมมีเพียงเสด็จพ่อองค์รัชทายาท และซ่งิเจิงอีกคน หากไม่ใช่รัชทายาทที่ดื่มยา…คนที่เป็ไปได้มากที่สุดก็เห็นจะมีแต่เสด็จพ่อ!เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “ลองไปสืบมาว่าสำนักหมอหลวงใช้ตัวยาชนิดใด!”
[1] เส้าจานซื่อเป็ชื่อตำแหน่งในยุคโบราณ โดยทำหน้าที่ดูแลงานส่วนพระองค์ของฮองเฮาและองค์รัชทายาท
[2] ซานกงเป็คำเรียกขุนนางชั้นสูงสุดสามตำแหน่งในจีนโบราณอันประกอบไปด้วยอัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือน สมุหราชเลขาธิการ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ั้แ่ตอนที่ 15 เป็ต้นไป ติดตามต่อได้ที่
https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd